ไปประชุมที่ฟิลิปปินส์: ผองเพื่อนครีเอทีฟคอมมอนส์แห่งเอเชีย
วันนี้เป็นวันแรกของการประชุม Creative Commons Asia & Pacific Conference โดยตอนเช้ามีรถมารับ พอขึ้นรถก็ตกใจเพราะบนรถเต็มไปด้วยนักศึกษาที่เป็นคณะนักร้องประสานเสียงของ Arellano University School of Law ที่จะมาร้องเพลงชาติให้ฟังในตอนเช้า และอีกหลายเพลงตอนค่ำ ทุกคนตื่นเต้น เข้ามาทักทายและยิ้มให้ตลอดทาง
มาถึงที่ประชุมซึ่งเป็นห้องสัมนาของโรงแรม Manila Pavillion ก็เจอกับ Ms. Mars ซึ่งเป็นคนที่ผมติดต่อด้วยทางอีเมลมาเป็นระยะเรื่องการมาร่วมงาน Mars เป็นนักศึกษากฎหมายปีสุดท้าย กำลังจะสอบ Bar Exam ในเดือนตุลาคมปีนี้ ซึ่งถ้าสอบผ่านก็จะได้ใบประกอบวิชาชีพทนาย (ซึ่งได้ยากมากในฟิลิปปินส์) ก่อนหน้านี้เธอจบปริญญาตรีสาขาจิตวิทยา
Mars แนะนำให้เข้าไปคุยกับผู้ร่วมงานที่เป็นตัวแทนจากฮ่องกง (Dr. Haggen So) และออสเตรเลีย (Nicolas Suzor – Nic) ทั้งสองกำลังคุยกันอย่างออกรสเรื่องรายละเอียดทางเทคนิคในการแปลงสัญญาอนุญาต (License Porting) ให้เข้ากับกฎหมายของประเทศนั้นๆ
งานเริ่มต้นด้วยการกล่าวเปิดงานของ Prof. Jaime Soriano (Jimmy) หัวหน้าโครงการครีเอทีฟคอมมอนส์ฟิลิปปินส์และเป็นอาจารย์กฎหมายที่ Arellano University School of Law ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่เป็นเจ้าภาพในการจัดงานนี้ Jimmy เริ่มต้นด้วยประโยคเด็ดว่า การใช้ครีเอทีฟคอมมอนส์คือการแสดงให้เห็นว่าเราให้คุณค่ากับเสรีภาพในการแสดงออก ที่ถูกจำกัดด้วยระบบการลิขสิทธิ์ (Copyright) ที่ล้าสมัย ไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงยุคสมัยของโลกเป็นดิจิตอลและการสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ตที่ทำให้เนื้อหาถูกแพร่กระจายและต่อยอดได้อย่างง่ายดาย อย่างไรก็ตาม การปกป้องสิทธิ์ก็เป็นส่วนสำคัญในสังคม ดังนั้นครีเอทีฟคอมมอนส์จึงเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการปกป้องทั้งสิทธิ์และเสรีภาพในการแสดงออกไปพร้อมๆ กัน
โครงการ CC ในฟิลิปปินส์
จากนั้นเป็นการนำเสนอโครงการ CC ที่เด่นๆ จากหลายองค์กรในฟิลิปปินส์ เริ่มต้นที่ Vibal Foundation เป็นมูลนิธิของสำนักพิมพ์ที่มีจุดมุ่งหมายในการส่งเสริมและพัฒนาเนื้อหาเปิด (Open Content) ผ่านโครงการต่างๆ และการให้การศึกษาด้านสื่อ (Media Literacy)
โครงการของ Vibal Foundation ได้แก่ CyberSmart เป็นจุดส่งเสริมเนื้อหาเปิด ให้ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีพื้นฐานในการสร้างและเผยแพร่เนื้อหา เช่น Podcast, เครือข่ายสังคม จัดอบรมให้นักเรียน รวมทั้งการส่งเสริมการใช้งาน CC และสัญญาอนุญาตแบบ “เปิด” อื่นๆ ประกอบด้วยโครงการย่อยต่าง ได้แก่ Filipiniana.net เป็นห้องสมุดดิจิตอลที่เน้นการนำเสนอเนื้อหาตาม Theme เช่นวีรบุรุษในการปฏิวัติฟิลิปปินส์ 100 วรรณกรรมฟิลิปปินส์ที่ควรอ่าน พร้อมลิงค์ไปยังแหล่งข้อมูล นอกจากนั้นยังมีส่วนที่เป็น Wiki เรียกว่า WikiPilipinas เป็นสารานุกรมเกี่ยวกับฟิลิปปินส์ที่ทุกคนสร้างและแก้ไขเนื้อหาได้ จุดประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับประเทศฟิลิปปินส์อย่างเป็นกลางกว่าสื่อกระแสหลักหรือการรับรู้ในโลกตะวันตก นอกจากนั้นยังเป็นพื้นที่ในการฝึกความมีส่วนร่วมในการสร้างเนื้อหาของครูและนักเรียน
ต่อมาคือสารานุกรมอย่าง WikiPilipinas ยังมีเวอร์ชั่นภาษาฟิลิปปินส์ ชื่อว่า Mabuhay! (เป็นคำทักทายทั่วไป แปลตามตัวว่า ขอให้อายุยืน) ปัญหาของประเทศฟิลิปปินส์ก็คือคนทั่วไปไม่ค่อยอ่านเขียนภาษาฟิลิปปินส์ แต่ไปใช้ภาษาอังกฤษแทน หลายกลุ่มเลยอยากรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมนี้ไว้โดยการส่งเสริมการอ่านเขียนภาษาท้องถิ่น
โครงการต่อไปได้แก่ Philippine Online Chronicles – thepoc.net เป็น … และสุดท้ายคือ e-turo.net เป็นเว็บแลกเปลี่ยนสื่อการเรียนการสอน หน้าเว็บมีปุ่มไอคอนชัดเจนว่า browse – share – collaborate มุ่งหมายให้ครูนำสื่อการเรียนการสอนมาเผยแพร่ และผสมผสานต่อยอดเนื้อหาสื่อของครูคนอื่นเพื่อประโยชน์แก่นักเรียน การจัดวางและนำเสนอมีลักษณะคล้าย OpenCourseWare (OCW) ที่มีฟังค์ชั่นในการแลกเปลี่ยนต่อยอดได้ด้วย
หน่วยงานต่อมาคือ International Rice Research Institute (IRRI) ที่ทำวิจัยและเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับข้าว เช่นเทคนิคการเพาะปลูก เพื่อช่วยเกษตรกรในประเทศปลูกข้าว ผ่านทางองค์กรเครือข่ายในแต่ละประเทศ ก่อนหน้านี้ IRRI ใช้ Copyright ในการเผยแพร่ข้อมูล ทั้งที่เป็นสิ่งพิมพ์เช่นหนังสือ และข้อมูลออนไลน์เช่นงานวิจัย ภาพถ่าย แต่เมื่อไม่นานมานี้ได้เปลี่ยนไปใช้ CC กับสื่อเผยแพร่ทั้งหมดขององค์กร และเผยแพร่ในรูปแบบต่างๆ ให้เหมาะสมกับสภาพและความต้องการในพื้นที่
โครงการสุดท้ายที่นำเสนอคือ DRIP เป็นกลุ่มศิลปินฮิปฮอปที่สร้างอัลบั้มที่ออกแบบมาให้คนอื่นสามารถนำส่วนใดส่วนหนึ่งไปผสมใหม่ (Remix) ได้โดยง่าย โดยภายในเวลา 3 เดือนหลังเปิดตัวอัลบั้ม Identity Theft ซึ่งเป็นอัลบั้ม CC อัลบั้มแรกในฟิลิปปินส์ ก็มีเพลงที่ถูกนำไปดัดแปลงแล้วกว่า 10 เพลง อยู่ใน ccmixter.org
(DRIP ภูมิใจมากว่าอัลบั้มนี้เปิดตัวหลังอัลบั้ม CC ของ Nine-Inch Nails ซึ่งเป็นอัลบั้มแรกในโลก เพียง 15 วัน)
DRIP บอกว่าการจะทำอย่างนี้ได้ต้องไม่ทำภายใต้ค่ายใหญ่ เพราะติดปัญหาเรื่อง Copyright นอกจากนั้นยังได้นำเสนอวิธีการสร้างรายได้ของศิลปิน CC โดยยกตัวอย่างของ ccmixter.org/people/calendargirl ที่เขียนเพลงใหม่เดือนละเพลง แล้วปล่อยให้คนนำไปผสมเป็นเพลงใหม่ จากนั้นเลือก 1 เพลงที่ดีที่สุดของแต่ละเดือนมาเข้าห้องอัดอย่างจริงจัง และขายโดยแบ่งกำไรกัน
โครงการ CC ของประเทศสมาชิกต่างๆ ในเอเชีย
ต่อจากการนำเสนอของเจ้าภาพฟิลิปปินส์ ก็เป็นการนำเสนอโครงการเด่นๆ ของประเทศที่มาร่วมงาน ซึ่งได้แก่ออสเตรเลีย จีน เกาหลีใต้ ไต้หวันสิงคโปร์ ฮ่องกง และไทย
เริ่มที่ออสเตรเลีย โครงการเด่นคือสำนักงานสถิติแห่งชาติออสเตรเลีย (Australian Bureau of Statistics) ได้ใช้ CC ในการเผยแพร่ข้อมูลทั้งหมด ซึ่งกว่าจะสำเร็จก็ต้องผ่านกระบวนการเจรจา โน้มน้าวใจ บวกกับการที่เจ้าหน้าที่ภายในมีความสนใจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
ต่อมาคือ ABC Pool เป็นเว็บแลกเปลี่ยนสื่อมัลติมีเดียที่เกี่ยวกับกับประเทศออสเตรเลียที่สนับสนุนโดยสถานีวิทยุ ABC Radio National ตามด้วยหนังสือ Stick This in Your Memory Hole ที่มีเนื้อหาพูดถึงการเมืองและสังคมออสเตรเลียในโลกที่สับสนวุ่นวาย นอกจากนั้นยังมี Greens Blog ซึ่งเป็นช่องทางสื่อสารของพรรคกรีนในออสเตรเลีย ตามด้วยแคมเปญ YouDecide 2007 ซึ่งเป็นพื้นที่กลางให้ประชาชนได้แสดงความเห็นต่อการเลือกตั้ง
เว็บสื่อของออสเตรเลียที่ใช้ CC ยังมี ACRO – Australian Creative Resource Online เป็นเว็บรวมสื่อมัลติมีเดียที่สนับสนุนให้คนดาวน์โหลดไปใช้ต่อ และ Picture Australia เป็นโครงการของหอสมุดแห่งชาติออสเตรเลียที่ให้ประชาชนส่งภาพเก่าๆ ในอดีตของออสเตรเลียมาเก็บและเผยแพร่
ประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ มีประชากรที่ใช้อินเทอร์เน็ตเยอะ จึงมีเนื้อหา CC เยอะตามได้ด้วย โครงการที่นำเสนอได้แก่บล็อกกลุ่มของชุมชนนักวิทยาศาสตร์ที่เขียนอธิบายเรื่องวิทยาศาสตร์ให้คนทั่วไปเข้าใจได้ง่ายๆ ซึ่งได้รับความนิยมสูง โดยมีคนเข้าชมกว่า 20,000 คนต่อวัน ตามด้วยโครงการ Minimidi เป็นการมหกรรมดนตรีกลางแจ้งขนาดใหญ่ที่รวมนักดนตรีแนวทดลองจำนวนมากเข้าด้วยกัน
เกาหลีใต้เป็นประเทศที่มีบล็อกเกอร์จำนวนมากที่สุดประเทศหนึ่งในโลก (หลักล้าน) และบล็อกจำนวนมากเป็น CC เนื้อหามีหลากหลายและน่าสนใจ เช่นประสบการณ์ในการผ่าตัดเสริมสวย (ซึ่งนิยมกันมากในเกาหลี) ส่วนที่เป็นเว็บนาดใหญ่ก็มีเว็บ Portal ยอดนิยมอย่าง DAUM นอกจากนั้น bloter.net ซึ่งเดาว่าน่าจะเป็นเว็บข่าว IT แบบให้คนมาช่วยกันเขียนข่าวเหมือน Blognone สุดท้ายคือ Tistory ซึ่งน่าจะเป็นเว็บรวมเรื่องเด่นในประวัติศาสตร์เกาหลี
ผมสังเกตว่าเกาหลีใต้มีรูปแบบการนำ CC ไปใช้ที่มีเอกลักษณ์และคล้ายกับของประเทศไทย ที่พฤติกรรมคนแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มอย่างชัดเจน คือคนสร้างเนื้อหาอย่างบล็อกเกอร์ และผู้ใช้ทั่วไปที่ชอบเข้าเว็บ Portal หรืออ่านข่าว
ประเทศต่อมาคือไต้หวัน แบ่งงาน CC ออกเป็นสามส่วน คือเว็บที่คนมาร่วมกันสร้างเนื้อหา เว็บสินค้าและบริการ และหน่วยงานภาครัฐ โดยในส่วนเว็บร่วมกันสร้างเนื้อหา มี Wiki เกี่ยกับเบสบอล และ Wiki เฉพาะทางอื่นๆ ในส่วนสินค้าและบริการ มีเว็บ streetvoice.com เป็นเครือข่ายสังคมของคนทำเพลงที่อับโหลดงานโดยใช้ CC และโปรแกรม Cyberlink PowerDirector 7 ซึ่งเป็นโปรแกรมตัดต่อวิดีโอชื่อดัง ที่มีฟังชั่นให้ผู้ใช้แลกเปลี่ยนและดาวน์โหลดไฟล์วิดีโอจากแหล่งข้อมูลออนไลน์ที่ใช้ CC ได้
ส่วนภาครัฐ ไต้หวันมีโครงการ E-Learning ของรัฐ ที่มุ่งเน้นการแปลงสื่อในห้องสมุดและพิพิธภัณฑ์ให้เผยแพร่ในรูปแบบดิจิตอล ตอนนี้มีสื่อพร้อมข้อมูล Meta Data กว่า 3.6 ล้านชิ้นแล้ว
ประเทศสิงคโปร์เพิ่งแปลงสัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์เสร็จ และโชคดีที่รัฐบาลเป็นกลุ่มแรกๆ ที่ใช้ CC เพราะต้องการโหนกระแส ส่วนผู้ใช้อื่นๆ ส่วนมากเป็นบล็อกเกอร์
ฮ่องกงถึงแม้จะไม่ใช่ประเทศอย่างเป็นทางการ (เป็นส่วนหนึ่งของจีน) แต่ก็มีกฎหมายเฉพาะของตัวเอง ดังนั้นจึงมีครีเอทีฟคอมมอนส์ฮ่องกง ซึ่งเพิ่งแปลงสัญญาอนุญาตเสร็จไปเช่นกัน โครงการเด่นๆ ก็มี Open Radio และ Daayu เว็บอับโหลดภาพคล้าย Flickr แต่เน้นการอับโหลดจากมือถือซึ่งเป้นที่นิยมของชาวฮ่องกงมาก สโลแกนของเว็บนี้คือ “When iPhone meets Creative Commons”
โครงการในอนาคตของฮ่องกงคือการทำคลังสื่อเพื่อรักษาประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของฮ่องกง สังเกตว่าโครงการประเภทคลังสื่อจะเป็นโครงการที่ทุกประเทศมีและตั้งใจจะให้เป็น CC เพื่อให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้อดีตและรากเหง้าของตนโดยไม่ขาดช่วง นี่น่าจะเป็นเหตุผลและตัวอย่างที่ดีที่ประเทศไทยจะมีโครงการประเภท Thailand Digital Library บ้าง
วันแรกยังไม่หมด ยังมีการนำเสนอเรื่ององค์กรที่เป็นผู้รับผิดชอบการสนับสนุน CC ในแต่ละประเทศ รวมทั้งโครงการ CC ที่แต่ละ Jurisdiction ร่วมกันทำ
