หลุมพรางการตลาดกับการก้าวพ้นกำแพงของความสมเหตุสมผล: กรณี MacBook Pro 17 นิ้ว

2009 มกราคม 7

ขอแสดงความคิดเห็นส่วนตัวกับการเปิดตัว MacBook Pro 17 นิ้วรุ่นใหม่ของ Apple ซึ่งถ้าไม่ถูกใจใครก็ขออภัยครับ

Apple เพิ่งเปิดตัว MacBook Pro ขนาดหน้าจอ 17 นิ้วรุ่นใหม่ล่าสุดที่งาน MacWorld ที่มีจุดเด่นตรง battery แบบใหม่ ที่ถอดเปลี่ยนไม่ได้ แต่สามารถใช้งานได้ถึง 8 ชั่วโมง และชาร์จได้ 1,000 ครั้ง

New 17-inch MacBook Pro

New 17-inch MacBook Pro

ราคาเริ่มต้นของ Macbook Pro รุ่นนี้ อยู่ที่ $2,799 หรือประมาณ 98,000 บาท แน่นอนว่าถ้าจะคิดให้สมเหตุสมผล คนที่มีกำลังซื้อขนาดนี้น่าจะมีรายได้ไม่น้อยกว่าเดือนละ 100,000 บาท แลกกับสิ่งที่ได้มาคือ laptop จอใหญ่ประสิทธิภาพสูง ที่สามารถใช้งานโดยไม่เสียบปลั๊กได้เป็นเวลานาน

คำถามก็คือ ในประเทศไทย จะมีลูกค้ากลุ่มใดที่มีคุณสมบัติตรงกับคำบรรยายดังกล่าว? จะมีใครที่

  1. มีรายได้มากกว่าเดือนละ 100,000 บาท
  2. ต้องการ laptop จอใหญ่พิเศษ ประสิทธิภาพสูง (ที่มักจะมีประโยชน์กับงาน multimedia เช่นแต่งภาพ แต่งเพลง ติดต่อหนัง) และ
  3. ต้องการใช้งาน laptop ดังกล่าวในลักษณะเคลื่อนที่ ที่ไม่สามารถเสียบปลั๊กไฟเป็นระยะเวลายาวนาน เช่น บนรถ บนเครื่องบิน ในร้านกาแฟ การนำเสนองาน

ตามความเข้าใจของผม คนที่มีคุณลักษณะครบ 3 ประการข้างต้นที่เหมาะสมจริงๆ กับการเป็นเจ้าของ MacBook Pro รุ่นใหม่นี้ ไม่น่าจะมีมากนัก ถ้าเราเอาข้อแรกคือมีรายได้สูงเป็นที่ตั้ง จะพบว่าส่วนมากคนมีรายได้สูงขนาดนี้ ในประเทศไทย มักมีตำแหน่งบริหาร จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้งาน laptop ในลักษณะ “professional” แบบนักวิชาชีพเช่นนักออกแบบ นักแต่งเพลง นักตัดต่อ

ถ้าเอาข้อ 2 ตั้งต้น คือผู้ใช้เป็นนักวิชาชีพที่มีความต้องการเฉพาะเจาะจง ส่วนมากก็จะไม่มีรายได้พอที่จะซื้อ MacBook Pro ได้

และถ้าจะเอาข้อ 3 ตั้งต้น คือต้องการ mobility สูงมากๆ เลยต้องการ battery ใช้ได้นาน ประสิทธิภาพสูง คนเหล่านี้มักต้องการ laptop ขนาดเล็กและเบา เช่นหน้าจอขนาด 13 นิ้วลงไป และน้ำหนักไม่เกิน 2 กิโลกรัม ไม่ใช่ 3 กิโลกรัม (6.6 ปอนด์) แบบ MacBook Pro 17 นิ้ว

แต่ถึงกระนั้น ผมก็ยังเชื่อว่า MacBook Pro รุ่นนี้จะขายได้มากพอสมควร เพราะถึงแม้จะมีความไม่สมเหตุสมผลหลายประการ แต่ Apple มีพลังอำนาจทางการตลาดและจิตวิทยาสูงมาก จนทำให้ผู้ใช้ในประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทยพยายามกระเบียดกระเสียน กู้หนี้ยืมสินมาซื้อผลิตอุปกรณ์ที่มีราคาเท่ากับเงินเดือนเกือบครึ่งปี คนเหล่านี้อาจจะซื้อเพราะมัน “ดีที่สุด” หรือเพราะมี “มีทุกอย่าง” หรือเพราะมันเท่ห์ การซื้อโดยปัจจัยชี้นำสุดโต่งแบบนี้ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเริ่มก้าวพ้นกำแพงของความสมเหตุสมผล ไม่ต่างกับสาเหตุแห่งวิกฤติ sub-prime ที่ธนาคารปล่อยกู้ให้ลูกค้าอย่างไม่ลืมหูลืมตาด้วยความละโมบ

ยิ่งเมื่อพิจารณาว่า MacBook Pro รุ่นนี้ก็เหมือนกับ iPod และ iPhone ที่ไม่สามารถเปลี่ยน battery ได้ การซื้อ MacBook Pro รุ่นนี้มาใช้เท่ากับการส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างไม่ยั่งยืน เพราะซื้อไปก็รอวัน battery เสื่อม ต้องทิ้งไปในที่สุด แทนที่จะเปลี่ยน battery และใช้งานต่อได้อีกนาน

ผมคิดว่าท้ายที่สุด เราต้องหันกลับมามองการตลาดและบริโภคนิยมสุดขั้วแบบนี้ในมุมมองจากนกบนท้องฟ้า เพื่อค้นพบความไม่สมเหตุสมผลขั้นพื้นฐานที่คนที่เป็นตัวละครหรือผู้เล่นมักมองข้ามไป

7 Responses leave one →
  1. 2009 มกราคม 7
    Jobb permalink

    “เพราะซื้อไปก็รอวันแบตเตอรี่เสื่อม ต้องทิ้งไปในที่สุด แทนที่จะเปลี่ยนแบตเตอรี่และใช้งานต่อได้อีกนาน” อันนี้ไม่น่าจะถูกนะครับ ยังคงเปลี่ยนได้อยู่ แต่ต้องไปเปลี่ยนที่ร้าน

  2. 2009 มกราคม 7
    somkids permalink

    เรื่องกลุ่มลูกค้า คงจะไม่ขอออกความเห็นครับ เพราะเค้าไม่ได้ออกแบบมาโดยมี “คนไทย” เป็นหลัก

    ส่วนเรื่องแบตเตอรี เห็นด้วยกับคุณ Jobb และเห็นว่าคงจะเป็นการแปลความไม่ครบ เนื่องจากแบตเตอรี “เปลี่ยนได้” ครับ แต่ “เปลี่ยนเอง” ไม่ได้ .. ข่าวล่าสุดราคาค่าแบตรวมค่าเปลี่ยน $179 ครับ

  3. 2009 มกราคม 7

    เห็นด้วยถ้ามองเมืองไทยเป็นหลักครับ แต่ที่เมืองนอกเค้าก็มีรายได้สูงและก็นิยมใช้สินค้าแอปเปิลกันจริงๆ (brand royalty มากๆ)

    ผมชื่นชอบความกล้าครั้งนี้ของแอปเปิล ต้องรอดูผลตอบรับจากผู้ใช้ว่าจะเป็นยังไงบ้าง สิ่งนึงที่เห็นว่าเค้าก็ฟังลูกค้าคือออกรุ่นจอด้านแต่ต้องเพิ่มเงินนิดหน่อยให้ลูกค้าที่ไม่ชอบจอสะท้อนๆ

  4. 2009 มกราคม 7
    p-joy permalink

    ประเทศที่นิยม Mac อย่างจริง ๆ จัง ๆ ก็เห็นจะมีแต่ USA เท่านั้น (วัดจากงานประชุม
    วิชาการที่ไม่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ที่ไปมา ผู้เข้าร่วมประมาณพันกว่า)

    เรื่องแบตเตอรีนั้น ผมว่าฉลาดใช้งานได้พันครั้งก็ประมาณ 2 ปีกว่า ซึ่งความเท่หมดไป
    แล้ว ก็ต้องซื้อใหม่ ผู้ซื้อจะเลือกว่าจะเปลี่ยนเครื่อง(ยกเครื่องให้คนอื่น) หรือเปลี่ยน
    แบต คนรวยขนาดซื้อเจ้านี่ได้ สองปีก็เปลี่ยนเครื่องได้ไม่ยาก

    ราคาขนาดนี้ขายได้ไม่เยอะก็จริง แต่อย่างน้อยก็มีอะไรดึงดูดให้
    เข้าไปดู ตอนนี้สินค้าแอปเปิล เริ่มดึงผู้คนไม่เข้าแล้ว MBA วางคู่กับ Sony หรือ
    Netbook ไม่มีใครดู MBA เลย Tough smart ของ HP ก็ดึงดูดกว่า iMac มากโข
    Windows 7 ถ้าออกมาดูดี Apple กลับไปเป็น Apple เดิม ๆ เหมือนเมื่อหลายปี
    ก่อนแน่นอน

  5. 2009 มกราคม 10
    Lek permalink

    มีข้อไม่เห็นด้วยเรื่องการวิเคราะห์กลุ่มลูกค้าครับ อย่างแรกคือการวิเคราะห์รู้สึกจะเน้นไปทางด้านกลุ่มที่ต้องซื้อเครื่องเองเป็นหลักโดยลืมลูกค้าองค์กร เรื่องการซื้อเครื่องราคาเป็น 100,000 นั้น ผมว่าไม่เป็นเรื่องแปลกสำหรับตลาดองค์กรเพราะตลาดเหล่านี้ (โดยเฉพาะองค์กรใหญ่มากๆ) จะมีความ sensitive ในเรื่องราคาน้อยกว่าคนทั่วไปมากและมีความ sensitive อย่างมากกับ performance และ spec ของเครื่องว่าเหมาะสมกับงานที่ต้องนำไปใช้หรือเปล่า ยกตัวอย่างบริษัทผมพึ่งมีการสั่งซื้อ notebook ของ HP ไป 5 เครื่องโดยราคาเครื่องตกเครื่องละประมาณเกือบ 100,000 โดยที่ราคาที่สูงนั้นมาจากความต้องการของงานคือเป็นงานที่ต้อง process data เป็นจำนวนมากจึงต้องการ cpu, ram ที่สูง รวมท้ังต้องใช้เป็น notebook เพราะให้สามารถนำงานไปทำนอกสถานที่ได้ด้วย

  6. 2009 มกราคม 15

    17″ Macbook Pro is for specific group of customers. And about non-removable battery, it’s fine. because you are going to change a new notebook (3-4 years) before the battery die out (5 years) anyway.

  7. 2009 ตุลาคม 2

    คิดว่านะคนที่ซื้อเครื่อง17นิ้วไมฃด้ไม่ต้องมีรายได้ถึงแสนหรอก็เก็บเงินก็ชื้อได้แล้ว แต่ไม่เห็นด้วยเท่าไรที่ 17นิ้วแพงกว่า15นิ้วตั้งเยอะแต่มีอะไรที่คล้ายกัน ต่างกันแค่ขนาดเท่านั้นอาจดีกว่าหน่อยแต่ก็ไม่มาก ตอนนี้เราก็ใช้17 นะแต่รุ่นเก่าชื้อมาเกือบ120000 แม่ซื้อให้ใช้งานแต่ตัวใหม่ออกมาถูกกว่าและดีกว่า คนที่ซื้อไปมานั้งเสียดาย แย่มากแล้วตอนนี้เครื่องก็เริ่มมีปัญหาถ้าไม่มีประกันก็คงแย่อะ
    17นิ้วอาจซ่อมแพงกว่า

ใส่ความเห็น

Note: You can use basic XHTML in your comments. Your email address will never be published.

Subscribe to this comment feed via RSS