อาร์เอสเอส

เราอยู่ในสังคมที่เดินหน้าสู่ความผิดปกติ

เรามักจะคุ้นเคยกับสิ่งที่อยู่รอบตัวจนลืมที่จะมองมันด้วยสายตาที่เป็นกลาง ด้วยเหตุด้วยผล และด้วยความแยบคาย เรามักจะรู้สึกว่าสิ่งต่างๆ รอบตัวคือความปกติ ในขณะที่สิ่งที่เราไม่คุ้นเคยหรือคนที่ไม่เหมือนกับเรานั้นผิดปกติ

ถ้าความปกติคือความไม่ทุกข์ร้อน ไม่เสียดทาน คือความสบาย ความง่าย และความสุข ผมคิดว่าวิถีชีวิตที่เราเป็นกันอยู่นั้นห่างไกลจากความปกติมากนัก

ลองมาดูทีละเรื่อง เริ่มที่อาหารการกิน การที่อาหารทุกมื้อที่กินจะมีส่วนประกอบของสารสังเคราะห์ที่ไม่เป็นธรรมชาติอยู่เสมอ ไม่น่าจะถือว่าเป็นความปกติ ทุกวันนี้ เป็นเรื่องยากมากที่เราจะสามารถกินอาหารธรรมชาติที่ร้อยเปอร์เซ็นในแต่ละมื้อ อาหารที่หาซื้อได้ง่ายมักจะเป็นอาหารที่มีพิษเสมอ

ในเรื่องการเดินทาง เราไม่ควรที่จะต้องเครียดทุกครั้งที่อยู่บนถนน ไม่ควรที่จะต้องเสียเงิน เสียเวลา เสียสุขภาพกาย เสียสุขภาพจิต ไปกับการเดินทาง เพื่อไปประชุมหรือทำธุระที่ส่วนมากไม่ได้มีสาระสำคัญกับชีวิต

ในเมืองหรือริมถนน เราไม่ควรที่จะต้องกลั้นลมหายใจ ด้วยความรังเกียจสารพิษที่อยู่ในอากาศ หรือกลัวที่จะใช้เท้าเปล่าสัมผัสกับพื้นและสิ่งต่างๆ ในพื้นที่สาธารณะ

ในการทำงาน เราไม่ควรที่จะต้องตื่นแต่เช้า รีบเร่งกดดัน แข่งกับเวลาเพื่อมารวมตัวกันที่ที่ทำงาน เพื่อทำงานที่ไม่จำเป็นต้องทำร่วมกับใคร หรืองานที่ใช้เทคโนโลยีย่นระยะทางทำให้สื่อสารกันได้ เราไม่ควรที่จะต้องทำงานที่เราไม่มีความคิด ความเห็น อุดมการณ์ หรือเป้าหมายที่สอดคล้องกับสาระสำคัญของงานนั้นๆ และยิ่งไม่ควรที่จะต้องทำงานซ้ำซากที่ไม่ได้พัฒนาตนเอง ลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ของตน

เกษตรกรไม่ควรที่จะต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ที่ราคาแพงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อปลูกเป็นรายครั้ง และซื้อปุ๋ยเคมีปริมาณมหาศาลเพื่อทำให้เมล็ดพันธุ์ปลอมๆ นั้นโตได้และขายได้ในราคาที่ไม่เคยขยับขึ้นตามราคาวัตถุดิบ

ธนาคารไม่ควรปล่อยกู้ให้โครงการที่ไม่เห็นอนาคต และไม่ควรมีระบบสินเชื่อเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล

เงินไม่ควรจะเป็นปัจจัยหลักในการดำรงชีวิต เงินไม่ควรสำคัญกว่างานหรือการกระทำ คนเราควรอยู่ได้อย่างมีคุณภาพและมีศักดิ์ศรีถ้าเขาเลือกที่จะไม่หาเงิน

เด็กไม่ควรจะต้องถูกจำกัดจินตนาการและความอยากรู้อยากเห็น เพียงเพราะพ่อแม่ระแวงคนแปลกหน้า หรือสภาพแวดล้อมนั้นไม่ปลอดภัย และยิ่งไม่ควรที่จะต้องถูกบังคับให้เรียน ให้มีชีวิตอยู่ตามแบบแผนที่เป็นกลไก

ยามเจ็บป่วย เราไม่ควรที่จะต้องพึ่งพาคนอื่นตลอดเวลา ไม่ควรที่จะต้องตกเป็นภาระของสังคม และยิ่งไม่ควรที่จะต้องตกเป็นทาสของยาและระบบสาธารณสุขที่ไม่เข้าใจการดูแลสุขภาพอย่างเป็นองค์รวมและสมดุล

ในเวลาที่จะตาย เราไม่ควรต้องกังวลกับทรัพย์สิน กับความซับซ้อนของเรื่องมรดก และยิ่งไม่ควรต้องอยู่ในภาวะที่เลือกที่ตายและสภาพในการตายไม่ได้

สภาพแวดล้อมของสังคมสมัยใหม่กำลังมุ่งหน้าไปสู่ความหายนะ คนเราถูกหลอกและกล่อมให้เชื่อว่าเรากำลังมีชีวิตที่มีความสุข เป็นชีวิตในฝันที่ตัวเองไม่ต้องออกแรงก็อยู่เฉยๆ ได้อย่างสบาย หรือถูกทำให้เชื่อและหวังอย่างนั้น ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว ชีวิตในฝันนั้นต้องแลกมาด้วยแรงเสียดทานและความผิดปกติในทุกๆ มิติของชีวิต ตั้งแต่อาหาร สุขภาพ จิตใจ การทำงาน สิ่งแวดล้อม การเงิน และการตาย เรากำลังอยู่ในสังคมที่แทบจะไม่หลงเหลืออะไรที่เรียกได้ว่าปกติอีกต่อไป

ต้นเหตุของความผิดปกติเหล่านี้ ล้วนมีที่มาจากความโลภ ความไม่รู้จักพอ ความต้องการสบายและรังเกียจการลงมือทำ กิเลสที่ติดมากับมนุษย์เหล่านี้ถูกปลุกให้ตื่นและเติบโตเต็มที่ภายใต้ระบบทุนนิยมและบริโภคนิยม ซึ่งได้ทำให้เรื่องที่น่ารังเกียจที่ติดมากับมนุษย์เหล่านี้กลายเป็นเรื่องปกติและพึงปรารถนา เรากำลังอยู่ในระบบโลกที่ทุกอย่างกลับหัวตรงกันข้ามกับสิ่งที่ควรจะเป็นอย่างสิ้นเชิง และกำลังขยายโลกที่กลับหัวนี้ กัดกร่อนคุณค่าและสาระสำคัญของการมีชีวิตอยู่โดยที่คนส่วนมากไม่รู้สึกตัว

อย่างไรก็ตาม ในฐานะบุคคลที่คิดและตัดสินใจเองได้ด้วยสติปัญญา ผมคิดว่าเรายังสามารถกลับวิถีชีวิตให้เป็นปกติอีกครั้งหนึ่งได้ ถ้าเรามองเห็นความสำคัญของมัน และมีความกล้าหาญเพียงพอ ความกล้าที่ว่านี้ คือความกล้าที่จะถอดรื้อความคุ้นเคยเดิมๆ และเสาะหา ทดลอง สร้างสรรค์วิถีที่ในจิตใจเบื้องลึกบอกเราว่านี่คือความปกติอย่างเป็นธรรมชาติ ถ้าเราเชื่อว่ามนุษย์เกิดมาพร้อมกับทางเลือก นี่เป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่เราจะใช้ทางเลือกนั้น เลือกสิ่งที่เป็นปกติ ด้วยความกล้า ความเฉียบขาด และด้วยความใตร่ตรอง

วัดความสำเร็จของชีวิตด้วยมาตรวัดภายใน

คนเราชอบที่จะประเมินตนเองด้วยหลายเหตุผล บางทีการประเมินตนเองก็เป็นไปเพื่อสร้างความรู้สึกปลอดภัย อุ่นใจ มั่นคง เมื่อเรารู้ว่าเราเป็นคนที่เกิดมาแล้วมีความหมาย มีคุณค่า ซึ่งอันที่จริงความต้องการความรู้สึกมีคุณค่านี้ก็เกิดจากเราที่รักตัวเองมากนั่นเอง

แต่ไม่ว่าอย่างไร เราคนธรรมดาก็ยังหนีไม่พ้นความกลัวและความต้องการที่จะมีคุณค่า เราอยากตอบได้ว่าเมื่อเรากำลังจะตาย เรามองย้อนกลับไปทั้งชีวิต เราได้ทำอะไรสำเร็จบ้าง ได้ทิ้งคุณค่าหรือพัฒนาอะไรไว้บ้าง

การประเมินค่าความสำเร็จของชีวิตไม่ใช่เรื่องผิดหรือแปลกอะไร แต่สิ่งที่เป็นปัญหาคือการที่เรามักใช้ปัจจัยภายนอกมาชี้วัดคุณค่าซึ่งเป็นเรื่องภายใน เป็นเรื่องปัจเจกของเรา เรามักคิดว่าต้องทำงานให้ได้ผลสำเร็จ ต้องยิ่งใหญ่เป็นที่ยอมรับ ต้องทิ้งผลงานที่คนจะจดจำ ต้องได้รับการยอมรับจากที่ทำงานและคนรอบข้าง

ลองคิดดูดีๆ ว่าสิ่งเหล่านี้เมื่อเราทำสำเร็จแล้วในระดับหนึ่งๆ เรารู้สึกอย่างไรกับ “ชีวิตของเรา” ต้องเน้นว่ารู้สึกอย่างไร “กับชีวิตของเรา” ไม่ใช่ “รู้สึกอย่างไรกับความสำเร็จนั้น” เพราะมันเป็นคนละเรื่องกัน คนส่วนมากทำงานจนสำเร็จเมื่อวัดจากมาตรวัดภายนอก แต่ภายในกลับยังรู้สึกเป็นทุกข์ ว่างเปล่า และหลอกตัวเองไปวันๆ ว่าชีวิตของฉันนั้นเต็มและมีคุณค่า ทั้งๆ ที่ลึกๆ แล้วไม่ใช่ แต่ตัวเองไม่เคยยอมรับ

การใช้ปัจจัยภายนอกมาประเมินความสำเร็จของชีวิตนั้นเป็นข้อผิดพลาดอย่างยิ่งของคนจำนวนมาก โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่เหินห่างจากการมองโลกภายใน ใช้ชีวิต “ภายนอก” จนตายไปก็ยังไม่รู้ว่าความหมายของชีวิต “ของตน” นั้นคืออะไร ปรากฏการณ์นี้เป็นโรคระบาดที่แสดงออกผ่านวาทกรรมเรื่อง “ความกลวงเปล่าของชีวิต” ที่แพร่หลายในวรรณกรรม ดนตรี ภาพยนต์ และศิลปะต่างๆ ในยุคสมัยใหม่และหลังจากนั้นเป็นต้นมา

แล้วอะไรคือตัวชี้วัดความสำเร็จของชีวิตที่แท้จริง? อะไรคือตัวชี้วัดที่เราควรหันหน้าไปหาและพัฒนาไปในทางดังกล่าว เพื่อทำให้ชีวิตมีความสุขอย่างแท้จริง?

ผมคิดว่า ตัวชี้วัดดังกล่าวนั้น คือสภาวะของจิตใจเรานี่เอง จิตใจเป็นเรื่องที่อยู่ใกล้ตัวมากที่สุด เป็นเรื่องภายในมากที่สุด และเป็นเรื่องที่กระทบต่อชีวิตทั้งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้มากที่สุด ดังนั้น คำถามที่ว่าชีวิตจะสำเร็จหรือไม่ ควรทำความเข้าใจว่าความสำเร็จของชีวิตนั่นคือความสุข และสิ่งที่ชี้วัดความสุขได้ดีที่สุด คือสภาพจิตที่เป็นสุขนั่นเอง

ทีนี้ คำถามต่อไปก็คือ สภาพจิตที่เป็นสุขนั้นควรมีหน้าตาเป็นอย่างไร เราควรรู้สึกอย่างไรถึงจะเรียกว่ามีจิตใจที่เป็นสุข วิธีการตอบคำถามนี้ ให้ลองคิดว่าจิตใจแบบไหนที่ไม่เป็นสุข แล้วหาสภาวะที่ตรงกันข้าม ยกตัวอย่างเช่น จิตใจที่โกรธนั้นไม่เป็นสุข ดังนั้น สภาวะจิตที่เป็นสุขคือความสงบ เบิกบาน ให้อภัย เป็นต้น

ด้วยวิธีการนี้ เราก็จะได้รายการของตัวชี้วัด “ภายใน” ที่ทำให้จิตใจเป็นสุข ซึ่งก็คือความสำเร็จของชีวิตนั่นเอง แต่ตัวชี้วัดที่ได้นั้นคงมีเยอะมากมาย และพูดๆ ไปก็ซ้ำซาก ดูแบนๆ เพราะดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็รู้ เช่น ต้องมีจิตใจสงบ แจ่มใส เบิกบาน มีจิตใจดี เมตตา ให้อภัย และอื่นๆ ฟังๆ ดูไม่ต่างจากหนังสือธรรมะหรือหนังสือสอนคุณธรรม

ดังนั้น ผมจึงคิดว่า เราควรรวมกลุ่มตัวชี้วัดเหล่านี้ไว้ด้วยกัน จัดระบบให้เป็นหมวด โดยแต่ละหมวดมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน และมีเหตุผลรองรับในตัวเองอย่างชัดแจ้ง นอกจากนั้น ยังควรหาตัวอย่างเหตุการณ์หรือสภาวะที่ทำให้เราเกิดสภาวะจิตใจที่สอดคล้องกับหมวดนั้นๆ เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนได้

จึงอยากลองสรุปตัวชี้วัดความสำเร็จในชีวิตของผม ซึ่งก็ไม่จำเป็นต้องเหมือนกับใคร

1. มีจิตใจแช่มชื่นเบิกบาน: ข้อนี้สำคัญตรงที่เป็นพื้นฐานของการพัฒนาจิตใจอื่นๆ ถ้าลองพิจารณาดีๆ จะพบว่า ถึงแม้เราจะมีจิตใจที่ตั้งมั่น แน่วแน่ ฉลาดหลักแหลม ทำอะไรได้ดีและสำเร็จแค่ไหนก็ตาม ส่วนมากเรายังคงรู้สึกหม่นหมองในใจ อยากหาอะไรมาทำให้ใจตัวเองโล่งเบาสบาย นั่นเป็นเพราะความสำเร็จหรือการได้มาซึ่งสิ่งต่างๆ นั้น เป็นเรื่องภายนอก เป็นเรื่องวัตถุทั้งสิ้น เราต้องฝึกวางสภาพจิตใจ (Mental alignment) ให้ “เป็นปกติ” ซึ่งหมายถึงการที่จิตใจไม่มีเรื่องทุกข์ร้อนหรือแรงเสียดทาน เช่น ความอยากและความกลัว เป็นต้น เมื่อจิตใจปลอดจากแรงเสียดทานพวกนี้ มันจะเข้าสู่สภาพปกติ นั่นคือสภาพที่ว่าง แจ่มใส เบิกบานนั่นเอง

2. มีจิตใจละเอียดประณีต: ข้อนี้มีความสำคัญสองประการ ประการแรก คือความสำคัญโดยตัวมันเอง การมีจิตใจละเอียดประณีต ทำให้เกิดสมาธิที่มีคุณภาพ ซึ่งเมื่อเราอยู่ในสภาวะที่มีสมาธิอย่างมีคุณภาพนั้นจะทำให้จิตใจมีความสุขเป็นอย่างมาก ลองนึกถึงตอนทำอาหาร สร้างงานศิลปะ ทำงานที่ต้องใช้ความละเอียดประณีต ช่วงเวลาเหล่านั้นทำให้เรามีความสุข เราสามารถขยายสภาวะของความมีสมาธินี้ไปยังช่วงเวลาอื่นๆ โดยไม่จำเป็นต้องทำให้เกิดเฉพาะในช่วงที่ทำกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิแต่อย่างเดียว

ความสำคัญประการที่สอง นั่นคือสภาวะจิตที่ละเอียดประณีต เป็นทางเชื่อมไปสู่การพัฒนาจิตขั้นที่สูงขึ้น นั่นคือจิตใจที่ถูกฝึกให้ละเอียดนั้นจะทำให้เรามองเห็นความเป็นจริงของธรรมชาติได้มากขึ้น ตรงขึ้น ชัดขึ้น การเห็นความจริงอย่างชัดและตรงนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง และเป็นปลายทางของการพัฒนาจิต ซึ่งก็คือปลายทางของความสุขนั่นเอง โดยจะอธิบายในส่วนถัดไป

3. มีจิตใจเที่ยงตรง มองเห็นความจริงตามที่เป็นอย่างทะลุปรุโปร่ง การมองเห็นและเข้าใจปรากฏการณ์ทุกอย่างตามความเป็นจริง ตามเหตุตามผลที่แท้จริงโดยปราศจากอคติ เป็นปลายทางของการพัฒนาจิต โดยต้องอาศัยจิตใจที่เบิกบานและตั้งมั่นละเอียด เป็นพื้นฐาน การเข้าใจความจริงอย่างถึงที่สุดนี้ ทำให้ใจเราเองปลอดจากการกระทบเสียดแทง เพราะเราเห็นเหตุหรือที่มาของทุกๆ ปรากฏการณ์ เห็นห่วงโซ่ของเหตุการณ์ที่มาลงเอยเป็นปรากฏการณ์ปัจจุบัน ความเข้าใจเหล่านี้จะไปหักล้างกับแรงเสียดทานระหว่างเรากับปรากฏการณ์ภายนอก เพราะเรามองเห็นและเข้าใจหมดว่าอะไรคืออะไร มองทุกอย่างด้วยสายตาของผู้สังเกต ไม่ใช่ผู้ร่วมอยู่ในเหตุการณ์ ทำให้เราไม่เอาตัวเราเข้าไปร่วมอยู่ในวงของแรงกระทบต่างๆ แต่จะมองผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับแรงกระทบนั้นอย่างเมตตา อย่างเข้าอกเข้าใจ และที่สำคัญที่สุด คือทำให้เราหาทางออกและการปฏิบัติที่สอดคล้องกับเงื่อนไขของธรรมชาติมากที่สุดโดยปราศจากอคติ ทั้งหมดนี้ อาจสรุปด้วยคำคำเดียว ว่าคือการมีปัญญานั่นเอง

อันที่จริง สภาวะจิตทั้งสามนี้ อาจเรียกได้ว่าเป็นกระบวนพัฒนาศีล สมาธิ ปัญญา ตามหลักไตรสิกขา ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วพัฒนาคู่ขนานกันไปได้ และจะเสริมสร้างซึ่งกันและกันอย่างไม่มีข้อจำกัด แปลง่ายๆ ว่าทำอะไรก่อนได้ก็ทำเลย แต่ควรตรวจสอบตนเองอยู่เสมอๆ ว่าแต่ละข้อทำได้มาก บ่อย หรือมีคุณภาพเพียงใด

เตรียมตัวอยู่กับน้ำท่วมให้ได้ 1 เดือน

เมื่อกรุงเทพฯ มีแนวโน้มว่าจะท่วม 4-6 สัปดาห์ ก็ต้องเตรียมตัวขนานใหญ่ ตอนนี้เกือบพร้อมแล้ว เลยลองเขียนไว้ว่าต้องคิดและเตรียมอะไรบ้าง

1. อยู่หรือหนี?

ข้อแรกคือต้องประเมินภาพรวมเพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุด นั่นคือ จะอยู่ที่บ้าน หรือหนีไปอยู่ที่อื่น พอดีบ้างที่อยู่เป็นคอนโด ข้อดีคืออยู่สูง ข่าวของส่วนตัวไม่ท่วม รถไปจอดชั้นสองได้ มีพื้นที่พอสมควรอยู่ไม่อึดอัด และที่คอนโดเตรียมระบบช่วยเหลือไว้ดีพอสมควร มีไฟสำรอง ไฟส่วนกลางให้ชาร์จอุปกรณ์ได้จากเครื่องปั่นไฟ ส่วนข้อเสียคือในละแวกที่เดินไปถึงนั้นไม่มีร้านค้าหรือร้านอาหาร ต้องเตรียมไว้เองลูกเดียว

สรุปคือ จะอยู่ครับ แต่แน่นอนว่าสามารถปรับเปลี่ยนได้ ถ้าสถานการณ์ไม่ดีก็พร้อมจะอพยพออกไปอยู่ที่อื่น ซึ่งมีที่สำรองให้ไปได้ 2 ที่ ถ้าไม่ท่วมเสียก่อน

2. น้ำดื่มน้ำใช้

ถ้ามีประปาก็ไม่ต้องห่วงมาก เพราะมีเครื่องกรองน้ำ (ที่ไม่ใช้ไฟฟ้า) ทีนี้ถ้าไม่มีน้ำประปา ก็ต้องเตรียมสำรองน้ำ ตอนนี้มีอยู่สองถังใหญ่ บวกอ่างอาบน้ำ เป็นน้ำใช้ ส่วนน้ำกิน มีถัง 6 ลิตรหลายไป บวกกล่องพลาสติกขนาดใหญ่ น่าจะพออยู่ได้ 1 เดือน

3. ไฟฟ้า

ถ้ามีการตัดไฟฟ้า ปัญหาที่สำคัญคือจะปรุงอาหารอย่างไร คำตอบคือใช้เตาแก๊ส ซึ่งมีถังแก๊สอยู่ 2 ถัง น่าจะยังไม่หมดเร็ว และมีถ่านหุงต้มสำรองอีกหลายถุง ส่วนการสื่อสารมีโทรศัพท์บ้าน ไม่รู้ว่าจะใช้ได้หรือเปล่า ส่วนมือถือชาร์จเอาที่ชั้นลอย มีเครื่องปั่นไฟกลาง

4. อาหาร

เตรียมตุนข้าวสารไว้แล้ว มีเครื่องปรุงเช่นน้ำปลา ซีอิ็ว มีหมูแห้ง น้ำพริก บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เส้นแบบต่างๆ แต่คงต้องเตรียมเพิ่มเรื่อยๆ จนมั่นใจว่าพอ

 

หมูอบโรสแมรี่เสริฟพร้อมข้าวหอมมะลิและผักเคียง

หลังเตรียมการรับมือน้ำท่วมไปได้พอประมาณก็ถึงเวลาต้องกิน วันนี้เลยลองทำ “หมูอบโรสแมรี่เสริฟพร้อมข้าวหอมมะลิและผักเคียง” โดยมั่วๆ เอาจากเครื่องปรุงและวัตถุดิบที่หาได้เมื่อตอนเย็น

(ไม่มีรูปให้ดูนะครับ จินตนาการเอาเองตามสะดวก)

เมนูนี้ใช้เวลาปรุงทั้งสิ้น 30 นาที เหมาะมากกับผู้ที่ไม่มีฝีมือทำกับข้าวเช่นผม และไม่อยากให้ครัวเลอะเทอะ แต่อยากกินของอร่อยระดับภัตตาคาร

เครื่องปรุง:

  • ข้าวหอมมะลิ หุงสุก ไม่แห้ง ไม่แฉะเกินไป
  • หมูสันนอกประมาณครึ่งชิ้นจากแพ็กที่ขายตามห้าง ติดมันได้นิดหน่อย เอาแบบดีๆ และสดๆ
  • ผักต่างๆ ที่ต้องการผัดเป็นเครื่องเคียง ของผมใช้คะน้า มะเขือม่วง แครอท และหอมใหญ่ หั่นแบบไหนก็ได้ตามสะดวก
  • กระเทียมใหญ่ 1 กลีบต่อหมู 1 ชิ้น หั่นฝานบางๆ
  • โรสแมรี่อบแห้ง มีขายทั่วไปตามแผนกเครื่องปรุง
  • ซ้อสวูสเตอร์ (Worcestershire’s Source) ถ้าไม่มีเอาซีอิ๊วผสมน้ำส้มสายชู (หมัก) หรือผสมไวน์ก็ได้ แต่ไม่รับประกันความเสี่ยงนะครับ
  • เกลือทะเล หรือเกลือธรรมดาก็ได้แต่ไม่อร่อยเท่า
  • พริกไทยดำบด
  • เนยสดชนิดไม่เค็ม

วิธีปรุง:

  • หุงข้าวให้สุกไว้ก่อน
  • เตรียมหมู เริ่มที่ล้างหมูให้สะอาด วางบนถาดเตาอบ (ใช้เตาอบเล็กๆ เครื่องละพันก็ได้) เอาฟอยล์ดอลูมิเนียมรองก็ดี จะได้เก็บน้ำไว้ราดทีหลัง
  • โรยเกลือ พริกไทย ราดซ้อสวูสเตอร์บนหมู วางกระเทียมกระจายให้ทั่ว และโรยโรสแมรี่ เยอะหน่อยก็ได้
  • เอาหมูเข้าเตาอบ ตั้ง 180 องศา เวลา 20 นาที อย่าใช้ความร้อนเยอะกว่านั้นแล้วคิดว่าจะประหยัดเวลา เพราะเนื้อจะไม่นุ่ม
  • ระหว่างรอ เตรียมผัก ตั้งกระทะ ทำให้ร้อนแล้วลดไฟเหลือเบาๆ ใส่เนย รอให้เนยละลายให้หมด ใส่ผักทั้งหมดลงไปผัด ผัดได้ซักครึ่งทางโรยเกลือ พริกไทย แล้วผัดต่อจนหอมและผักเริ่มดูนุ่ม เอาขึ้นวางบนจานไว้มุมนึง
  • ตักข้าวใส่ถ้วย ประคบถ้วยลงบนจานที่อีกมุมนึง
  • หมูน่าจะเสร็จแล้ว ตักวางบนจานอีกมุมที่เหลือ เอาช้อนตักน้ำในถาดราดลงไปด้วย
  • เสร็จแล้ว กินได้เลย

สังเกตว่าเมนูนี้ไม่ใช้น้ำมันพืชหรือสารสังเคราะห์ที่ผ่านกระบวนการอุตสาหกรรมเลย มีคุณค่าอาหารครบ ทั้งโปรตีนจากหมู คาร์โบไฮเดรตจากข้าว ไขมันจากหมูและเนย (ซึ่งดีกว่าน้ำมันพืชผ่านกระบวนการแน่นอน อย่าไปเชื่อสื่อกระแสหลัก หาอ่านเหตุผลได้จากหนังสือหลายเล่ม เช่น In Defense of Food) ไฟเบอร์และวิตามินจากผัก และประโยชน์ด้านการต่อต้านมะเร็งและลดไขมันในเลือดจากกระเทียม

จากประสบการณ์ ขอคอนเฟิร์มว่า การทำอาหารกินเองอย่างมีความรู้บ้างนั้นดีกว่าซื้อกินแน่นอน เพราะนอกจากจะถูกกว่า ยังอร่อยกว่าและดีต่อสุขภาพกว่า เพราะเราสามารถเลือกวัตถุดิบธรรมชาติที่ไม่ผ่านกระบวนการอุตสาหกรรม หรือผ่านน้อยที่สุดได้ และยังเป็นการสร้างสรรค์ ฟื้นฟูและพัฒนาจิตใจ แทนที่จะเป็นการบริโภคแต่อย่างเดียวอีกด้วย เมื่อเรามองว่าการทำอาหารนั้นเป็นกิจกรรมที่บูรณาการชีวิตอย่างรอบด้าน ก็จะไม่มีข้ออ้างเรื่องไม่มีเวลาหรือไม่สะดวกอีกต่อไป เราไม่ได้มองการทำอาหารว่าเป็นภาระ แต่เป็นกิจกรรมสร้างสรรค์

ประสบการณ์ปฐมพยาบาลและรักษากระจกบาดหลังมือเอ็นฉีกขาด

เมื่อวานทำกระจกแตกบาดหลังมือ นิ้ว และข้อมือ เลยอยากเล่าประสบการณ์ตั้งแต่ตอนเริ่มเกิดจนถึงการรักษาให้ฟัง เผื่อใครเจอเหตุการณ์เช่นนี้อาจจะมีประโยชน์ครับ

กระจกที่แตกบาดมือผมนั้นมีความบางและเปราะ จึงคมและบาดลึก ตอนแรกรู้สึกเจ็บมาก ชนิดที่เจ็บกว่าอุบัติเหตุทั่วไปเช่นหกล้มหรือหัวแตกมากนัก เลือดไหลออกมาเป็นทางเลอะเสื้อผ้าและพื้นไปหมด ผมยืนอยู่ไม่ไหวจึงล้มตัวลงนอน คิดว่าจะทำให้เลือดไหลช้าลงได้บ้าง

จอยอยู่ตรงนั้นพอดี สิ่งแรกที่ทำคือนำกระดาษทิชชู่และผ้าขนหนูมากดตรงแผลไว้ สักพักเลือดยังไหลไม่หยุด จึงตกลงว่าควรไปโรงพยาบาล จุดที่ผมโดนบาดนั้นอยู่ไกลประตูบ้าน ดังนั้นจึงพยายามเดินไปหน้าบ้าน แต่พอเกือบถึงประตู เลือดผมยังไหลไม่หยุด ผมเริ่มรู้สึกจะเป็นลมอย่างรวดเร็ว จึงบอกจอยว่าไม่ไหวแล้ว แล้วล้มตัวลงนอนบนพื้น

วินาทีนั้น รู้สึกถึงความเป็นความตาย เพราะกำลังจะเป็นลมในขณะที่เลือดยังไม่หยุดไหล สิ่งที่ช่วยชีวิตในตอนนั้น คือยาหอมครับ จอยตักยาหอมใส่ปาก สักพักผมก็เริ่มมีสติ และเคี้ยวยาหอมไปด้วย (คุณแม่บอกทีหลังว่า ต้องเป็นยาหอมอย่างดีที่มีส่วนผสมของชะมดและหญ้าฟรั่น จึงจะใช้ได้)

จากนั้นจอยนึกถึง DoctorMe โปรแกรมบน iPhone ที่ช่วยกันกับทีมทำขึ้นมา เป็นโปรแกรมให้ความรู้ในการดูแลตนเองจากอาการเจ็บป่วยทั่วไปและอุบัติเหตุที่ได้รับความนิยมมาก เปิดหัวข้ออุบัติเหตุขึ้นมา แล้วกดดูหัวข้อ ห้ามเลือด จึงรู้ว่าที่กดแผลไว้นัืนทำถูกต้องแล้ว

จากนั้นจอยถามผมว่าเป็นอย่างไร ตอนนั้นเลือดไหลช้าลงแล้ว และรู้สึกดีขึ้น จึงบอกไปว่า ok แล้ว จอยจึงรีบลงไปตามยามมาช่วยกัน ยามแนะนำให้ไปแท็กซี่ เพราะรถพยาบาลจะช้าเกินไป พอยามขึ้นมาถึง พอก็พอเดินได้ พยุงกันมานั่งรอแท็กซี่ตรง lobby ด้านล่าง

พอแท็กซี่มา จึงพยุงกันเดินไปขึ้นรถ ระหว่างเดินจะเป็นลมอีกรอบ แต่ฮึดจนขึ้นรถสำเร็จ ไปโรงพยาบาลจุฬารัตน์ 1 แถวบางพลี ซึ่งอยู่ใกล้บ้าน ภายนอกเป็นโรงพยาบาลเล็กๆ แต่ภายในให้บริการดี เป็นมืออาชีพ ประทับใจในการดูแลของบุคลากรทางการแพทย์มาก

พอถึงโรงพยาบาล ลงตรงห้องฉุกเฉิน พยาบาลชื่อคุณธกฤษให้นอนบนเตียง และสำรวจบาดแผล ใช้น้ำเกลือล้าง และบอกว่าเส้นเอ็นฉีกขาด แต่ขาดเท่าไหร่ต้องให้คุณหมอศัลยกรรมตรวจ จึงรู้ตอนนั้นว่าต้องผ่าตัด จากนั้น พยาบาลพันแผลเบื้องต้น ฉีดยาป้องกันบาดทะยักให้ และเข็นไปห้องผ่าตัดรอคุณหมอมา

คุณหมอศัลยแพทย์ ชื่อคุณหมอทนงศักดิ์ ตั้งเนาวรัตน์ ต้องขับรถกลับเข้ามาอีกครั้งเพราะเพิ่งทำ case เสร็จไปเมื่อเช้า พอมาถึงก็ไม่พูดพล่ำทำเพลง ตรวจดูบาดแผล จากนั้น คุณหมอกับพยาบาลผู้ช่วยสองคน จึงเริ่มกระบวนการผ่าตัด โดยปิดหน้าผมก่อน จากนั้นฉีดยาชาเฉพาะจุดเข้าที่แผลหลายเข็ม ซึ่งยาชานั้นเวลาฉีดจะปวดมาก ระหว่างฉีดและทำการเย็บซ่อมแซมเอ็นหลังมือเข้าด้วยกัน คุณหมอชวนคุยตลอด ทำให้คลายความจดจ่อออกจากการผ่าตัดได้มาก ระหว่างผ่านั้นไม่รู้สึกอะไร ยกเว้นความเจ็บแผลที่นิ้วกลาง ซึ่งไม่ได้ฉีดยาชา และนิ้วก้อยที่กระตุกเป็นบางครั้งจากการตัดต่อ

พอเย็บเอ็นหลังมือ และเย็บปิดปากแผลจุดต่างๆ เสร็จ ก็เหลือแผลสุดท้ายตรงข้อนิ้วกลาง คุณหมอให้เลือกว่าจะฉีดยาชาก่อน หรือจะเย็บเลย เข็มเดียว ผมเลือกให้ลุยเย็บเลย พอพูดจบวินาทีเดียว คุณหมอก็แทงเข็มเข้าโดยไม่รีรอและรวดเร็ว ความรู้สึกเจ็บและเสียวนิดหน่อย แต่ดีกว่าการฉีดยาชามาก

จากนั้นพยาบาลก็พันแผลให้ และให้ลุกขึ้นจากเตียง ซึ่งทำได้ไม่มีปัญหาอะไร ไปนั่งรอจ่ายเงินและรับยา

ยาที่ได้ เป็นยาปฏิชีวนะ ซึ่งต้องกินจนหมด และยาแก้ปวด พร้อมใบนัดมาล้างแผลทุกวัน และนัดพบคุณหมอในอีกสองวันถัดไป

วันนี้เป็นวันแรกที่ไปล้างแผล พยาบาลบอกว่าแผลปิดดี สัก 1 อาทิตย์น่าจะตัดไหมได้ ระหว่างนี้ ผมศึกษาเพิ่มเติ่มเกี่ยวกับการผ่าตัดซ่อมแซมเอ็นหลังมือ พบว่า เรียกว่า extensor tendon repair operation ซึ่งรายละเอียดอ่านได้ที่นี่ http://emedicine.medscape.com/article/109111-overview#showall

สิ่งที่เรียนรู้จากเรื่องนี้
- คนรักและคนใกล้ชิด ช่วยชีวิตได้ ถ้าไม่มีจอยอยู่ตรงนั้น อาจจะเลือดออกจนหมดสติ และตายไปแล้ว
- ยาหอมช่วยชีวิต ทำให้ไม่หมดสติ แต่ต้องเป็นยาหอมที่มีส่วนผสมของชะมดและหญ้าฟรั่น ต้องขอบคุณแม่ที่ทำยาหอมไว้ติดบ้าน
- DoctorMe ช่วยชีวิต บอกวิธีห้ามเลือด แต่ปุ่มปฐมพยาบาลยังกดได้ยาก ไม่เด่นชัดเพียงพอ ใช้เวลางมสักพัก คงต้องปรับปรุง
- คุณหมอบอกว่า ร่างกายมนุษย์ไม่มีส่วนใดเลยที่ถ้าขาดไปแล้วจะทำงานไม่ได้ ร่างกายมีแผนสำรองเสมอ เป็นความรู้ไหม่จริงๆ ครับ และขอบคุณคุณหมอและพยาบาลที่รักษาให้อย่างดี รวดเร็ว เป็นมืออาชีพจริงๆ
- ใช้มือข้างหนึ่งไม่ได้ ต้องปรับตัวและหาวิธีดำเนินชีวิต ช่วยตัวเองให้ได้มากที่สุด นึกถึงอุปกรณ์ต่างๆ ที่น่าจะออกแบบให้คนพิการใช้ได้ด้วย เช่น รถ กล้องถ่ายรูป ห้องน้ำ เป็นต้น
- เหนือสิ่งอื่นใด คือไม่ประมาทและครองสติทุกเมื่อ จะได้ไม่เกิดปัญหาครับ

วันแห่งการเริ่มต้น 3 เรื่องสำคัญ

วันนี้เป็นวันที่เต็มไปด้วยเหตุการณ์สำคัญในชีวิต ที่เป็นเรื่องของการเริ่มต้นเพื่อกำหนดสิ่งที่จะตามมาในระยะยาว จึงจดไว้เตือนความจำ

เรื่องแรก: ตอนเช้า แถลงข่าวเปิดตัว DoctorMe งานเชิงผลิตภัณฑ์ตัวแรกที่ผมเป็นผู้รับผิดชอบการพัฒนา เป็นจุดเริ่มต้นของแนวทางการทำงานที่เน้นผลิตภัณฑ์ที่เห็นประโยชน์เป็นรูปธรรม โดยคงได้มีโอกาสดูแลอีกหลายๆ เรื่องในอนาคต

เรื่องที่สอง: ตอนเย็น ได้สร้างเครือข่ายนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ที่สนใจการสร้างนวัตกรรมทางสังคมที่เน้นเทคโนโลยี เป็นจุดเริ่มต้นที่น่าจะมีส่วนสำคัญในการกำหนดอนาคตของ ChangeTECH ซึ่งผมร่วมงานอยู่

เรื่องที่สาม: ตอนดึก กลับมาบ้าน พบว่าหนังสือ “ฝันอยากเป็นคนธรรมดา” ซึ่งเป็นหนังสือรวมข้อเขียนและภาพถ่ายของคุณพ่อ คุณชัยพงษ์ กิตตินราดร ที่คุณแม่เรียบเรียงขึ้นหลังคุณพ่อเสียชีวิต ได้ตีพิมพ์เป็นรูปเล่มเรียบร้อยสวยงามแล้ว หนังสือเล่มนี้ลุ่มลึก เต็มไปด้วยข้อคิดภายใต้ภาษาที่สละสลวย ประกอบกับภาพถ่ายที่คุณพ่อได้ถ่ายมาทั้งชีวิต การอ่านหนังสือเล่มนี้ไม่ว่าตอนไหนเวลาไหน จะทำให้ผู้อ่านหวนทบทวนคุณค่าและความหมายของการเกิดมาเป็นมนุษย์

วันนี้จึงเป็นวันที่ดี เหนื่อยยาก แต่มีค่า เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของหลายๆ สิ่งที่สร้างสรรค์และสวยงาม

กว่าจะเป็น DoctorMe: iPhone App ฟรีเพื่อการดูแลสุขภาพตัวแรกของไทย

(Cross post จาก http://ictplan.thaihealth.or.th/?p=829)

DoctorMe iPhone App ฟรีเพื่อการดูแลสุขภาพตัวแรกของไทย

คนเราทุกคนล้วนมีปัญหาสุขภาพ บ่อยครั้งที่เราหรือคนในครอบครัวเจ็บป่วย ก็พยายามดูแลกันเอง บางทีก็ปล่อยให้หายเอง บางทีก็ไปซื้อยามากิน จนถึงกับไม่ไหวก็ต้องไปโรงพยาบาล

แน่นอนว่าการช่วยตัวเองเรื่องสุขภาพเป็นเรื่องที่ทุกคนอยากทำได้เอง จะได้บรรเทาอาการ หายเร็ว อาการเจ็บป่วยหรือเหตุฉุกเฉินหลายๆ อย่าง ถ้าเรารู้วิธีการรับมือ ก็สามารถทำได้เองทันที แต่ปัญหาคือจะมีสักกี่คนที่จะมีความรู้พอที่จะดูแลตนเองและคนรอบข้างได้เมื่อถึงคราวจำเป็น ส่วนข้อมูลที่มีในปัจจุบัน ถ้าเป็นหนังสือก็ไม่ได้อยู่กับเราตลอดเวลา ใช้เวลานานกว่าจะค้นแนวทางการปฏิบัติตัวเจอ ส่วนจะหาในอินเทอร์เน็ต ก็ไม่มั่นใจว่าข้อมูลที่มีอยู่มหาศาลนั้นเชื่อถือได้หรือไม่

ในขณะเดียวกัน คนปัจจุบันนิยมใช้ smartphone ติดตัวไปทุกที่ เราใช้โทรศัพท์ทำทุกอย่าง ตั้งแต่โทร แชท เช็คอีเมล ค้นหาข้อมูล เข้าเครือข่ายสังคม ถ่ายรูป ฟังเพลง อ่านข่าว เล่นเกม ยังไม่นับแอปพลิเคชั่นเพิ่มเติมที่มีให้เลือกใช้นับแสน ตั้งแต่ดูทีวี แต่งรูป แชร์ภาพ เช็คอินสถานที่ อ่านหนังสือ ซื้อตั๋วหนัง สั่งพิซซ่า และอื่นๆ อีกมากมาย

จะดีไหมถ้าเราสามารถแก้ปัญหาสุขภาพเบื้องต้นด้วยตนเอง โดยใช้ข้อมูลจากโทรศัพท์ที่เราติดตัวไปทุกที่และใช้ทำทุกอย่าง?

DoctorMe เป็นแอปพลิเคชั่นที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบคำถามข้างต้น พวกเราซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่ชอบเทคโนโลยีและอยากแก้ปัญหาสังคม จึงสร้าง DoctorMe ขึ้นมา โดยมีสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นผู้สนับสนุน ส่วนทีมที่คิดและพัฒนา คือสถาบัน ChangeFusion และบริษัท โอเพ่นดรีม จำกัด ร่วมกับมูลนิธิหมอชาวบ้านซึ่งเป็นผู้ให้เนื้อหามาลงในแอปพลิเคชั่น

เริ่มจากศูนย์

ถึงแม้พวกเราจะคุ้นเคยกับเว็บและระบบข้อมูลที่แสดงผลผ่านจอคอมพิวเตอร์ แต่พอมาถึงแอปพลิเคชั่นบนอุปกรณ์เคลื่อนที่เช่นมือถือ ก็เป็นเรื่องใหม่ที่เรามีประสบการณ์น้อยมากในช่วงเริ่มแรก

การสร้าง DoctorMe เริ่มต้นด้วยแนวคิดกว้างๆ ว่าอยากทำแอปที่ช่วยให้คนดูแลสุขภาพด้วยตนเอง ติดตัวไปทุกที่ ใช้งานได้ง่ายที่สุด เร็วที่สุด โดยไม่จำเป็นต้องต่ออินเทอร์เน็ต เป็นเหมือนคู่มือที่พร้อมใช้ ทั้งเมื่อตนเองหรือคนรอบข้างเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ เช่นเป็นหวัด ปวดหัว ท้องเสีย หรือเจอเหตุฉุกเฉินเช่นตกน้ำ บาดแผล กระดูกหัก หรือต้องปั๊มหัวใจช่วยชีวิต

เราเริ่มด้วยการสำรวจสถานการณ์และตลาดของผู้ใช้ smartphone โดยเลือกสำรวจกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ใช้ไอโฟน พบว่าส่วนมากไม่นิยมจ่ายเงินซื้อแอป และใช้แอปอยู่ไม่กี่ประเภท เช่น ถ่ายรูป เครือข่ายสังคม และเล่นเกม แต่ข้อที่น่าสนใจ คือส่วนมากนิยมหาแอปใหม่ๆ มาลอง และถ้าใช้ได้ดี ตอบความต้องการได้ ก็จะเก็บไว้ใช้

ในขณะเดียวกัน ทีมออกแบบก็ไปศึกษาแนวทางการออกแบบแอปพลิเคชั่นบน iPhone ซึ่งถือว่าเป็น Platform ที่ได้รับความนิยม และคนรุ่นใหม่ใช้มากในขณะนี้ เราไปหาตัวอย่างแอปดีๆ และน่าสนใจที่มีอยู่แล้ว และหาหนังสือเกี่ยวกับการออกแบบ iPhone App มาอ่าน

จากนั้น เราเริ่มออกแบบเค้าโครง ว่าแอปนี้จะทำอะไรได้ หน้าตาเบื้องต้นเป็นอย่างไร กดอะไรไปไหน นี่คือหน้าตาแรกสุดของแอปนี้

ในขณะเดียวกัน แอปพลิเคชั่นต้องมีเนื้อหา เราได้ลองสำรวจดู และพบว่าเนื้อหาที่น่าจะเหมาะกับประชาชนทั่วไป น่าจะอยู่ที่มูลนิธิหมอชาวบ้านซึ่งเราเคยร่วมงานกันมาแล้วในการพัฒนาเว็บไซต์หมอชาวบ้าน (http://doctor.or.th) จนเพิ่มยอดคนเข้าจากวันละหลักสิบเป็นหลายพัน เราเข้าไปคุยกับคุณณีน้อย ปิติเจริญ ผู้จัดการมูลนิธิหมอชาวบ้าน พี่ณีน้อยได้แนะนำให้รู้จักกับ รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ ผู้เขียนหนังสือคู่มือการตรวจวินิจฉัยโรค คู่มือหมอชาวบ้าน และเจ้าของคอลัมน์สารานุกรมทันโรคในนิตยสารหมอชาวบ้าน คุณหมอสุรเกียรติได้เสนอให้นำเนื้อหาในคู่มือหมอชาวบ้าน ไปดัดแปลงใส่ลงในแอป ซึ่งประกอบด้วยการดูแลตนเองจากอาการเจ็บป่วยเบื้องต้น การปฐมพยาบาล ข้อมูลการใช้ยาและสมุนไพร ทีมงานในภายหลังได้ขออนุญาตนำข้อมูลเกี่ยวกับโรคต่างๆ เกือบ 90 โรค จากสารานุกรมทันโรค เข้ามาประกอบด้วย โดยเชื่อมโยงเนื้อหาเข้ากับเนื้อหาเกี่ยวกับอาการในหนังสือคู่มือหมอชาวบ้าน ทำให้ข้อมูลทั้งหมดมีกว่า 200 รายการ

ตลอด 4 เดือนที่พัฒนาเนื้อหา ทีมงานได้ทำงานร่วมกับคุณหมอสุรเกียรติในการเชื่อมโยงเนื้อหาระหว่างอาการกับรายละเอียดของโรค รวมทั้งได้ปรับปรุง แก้ไขเนื้อหาให้ทันสมัยยิ่งขึ้น จนกลายเป็นเนื้อหาที่เห็นในแอปในปัจจุบัน คุณหมอสุรเกียรติ ยังวางแผนจะเขียนเนื้อหาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยจะนำมาอัปเดตในแอปอย่างต่อเนื่อง

ลงมือพัฒนา

กลับมาถึงเรื่องการพัฒนาโปรแกรม ขั้นตอนต่อมาก็นำโครงร่างมาเขียนในคอมพิวเตอร์ เป็นโครงร่างอย่างละเอียด

พอได้โครงร่าง ทีมโปรแกรมก็เริ่มเขียนโปรแกรม จุดที่สำคัญในขั้นนี้ คือเรื่องเนื้อหา ซึ่งทีมโปรแกรมต้องหาวิธีให้ทีมเนื้อหานำข้อมูลมาใส่ จึงพัฒนาเว็บแอปขึ้นมาพิเศษเพื่อใส่ข้อมูลเนื้อหา โดยออกแบบช่องและวิธีการใส่ให้รองรับโครงสร้างเนื้อหา ซึ่งต้องมีการเชื่อมโยง แนะนำเนื้อหา การจัดหมวดหมู่อาการออกตามโซนร่างกายที่เกิดอาการ และรายละเอียดอื่นๆ อีกมากมาย เว็บแอปนี้จะเก็บข้อมูลทั้งหมดลงในระบบฐานข้อมูล ที่เชื่อมกับฐานข้อมูลของแอป เพื่อให้สามารถเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมข้อมูลได้โดยสะดวกในอนาคต

จากนี้ไป กระบวนการพัฒนาจะคู่ขนานกันไป ระหว่างการพัฒนาโปรแกรม กับการพัฒนาเนื้อหา โดยจะมีการเชื่อมกันตลอด ผ่านการ Workshop ร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ

ในส่วนการพัฒนาโปรแกรม ความท้าทายหลักคือการออกแบบส่วนติดต่อกับผู้ใช้ (User Interface) ให้ใช้งานง่าย เป็นธรรมชาติ และเข้าถึงข้อมูลได้จริง และมีเสถียรภาพ ไม่หลุดจากโปรแกรม ทั้งหมดเพื่อให้ผู้ใช้สามารถได้ประโยชน์จริงๆ จากการใช้ ไม่ว่าผู้ใช้จะชอบกดดู (Browse) หรือพิมพ์คำค้น (Search) นอกจากนั้น ยังต้องใส่ใจรายละเอียดเกี่ยวกับการแสดงผลเนื้อหาให้ดูสวยงาม เรียบร้อย

ซึ่งเชื่อมโยงกับส่วนการพัฒนาเนื้อหา ซึ่งทีมเนื้อหาได้แปลงเนื้อหาทั้งหมดเป็นดิจิทัล ตรวจ Proof ความถูกต้องและการจัดรูปแบบอย่างละเอียด (เฉพาะกระบวนการนี้กินเวลาเกือบ 2 เดือน) และนำเอาเนื้อหาเข้าระบบเว็บฟอร์มทีละชิ้น โดยต้องตรวจ Proof และรูปแบบอีกรอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะต้องใส่ใจในการจัดรูปแบบเนื้อหาให้ได้มาตรฐาน HTML เช่น การใส่ย่อหน้า ลำดับชั้นของเนื้อหา List แบบ Bullet และตัวเลข เพื่อให้เนื้อหาดูสวยงาม เป็นระเบียบ และยังทำให้เครื่องอ่าน Screen Reader อ่านเนื้อหาให้คนตาบอดฟังได้อย่างถูกต้องด้วย สิ่งที่สำคัญอีกเรื่อง คือการเชื่อมโยงเนื้อหา ซึ่งใช้วิธีพิเศษ ที่ทีมงานต้องละเอียดกับความถูกต้องของอักขระชนิดห้ามขาดห้ามเกินแม้แต่ตัวเดียว

ในส่วนภาพประกอบ ทีมงานต้องวาดใหม่ทั้งหมด โดยคัดลอกจากต้นฉบับ เพราะภาพต้นฉบับความละเอียดไม่เพียงพอ และมีสีสันไม่สวยงาม

เมื่อเนื้อหาทั้งหมดถูกนำขึ้นและตรวจสอบเสร็จแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการโฟกัสเรื่อง Design โดยเฉพาะหน้าตาของหน้าแรก โทนสี กราฟฟิกในส่วนต่างๆ โดยมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ 1 ครั้ง เพื่อปรับหน้าตาให้ดูเป็นมิตร สบายๆ มากกว่าเดิมซึ่งดูเป็นวิชาการ เป็นหมอมากเกินไป


หน้าตาเดิม

หน้าตาใหม่

ในระหว่างการพัฒนา ทีมงานได้รายงานกับคณะกรรมการของ สสส. ที่ดูแลแผนงานนี้เป็นระยะ และนำความเห็นของกรรมการเข้ามาประกอบการออกแบบและพัฒนา

จากนั้น มาถึงขั้นตอนสุดท้าย คือการทดสอบโดยรวมก่อนเปิดให้ดาวน์โหลด เน้นการทดสอบประสิทธิภาพ ตรวจหา Bug และหาช่องว่างหรือข้อผิดพลาดอื่นๆ (ซึ่งพบเรื่อยๆ) และนำไปแก้ไขจนดีพอที่จะส่งให้ Apple ตรวจพิจารณาให้ปล่อยดาวน์โหลดได้ ซึ่ง Apple ก็ให้ผ่านตั้งแต่ครั้งแรกที่่ส่งตรวจ

เสียงตอบรับ

ทีมบริหาร ทีมออกแบบ และทีมพัฒนาโปรแกรม ได้ทำงานร่วมกับทีมการตลาด ในการวางแผนการตลาดของแอป DoctorMe โดยได้ฝ่าย CSR ของบริษัท DTAC เป็นที่ปรึกษา โดยทาง DTAC ได้ให้คำแนะนำว่าให้เพิ่ม Feature ที่ใช้ประโยชน์จากเครือข่าย 3G เช่นการดูคลิปวิธีการปฐมพยาบาล ทำให้ผู้ใช้จะสามารถเข้าใจวิธีการได้ง่ายกว่าการอ่านแต่อย่างเดียว โดยเฉพาะในเรื่องที่ต้องใช้เทคนิควิธีการในการปฏิบัติ ซึ่งปัจจุบัน ทีมงานกำลังเตรียมเนื้อหาใหม่นี้เพื่อเสริมเข้าไปในแอป จากนั้นจึงจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ โดยในปัจจุบันให้ดาวน์โหลดเป็นเวอร์ชั่นทดลองใช้ก่อน และกำลังเก็บความคิดเห็นจากผู้ใช้ในวงกว้างเพื่อนำมาพัฒนาเป็นตัวสมบูรณ์

ภายหลังการเปิดให้ดาวน์โหลดรุ่นทดสอบ พบว่ามีผู้สนใจจำนวนมาก ภายในไม่กี่ชั่วโมง DoctorMe ได้เป็น iPhone App ฟรีอันดับ 1 ในหมวด Health & Fitness และในวันถัดไปได้อยู่อันดับที่ 3 เมื่อคิดรวมจากทุกหมวด (ไต่มาจากอันดับ 185, 75, 9, และ 8 ในวันก่อนหน้า) โดยได้คะแนนโหวตเฉลี่ยเต็ม 5 ดาว (ณ วันที่ 20 สิงหาคม 2554) ซึ่งน่ายินดีมากว่ามีผู้ให้ความสนใจจำนวนมากและเห็นว่าเป็นแอปที่มีประโยชน์และมีคุณภาพ


อันดับ 1 ในหมวด Health & Fitness


อันดับที่ 3 รวมจากทุกหมวด


ได้คะแนนเฉลี่ยห้าดาวเต็ม

อนาคต

DoctorMe เป็นก้าวแรกขององค์กรบริการสาธารณะอย่าง สสส. ที่ให้บริการเครื่องมือทางเทคโนโลยีสำหรับประชาชนอย่างแพร่หลาย โดยใช้วิธีการทำงานแบบสร้างนวัตกรรมร่วมกันกับเครือข่ายและผู้สนใจ พวกเราหวังว่า แอปพลิเคชั่นลักษณะนี้น่าจะให้ประโยชน์โดยตรงแก่ประชาชน โดยมีแผนจะขยายไปยัง Platform อื่น เช่น Android และเว็บไซต์ทั่วไป ทำให้คนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงได้ และจะขยายความสามารถให้ตอบสนองความท้าทายด้านสุขภาพได้ดีขึ้น เช่น การสามารถให้คำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลตนเองที่สอดคล้องกับอาการเจ็บป่วยที่มีอยู่แล้วหรือ Lifestyle ของผู้ใช้ได้ รวมทั้งการสร้างกิจกรรมบนระบบดิจิทัลที่ช่วยกระตุ้น ส่งเสริม ให้ประชาชนมีวิถีชีวิตที่สร้างเสริมสุขภาพทั้งทางกาย การใจ ทางปัญญา และของทั้งสังคม

ดาวน์โหลด DoctorMe ได้แล้ววันนี้ ฟรี ที่นี่ครับ

ทำไมการเกิดถึงเป็นทุกข์?

ในพระพุทธศาสนา การที่เราจะพ้นจากความทุกข์ได้ ต้องเข้าใจกฏธรรมชาติ 3 ประการ หรือกฏไตรลักษณ์ อันได้แก่ อนิจจัง (ความไม่เที่ยง), ทุกขัง (ความเป็นทุกข์), และอนัตตา (ความไม่มีตัวตน) และมองเห็นธรรมชาติทั้งสามประการนี้ในทุกสิ่ง

ตั้งแต่เริ่มศึกษาพุทธศาสนาเป็นต้นมา ผมพบว่าธรรมชาติสามประการนี้ ข้อที่เข้าใจได้ไม่ยาก คืออนิจจัง เพราะเราสามารถเข้าใจได้ด้วยเหตุผล ว่าสิ่งต่างๆ เปลี่ยนแปลงไม่มีทางหยุดนิ่ง หรือถ้าฝึกวิปัสสนา ก็จะ “เห็น” ความไม่หยุดนิ่ง เปลี่ยนแปลงเสมอของสิ่งต่างๆ โดยเฉพาะร่างกายและจิตใจของเราอย่างถ่องแท้ ส่วนเรื่องอนัตตา ถึงแม้จะเข้าใจยากขึ้นอีกนิด ก็ไม่ยากจนเกินไป เพราะเมื่อเข้าใจอนิจจังแล้ว ย่อมเข้าใจและเห็นต่อได้ ว่าการที่สิ่งต่างๆ เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ตามเหตุปัจจัย หมายถึงไม่มีอะไรคงอยู่เป็นรูปเป็นร่าง เป็นตัวเป็นตนได้เลยแม้แต่วินาทีเดียว

แต่ยังมีอีกข้อที่เหลือ คือทุกขัง หรือการเกิดนั่นเป็นทุกข์ ที่ทำอย่างไรผมก็ไม่สามารถเข้าใจหรือมองเห็นได้ชัดๆ เสียทีเดียว การเกิดจะเป็นทุกข์ “เสมอไป” ได้อย่างไร ในเมื่อชีวิตของเราต้องเจอทั้งทุกข์ ทั้งสุข ผสมปนเปกันไป ในเวลาที่เราทุกข์ นั่นเราสัมผัสได้ แต่ในเวลาที่เรามีความสุข เราก็สัมผัสได้ถึงความสุข ประสบกับมันตรงหน้า จะทุกข์ไปได้อย่างไร?

แต่เมื่อไม่นานมานี้ ผมคิดว่าผมเริ่มค้นพบคำตอบ ว่าทำไมการเกิดจึงเป็นทุกข์ วิธีการเห็นความจริงข้อนี้ คือลองมองดูว่า เมื่อคนเราเกิดมา เราต้องใช้ความพยายามมากมาย เพื่อทำให้มีชีวิตรอด เพื่อรักษาสมดุลให้ชีวิตนี้อยู่ไปได้ เราต้องหาอะไรมากินให้ได้วันละสามมื้อ ต้องหาเครื่องแต่งตัวทำให้ร่างกายไม่หนาวหรือไม่ร้อนเกินไป ต้องหาที่อยู่ที่ไม่ใกล้เมืองนักเพราะมลภาวะเยอะ แต่ก็ไม่ไกลเกินไปจนเดินทางไม่สะดวก ต้องคอยออกกำลังกายเพื่อล้างพลังงานสะสมส่วนเกินที่ได้จากการกิน (ซึ่งก็เป็นเรื่องที่จะเป็นอีกนั่นล่ะ) ต้องทำงานเพื่อให้ได้เงินมาเลี้ยงชีวิต ต้องหาอุปกรณ์เครื่องใช้มาประกอบการทำงาน ต้องเรียนให้สูงๆ จะได้เป็นทุนในอนาคต ต้องคอยศึกษาหาความรู้เพื่อให้ทันการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

ชีวิตคนเราตั้งแต่เกิดมา อยู่เฉยๆ ไม่ได้เลย ต้องถูกเหตุปัจจัยบังคับให้ต้องทำโน่นทำนี่ตลอด และทุกสิ่งที่ทำ ก็เพื่อให้ตัวเองพ้นทุกข์ มีชีวิตรอด ทำด้วยแรงผลักดันจากสองสิ่งเท่านั้น คือความกลัว และความอยาก

การเกิดมาของคนเรา มีเหตุมีที่มาที่เราควบคุมไม่ได้ มองไม่เห็น พอเกิดมาแล้ว ก็ถูกผลักดันด้วยความกลัวและความอยาก ทำสิ่งต่างๆ อยู่ตลอดเวลา คนที่ทำอ่อนเกินไป ก็จะยังพบกับความทุกข์เพราะไม่สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ ส่วนคนที่ทำมากเกินไป ก็พบกับความทุกข์เช่นกัน เพราะไปสร้างความอยากและความขัดแย้งต่อไม่รู้จักจบ

แต่คนที่มีปัญญา เมื่อเกิดมาพบกับความทุกข์แล้ว ย่อมดำเนินชีวิตบนทางสายกลาง เพราะทางสายกลาง เป็นทางที่ทำให้ดับทุกข์ได้มากที่สุด และสร้างทุกข์ใหม่น้อยที่สุด ทางสายกลางเป็นจุดสมดุลที่ละเอียดอ่อน ระหว่างการกระทำที่อ่อนและแข็งจนเกินไป จุดสมดุลนี้เข้าถึงได้ยาก เพราะมันอยู่บนเส้นบางๆ แต่เมื่อเข้าถึงด้วยสติปัญญาแล้ว จะทำให้ชีวิตเบาสบายและมีโอกาสพ้นทุกข์อย่างแท้จริงได้มากที่สุด

การเกิดมาพบกับความทุกข์ เราไม่สามารถเลือกและกำหนดได้ แต่สิ่งที่เราทำได้ คือการเลือกใช้ชีวิตให้สมดุล บนเงื่อนไข เหตุ ปัจจัย สภาพแวดล้อมของแต่ละคน เพื่อลดความทุกข์จากการเกิดมาให้ได้มากที่สุด จนไปถึงการพ้นทุกข์ในที่สุด เมื่อคนคนนั้นมองเห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ดีพอ จนทำให้ละสิ่งที่ละยากที่สุด นั่นคือตัวตนของเรานั่นเอง

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.