Wishlist: โลกที่ผมอยากมีชีวิตอยู่
ถ้าไม่มีความฝันก็ไม่มีสิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้น บางทีคนเราก็ต้องฝันและจินตนาการถึงสิ่งที่ยังไม่เป็นจริงแต่อยากให้เป็น วันนี้ตื่นขึ้นมาก่อนฟ้าสว่างเลยถือขอฝันยามรุ่งอรุณย์บ้าง
ผมจินตนาการถึงโลกที่สิ่งเหล่านี้กลายเป็นกระแสหลักและดำรงอยู่ทั่วไป:
ผักปลอดสารพิษ
ถ้าได้ดู TPBS สามสี่วันก่อนเรื่องสารพิษในผัก จะมีความรู้สึกอย่างแรงกล้าถึงความบิดเบี้ยวของทุนนิยม ความไม่ทั่วถึงของข้อมูลข่าวสาร และความอ่อนแอของนโยบายภาครัฐ ที่ทำให้เกษตรกรจำเป็นต้องซื้อสารเคมีราคาแพงขึ้นและมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อปลูกผักที่สวย เพื่อให้ขายได้ราคาดีเพราะผู้บริโภคชอบผักสวยๆ ผมคิดว่าการปลูกผักในโรงเพาะชำที่มีสภาพแวดล้อมที่มีการควบคุมนั้นไม่ใช่ rocket science ประเทศอื่นก็ทำกันอยู่อย่างปกติ และทำให้ productivity เพิ่มขึ้นมากมาย มันเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากถ้าพิจารณาถึง externalities ด้านบวก ซึ่งก็คือสุขภาพดีในระยะยาวของคนทั้งสังคม
อีกปัญหาหนึ่งคือการขาดข้อมูลข่าวสารและพ่อค้าคนกลาง ซึ่งเป็น agent ที่ขวางกั้นการสะท้อน demand ที่แท้จริงสู่ผู้ผลิตหรือ supplier ลองคิดดูว่าถ้าผู้บริโภคสามารถรวมกลุ่มเพื่อสะท้อนความต้องการผักปลอดสารพิษเพื่อให้เกิดกลุ่มก้อนของ demand ที่เป็นชิ้นเป็นอัน และยินดีซื้อตรงจากผู้ผลิต คงไม่มีเหตุผลที่เกษตรกรจะไม่ปลูกผักปลอดสารพิษ
โรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์และพลังลม
พลังงานสะอาดที่ใช้แล้วไม่มีวันหมดไป (clean and non-exhaustive energy) เป็นสิ่งที่หรูหราและหวานหูมาก ลองคิดดูว่าถ้าการผลิตพลังงานสามารถทำลายกฎพื้นฐานของเศรษฐศาสตร์ที่ว่าทรัพยากรมีจำกัด ใช้แล้วหมดไป และการบริโภคก่อให้เกิด negative externalities การเติบโตของอารยธรรมและเทคโนโลยีคงจะไม่มีข้อจำกัดเหมือนเดิมอีกต่อไป
อันที่จริงพลังลมจัดเป็นพลังงาน solar เพราะลมเกิดจากความร้อนที่แตกต่างกันในแต่ละจุด ซึ่งความร้อนนั้นก็มาจากพลังแสงอาทิตย์นั่นเอง ในทางปฏิบัติโลกเรามีพื้นที่เหลือมากมายที่เหมาะแก่การทำฟาร์ม solar cell และ wind turbine โดยเฉพาะในทะเลที่หลังๆ เริ่มมีการติดตั้งกังหันลมเพราะไม่รบกวนทัศนียภาพ (ซึ่งเอาเข้าจริงๆ ถ้าออกแบบดีๆ ผมว่าก็ดูสวยดี)
หรือไม่ต้องคิดมากเป็นระดับโลก ระดับชาติก็ได้ แค่การเอาแผง solar cell ไปติดไว้บนหลังคาบ้านตัวเอง ก็เพียงพอกับการใช้งานทั่วไปในครัวเรือนและคุ้มค่าภายใน 10 ปี คิดดูว่าแต่ละเดือนไม่ต้องกังวลถึงค่าไฟฟ้า เพราะธรรมชาติสร้างไฟฟ้าให้เราเรียบร้อยแล้ว
รถยนต์พลังงานไฟฟ้า
รถยนต์ส่วนตัวพลังไฟฟ้าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงได้ในวันนี้โดยไม่มีข้อแม้ด้านเทคโนโลยี อันที่จริงอุปสรรคที่ทำให้รถยนต์พลังไฟฟ้าไม่ถูกผลิตเชิงพานิชย์เสียทีก็เพราะการ lobby ของบริษัทผลิตน้ำมันและรถยนต์รายใหญ่ๆ มองในมุมมองเทคโนโลยี รถพลังไฟฟ้าเป็นแนวคิดที่เรียบง่ายยิ่งกว่าเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมัน เพราะแค่เอา battery พ่วงเข้ากับ motor หมุนล้อ เสียงเครื่องก็เกือบเงียบกริบและไม่มีมลภาวะในระหว่างวิ่งโดยสิ้นเชิง (เว้นแต่เสียงล้อบดถนนและตัวถังแหวกอากาศซึ่งช่วยไม่ได้) ลองคิดถึงความสะดวกสบายก็ไม่เป็นรองรถน้ำมัน หรืออาจจะสะดวกกว่าด้วยซ้ำในการเติมพลังงาน กลับบ้านก็แค่เสียบปลั๊กเข้าถึงเต้ารับไฟฟ้าปกติที่บ้าน หรือในอนาคตอาจจะมี “ปั๊มน้ำมัน” สำหรับรถไฟฟ้าก็ได้สำหรับคนเดินทางไกล
ถ้าใช้รถพลังไฟฟ้าควบคู่กับแหล่งกำเนิดไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์เช่น solar cell หรือ wind turbine เราก็จะได้ระบบขนส่งส่วนตัวที่ไม่ใช้ทรัพยากรเพิ่มเติมใดๆ เลยในการเดินทางตลอดอายุการใช้งาน
ท้องถนนที่สะอาดและปลอดภัยสำหรับจักรยานและคนเดิน
ถ้ารถทุกคนเป็นพลังงานไฟฟ้าแล้ว ถนนก็จะเงียบขึ้นหลายสิบ decibel อากาศก็จะดีขึ้นชนิดที่สูดได้เต็มปอด และความสกปรกของถนนและสิ่งปลูกสร้างจากคราบควันและเขม่าก็จะลดลง เมื่อนั้นคนก็จะสามารถขี่จักรยานหรือเดินตามท้องถนนได้อย่างสะดวกใจไม่ต่างกับชีวิตในชนบท อีกทั้งได้โบนัสคือได้ออกกำลังกายมากขึ้นโดยปริยาย
ระบบขนส่งมวลชนสะอาด ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ
สำหรับคนที่ไม่มีรถหรือไม่อยากขับรถ ระบบขนส่งมวลชนที่ดีเป็นปัจจัยสำคัญของเมือง รถไฟฟ้าเป็นก้าวที่สำคัญ ที่ถ้าทำให้ครอบคลุมทั่วเมืองสำคัญๆ และมีรถไฟฟ้าความเร็วสูงวิ่งระหว่างเมือง (จังหวัด) เหมือนในยุโรป ก็จะช่วยปัญหาในการเดินทางระยะไกลทั้งแบบรถโดยสาร (ที่ไม่ปลอดภัย) รถไฟธรรมดา (ที่ช้า) และเครื่องบิน (ที่แพง)





