เศรษฐกิจพอเพียงในทัศนะของข้าพเจ้า
เห็น mk พูดถึงเศรษฐกิจพอเพียง เลยมีแรงบันดาลใจอยากพูดบ้าง
ก่อนที่เราจะวิพากษ์วิจารณ์เศรษฐกิจพอเพียง เราควร “นิยาม” มันเสียก่อน ซึ่งบังเอิญเศรษฐกิจพอเพียงเป็นทั้งแนวคิดและหลักปฏิบัติที่ถูก abuse มาเยอะ และไม่มีวรรณกรรมอ้างอิงที่ชัดเจน (หรือมีแต่ไม่มีใครอ่าน) ผมเลยจะขอให้คำนิยมเป็นอรรถาธิบายตามความเข้าใจของผมเอง โดยเริ่มแรกจะแบ่งเศรษฐกิจพอเพียงออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่ เศรษฐกิจพอเพียงระดับปรัชญา และเศรษฐกิจพอเพียงระดับปฏิบัติ
เศรษฐกิจพอเพียงระดับปรัชญา
ผมคิดว่ารากฐานแนวคิดของเศรษฐกิจพอเพียงคือ “ความพอเพียง” ซึ่งเชื่อมโยงกับแนวคิดของพุทธศาสนาเรื่อง “ทางสายกลาง” ผมไม่คิดว่าความพอเพียงคือการลดการบริโภคลงให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะนั่นคือความ “ตระหนี่” (frugality) แต่เป็นการบริโภคอย่างพอดีกับความสามารถในการหาทรัพยากรและความจำเป็นของตนเอง โดยการบริโภคนั้นต้องไม่ทำให้ตนเองหรือผู้อื่นเดือดร้อน
แนวคิดนี้ยังสอดคล้องบางส่วนกับเสรีนิยม ที่บอกว่าคุณจะทำอะไรก็ได้ตราบใดที่ไม่ละเมิดสิทธิ์ของผู้อื่น แต่ขยายความไปถึงการไม่ละเมิด “สิทธิ์ของตนเอง” ที่จะอยู่อย่างไม่เดือดร้อนจากการกระทำของตนเอง เช่น การไม่เป็นหนี้
ตัวอย่างเช่น ถ้าผมเป็นหนี้บัตรเครดิต และต้องลำบากลำบนในการหาเงินมาชดเชยหนี้ ทำให้ผมเองเดือดร้อน และคนรอบข้างไม่สบายใจ นั่นคือความไม่พอเพียง
แต่ถ้าคนชนบทอยากมีโทรศัพท์มือถือเอาไว้ติดต่อลูกที่เรียนหนังสืออยู่ในกรุงเทพ และหาเงินซื้อได้โดยไม่เดือดร้อนใคร และใช้ประโยชน์จากโทรศัพท์นั้นได้จริง นั่นคือพอเพียง
แต่ถ้าคนคนเดียวกันต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาซื้อโทรศัพท์ เพื่อเอามาติดต่อกับลูก เราก็ต้องเทียบกันว่า ประโยชน์จากการได้โทรศัพท์ (ติดต่อลูกได้) คุ้มกับต้นทุก (เงินต้น + ดอกเบี้ย + ความยากลำบากของตนและผู้อื่น) หรือไม่ ถ้าคุ้มก็ถือว่าพอเพียง เช่น การมีมือถือทำให้ทุกคนในบ้านสบายใจตลอดเวลา 4 ปีที่ลูกไปเรียนในเมือง เมื่อประเมินแล้วมีค่ามากกว่าค่าเครื่อง ค่าดอกเบี้ย และความยุ่งยากตอนหาเงินมาคืนเงินต้นและเงินกู้
เศรษฐกิจพอเพียงในทางปฏิบัติ
สิ่งที่เราเห็นในปัจจุบัน คือภาพของเศรษฐกิจพอเพียงเมื่อปฏิบัติแล้ว ก็คือการที่คนชนบทปลูกพืชผักผสมผสาน อยู่ได้โดยไม่ต้องซื้อของจากข้างนอกหมู่บ้าน แลกเปลี่ยนกันเอง ผลิตพลังงานหมุนเวียนใช้เอง นั่นเป็นเพียงแค่เสี้ยวเดียวของเศรษฐกิจพอเพียง
สิ่งที่ผมอยากจะเสนอเมื่อคิดพิจารณาถึงเรื่องนี้ก็คือประเด็นความขัดแย้งระหว่างทุนนิยม-โลกาภิวัฒน์ กับความพอเพียง-การเลี้ยงตนเอง-ความเป็นท้องถิ่น
ผมคิดว่าถ้าเราเชื่อเรื่องทางสายกลาง เราควรจะรับทั้งสองขั้วแนวคิดมาปฏิบัติอย่างเหมาะสม เราไม่สามารถปฏิเสธทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ได้ และมันก็ไม่ใช่ตัวร้ายเหมือนที่ใครๆ พากันระบายสีให้ ทุนนิยมทำให้จำนวนประชาชนโลกที่ตายเพราะอดข้าวมีน้อยลงหลายเท่าตัว มันทำให้ผู้หญิงได้รับการศึกษา อัตราการรู้หนังสือทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 50% เป็น 80% ใน 50 ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามทุนนิยมล้วนๆ ทำให้เกิดการพึ่งพาสินค้าและบริการจากที่ใดที่หนึ่งมากเกินไป โดยเฉพาะจากบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ ในหลายๆ กรณี สินค้าประเภทพืชผักทางการเกษตรสามารถปลูกและบริโภคในท้องถิ่นได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าหรือเคลื่อนย้ายสินค้าระยะไกล อาหารบางชนิดมีในเฉพาะบางพื้นที่ และไม่ใช่ผู้ผลิตรายใหญ่ (ที่ขายของราคาถูก) จะผลิตอย่างปลอดภัยได้มาตรฐานปราศจากสารพิษ
ความล้มเหลวของตลาด (market failure) เป็นคุณสมบัติที่ติดตัวทุนนิยมมาช้านานและยังไม่มีหนทางแก้ไขได้อย่างหมดจด แทนที่ทุนนิยมจะทำให้เกิดการแข่งขันและทางเลือก ในหลายๆ กรณีมันทำให้เกิดการผูกขาด แทนที่ทุนนิยมจะทำให้สินค้าราคาถูก ในหลายๆ กรณีมันแพงกว่าการผลิตในท้องถิ่นเพราะท้องถิ่นในความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบในการผลิต (comparative advantage) ในหลายๆ กรณีแทนที่ทุนนิยมจะทำให้เกิดการลงทุน แต่คนชั้นล่างไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้
ดังนั้น เศรษฐกิจพอเพียงในทางปฏิบัติจึงน่าจะมีคุณลักษณะดังนี้
- ใช้ได้กับทุกที่ ทั้งในเมือง และชนบท
- พึ่งพาตัวเองเฉพาะสินค้าที่จำเป็นกับการดำรงชีวิต และสิ่งที่ท้องถิ่นมีความถนัดและได้เปรียบในการผลิต เช่น น้ำดื่ม ผักสวนครัว ผลไม้ เนื้อสัตว์ พลังงานบางส่วน
- สมาชิกของชุมชนเข้าถึงข้อมูล ความก้าวหน้า และทรัพยากรเพื่อประสานตนเองเข้าสู่สังคมโลก เช่น การศึกษา ข่าวสาร เทคโนโลยี ความเข้าใจเกี่ยวกับพื้นที่และชุมชนอื่น ความเข้าใจการเมืองเศรษฐกิจโลก เข้าใจว่ายังมีคนอื่นที่ไม่เหมือนพวกเขา
ทั้งหมดนี้คงไม่พ้นบทสรุปว่าเศรษฐกิจพอเพียงคือเสรีนิยมที่รับผิดชอบนั่นเอง กล่าวคือการมีชีวิตอยู่อย่างเข้าใจตนเอง (รู้ว่าเราถนัดอะไร ทำอะไรได้ดี) และเข้าใจผู้อื่น (รู้ว่าคนข้างนอกคิดยังไง ทำอะไร และต่างจากเรา)






ผมโอเคกับที่คุณเขียนมานะ แต่ว่าอันที่คุณยังไม่ได้พูดและเป็นประเด็นสำคัญ คือ พอเพียงในแง่ propaganda ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจที่สุดของพอเพียง และมันเป็นปัจจัยสำคัญในการระบายสีพอเพียงให้ออกมาเป็น anti-globalization
สำหรับผม เศรษฐกิจพอเพียง คือ ศิลปะในการใช้ชีวิต
เหมือน ชีวิตที่มีธรรมะ …
อย่างที่ในหลวงตรัสไว้ “…เป็นเสมือนรากฐานของชีวิต”
“… เป็นเสมือนเสาเข็ม ที่ถูกตอกรองรับบ้านเรือน …”
บ้านจะมั่นคงได้ก็เพราะเสาเข็ม แต่คนส่วนใหญ่มองไม่เห็น
… จนลืมความสำคัญของเสาเข็ม
นอกจากจะไม่เป็นเพียง “กระแส” ต้าน Globalization
(โก-บรรลัย-เซ-ชั่น)
เศรษฐกิจพอเพียง ต้องไม่ยากเกินเข้าถึง
… เป็นศาสตร์ซึ่งสามารถย่อยแยะ
และ เข้ากันได้กับคนทุกเหล่า(บัว)
ขุนอรรถ
@markpeak 555 ผมจงใจไม่พูดอ่ะ (จริงๆ มีพูดแตะๆ อยู่ 2 ที่)