นโยบายสื่อ 2010-2020: เค้าโครงแนวคิด

2009 กรกฎาคม 6

เพิ่งรู้จากเพื่อนๆ (@supinya, @tewson, @markpeak) ว่ากำลังมีโครงการพัฒนานโยบายสื่อ 4 ประเภทแบบบูรณาการ ทั้งสื่อกระจายภาพและเสียง สื่อสิ่งพิมพ์ ภาพยนต์ และอินเทอร์เน็ต ซึ่งจะนำไปสู่การก่อตั้งศูนย์นโยบายสื่อและสิทธิในการสื่อสาร ‘The Centre for Communication Rights and Media Policy’ (CRMP)

ในฐานะที่ถูกชวนมาร่วมโครงการ เบื้องต้นเลยอยากเสนอแนวคิดเพื่อเป็นทิศทางในการพัฒนาโครงการ แบ่งเป็น Theme ดังนี้

1. เสรีภาพกับการควบคุม (Freedom and Control)

เสรีภาพในการสื่อสารเป็นหนึ่งในรากฐานของสังคมอารยะและเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ที่ผ่านมาอำนาจรัฐทุกยุคทุกสมัยต่างเห็นความสำคัญของควบคุมเสรีภาพในการสื่อสารเพื่อรักษาสถานภาพของตนเอง หลายๆ ครั้งที่ผลประโยชน์ของรัฐก็ขัดแย้งกับผลประโยชน์ของประชาชน เพราะอำนาจนั้นต่างมีเป้าหมายเพื่อดำรงอยู่

อย่างไรก็ตาม เสรีภาพไม่ใช่สิ่งสัมบูรณ์ (Absolute) เพราะมันมีพลังอำนาจในการสร้าง ทำลาย และเปลี่ยนแปลง ภายใต้ระบบสังคมที่ไม่สมมาตร อำนาจที่ได้มาจากเสรีภาพนั้นไม่เท่ากัน แม้ในบรรดาประชาชนก็มีหลายกลุ่ม และกลุ่มที่มีอำนาจในการสื่อสารมากกว่าก็ย่อมมีอำนาจในการชี้นำ กำหนดแนวคิดและการกระทำของสังคมได้มากกว่าเช่นกัน (Agenda setting)

ดังนั้น การพัฒนานโยบายเพื่อส่งเสริมและรับรองเสรีภาพในการสื่อสารจึงต้องพิจารณาผลกระทบของเสรีภาพอย่างรอบด้าน เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของสังคมในองค์รวม

2. เนื้อหากับอำนาจ (Content and Power)

เนื้อหาในสื่อมีอิทธิพลลึกซึ้งและกว้างขวางต่อสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนั้นถูกกำหนดอย่างมากจากสถาบันสื่อสารมวลชน ซึ่งในยุคสมัยใหม่ (Modern) สถาบันสื่อสารมวลชนต่างมีผลประโยชน์ทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง ผลผลิตของเนื้อหาอันผลิตจากแรงจูงใจทางเศรษฐกิจและการเมืองนั้นได้สร้างปัญหาต่างๆ ในสังคม ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเด็ก อาชญากรรม บริโภคนิยม ความจับจดผิวเผิน ปัญหาเหล่านี้มีอยู่จริงและเป็นผลจริงที่เกิดขึ้นจากสื่อเป็นส่วนหนึ่ง ดังนั้นนโยบายด้านสื่อจึงต้องพิจารณาแง่มุมเรื่องเนื้อหากับอำนาจอย่างจริงจัง และมีมาตรการอันเหมาะสมเพื่อจัดการกับปัญหาเหล่านี้ โดยสอดคล้องกับเป้าหมายร่วมกันของสังคม

3. เทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงสังคม (Technology and Social Change)

เทคโนโลยีทำให้สังคมเปลี่ยน โดยเฉพาะเทคโนโลยีการสื่อสารทำให้รูปแบบและโครงสร้างของสังคมพัฒนาไป ความเป็นไปได้ใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา หน้าที่ของนโยบายสื่อคือการสำรวจและคาดเดาความเป็นไปได้ที่จะส่งผลดีต่อสังคมในองค์รวม และกระตุ้น ส่งเสริม สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

Theme ทั้งสามนั้นอันที่จริงเชื่อมโยงกันเป็นสายธารเดียวกัน แม้นโยบายจะแยกส่วนกัน แต่ความคิดเบื้องหลังนโยบายจะต้องควบรวมความสัมพันธ์ทั้งหมดเข้าด้วยกันอย่างรอบด้านและเป็นธรรม (ไม่มีอคติ) โดยคำนึงถึงประโยชน์โดยรวมของสังคมเป็นเป้าหมายสูงสุด

ครีเอทีฟคอมมอนส์กับงานจดหมายเหตุทางวัฒนธรรม

2009 มิถุนายน 22
by guopai

พอดีจะไปพูดเรื่องนี้ที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร เลยเขียน Abstract ส่งไปให้เค้าดูกันก่อน ไว้ว่างๆ จะมาขยายความ

——————————–

ทางเลือกในการสงวนลิขสิทธิ์เพื่อเผยแพร่งานจดหมายเหตุทางวัฒนธรรมสำหรับสาธารณะ

การเผยแพร่ข้อมูลด้านวัฒนธรรมไม่เพียงมีประโยชน์ต่อนักวิจัย แต่ยังมีคุณค่าในระยะยาวต่อการดำรงรักษาอัตลักษณ์และเอกลักษณ์ทางวิถีชีวิตของกลุ่มคน รวมทั้งการสืบทอดรากเหง้าของกลุ่มคนในสังคมท่ามกลางความผันผวนเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของวัฒนธรรมในโลกยุคหลังสมัยใหม่ ด้วยความสำคัญดังกล่าว แนวคิดและการปฏิบัติเรื่องการสงวนลิขสิทธิ์และจำกัดการเข้าถึงข้อมูลทางวัฒนธรรมจึงควรได้รับการพิจารณาและปรับเปลี่ยนให้มีความเปิดกว้างมากขึ้น โดยเคารพและคำนึงถึงความอ่อนไหวของการเผยแพร่ข้อมูลในเงื่อนไขต่างๆ

ครีเอทีฟคอมมอนส์ (Creative Commons) เป็นสัญญาอนุญาตที่ถูกออกแบบมาเพื่อการเผยแพร่เนื้อหาข้อมูลอย่างเปิดกว้างและรักษาสิทธิ์เจ้าของข้อมูลในคราวเดียวกัน โดยการอนุญาตให้บุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงและนำข้อมูลไปใช้งานต่อได้โดยไม่ต้องขออนุญาต แต่ต้องทำตามเงื่อนไขที่เจ้าของข้อมูลกำหนด เช่นการอ้างอิงที่มา ห้ามดัดแปลงข้อมูล ห้ามใช้เพื่อการค้า เป็นต้น สัญญาอนุญาตที่เปิดกว้างและยืดหยุ่นเช่นครีเอทีฟคอมมอนส์เป็นทางเลือกในการเผยแพร่ข้อมูลทางวัฒนธรรมเพื่อประโยชน์ของสังคมโดยรวม โดยไม่ขัดแย้งกับผลประโยชน์ของเจ้าของข้อมูล

สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ ถูกพัฒนาและเผยแพร่โดยองค์กรครีเอทีฟคอมมอนส์ ซึ่งเป็นหน่วยงานไม่แสวงหาผลกำไร ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการไหลเวียนต่อยอดความรู้และวัฒนธรรม โดยเฉพาะในสื่อดิจิทัลบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่สามารถทำซ้ำและเผยแพร่ต่อได้เป็นวงกว้างอย่างรวดเร็วด้วยต้นทุนต่ำ

——————————–

Licensing Alternative for Distribution of Cultural Archive for Public Interest

Distribution of cultural content does not only benefit researchers, but also exhibits long term value as a mean to preserve cultural group’s characteristics and identities. It also serves as a basis for cultural change and development that proceeds in ever increasing rate in postmodern world. As such, the concept and practice of copyright and access restriction of cultural content should be revisited, by allowing more ‘open’ approaches while respecting sensitive issues under different conditions.

Creative Commons are licenses designed to support open distribution of content while at the same time respecting author’s rights, by allowing users to access and make use of content without permission requirement, under the conditions imposed by authors or copyright holders such as attribution, no derivative, and non-commercial use. Those open and flexible form of licensing such as Creative Commons is a viable alternative to be employed by intellectual property right protection scheme of cultural institutions for public benefit.

Creative Commons licenses are being developed and promoted by Creative Commons, a non-profit organisation whose mission is to support free flow of knowledge and culture, especially those in digital format on the Internet on which the reproduction and distribution can be made quickly, easily and less costly than conventional mediums.

Course Outline วส.457 สื่อประชาสัมพันธ์ 2

2009 มิถุนายน 17
by guopai

ตอนทำ course outline วิชานี้เร่งๆ เลยลืมบางหัวข้อ ดังนั้นจึงขอโพสต์ใหม่ที่นี่ครับ และถ้ามีอะไรเพิ่มจะแก้ไขหน้านี้เรื่อยๆ

———————————

Course Outline
วส.457 สื่อประชาสัมพันธ์ 2

ผู้บรรยาย
- ชิตพงษ์ กิตตินราดร, ที่ปรึกษาแผนงาน ICT เพื่อสุขภาวะออนไลน์และการสนับสนุนภาคีเครือข่าย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), MA student in New Media & Society, University of Leicester, guopai@gmail.comhttp://guopai.wordpress.com
- อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ (ร่วมบรรยาย), ที่ปรึกษาทางเทคโนโลยี Siam Intelligence Unit, MSc in Information Management, The University of Sheffield, isriya@gmail.com, http://isriya.com

เป้าหมาย
เพื่อให้เกิดความรู้และความเข้าใจที่มา แนวคิด และคุณสมบัติต่างๆ ของสื่อใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่ออินเทอร์เน็ต ตลอดจนทักษะในการใช้เครื่องมือต่างๆ ในฐานะเครื่องมือเพื่อการประชาสัมพันธ์ โดยเน้นการทำโครงการและวัดผลจริง

Outline

1. พื้นฐานแนวคิด (เดือนที่ 1)

  • แนวคิดเรื่องหน้าที่และบทบาทของสื่อในสังคม
  • พัฒนาการ แนวคิด และคุณสมบัติของสื่อใหม่

2. ทฤษฎี (เดือนที่ 1)

  • The Long Tail
  • Wisdom of the Crowds
  • Social Network
  • Open Content and Creative Commons

3. เครื่องมือ (เดือนที่ 2-3)

  • Blog and group blog
  • Email and group mail
  • Social network (Facebook, Hi5, etc.)
  • Media sharing (Flickr, YouTube, etc.)
  • Feed and podcasting
  • Microblog (Twitter)
  • Maps (Google Maps/Earth)
  • Collaboration tools (shared documents, wiki, calendar)
  • Polling application (Wufoo, Google Spreadsheet)
  • Virtual reality (Second Life)
  • Web statistics (Truehits, Google Analytics)

4. ปฏิบัติ (เดือนที่ 4)

  • วางแผนและข้อเสนอโครงการ
  • พัฒนาต้นแบบ
  • ดำเนินการ
  • ประเมินผล

การประเมินผล

  • 25% Participation (class attendence, blogging)
  • 25% Take home questions/essays
  • 50% Project

หนังสืออ่านประกอบ

1. ชิตพงษ์ กิตตินราดร, อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ (2009): สู่อนาคตไทยด้วยเว็บ 2.0http://lib.blognone.com/Web2_Book, Blognone Library.

JC457 lecture slides on Media and Society

2009 มิถุนายน 11

ร่องรอยอุดมคติอเมริกันในสังคมไทย

2009 พฤษภาคม 2

กำลังอ่านแนวทางการวิจัยทางวิชาการสื่อสารมวลชน เปรียบเทียบมโนทัศน์ของทฤษฎีสื่อสารมวลชนกระแสหลัก ที่นำโดยนักวิชาการอเมริกันตั้งแต่ทศวรรษ 40 เป็นต้นมา กับทฤษฎีทางเลือก ที่เกิดขึ้นมาไม่นานหลังจากนั้น และนำโดยฝั่งยุโรป

ทฤษฎีฝั่งอเมริกาจะเน้นการพยายามตอบปัญหาโดยใช้กระบวนวิธีแบบวิทยาศาสตร์ คือการพยายามหารูปแบบความสัมพันธ์ที่ชัดเจน เป็นเส้นตรง การใช้ตัวชี้วัดที่เป็นตัวเลข หรือบอกค่าได้โดยปราศจากข้อถกเถียง และการสนใจประเด็นศึกษาแต่เพียงมิติเดียว และมุ่งมั่นที่จะหาหนทางที่ดีและมีประสิทธิภาพที่สุดในการบรรลุวัตถุประสงค์นั้น ซึ่งสำหรับทฤษฎีสื่อสารมวลชน แนวทางดังกล่าวเป็นที่มาของทฤษฎีกระแสหลัก (Dominant Paradigm) เช่นทฤษฎีเข็มฉีดยา (Transmission) ที่สนใจว่าสถาบันสื่อสารมวลชนจะประสบความสำเร็จในการสื่อสารไปยังผู้รับ เพื่อให้ผู้รับเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตามที่ผู้ส่งสารต้องการได้อย่างไร (โดยไม่สนใจประเด็นอื่น เช่น สารนั้นมีคุณค่าไหม ผู้รับสารมีพื้นเพ ความคิด ความเชื่ออย่างไร) แต่ทฤษฎีกระแสทางเลือกของฝั่งยุโรป จะสนใจศึกษาประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นประเด็นด้านการเมือง วัฒนธรรม สังคมวิทยา ไปจนถึงศีลธรรม ซึ่งก็คือการมองว่าสื่อสารมวลชนเป็นส่วนหนึ่งขององค์ประกอบทางสังคมที่สลับซับซ้อนและเป็นหนึ่งเดียวกัน

เรื่องของเรื่องก็คือ ยิ่งอ่านแนวคิดอเมริกัน ก็ยิ่งนึกถึงสังคมไทยที่รับเอาแนวคิดเหล่านั้นมาใช้กันในหลายระดับ หลายๆ แนวคิดก็ฝังลึกและกลายเป็น “มาตรฐาน” ในการคิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่ชนชั้นนำและปัญญาชน โดยบางทีก็หลงลืมว่าวิธีคิดนั้นมีบางอย่างที่ “ไม่ปกติ”

ยกตัวอย่างเช่นในเรื่องสื่อสารมวลชนโดยตรง นักวิจัยสื่อสารมวลชนในอเมริการมักไม่สนใจว่าสื่อควรมีบทบาทต่อสังคม ชี้นำสังคมไปอย่างไร รายการทีวีในสหรัฐเหมือนกับรายการทีวีในไทยตรงที่เต็มไปด้วยธุรกิจการค้าและโฆษณาที่อ่อนคุณค่าต่อสังคมโดยรวม ปัญหาเหล่านี้เพิ่งได้รับความสนใจในระยะหลังๆ เมื่อคนเริ่มพบว่าทุนนิยมสุดขั้ว (ที่อเมริกาเป็นผู้นำ) นำไปสู่ปัญหานานัปการ

ทุนนิยมอเมริกามาพร้อมกับอุดมการณ์เชิดชูสิทธิ เสรีภาพ แต่บ่อยครั้งที่ผู้คนจะ “ยึดติด” กับอุดมการณ์นี้จนลืมบริบทและความถูกต้องเรื่องอื่น ปัญหานี้แปรสภาพออกมาในรูปแบบต่างๆ กัน เช่นในอเมริกาคนส่วนมากหมกมุ่นกับการฟ้องร้องที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิ์จนไม่เป็นทำมาหากิน ส่วนในไทย ผู้สนับสนุนสิทธิและเสรีภาพบางกลุ่มก็มุ่งมั่นที่จะสร้างสังคมในอุดมการณ์ โดยลืมว่าแนวคิดเหล่านี้ไม่ได้มีรากเหง้าในสังคมไทย เช่นเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาที่มีการฟ้องร้องหรือขู่ฟ้องร้องกันอย่างไม่จำเป็น ความยืดติดกับอุดมคติที่ถูกเสริมแรงจากภาพต้นแบบของสังคมที่ถูกมองว่าเป็น “อารยะ” หลายครั้งก็บ่อนทำลายคุณค่าและรากเหง้า

ตรงกันข้ามกับสังคมยุโรปที่มีการศึกษา พูดถึง และรับรู้น้อยกว่า อาจจะเพราะความใกล้ชิดระหว่างรัฐบาลไทยกับสหรัฐในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ที่ทำให้วัฒนธรรมอเมริกันกลายเป็นพลังหลักในสังคมที่ครอบงำและกลืนกิน (Hegemony) ในขณะที่ขนบแบบยุโรปอยู่ห่างไกลออกไปนับตั้งแต่สมัยร.5 นำเข้าวัฒนธรรม Victorian เข้ามา (ซึ่งยุโรปหลังจากนั้นก็ได้เปลี่ยนไปมาก แต่เราไม่ได้รับรู้และเปลี่ยนตาม) ความเป็นยุโรปในปัจจุบันคือสังคมที่หลากหลายแต่มีจุดร่วมที่ผสมผสานและคุยกันได้ (สหภาพยุโรป) การใช้สื่อเพื่อกำหนดทิศทางและสอดคล้องกับธรรมชาติและความต้องการของคนในกลุ่มต่างๆ (สื่อสาธารณะอย่าง BBC) เศรษฐกิจทุนนิยมที่ผสานกับเศรษฐกิจชุมชนที่มีคุณภาพ รักษาขนบ และพัฒนาไปในคราวเดียวกัน (ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นเช่นนาฬิกา ชีส ไวน์) ยุโรปคือสหสังคมที่ยอมรับการดำรงอยู่ของความแตกต่าง และแปรเปลี่ยนความสัมพันธ์อันสลับซับซ้อนระหว่างหน่วยต่างๆ มาเป็นความร่วมมือผ่านกลไกทั้งเชิงสถาบัน การเมือง สังคม และเศรษฐกิจ ต่างกันลิบลับกับสังคมอเมริกันยุคหลังสงครามโลก (และสังคมไทยในยุคเดียวกัน) ที่มุ่งเน้นการสร้างอัตลักษณ์อันเป็นหนึ่งเดียว การลดทอนความซับซ้อนขององค์ประกอบทางสังคมให้เหลือแต่ความสัมพันธ์ที่สามารถพิจารณาได้ด้วยแนวคิดสากลเช่นเศรษฐกิจทุนนิยม ทัศนะและมโนทัศน์เหล่านี้ฝังลึกในพลเมือง และสะท้อนออกมาผ่านช่องทางต่างๆ เช่นทฤษฎีสื่อสารมวลชนแนวทางเลือกที่ได้กล่าวข้างต้น

ผมคงไม่สามารถสรุปได้ว่ามโนทัศน์แบบไหนจะยั่งยืนและเป็นทางออกในอนาคต แต่สิ่งที่เห็น ณ ปัจจุบันคือขาลงของขนบอเมริกันแบบดั้งเดิม และการเฟื่องฟูของแนวคิดทางสายกลาง ทฤษฎีทางเลือก และการมองโลกองค์รวมโดยยอมรับความแตกต่างซับซ้อน ซึ่งหลายคนก็มองว่าการยอมรับดังกล่าวจะเป็นทางรอดของมนุษย์ เพื่อให้เราอยู่ร่วมกันกับเพื่อนร่วมโลก และธรรมชาติ