คนรุ่นใหม่ผู้หลงมัวเมาอยู่กับ “เสรีภาพ”
วันนี้อยากเขียนบันทึก แต่นึกไม่ออกว่ามีประเด็นอะไรให้เขียนได้ชัดๆ มีแต่ “กระแสความคิด” ไหลไปมา เลยลองเขียนดูว่าจะเป็นยังไง (กระแสความคิด เป็นคำที่ผมประดิษฐ์เอง มาจาก กระแสสำนึก – stream of consciousness ซึ่งเป็นกลวิธีการเล่าเรื่องแบบหนึ่งที่ Marcel Proust และ James Joyce ชอบใช้)
- คนรุ่นใหม่กำลังหลงอยู่กับคำว่า “เสรีภาพ” โดยแทนที่จะคิดว่ามีเสรีภาพเพื่ออะไร พวกเขากลับคิดว่าคนเราต้องมีเสรีภาพเพราะเราเกิดมาพร้อมกับเสรีภาพ (freedom for freedom’s sake) คนพวกนี้ไม่สนใจบรรทัดฐานและความถูกต้องพื้นฐานที่คนธรรมดาที่มีมโนสำนึกจะคิดได้ แต่ชอบที่จะเล่นแร่แปรธาตุกับคำและสถานการณ์เพื่อสนับสนุนอะไรก็ตามที่ไปด้วยกันได้กับ “เสรีภาพ” เช่นการแข่งขันเสรี การเบียดเบียนเพื่ออยู่รอด การแย่งตลาดและลูกค้า และ “ธรรมชาติ” ของมนุษย์
- ผมอยากถามต่อว่า ถ้าปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตาม “ธรรมชาติ” แล้วการดำรงอยู่ของอารยธรรมและวิวัฒนาการจะมีความหมายอันใด? เราจะต่างอะไรกับสัตว์ป่า?
- มนุษย์เกิดมาเพื่อกล่อมเกลาตัวเองและสังคมให้พัฒนายิ่งๆ ขึ้นไป นั่นเป็นที่มาของ “ศีลธรรม” “บรรทัดฐาน” และ “ระเบียบแบบแผน” ซึ่งถ้าใช้ให้สอดคล้องกับ “ข้อมูล” “ความรู้” และ “ปัญญา” จะนำไปสู่ “อารยธรรม”
- ทุนนิยมและเสรีนิยมเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุด ที่ “คนรุ่นใหม่” เหล่านั้นอ้างว่าสอดคล้องกับ “ธรรมชาติ” (อันดิบ เถื่อน และยังไม่ถูกกล่อมเกลา) ของมนุษย์
- ผมเชื่อในทางสายกลาง (moderation) และการคิดอย่างใตร่ตรอง (consideration) ก่อนที่จะพูดหรือทำอะไร






เห็นด้วย
เราคิดว่าเรามีเสรีภาพ….แต่เรายังขาดกฏระเบียบและการปฏิบัติ
ใครที่จะโกงกินก็ทำไป
เราถูกฝังหัวด้วยความคิดเช่นนี้มานานแล้วค่ะ
เรามีเสรีภาพมากเสียจนเราไม่รู้ว่าเสรีภาพคืออะไร มีขอบเขตขนาดไหน
สมัยอยู่ป.๔ ครูเคยนำรายชื่อเพื่อนต่างโรงเรียนมาให้เราเขียนจดหมายหาเพื่อน
ต่างโรงเรียนที่ว่านั้นอยู่ในอำเภอเดียวกัน
ข้าเจ้าจึงถามครูว่า…ในเมื่อจะให้หาเพื่อน ทำไมครูไม่เอาชื่อเพื่อนจากที่ไกลๆ หน่อย
กับเพียงเพื่อนต่างโรงเรียน ข้าเจ้าเชื่อว่าถ้าอยากรู้จักก็ไม่เกินความสามารถของเด็กป.๔ ดอก
วันนั้นโดนครูทำโทษเจ้าค่ะ ไม่พอครูยังมาฟ้องที่บ้านตอนที่รถโรงเรียนมาส่งด้วย
คืนนั้น…พ่อโทรทางไกลมาหา บอกว่า “เสรีภาพก็มีขอบเขตของมันนะลูก”
เราพูดได้ไหมว่า ศีลธรรม/บรรทัดฐาน ก็คือ การคำนึงถึง สิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น
มันก็คือเรื่อง สิทธิเสรีภาพ เช่นกัน
ในหนัง The Kite Runner
พ่อของตัวเอก บอกลูกที่กำลังมัวเมาอยู่กับศาสดาคลั่งศาสนาว่า
โลกนี้มีบาปใหญ่ประการเดียว คือ การขโมย
บาปอื่น ๆ ล้วนมาจากการขโมยทั้งสิ้น
โกหก คือ ขโมยสิทธิในการรู้ความจริง
ฉ้อโกง คือขโมยสิทธิของผู้อื่นในประโยชน์จากสิ่งนั้น
กักขังหน่วงเหนี่ยว คือ ขโมยเสรีภาพ
ฆ่าคนตาย คือ ขโมยสิทธิของเขาในการมีชีวิตอยู่
ไม่ต่อแถวซื้อของ จอดรถในที่ห้ามจอด คือ ขโมยสิทธิของคนอื่น ๆ ในแถวที่จะได้ไปเร็วขึ้น ทำให้เขามีเสรีภาพในการใช้เวลาน้อยลง
…
พวกนี้เป็น ศีลธรรม/บรรทัดฐาน อย่างนี้เราคิดกันไหม ?
(ทำไมเป็น 1 may 08 อ่ะ ?)
ตอบ bact’
เห็นด้วยครับ ดังนั้นในบริบทของเรา:
- เด็กมีสิทธิที่จะอยู่อย่างปลอดภัยจากสิ่งมอมเมาที่ตัวเองยังไม่รู้เท่าทัน
แม่เพลง: สำหรับเรื่องที่เล่ามา ผมว่าขอบเขตอันนั้นเราควรจะพังมัน เดี๋ยวนี้
ท่าน bact’ เจ้าคะ…กับขอบเขตนั่นข้าเจ้ามิอินังขับขอบกันมันดอกเจ้าค่ะ
ที่เล่าให้ฟังนั้น เพื่อตอกย้ำให้เห็นถึงเสรีภาพ
อยู่ต่างจังหวัดไม่ดีอย่างนี้ล่ะเจ้าค่ะ บ่มี “เด็กเก็บว่าว” ให้ผ่อ
ไอ้ครั้นจะกลับเข้าเมืองกรุงการงานบ่แล้ว ก็เป๋นอั๋นอด
กระทั่งหนังสือดีดีอยากอ่านยังหาลำบากเลย
ข้าเจ้าเห็นสมควรเป็นอย่างยิ่งว่า…เรามิต้องไปสอนเด็กให้รู้จักดอกไอ้เสรีภาพน่ะ
สิ่งที่เราควรสอนเด็กคือ…ศีลธรรม จริยธรรม
เอ้อ…บอกตามตรงสมัยเรียนวิชานี้มันช่างหน้าเบื่อและเข้าไม่ถึงจิตวิญญาณเอาซะเลย
แม่แพลง : ผมกลับคิดว่า เราควรปลูกฝังให้เด็กรู้จักคุณค่าของสิทธิเสรีภาพ และความสำคัญของมัน (รวมถึงการใช้ชีวิตที่ไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น) เพราะมันเป็นพื้นฐานของการมีชีวิตอยู่ในฐานะมนุษย์ เขาจะได้ “รู้สึกตัว” และ “ต่อต้าน” เมื่อมีใครพยายามจะละเมิดสิทธิเสรีภาพของเขา จากนั้น ค่อยสอนศีลธรรมครับ เพราะศีลธรรมคือข้อตกลงร่วมกันของมนุษย์หลายคน แต่เสรีภาพเป็นสมบัติของปัจเจกบุคคล
ท่านทิวสนเจ้าคะ…
“ขอบเขต” ที่ข้าเจ้าพูดถึงนั่นเป็นขอบเขตที่ครูกำหนดโดยไม่ให้อิสระเท่าใดนักในการเขียนจดหมายครั้นประถมสี่
“ปัจเจก”คืออะไรคะ
ยามเมาได้ที่ข้าเจ้าเห็นเพื่อนกวีอะไรๆ ก็ปัจเจกๆๆ
จนข้าเจ้าหมั่นไส้มันเต็มกลืนแล้วเจ้า
ครั้นมีปัญหาขัดแย้งทางความคิดที่เพื่อนกวีคือคนกลาง
เมื่อข้าเจ้าถามสิ่งที่อีกคนกระทำนั้นถูกหรือผิด
ปรากฎว่าเพื่อนเลือกที่จะไม่มีถูกมีผิดเจ้าค่ะ
เพราะถ้าเลือกผิดก็จักขัดกับเพื่อนรัก
หากเลือกถือหางข้างเพื่อนตนนั้นก็จะทำร้ายความรู้สึกตน
นี่อย่างไรคะคำพูดที่เอะอะก็ว่า “มนุษย์ต้องเป็นปัจเจก”
เช่นนี้แล้ว ปัจเจกคือลักษณาการของการลื่นไหลไปตามแต่สถานการณ์ใช่มั้ยคะ
การศึกษาปัจจุบันทำให้ผู้คนเข้าใจสิทธิ หน้าที่ แลเสรีภาพตนดีอยู่แล้ว
จากการลงเก็บข้อมูลพื้นที่ต่างจังหวัด โดยเฉพาะภาคอีสาน
ข้าเจ้าพบว่า…การไร้การศึกษานี่ต่างหากที่ทำให้ชาวบ้านไม่รู้จักรักษาสิทธิและเสรีภาพของตน
เมื่อไม่รู้ก็ย่อมไม่เห็นคุณค่าเป็นธรรมดาค่ะ
การขาดการศึกษาทำให้ชาวบ้านเกรงกลัวอำนาจรัฐ
ไม่กล้าร้องเรียน ไม่กล้าเรียกร้อง ไม่กล้าต่อกร
อยู่อย่างยอมจำนนแล้วซึ่งชีวิตที่เกิดมาเป็นคนจนและไร้การศึกษา
เราพูดกันบ่อยๆ ค่ะว่า…เราต้องพัฒนาการศึกษาด้านนั้นด้านนี้
เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของเยาวชนรุ่นใหม่
แต่เราไม่ใคร่มองความจริงกันเท่าไหร่นักว่า
ในผืนดินแม่ของเรานี้ มีเด็กไร้การศึกษากี่คน
สำหรับเด็กเหล่านี้ประสบการณ์ด้วยตนเองนั่นคือการศึกษาแบบเรียนชีวิตด้วยตนเอง
ผู้ใหญ่เรานั้นรู้แล้วค่ะว่าประสบการณ์บางอย่างควรลองด้วยตนเอง
ทว่าบางอย่างที่มันเป็นหลักตรรกะเป๊ะๆ อยู่แล้วก็มิควรลองให้ถลำ
เอ้า…ข้าเจ้าว่ารู้สึกจะเดินออกนอกเนื้อหาสนทนาของท่านเจ้าบ้านไปไกลโข
ขอประทานอภัยเจ้าค่ะ ที่ดันมาปากไม่ดีถึงบ้านท่าน :D
แม่เพลง : ตอนแรกจะพิมพ์ว่า “คุณ” แม่เพลง แต่จะกลายเป็นคุณแม่เพลง จะดูอาวุโสไปหน่อยครับ :)
อ่านจากความคิดเห็นล่าสุด พบว่าเราเข้าใจตรงกันครับ เพียงแต่สื่อสารกันไม่เข้าใจ