Entangle

A written expression

ทำไมต้องฆ่านก

มีคอนโดบางที่ที่ผมรู้จัก พบปัญหาว่ามีนกพิราบชอบมาทำรังตามระเบียงห้อง ฝ่ายจัดการจึงมีมาตรการในการกำจัดนกเหล่านั้น ด้วยการขอให้เจ้าของห้องติดตาข่ายกันนกที่ระเบียง ส่วนมาตรการอื่นๆ ก็อาจจะมีแต่ผู้อยู่อาศัยก็ไม่รู้ชัด แต่ในบางวันก็จะเห็นนกตายอยู่เกลื่อนถนนในบริเวณคอนโด ในวันเหล่านั้น นกบางตัวที่ไม่ตาย ก็เดินโซเซอยู่กลางทางรถวิ่ง รถบางคันนึกว่านกจะบินหนี วิ่งตรงไปตามปกติ ก็ทับนกเหล่านั้นตายต่อหน้าต่อตา

ผู้อยู่อาศัยส่วนมากในคอนโดนั้น เห็นดีเห็นงามกับมาตรการดังกล่าว พากันติดตาข่าย ลดภาระของตัวเองที่ต้องเก็บกวาดขี้นก แต่ก็มีผู้อยู่อาศัยบางคนที่ไม่เห็นด้วย ยอมเลี้ยงนกที่บริเวณระเบียงของตน เป็นเพื่อนกันไป

มนุษย์เป็นสัตว์โลกที่ไม่ค่อยยอมอยู่ร่วมพื้นที่กับสัตว์โลกชนิดอื่น คอยรังแก เข่นฆ่า หรือไม่ก็จับมากิน ทั้งยังล่าสัตว์อื่นเพื่อความบันเทิง ทั้งๆ ที่การละเว้นจากการฆ่าสัตว์ เป็นศีลข้อแรกที่ควรรักษาไว้ แต่คนส่วนมากกลับยินดีที่จะฆ่าถ้ามันทำให้ชีวิตของเขาสะดวกสบายขึ้น

สัตว์โลกเกิดขึ้นมาตามกรรมของตนเอง นกเกิดขึ้นมาก็ด้วยกรรมของมัน และมีพฤติกรรมที่ต้องหาที่อยู่ที่อาศัยตามธรรมชาติ นกไม่สามารถเลือกได้ว่าจะทำรังตรงไหน ไม่มีความรู้ ความเข้าใจ หรือทางเลือก ว่าจะทำรังตรงระเบียงบ้านของคนหรือในที่ “สาธารณะ” ที่มนุษย์เป็นผู้บัญญัติ นกไม่ได้มีเจตนาในการทำให้คนเดือดร้อน แต่คนที่สั่งสมบุญจนได้เกิดมาเป็นคนนั้น กลับมีใจต่ำกว่าที่จะเจตนาขับไล่และฆ่านกที่ไม่มีทางสู้

ในชุมชนหนึ่งๆ เช่นคอนโด ความคิดและพฤติกรรมของสมาชิกในชุมชน เป็นตัวกำหนดว่าระดับจิตใจของสมาชิกในชุมชนจะถูกยกระดับหรือจมดิ่งลง โดยเฉพาะความคิดของผู้นำ หรือผู้จัดการ ที่เป็นผู้มีสิทธิ์กำหนดทิศทางว่าจะเราจะเป็นผู้ให้หรือคร่าชีวิต คนเดี๋ยวนี้สมัครใจที่จะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่รังแกสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีทางสู้ เพียงเพื่อความสะดวกสบายของตนเอง

เราเป็นมนุษย์ควรมีจิตใจสูงกว่าสัตว์อื่น ควรเป็นผู้ให้มากกว่าผู้ทำลาย เพราะเรามีความคิด สติปัญญา ทางเลือก และความสามารถพอที่จะไม่ฆ่าใครก็ได้ การไม่ฆ่าด้วยทางเลือกอันสมัครใจของตนเอง เป็นทางที่ช่วยยกระดับจิตใจ นำเราไปสู่ความพ้นทุกข์ได้ เพราะเป็นการเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อผู้อื่น แต่ตรงกันข้าม การฆ่าด้วยความจงใจนั้น ย่อมนำมาซึ่งความแค้นพยาบาท ยากที่จะอยู่อย่างสุขสงบได้ ดึงเราลงต่ำไปตามกลไกของวัฏสงสาร

การไม่ฆ่านั้นทำได้ง่ายนิดเดียว คือการเข้าอกเข้าใจสัตว์อื่นว่ามีความจำเป็นตามธรรมชาติ เมตตาต่อผลกรรมที่ทำให้สัตว์นั้นเกิดมา และเสียสละให้ความช่วยเหลือตามที่เราทำได้ อย่างมาก ก็แค่ขยันเก็บกวาดระเบียงให้บ่อยขึ้น และทุกๆ ครั้งที่ทำ เราก็จะระลึกได้ ว่านี่คือการกระทำอันประเสริฐแล้ว

ทำไมคนเราต้องพัฒนาตัวเอง

หากถามว่าทำไมคนเราต้องพัฒนาตนเองอยู่เสมอ คำตอบทั่วๆ ไปน่าจะเป็นว่า เพื่อให้มีความรู้ ความสามารถ เพียงพอที่จะแข่งขันและรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมได้ ในขณะที่คำตอบนี้มีเหตุมีผลและมีความถูกต้อง แต่ก็ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด อันที่จริง ยังมีคำตอบอื่นที่สำคัญกว่านี้

ธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตนั้นไหลลงต่ำเรื่อยๆ หากไม่ทำอะไร ไม่ดิ้นรน ก็หวังที่จะมีชีวิตรอดอยู่ยาก ต้องเผชิญกับความทุกข์ที่หนักหนาสาหัสมากขึ้นเรื่อยๆ จนตายไป การเกิดมีขึ้นก็เพราะมีแรงบีบคั้น การดำรงอยู่ก็เป็นผลของแรงบีบคั้นนั้น และสร้างแรงบีบคั้นใหม่เรื่อยๆ ลองนึกถึงคนคนหนึ่งที่เกิดมา ก็ด้วยผลกรรมของตนเอง พอเกิดมาแล้วก็ต้องขวนขวายหาทางมีชีวิตอยู่ ในวันหนึ่งๆ ถ้าไม่หาอะไรกินก็ต้องตายไป พอโตขึ้นมาก็ต้องหาเลี้ยงชีพ หางานทำ หากนอนอยู่เฉยๆ ก็ต้องอดตายไป พอถึงเวลาป่วยก็ต้องหาทางรักษาแก้ไข หากปล่อยเฉยๆ ก็ต้องเจ็บปวดจนตายไป เป็นอย่างนี้เสมอ

อันนี้คือลักษณะทางกายภาพของสิ่งมีชีวิต แต่ในทางจิตใจก็เป็นเช่นเดียวกัน อยู่ภายใต้กฏอย่างเดียวกัน หากเราปล่อยจิตใจให้ไปเรื่อยๆ ตามสิ่งกระตุ้น ตามความอยาก ตามความโรกธ ตามความกลัว ตามความไม่พอใจ ขุ่นเคืองใจ เราจะพบว่าเราจะหดหู่ ซืมเศร้า ไม่อยากทำอะไร หยุดนิ่งอยู่กับที่ และตายลงทางจิตใจในที่สุด คนทั่วไปมีกลไกรับมือกับความตกต่ำโดยธรรมชาตินี้ โดยการสลับสับเปลี่ยนความสนใจ หันไปหาสิ่งอื่นๆ เมื่อต้องเผชิญกับภาวะที่เศร้าหมอง แต่การหันไปหาสิ่งอื่นๆ ไม่ใช่การแก้ปัญหา เพราะในที่สุดสิ่งที่เราจะหันไปหาก็จะไม่มี คือหมดความสนใจกับสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ ถึงแม้จะยังมีสิ่งใหม่ๆ ก็ต้องใช้ความพยายาม ใช้ทรัพยากร ใช้พลัง ในการแสวงหาอยู่ร่ำไปไม่มีที่สิ้นสุด

การแสวงหาทางออกต่อความทุกข์ทางใจ โดยการหันไปหาสิ่งใหม่ๆ ที่น่าตื่นเต้น น่าค้นหา สบายใจ เพลิดเพลิน จึงไม่ใช่ทางออกต่อความทุกข์ทางใจ เพราะมันสร้างความทุกข์ใหม่ คือการวนเวียนอยู่ในวงจรเดิม โดยเป็นวงจรที่ดำดิ่งลงเรื่อยๆ เพราะทางเลือกนั้นมีน้อยลง ทรัพยากรมีน้อยลง เวลามีน้อยลง เมื่อถึงเวลานั้น จิตใจเราจะด้านชา มึนงง หมดแรงหมดพลังในการมีชีวิตอยู่ ไม่สามารถสร้างสรรค์คุณประโยชน์อะไรต่อตนเองและสิ่งแวดล้อมได้อีกต่อไป

ด้วยเหตุนี้ ทางรอดเดียวในทางจิตใจ คือการที่คนเราต้องพัฒนาจิตใจของตนเองอยู่เสมอ ให้มีพลังพอที่จะรู้เท่าทัน และอยู่เหนืออำนาจของความอยาก ความโกรธ ความกลัวได้ โดยการพัฒนาทั้งทางศีล สมาธิ และปัญญา การพัฒนาศีล คือการปิดช่องทางความหม่นหมองในอย่างหยาบ ไม่สร้างเงื่อนไขที่จะทำให้ความขุ่นมัวใหญ่ๆ เข้ามาในใจเราให้ได้ การพัฒนาสมาธิ คือการพัฒนาคุณภาพของจิต ให้มั่นคง จดจ่อ มีความสงบ ความสุข เป็นพลังในการพัฒนาปัญญา คือการมองเห็นภาวะ การเปลี่ยนแปลง ของชีวิตและสิ่งรอบตัว ตามที่มันเป็นจริงๆ และหลุดพ้นจากอำนาจของความไม่รู้ที่กัดกร่อนใจเราให้ตกต่ำลงเรื่อยๆ

การต่อสู้กับความตกต่ำ ต้องใช้พลัง ต้องใช้ความพยายาม ฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอให้ชำนาญ อย่างน้อยก็เพื่อให้รักษาระดับไม่ให้ถูกฉุดลงต่ำได้ เพราะสิ่งเศร้าหมองทางใจในยุคนี้มีมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่สามารถหลีกหนีพ้น ทุกวันเราเจอกับแรงกระทบ การยั่วยุของกิเลส ตั้งแต่ตื่นจนนอน แรงกระทบเหล่านี้หากเราไม่รู้ตัว จะเข้าไปสะสม ทำงานในจิตใต้สำนึก แสดงออกมาผ่านความฝันและพฤติกรรมที่ดูเหมือนไม่ใช่เรา และฝังลงไปจนแยกไม่ออกจากตัวเราในที่สุด หากจะพูดง่ายๆ ก็คือเราจะไม่ใช่เราในที่สุด เป็นแค่ผลผลิตของสิ่งยั่วยุที่ทำงานในจิตใจจนกลายมาเป็นปีศาจในร่างกายนี้ เรากำลังเป็นปีศาจโดยไม่รู้ตัว แต่ถ้าเราพัฒนาตนเอง มีพลังของความดี ความสงบตั้งมั่นของจิต และปัญญารู้เท่าทันแรงกระทบและปรากฏการณ์ต่างๆ จนสามารถถอดถอนเราออกจากแรงกระทบได้ ใจของเราก็จะถูกยกสูงขึ้น เป็นกลไกธรรมชาติเช่นกัน แต่สวนทางกันกับกลไกของกิเลส

ดังนั้น เราจึงต้องพัฒนาตนเองในทางจิตใจ เพราะนี่คือทางรอดเดียวของเรา เป็นทางรอดต่อความทุกข์ที่เราประสบเอง เป็นเรื่องของตัวเองไม่ใช่เรื่องของใครอื่นเลย เป็นไปในเหตุผลเดียวกันกับการที่คนเราต้องกิน ต้องรักษาชีวิต ให้ชีวิตทางกายภาพอยู่รอดได้ ชีวิตทางใจก็เช่นเดียวกันที่ต้องพัฒนาเพื่อให้อยู่รอด

หลักการและเทคนิคการแปลงภาพสีเป็นขาวดำ

สำหรับผมแล้ว ภาพขาวดำที่ดีนั้นจะให้ความรู้สึก “เหมือนจริง” มากกว่าภาพสี ในแง่ที่ว่าภาพขาวดำเอาสีซึ่งบางครั้งไม่ใช่สาระของภาพนั้นออกไป ทำให้ผู้ชมมุ่งความสนใจไปในสาระสำคัญ นั่นก็คือรูปทรง แสง โทน และที่สำคัญที่สุด คือความสัมพันธ์ และอารมณ์ ที่เกิดจาก Subject ต่างๆ ในภาพนั้น

แต่การได้ภาพขาวดำที่ดีนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายหรือเรื่องสำเร็จรูป เพราะอุปกรณ์เราไม่ได้บันทึกโทนเป็นขาวดำตั้งแต่แรก แต่บันทึกเป็นสี ส่วนมาก หากเราปล่อยให้กล้องหรือโปรแกรมแปลงภาพสีเป็นขาวดำโดยอัตโนมัติ มักจะได้ภาพขาวดำที่โทนดูไม่น่าสนใจ แบนๆ เหมือนภาพถ่ายเอกสาร

แนวทางการแปลงภาพสีเป็นขาวดำ ผมจะยึดคุณลักษณะของภาพขาวดำจากฟิล์มขาวดำที่ถ่าย ล้าง และอัด (หรือสแกน) ออกมาพอดี แล้วแปลงภาพดิจิทัลสีเป็นขาวดำโดยใช้คุณลักษณะเหล่านั้นเป็นฐาน

คุณลักษณะเฉพาะของภาพขาวดำจากฟิล์ม มีดังนี้

  • ความสว่างของ Subject หลักในภาพนั้นพอดี ส่วนอื่นๆ มีแนวโน้มที่จะมืดกว่า หรือสว่างกว่าตามลำดับ สามารถ Burn หรือ Dodge เพื่อให้ส่วนต่างๆ มืดลงหรือสว่างขึ้นได้
  • Contrast ค่อนข้างมาก จึงจะเห็นความแตกต่างของโทนได้อย่างชัดเจน แต่ในที่ดำจัดขาวจัด ก็ยังมีรายละเอียดอยู่บ้าง
  • สีผิวของคน ควรสว่างแต่ไม่ขาวโพลน เป็นสีของเงิน Silver ไม่ใช่สีคล้ำๆ ทึมๆ หรือสีขาวจัดจนไม่เห็นรายละเอียด
  • มีความคมตามขอบรอยต่อของโทนที่ต่างกัน และมีเกรนของฟิล์ม

คุณลักษณะ 4 ข้อนี้ เป็นคุณลักษณะจำเพาะของภาพขาวดำจากฟิล์ม ซึ่งอาจไม่มีในภาพสีดิจิทัล ดังนั้น การแปลงภาพสีเป็นขาวดำจึงควรสร้างคุณลักษณะ 4 ข้อนี้ขึ้นมา โดยทำตามแนวทางประมาณนี้ (ใช้โปรแกรมอะไรก็ได้ที่ถนัด เช่น Photoshop, Adobe Camera Raw, Adobe Lightroom, Aperture)

  1. แปลงภาพเป็นขาวดำตามปกติ มักจะได้ภาพขาวดำโทนมืดๆ แบนๆ Contrast น้อย
  2. ปรับความสว่างของแต่ละสี เราจะจำลองการใช้ Filter สีเหลืองหรือสีส้ม ที่ทำให้สีผิวคนนั้นสว่างขึ้น แต่สีอื่นๆ สว่างเท่าเดิมหรือมืดลง โดยปรับสีเหลืองหรือส้มให้สว่างขึ้น แล้วลดสีอื่นๆ ลง เป้าหมายในขั้นนี้คือทำให้สี Subject หลัก เช่น หน้าคน ดูสว่างเป็น Silver แต่ระวังอย่ามากเกินไปจนขาวโพลนผิดธรรมชาติ
  3. ปรับความสว่างทั้งหมด หรือ Exposure/Brightness ของภาพ ให้พอดี ถ้าปรับแล้วสีผิวเปลี่ยนไปมาก ก็กลับไปปรับความสว่างของแต่ละสีอีกครั้ง
  4. ปรับ Curve เพิ่ม Contrast ทำให้ Curve เป็นรูปตัว S เพื่อให้ส่วนที่ดำนั้นดำลงอีก ส่วนที่ขาวข้างบนไม่ต้องปรับมากเท่าส่วนที่ดำ เพราะภาพขาวดำจริงๆ มักไม่ขาวโพลน สังเกตให้โทนมีความต่อเนื่อง อย่าให้ Contrast มากไปจนเกิดช่องว่างของความต่อเนื่องระหว่างโทน
    • ไม่ต้องกลัว Clipping ในฝั่งสีดำ เพราะภาพขาวดำจริงมันจะมีส่วนดำสนิทอยู่บ้าง
    • Contrast ในช่วงสีมืด 1/3 ล่างของ Curve จะน้อย หมายความว่าส่วนที่มืดจะมืดคล้ายๆ กัน ไม่ต่างกันมาก แล้วไปเพิ่มความชันตอนกลางๆ (Mid-tone Contrast ให้มากเข้าไว้) ส่วนบนๆ นั้น Contrast น้อยลง
  5. Burn หรือ Dodge ส่วนที่ต้องการให้มืดลงหรือขาวขึ้น โดยทั่วไป เพราะจะอยากให้สภาพแวดล้อมรอบๆ Subject ที่ไม่จำเป็นหรือไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวนั้นมีความมืดลง
  6. เพิ่มความคม (Sharpen) ตามความจำเป็น ทำให้ขอบรอยต่อของโทนที่ต่างกันนั้นคมขึ้น สามารถ Sharpen เข้าไปในส่วนที่ไม่ใช่รอยต่อได้ เพราะจะทำให้ Grain ชัดขึ้น แต่อย่ามากเกินไป เพราะ Grain ของดิจิทัลไม่งามเหมือน Grain ของฟิล์ม
  7. เพิ่ม Grain โดยปรับจำนวน ขนาด ของ Grain ให้คล้ายกับ Grain ของฟิล์มที่ต้องการเลียนแบบ ระวังว่าทำยังไงมันก็ไม่เหมือน Grain จริง จะดูรกหลอกตาได้ถ้าทำมากเกินไป

เท่านี้ก็ได้ภาพขาวดำที่ดูเป็นธรรมชาติคล้ายฟิล์มแล้ว วิธีที่ดีคือควรศึกษาภาพจากฟิล์มจริงๆ ว่ามีลักษณะเป็นอย่างไร แล้วเลียนแบบลักษณะเหล่านั้น

ภาพถ่ายที่ดี…

ภาพถ่ายที่ดี…

  • ไม่จำเป็นต้องคมชัด
  • ไม่จำเป็นต้องละเอียด
  • ไม่จำเป็นต้องมีขนาดใหญ่
  • ไม่จำเป็นต้องมีสี
  • ไม่จำเป็นต้องมีโทนที่อิ่ม
  • ไม่จำเป็นต้องคอนทราสต์จัด
  • ไม่จำเป็นต้องเห็นรายละเอียดครบ
  • ไม่จำเป็นต้องถ่ายด้วยกล้องราคาแพง

Image

ภาพถ่ายที่ดี…

  • จำเป็นต้องมีความหมายบางอย่างกับผู้ถ่าย เช่น ความประทับใจต่อแสง ฟอร์ม พื้นผิว เนื้อหาสาระ
  • จำเป็นต้องผ่านการคิด ประเมิน ใคร่ครวญ ว่าจะนำเสนอภาพนั้นอย่างไร การประเมินอาจใช้เวลานานหรือแค่เสี้ยววินาทีก็ได้
  • ควรผ่านการตัดสินใจทางเทคนิคที่ผู้ถ่ายเป็นผู้ควบคุม เท่าที่จะมีความสามารถหรืออุปกรณ์สามารถทำได้ เช่น การตัดสินใจเลือกความกว้างหน้ากล้อง ความเร็วชัตเตอร์ โฟกัส และการจัดองค์ประกอบ (Composition)
  • ควรสะท้อนถึงความประทับใจที่ผู้ถ่ายมีต่อฉากนั้นอย่างซื่อตรง

How to properly use an old bottom-loader film camera like Leica I, II, III, Fed, and Zorki?

I just acquired a Zorki-1 camera. It’s a lovely copy of Leica II. Although it’s a joy to use, there are some really important things that can prevent you from getting good pictures or not getting anything at all.

  1. Film preparation: you need to cut the film leader further inside for about 13 sprocket holes, otherwise the first frame will jam on the film door. There are many sites that provide detailed method. Just search for ‘how to load a bottom loader camera’ or something similar.
  2. To load a film: be sure that the film lock is set at ‘advance’ (normal) mode, not ‘release’ mode. Insert the film’s end to the film take-up spool’s clip. Try pulling it out gently to see if it easily come out. This is very important because during the first winding, the film’s end might come loose but the sprocket is still engaged. You can still take a few pictures but the film was sucked inside the mechanism and will eventually jam. Not only that you will loose all of your shots, but you will have to disassemble the camera to disentangle the film. The best way to ensure proper loading is to wind the first frame while the bottom cover is still unattached. Look inside the loading chamber to see if the film is wounded on the take-up spool or not. If not, release the lock, rewind, and load again. Also you should tighten the film cartridge before loading, and see if the rewind knob rotate smoothly and evenly for each and every turn of the advance knob. If on the first few frame the rewind knob hesitates to turn, then it’s very likely that the film comes loose inside.
  3. Frame advancing: first thing to do after each shot is to advance the film. You have to advance the film before setting the shutter speed. This is because the shutter speed will rotate when a shutter is pressed and during the winding, therefore you cannot correctly set a speed before the winding. In some model with slow speed selection, setting a shutter speed before winding will result in a damage.
  4. Film unloading: first you need to get the lens cap on. During the rewind, the shutter curtain may somehow open, resulting in a major light leak. Then release the film lock, rewind, set the film lock to normal position (if not you might forget to set it back before loading the film next time), open the bottom cover and pull the film cartridge out.

Some of these requirements I learned from reading, but some I learned them the hard way. These cameras were designed differently some 80 years ago, thus require the learning. Nevertheless they are simple, straightforward, require no battery, compact, undistracting, look lovely, and take beautiful pictures.

ต้นทุนการถ่ายรูปฟิล์มขาวดำ

ถ้าอยากเริ่มต้นถ่ายรูปฟิล์มขาวดำ พร้อมล้างและสแกนฟิล์มด้วยตัวเอง จริงๆ ไม่แพงมาก ลองสรุปค่าใช้จ่ายทั้งหมดมีดังนี้

อุปกรณ์ถ่ายภาพ

  • กล้องฟิล์มพร้อมเลนส์ เริ่มต้น 3,000 บาท (Zorki)
  • ฟิล์ม 1 ม้วน 170 บาท (Kodak หรือ Ilford ก็ได้ ถ้า Fuji ก็ถูกกว่า)

Image

กล้อง Zorki-1. Photo by Joy.

อุปกรณ์และน้ำยาล้างฟิล์ม

  • แทงค์โหลดฟิล์ม ประมาณ 1,200 บาท
  • ถุงมืด ประมาณ 500 บาท
  • น้ำยา Developer D-76 ถุงละประมาณ 350 บาท ล้างได้ประมาณ 25 ม้วน
  • น้ำยา Stopbath ไม่ต้องซื้อ ใช้น้ำเปล่าแทนได้
  • น้ำยา Fixer ผมใช้ของ Ilford ขวดละ 700 บาท ใช้ได้ประมาณ 12 ม้วน
  • น้ำยา Photoflo 120 บาท ใช้ได้หลายปี
  • ภาชนะพลาสติกผสมน้ำยา 4 ใบ ขวดพลาสติกฝาปิดแน่นเอาไว้เก็บน้ำยา 3 ใบ ถาดรองน้ำแข็งเอาไว้แช่ Developer 1 ใบ ทั้งหมดประมาณ 1,000 บาท
  • ที่เปิดขวดเอาไว้เปิดฝาฟิล์ม กรรไกรตัดฟิล์ม คลิปหนักๆ เอาไว้ตากฟิล์ม รวม 500 บาท
  • ซองใส่ฟิล์ม ประมาณ 300 บาท

อุปกรณ์สแกน (ใช้วิธีสแกนด้วยกล้องดิจิทัล)

  • กล้องดิจิทัล DSLR 20,000 บาท
  • เลนส์ Macro มือสองก็ได้ 5,000 บาท
  • ขาตั้งกล้องดีๆ หน่อย 5,000 บาท
  • กล่องไฟ ทำเองได้ ใช้แผ่นอคริลิกขุ่น กับหลอดไฟเกลียวสีขาว 1 หลอด ประมาณ 500 บาท

Image

คอมพิวเตอร์และโปรแกรมแต่งภาพ เช่น Photoshop สมมุติว่ามีแล้ว

รวมทั้งสิ้น 42,840 บาท ถ้ามีกล้องดิจิทัลอยู่แล้วก็ลดลงไปครึ่งนึง เหลือ 20,000 กว่าบาทเท่านั้น ถูกกว่า Smartphone ชื่อดัง แต่ได้ความสนุก งานอดิเรก และการพัฒนาตัวเองที่ทำได้ตลอดชีวิต

ถ่ายรูปอย่างไร

หลังจากลองผิดลองถูก ถ่ายภาพขาวดำบนฟิล์มแบบทำมือด้วยตัวเองทุกประการ มาได้เกือบปี ถึงตอนนี้คิดว่าน่าจะลองสรุปกระบวนการทั้งหมดไว้ตั้งแต่เริ่มคิดจะไปถ่ายภาพจนถึงได้ภาพออกมาดู เผื่อจะมีประโยชน์กับผู้สนใจบ้าง

ก่อนอื่น เราต้องมีแนวคิดที่ชัดเจนเสียก่อน ว่าจะถ่ายภาพไปเพื่ออะไร เป้าหมายของแต่ละคนไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน แต่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีเป้าหมาย มิฉะนั้นภาพที่ออกมาก็จะไม่มีความหมายหรือคุณค่าด้วยความตั้งใจของเรา สำหรับผม เป้าหมายของการถ่ายภาพ คือการถ่ายทอดความงามของสิ่งที่ผมเห็น ความงามนี้มีหลายแบบ ทั้งงามโดยรูปแบบ เช่น แสงสวย มุมสวย วัตถุสวย คนสวย รูปร่างสวย หรืองามโดยเนื้อหา เช่น การสื่อตัวตนของคนที่ถูกถ่าย การสื่อความหมายของฉากนั้นๆ หรือแม้แต่การสื่ออารมณ์ที่กำลังรู้สึกต่อสิ่งที่เห็น พูดง่ายๆ ก็คือ สำหรับผม เป้าหมายของการถ่ายภาพ คือการสะท้อนความงาม เท่านั้นเอง ดังนั้น ถ้าเจอฉากที่เป็นความทุกข์ โศกนาฏกรรม ความสับสน หรืออารมณ์อะไรก็ตามที่เป็นด้านลบ ผมมักจะไม่ถ่ายภาพนั้น เพราะมันไม่งาม

เมื่อมีแนวคิดและเป้าหมายในการถ่ายภาพแล้ว ก็หาโอกาสที่จะไปถ่าย บางทีก็เป็นสถานการณ์ที่ถูกกำหนดขึ้นมา เช่น งานแต่ง งานต่างๆ หรือสถานการณ์ที่กึ่งๆ กำหนดขึ้น เช่น ไปสวนสาธารณะเพื่อไปถ่ายภาพ ส่วนบางที ก็เป็นสถานการณ์ที่ไม่ได้เตรียมการล่วงหน้า เช่นบังเอิญไปเจออะไรน่าถ่าย เป็นต้น สิ่งที่สำคัญในขั้นนี้ก็คือ ควรจินตนาการให้ได้พอสมควร ว่าเราอยากสะท้อนอะไรจากสถานการณ์ที่กำลังจะไปถ่ายภาพ เช่น ไปสวนสาธารณะตอนเย็นๆ อยากไปสระบัว นึกถึงบึงน้ำ ก้อนหิน และใบบัว ตอนอาทิตย์ตก ความงามของฉากเหล่านั้นคืออะไร เป็นต้น หรือนึกถึงเป้าหมายที่เจาะจงของการไปถ่ายภาพครั้งนั้นๆ เช่น ต้องการให้ได้ภาพบุคคลที่แสงสวย เป็นธรรมชาติ สะท้อนตัวตนของคนคนนั้น เป็นต้น

การที่เราจินตนาการถึงฉากที่เราจะไปถ่าย จะช่วยเราในขั้นต่อไป นั่นก็คือ การเตรียมอุปกรณ์ที่เหมาะสม กล้องและอุปกรณ์ถ่ายรูปนั้นมีหลากหลายมาก ถึงจะมีกล้องตัวเดียวก็ต้องเลือกฟิล์ม เลือกว่าจะเอาขาตั้ง หรือฟิลเตอร์ หรือแม้แต่กระเป๋ากล้องแบบไหนไป ประเด็นสำคัญคือเลือกให้ถูกกับงาน และควรเลือกให้มีความยืดหยุ่น พกพาสะดวก เอาไปน้อยชิ้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ตัวอย่างการเลือกก็เช่น ถ้าจะเดินทางไปต่างประเทศ เพื่อไปงานสัมนาหรือประชุม ผมจะเอากล้องเล็กๆ ไป และฟิล์มความไวสูง เช่น ISO 400 เพราะเราไม่รู้ว่าจะเจอสถานการณ์แสงแบบไหน ส่วนมากเลนส์ก็เอาเลนส์กว้างหรือเลนส์ Normal ไป แต่ถ้าต้องถ่ายอะไรในงานสัมนา อาจพิจารณาเอาเลนส์ Tele ไปด้วย แต่ถ้าต้องการไปถ่ายภาพบุคคลที่ต้องการคุณภาพและความละเอียดสูง ก็เอากล้อง Medium format ฟิล์มขนาด 120 ไป เพราะให้ภาพที่ละเอียด โทนอิ่มและต่อเนื่องกว่าฟิล์ม 135 หรือกล้องดิจิทัลมากนัก ส่วน Filter หรือขาตั้ง ผมไม่ค่อยใช้ถ้าไม่จำเป็น ส่วน Flash ไม่เคยใช้เลยเพราะชอบแสงธรรมชาติ

ต่อมาคือตอนถ่าย สำหรับผม การถ่ายภาพเป็นกิจกรรมที่ต้องใช้ความตั้งใจ ต้องมีสมาธิ คือควรจงใจไปถ่ายภาพ หรือตระหนักอยู่เสมอว่ากำลังถ่ายภาพอยู่ ไม่ใช่เที่ยวๆ เห็นอะไรสวยก็นึกถ่ายเอา เพราะการถ่ายภาพที่จิตใจพร้อม Focus อยู่นั้นจะทำให้เรามองและคิดอย่างมีคุณภาพมากขึ้น ทำให้ภาพออกมาดีด้วย อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าถ้ามีประสบการณ์มากขึ้น เราจะสามารถเปลี่ยนความคิดเป็นโหมดถ่ายภาพได้รวดเร็วขึ้น ก็อาจ Relax ได้มากขึ้น

ในทางเทคนิค เวลาจะถ่ายภาพผมจะเฟรมภาพก่อนโดยยังไม่ได้ยกกล้อง คือนึกให้ออกว่ากรอบภาพที่อยากได้คืออะไร ภายใต้ข้อจำกัดของเลนส์ที่เรามี ซึ่งก็มักจะเป็นเลนส์ที่ติดกับกล้องในตอนนั้น อย่าคิดสับไปสับมา ควรเลือกไปเลยว่าจะใช้ความยาว Focus เท่าไหร่ ทางเลือกมากก็ยิ่งยุ่ง ต้องคอยเปลี่ยนเลนส์ ไม่ใช่เรื่องสนุกเท่าไหร่

ต่อมาคือปรับแสง ซึ่งก็คือการวัดแสง ตั้งความเร็วชัตเตอร์ ตั้งความกว้างหน้ากล้อง เรื่องการปรับแสงนี้เป็นเรื่องละเอียดลึกซึ้ง อธิบายได้ยืดยาว แต่สั้นๆ ก็คือควรปรับแสงให้ได้พอดี อย่า Under หรือ Over เกินไปมาก เพราะถึงจะไปปรับตอน Process ภาพได้ แต่โทนจะไม่อิ่มเท่าภาพที่ปรับแสงมาพอดีตั้งแต่ต้น วิธีวัดแสงที่ดีที่สุด คือกะเอาเองก่อน อาจใช้สูตร Sunny 16 หรือสูตรเฉพาะตัวอะไรก็ได้ แล้วตั้งชัตเตอร์กับหน้ากล้องให้ได้ตามที่กะ จากนั้นพอยกกล้องขึ้นเพื่อ Frame ภาพก็คือใช้เครื่องวัดแสงในกล้อง Confirm และปรับค่าที่เรากะเอาไว้ วิธีนี้จะเร็วกว่าการพึ่งพากล้องแต่อย่างเดียว และใช้ได้เมื่อกล้องไม่มีเครื่องวัดแสง

ต่อมาคือการ Focus ซึ่งก็ควร Focus ให้แม่นยำที่สุดเท่าที่จะทำได้หรือมีเวลา เทคนิคการ Focus มีมากมาย สำหรับคนตาไม่ดีอย่างผม การใช้กล้อง Rangefinder อาจช่วยได้ เพราะใช้วิธีการซ้อนภาพให้ตรงกัน แทนที่จะเป็นการทำให้ภาพชัด สิ่งที่ควรคำนึงเสมอเวลา Focus คือระยะชัดลึกของหน้ากล้องที่ตั้งไว้ ถ้าเราใช้หน้ากล้องแคบ ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องความแม่นยำของการ Focus มากก็ได้ เหมาะกับการถ่ายอะไรเร็วๆ แต่ถ้าเปิดหน้ากล้องกว้างสุดนี่ก็ต้องเอาให้แม่นสุดๆ ผมเคยถ่ายภาพคนหน้าตรงด้วยเลนส์ 50 ที่หน้ากล้อง 1.4 ในระยะประชิด ปรากฏไป Focus ที่หู ชัดแค่หู แต่ใบหน้าและตาไม่ชัด

ขั้นสุดท้ายคือกดชัตเตอร์ ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด เหมือนการลั่นไกเวลายิงปืน ต่อให้เล็งดีเท่าไหร่ ถ้าลั่นไกไม่ดีก็ไม่เกิดผล ตอนกดชัตเตอร์เป็นช่วงเวลาชี้เป็นชี้ตาย ตั้งมีสติ มีสมาธิสูงที่สุด จิตใจจดจ่ออยู่กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างเดียว ตอนกดนั้นต้องมั่นคง มั่นใจ ต่อเนื่อง และนุ่มนวล ร่างกายตั้งอยู่ในท่าที่มั่นคงที่สุดที่จะทำได้ในตอนนั้น ลมหายใจเป็นธรรมชาติ อย่าเกร็ง แต่ก็ไม่ปล่อยตามสบายจนอ่อนนิ่มไปหมด ถ้าทำได้ดี ต่อให้ความเร็วชัตเตอร์ 1/8 หรือ 1/4 ก็ยืนถ่ายได้ภาพชัดพอสมควร คุณพ่อผมเคยเล่าว่าไปถ่ายภาพในถ้ำ ความเร็ว 1/2 เห็นภาพออกมาชัดแจ๋ว อย่างไรก็ตามทางที่ดีก็ควรใช้ความเร็วชัตเตอร์ที่สูงหน่อย ผมพบว่าถ้าเดินไปเดินมา เริ่มเหนื่อย ต่อให้ใช้ความเร็ว 1/125 บางทีก็ยังไม่ชัด

พอถ่ายกลับมาแล้ว ก็ล้างฟิล์ม ฟิล์มขาวดำล้างเองได้ แค่มีถุงมืดเอาไว้โหลดฟิล์มเข้าแท้งค์ ก็ล้างได้แล้ว ขั้นตอนการล้างคร่าวๆ มีดังนี้

  1. โหลดฟิล์มเข้าแทงค์ล้างฟิล์มในความมืดสนิท อาจใช้ถุงมืดได้ถ้าไม่มีห้องมืด
  2. เตรียมผสมน้ำยาทุกชนิดไว้ก่อน ได้แก่ Developer เอาไว้สร้างภาพ, Stop bath เอาไว้หยุดการสร้างภาพ (ใช้น้ำเปล่าก็ได้), Fixer เอาไว้คงสภาพภาพ, และ Photoflo เป็นเหมือนน้ำยาล้างกระจก เอาไว้ทำให้น้ำไม่เกาะฟิล์มเป็นคราบตอนตากให้แห้ง น้ำยา Developer จะต้องแช่ให้ได้อุณหภูมิที่กำหนด เช่น 20 องศา หรือ 24 องศา โดยแช่ในถาดน้ำแข็งและใช้ Thermometer เสียบไว้ พอถึงอุณหภูมิที่ต้องการก็เอาออกจากถาด
  3. เทน้ำเปล่าลงแทงค์และเขย่านิดหน่อยสักครึ่งนาที เพื่อปรับสภาพฟิล์มให้เปียกน้ำก่อน เทน้ำออก
  4. เท Developer ที่ผสมและและได้อุณหภูมิแล้วลงไปอย่างเร็ว ถ้าเทช้าอาจ Develop ไม่สม่ำเสมอ แล้วเขย่าตามสูตรเพื่อให้น้ำยาเปลี่ยนวนทั่วถึงเนื้อฟิล์ม อาจใช้วิธีพลิกแทงค์ หรือใช้แกนหมุนแทงค์ได้ตามสะดวก สิ่งที่ต้องคำนึงคือถ้าเขย่ามากจะ Contrast เยอะ เขย่าน้อย Contrast น้อย พอครบเวลาก็เทออก
  5. เท Stop bath ลงไป เขย่าเยอะๆ ประมาณครึ่งนาที เทออก
  6. เท Fixer ลงไป เขย่าเหมือน Developer หรือตามที่สูตรระบุ ครบเวลาแล้วเทออก Fixer นี้ผมไม่ใช้ซ้ำ เพราะพบว่าถ้าใช้ซ้ำแม้แต่ครั้งเดียวจะทำให้ฟิล์มเกิดคราบหรือจุดได้
  7. ล้างน้ำเปล่าเยอะๆ เพื่อเอา Fixer ออกให้หมด มีหลายสูตร ผมใช้สูตร Ilford คือเทน้ำ เขย่า 5 ครั้ง เทน้ำ เขย่า 10 ครั้ง และเทน้ำ เขย่า 20 ครั้ง แต่เพื่อความมั่นใจ ก่อนเริ่มผมรันน้ำให้ล้น 3 รอบ และตอนจบก็รันน้ำให้ล้นอีก 1 รอบ
  8. เท Photoflo ที่ผสมแล้วลงไป เขย่านิดหน่อย ทิ้งไว้สักครึ่งนาที แล้วเทออก เป็นอันเสร็จ ไม่ต้องล้างน้ำเปล่าอีก
  9. ตากฟิล์ม ห้ามจับจนกว่าจะแห้ง อย่าใช้ฟองน้ำหรือยางลูบ เพราะมีโอกาสสูงที่ฟิล์มจะเป็นรอย บางทีถ้าอยากให้แห้งเร็วจริงๆ ก็ใช้นิ้วมือที่เปียกน้ำ รูดเบาๆ ครั้งเดียว

พอแห้งแล้ว ซึ่งใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง ก็ตัดฟิล์มใส่ลงซอง เป็นอันเสร็จขั้นตอนการล้างฟิล์ม

ต่อมาคือการอัดภาพ ซึ่งต้องเลือกว่าจะอัดแบบดั้งเดิมในห้องมือ ออกมาเป็นกระดาษ หรืออัดแบบดิจิทัล ซึ่งก็ต้องเลือกอีกว่าจะเอาออกมาเป็นไฟล์หรือเป็นกระดาษ ผมมักจะอัดดิจิทัลเป็นไฟล์ ซึ่งจริงๆ มันก็คือการสแกนฟิล์มและ Process ออกมาให้เป็นไฟล์ภาพที่พร้อมใช้ดูบนจอนั่นเอง ส่วนการอัดดั้งเดิมนั้นไม่ค่อยทำ เพราะถึงแม้จะสนุก ให้ภาพสวย แต่แพง และที่สำคัญกลิ่นน้ำยานั้นทำอันตรายภายในโพรงจมูกมาก (การอัดต้องใส่น้ำยาลงในถาดขนาดใหญ่ ห้องต้องปิด สูดกลิ่นมากกว่าและนานกว่าการล้างมาก) ส่วนการอัดดิจิทัลเป็นภาพก็ไม่ค่อยทำ เพราะดูในจอคอมได้สะดวกกว่า และผิดคอนเซ็ป คือต้องไปพึ่งร้านอัดให้ ต้องการทำเองทั้งหมด

ในการอัดแบบดิจิทัลเป็นไฟล์ มีสองขั้นตอนคือสแกนแล้วก็ Process (เรียกง่ายๆ ว่าแต่งภาพ แต่ไม่อยากใช้คำนี้ เพราะมันไม่ใช่การตกแต่งให้ผิดความเป็นจริง แต่เป็นการทำเพื่อให้ตรงกับความเป็นจริงที่สุด หรือ reproduction นั่นเอง)

ในการสแกน ปกติจะใช้ Film scanner กัน แบบถูกๆ ก็คือ Flatbed scanner ที่มีถาดใส่ฟิล์ม อันนี้ก็หมื่นกว่าบาท ส่วนแบบแพงก็เป็นเครื่องเฉพาะทาง หลายๆ หมื่นขึ้นไป ปัญหาของ Film scanner คือถ้ามันไม่ดีจริง ภาพจะไม่ดี เช่น ไม่คม โทนไม่อิ่ม เสียรายละเอียดพวกมืดจัดขาวจัด และใช้เวลาสแกนนาน

เมื่อไม่นานมานี้ ผมไปพบบทความที่พูดถึงการใช้กล้องดิจิทัล DSLR ทั่วไป ในการสแกนฟิล์ม ปรากฏว่าได้ลองทำเองแล้วได้ผลดีมากกว่า Scanner ที่มีอยู่ เลยจะเล่าวิธีนี้ให้ฟัง เพราะทำเองได้ ไม่แพง ได้ผลดี และที่ดีที่สุดคือ มันจำลองกระบวนการอัดภาพแบบดั้งเดิมแทบจะเหมือนกันทุกประการ

วิธีใช้กล้องสแกนฟิล์ม หรือที่เรียกว่า Camera scan มีหลักการคือเอากล้องดิจิทัลที่ใส่เลนส์ Macro (ที่เอาไว้ถ่ายวัตถุขนาดเล็ก) ถ่ายภาพฟิล์มทีละเฟรม โดยฟิล์มนั้นวางบนฉากหลังที่ปล่อยแสงสีขาวสว่างออกมาทั่วเสมอกัน ผมใช้แผ่นอคริลิกขุ่น วางบนแท่นสูงประมาณ 20 ซม. ด้านล่างวางหลอดประหยัดไฟเกลียวแสงสีขาว ด้านบนเอาฟิล์มวาง โดยได้ทำตัวจับฟิล์มเพื่อทำให้ฟิล์มแบนราบ ใช้กระดาษแข็งเจาะช่องให้ใหญ่กว่าฟิล์มนิดหน่อย ประกบกัน แล้วตั้งกล้องดิจิทัลบนขาตั้ง ให้ชี้ลงบนฟิล์ม เล็งให้ได้ระนาบ ตั้งฉากพอดี Focus ให้ชัดที่สุด ตั้งหน้ากล้อง f8 เพราะเป็นหน้ากล้องที่ชัดที่สุดและให้ระยะชัดลึกนิดหน่อยเผื่อ Focus ไม่ชัดพอ ความเร็วชัตเตอร์ตั้งให้ถ่ายออกมาแล้วได้ความสว่างเท่ากับต้นฉบับ เช็คกับ Histogram ในกล้องให้มันคลุมระยะพอดี อย่าให้ล้นไปทางมืดหรือสว่างไป สำหรับผมต้องใช้ความเร็ว 1/6 วินาที ที่ ISO100 ถ่ายเป็น Raw ทีละเฟรมจนหมดม้วน

จากนั้นนำไฟล์ที่ได้มาใส่โปรแกรมปรับแต่งภาพ ผมใช้ Photoshop เพราะปรับได้ยืดหยุ่นประณีตมาก วิธีที่ผมทำ คือทำทีละภาพ ขั้นตอนมีดังนี้

  1. ทำให้ภาพได้ระนาบ (Straighten) ด้วย Ruler tool
  2. Crop ภาพเพื่อเอาขอบรกๆ ออก ผมชอบ Crop ให้เห็นเนื้อฟิล์มทั้ง 4 ด้านด้วย ให้ความรู้สึกเหมือนภาพที่อัดแบบดั้งเดิม และแสดงให้เห็นว่าถ่ายมาเท่านั้นจริงๆ
  3. ถ้าภาพเป็นแนวตั้งก็หมุนภาพให้ถูกต้อง
  4. ปรับภาพเป็นขาวดำ ด้วย Adjustments Layer > Gradient Map แล้วกด Reverse ใน Option เพื่อกลับ Negative เป็น Positive ตอนนี้จะได้ภาพขาวดำที่กลับสีแล้ว แต่สีจะเจื่อนๆ ต้องปรับอีก
  5. ปรับโทนเบื้องต้นให้ถูกต้อง โดย Adjustments Layer > Levels ลากสไลเดอร์กลางไปทางขวาจนถึงจุดที่ภาพแสดงออกมาสมจริงดังที่คิดไว้ จุดที่ลากไปถึงนั้นคือจุดเทากลางของภาพ
  6. ปรับ Contrast อย่างละเอียด บางทีเราอาจต้องการให้จุดที่ดำนั้นดำขึ้นอีก หรือจางลง ส่วนจุดที่ขาวให้เทาลงหรือสว่างขึ้น ใช้ Adjustments Layer > Curves ให้ลากฝั่งซ้ายของ Curve ลงถ้าต้องการให้ส่วนมืดนั้นมืดลง เช่นเดียวกัน ฝั่งขวาซึ่งเป็นส่วนสว่างก็ลากขึ้นลงได้เพื่อปรับความสว่างของส่วนนั้น
  7. ทำภาพให้คมขึ้นหน่อย เพื่อชดเชยความคมที่หายไปจากการถ่ายดิจิทัล เลือก Background Layer ก่อน แล้วใส่ Filter ชื่อ Unsharp Mask มีค่าให้เลือก 3 ตัว คือ Amount ไว้เลือกว่าจะทำให้คมเยอะเท่าไหร่, Radius กำหนดว่าขอบที่จะทำให้คมนั้นกว้างกี่ Pixel (ปกติเป็น 1 อย่าใส่เกิน 2 เพราะจะเห็นขอบ), Threshold กำหนดว่าจะทำให้ส่วนที่อยู่ถัดจากขอบภาพคมด้วย เข้าไปลึกแค่ไหน ถ้าค่ามากคือล้นออกจากขอบน้อย
  8. Save ภาพเป็น PSD และ JPEG หรือจะ Resize ภาพก่อนก็ได้ตามสะดวก

กระบวนการ Process ภาพนั้นมีความลึกซึ้งซับซ้อนได้มากเท่าที่ใจเราต้องการ แต่ละคนอาจมีเป้าหมายในการ Process ต่างกัน สำหรับผม การ Process ภาพคือการสร้างภาพที่ตรงกับที่ใจเราเห็นตอนถ่ายภาพ แต่จะไม่ดัดแปลงหรือตกแต่งให้เป็นอย่างอื่น ดังนั้นจะเห็นว่า ความงามของภาพนั้นเกิดขึ้นที่ต้นทาง ไม่ใช่จากการแต่งที่ปลายทาง หน้าที่ของปลายทาง ซึ่งก็คือการอัดภาพหรือ Process ภาพนั้น คือการสร้างสิ่งที่ใจของดวงตาเราเห็นในห้วงเวลาที่ถ่ายภาพนั่นเอง

สำหรับผม ศิลปะ จะต้องงาม

จากประสบการณ์ส่วนตัวทั้งที่เสพและสร้างงานศิลปะมาบ้าง มาได้ข้อสรุปหนึ่งข้อ ว่าศิลปะสำหรับผมแล้ว จะต้องมีความงาม หรือสะท้อนถึงความงาม

หากจะขยายความ ก็น่าจะพูดได้ดังนี้ ว่าความงามนั้นมีสองรูปแบบ คืองามโดยรูปแบบ กับงามจากเนื้อหา ความงามในรูปแบบนั้นคือความงามขององค์ประกอบศิลปะ เช่น รูปทรง เส้นสาย แสง เงา สี การจัดองค์ประกอบ ส่วนความงามของเนื้อหา คือสารที่เนื้อหาของศิลปะนั้นต้องการสื่อหรือสะท้อนออกมา

ผมพบว่างานศิลปะที่สะท้อนความทุกข์ยาก ดิ้นรน ขัดแย้ง ก็มีทั้งประเภทที่งามและประเภทที่ไม่งาม โดยประเภทที่งาม จะสื่อสารสารนั้นออกมาอย่างสวยงาม (โดยรูปแบบ) ซึ่งสอดคล้องกับสารอันมีความลึกซึ้งสะเทือนใจ ส่วนประเภทที่ไม่งาม คือประเภทที่สื่อสารนั้นตรงๆ ทื่อๆ แต่ไม่สอดคล้องกับรูปแบบ หรือรูปแบบสวยงาม แต่ไร้สาระภายใน

ผมพบว่าตนเองมักจะสร้างงานที่มีรูปแบบสวยงาม และสื่อให้เห็นถึงสารเชิงบวก เพราะมนุษย์โลกเรานี้เต็มไปด้วยความหยาบ ความทุกข์อยู่เต็มล้นแล้ว หากคนเราจะพบกับสารที่มีสาระและรูปแบบที่สวยงาม ก็จะทำให้จิตใจแช่มชื่น เบิกบาน มีสมาธิ กระตุ้นให้คิด จินตนาการ และกระทำสิ่งที่สร้างสรรค์มีประโยชน์

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: