ไปประชุมที่ฟิลิปปินส์: แผน 6 ประการเพื่อพัฒนาครีเอทีฟคอมมอนส์ร่วมกัน
บันทึกนี้เป็นบันทึกที่ 4 ซึ่งเป็นบันทึกสุดท้ายของชุดการไปประชุมครีเอทีฟคอมมอนส์ภาพพื้นเอเชียแปซิฟิกที่กรุงมะนิลา ฟิลิปปินส์
วันนี้เป็นวันที่สอง เริ่มต้นด้วยการหารือแนวทางการทำฐานความรู้ CC ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งทางฟิลิปปินส์ได้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะเห็นความจำเป็นว่า ในกระบวนการแปลงสัญญาอนุญาตและการโปรโมต CC ประเทศต่างๆ ควรได้แลกเปลี่ยนข้อมูลกัน เช่น การเปลี่ยนแปลงรายละเอียดในสัญญาอนุญาตให้เข้ากับกฎหมายของประเทศนั้นๆ แต่ละประเทศมีโครงการหรือแนวทางอะไรบ้างในการโปรโมต CC เพื่อให้ประเทศอื่นๆ ได้ประยุกต์ใช้แนวทางเหล่านั้นบ้าง
อันที่จริง แต่ละประเทศก็มีเว็บไซต์โครงการและข้อมูลต่างๆ เผยแพร่อยู่แล้ว แต่มักใช้ภาษาของตนเอง ทำให้ CC ประเทศอื่นไม่เข้าใจ ปัญหาเรื่องภาษาเป็นอุปสรรคสำคัญของภูมิภาคนี้ นี่จึงเป็นที่มาของการหารือดังกล่าว
ที่ประชุมสรุปได้ว่าจะต้องมีการทำเว็บไซต์ Creative Commons Asia ซึ่งทางฮ่องกงรับปากว่าจะช่วยคุยกับ .asia เพื่อขอ domain name ให้ (ตอนนี้ .asia ถือ domain creativecommons.asia อยู่) และผมในฐานะ CC Thailand ได้รับปากว่าจะเป็นผู้พัฒนาเว็บไซต์ให้ ซึ่งประกอบไปด้วยข้อมูลเบื้องต้น ข่าวเกี่ยวกับแต่ละ Jurisdiction และฐานความรู้ (Knowledge Base) ในลักษณะ Wiki ให้แต่ละประเทศกรอกข้อมูลเป็นภาษาอังกฤษในรูปแบบเดียวกัน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับการแปลงสัญญาอนุญาตและการแผยแพร่ CC ในประเทศนั้นๆ นอกจากนั้น ในเว็บอาจมีส่วนของเครือข่ายสังคมของผู้ดำเนินงานด้าน CC ในเอเชียแปซิฟิก ซึ่ง CC เกาหลีรับปากว่าจะพัฒนาให้
รายการต่อมาคือการอับเดตข่าวสารจาก CC International โดย Dr. Catharina Maracke ผู้อำนวยการ CC International แต่เธอป่วยกระทันหันมาร่วมงานไม่ได้ จึงฝากโน้ตให้ Prof. Jimmy มาพูดแทน เนื้อหาส่วนมากเป็นการแนะนำโครงการของ CC International เช่น Case Studies ของ creativecommons.org, CC0 ซึ่งเป็นสัญญาอนุญาตใหม่ที่มีจุดประสงค์ให้ผู้ถือ Copyright สามารถเปลี่ยนให้งานของตนเป็น Public Domain ได้ถึงแม้ Copyright จะยังไม่หมดอายุก็ตาม, ccMixter เว็บชุมชนคนทำเพลง Remix, ccRel, NC Study การศึกษากลุ่มตัวอย่างเพื่อปรับปรุงความหมายของเงื่อนไขห้ามทำการค้าหรือ NC , โครงการ OSCRI.org หรือระบบการจดลิขสิทธิ์แบบมาตรฐานเปิด, Metrics โครงการรวบรวมและประมวลสถิติการใช้งาน CC ทั่วโลก และโครงการในอนาคตเช่นการพัฒนาชุดเครื่องมือเพื่อความสะดวกในการสร้างคลังสื่อ CC, การพัฒนาหน้าเว็บ creativecommons.org/international ใหม่ให้นำเสนอ Jurisdiction ต่างๆ ได้ชัดเจนขึ้น, รวมทั้งการหาโฆษกของ CC ในภูมิภาคต่างๆ
ช่วงต่อมาคือการนำเสนอและอภิปรายเรื่องปัญหาและอุปสรรคของการดำเนินงาน CC ในประเทศต่างๆ โดยประเทศเกาหลีดูเหมือนจะก้าวหน้าที่สุดในด้านการจัดการองค์กรและการระดมทุน ที่ใช้ระบบเปิดรับอาสาสมัครและมีแรงจูงใจอย่างค่าเดินทาง นามบัตร วิธีการหารายได้ของ CC เกาหลีคือการรับบริจาคจากทั้งบุคคลและบริษัท ซึ่งมีผู้สนใจจำนวนมากทั้งๆ ที่ CC ก็ไม่สามารถบอกได้ว่าบริษัทจะได้อะไรที่เป็นรูปธรรมจากการสนับสนุน นอกจากสิทธิในการโหวตเพื่อตัดสินใจการดำเนินงานต่างๆ และภาพลักษณ์จากการเข้าร่วม CC (CC ในเกาหลีดังมาก เป็น Brand ที่คนรู้จักเยอะ)
ส่วนประเทศอื่นก็พยายามหาทุนสนับสนุนจากแหล่งต่างๆ ทั้งการขอทุนวิจัย (ไต้หวัน) ซึ่งก็ทำจนได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม CC เอเชียแปซิฟิกเมื่อปีก่อนเป็นครั้งแรก, การขอสนับสนุนจากหน่วยงานเช่น The Ford Foundation (จีน), ทุนวิจัย (ออสเตรเลีย), และ Open Society Institute (ฮ่องกง) ซึ่งก็น่าสนใจว่าประเทศไทยก็น่าจะมีโอกาสในการหาทุนสนับสนุนจากมูลนิธิหรือสถาบันลักษณะนี้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ปัญหาเรื่องความยั่งยืนของเงินทุนสนับสนุนก็ยังคงเป็นปัญหาสำคัญ จึงมีการเสนอให้ขอทุนสนับสนุนจาก Creative Commons International ซึ่งทางฟิลิปปินส์เจ้าภาพก็กำลังจะเสนอเรื่องนี้ไปยัง CCi
ต่อมาคือการวางแผนการประชุม CC ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งที่ประชุมตกลงกันว่าจะจัดทุกปีเพื่อให้แต่ละประเทศได้ร่วมกันเรียนรู้จากความก้าวหน้าและข้อมูลของประเทศอื่นอย่างต่อเนื่อง และเปิดโอกาสในการดำเนินงานร่วมกันเพื่อพัฒนา CC ในระดับภูมิภาค เกาหลีใต้ซึ่งดูจะมีความพร้อมมากที่สุดได้รับปากในเบื้องต้นว่าจะเป็นเจ้าภาพในปี 2010 โดยแนวทางสำคัญก็คือการเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมในทุกกระบวนการ ตั้งแต่การออกแบบวาระการประชุมจนถึงการสนทนา อภิปรายที่ควรมีเวลามากกว่านี้ แทนที่จะเอาเวลาไปนำเสนอ
เรื่องต่อมาคือการจัดตั้งองค์กรเพื่อเป็นนิติบุคคลตัวแทนของครีเอทีฟคอมมอนส์เอเชียแปซิฟิก ความจำเป็นของเรื่องนี้ หลักๆ ก็คือ CC ภูมิภาคจะต้องสามารถรับเงินบริจาคเองได้ ซึ่งแปลว่าต้องมีนิติบุคคลมารองรับกิจกรรมการระดมทุน เบื้องต้นกำลังหารือรูปแบบที่เหมาะสม เช่นการจัดตั้งมูลนิธิ ที่ทางฮ่องกงกับสิงคโปร์แจ้งว่าทำได้ง่ายมากในประเทศของเขา (แต่ประเทศไทยใช้เวลาเป็นปี)
เรื่องสุดท้ายคือการนำเสนอสถิติการใช้งาน CC ในเอเชียแปซิฟิก ซึ่งเป็นผลงานวิจัยของ CC สิงคโปร์ ผลลัพธ์ผมได้นำเสนอไปแล้วในตอนก่อนหน้านี้
หลังจากการประชุมอันยาวนานจบลงอย่างเป็นทางการ ก็ยังมีเรื่องค้างคาใจทุกคนจนกระทั่งต้องนัดกันไปประชุมต่อระหว่างมื้ออาหารค่ำ นั่นก็คือการทำข้อเสนอ แผนการดำเนินการของ CC เอเชียแปซิฟิก ไปยัง Creative Commons International เพื่อเป็นทั้งการสรุปผลลัพธ์จากการประชุมและการขอความร่วมมือ / ความเห็นไปในคราวเดียวกัน
ในระหว่างที่รอเวลา เพื่อนๆ CC ส่วนมากก็มานั่งรอ พูดคุยกันที่ Lobby โรงแรม และใช้เวลานี้แลก Twitter Account กันอย่างสนุกสนานและตื่นเต้น ระหว่างนั้น ผู้จัดการสถานที่ของโรงแรมออกมาดูแลให้เราไปนั่งดื่ม xxx (ผมพูดไม่ได้นะครับ) ในบาร์ร้านอาหารประเภท “Sports and Music Bar” ของโรงแรม นับเป็นการแสดงการต้อนรับแบบฟิลิปปินส์อย่างไม่อั้นตามเคย พวกเราใช้เวลาสั้นๆ นั้นทำความรู้จักกันมากขึ้นเพราะผ่อนคลายที่การประชุมเสร็จสิ้นไปแล้วอย่างเป็นทางการ
มื้ออาหารเย็นก็ไม่ไกล เป็นร้านอาหารอิตาเลี่ยนภายในโรงแรม แต่เลือกนั่งตรงระเบียงเพราะหลายคนสูบ xxx (censored อีกแล้ว) เราใช้เวลานั้นหารือแผนการและดูร่างแผนดำเนินการที่ Jimmy เป็นผู้ร่างอย่างรวดเร็วด้วยภาษากฎหมายอันสละสลวย มีเนื้อหาสำคัญ 6 ประการที่จะส่งไปยัง CCi ได้แก่
- สร้างชุมชน CC ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยเน้นการสนับสนุนช่วยเหลือประเทศที่ยังใหม่หรือยังไม่ได้ใช้ CC
- ขอสนับสนุนทางการเงินหรือการช่วยก่อตั้งองค์กร CC เอเชียแปซิฟิก จาก CCi เพื่อทำให้สามารถรับทุนสนับสนุนเองได้
- สร้างเว็บ ฐานความรู้ และคลังสื่อ CC ของสมาชิก CC เอเชียแปซิฟิก เพื่อสร้างอัตลักษณ์ของภูมิภาคและเป็นพื้นที่สื่อสารสร้างความร่วมมือ
- ตีพิมพ์เผยแพร่วารสาร CC Asia and Pacific ราย 2 เดือน (โดย CC ฟิลิปปินส์และไต้หวัน)
- ร่วมให้ข้อมูลด้านสถิติการใช้งาน CC ในประเทศ แก่ CC สิงคโปร์ซึ่งเป็นผู้นำโครงการรวบรวมและประมวลผลสถิติการใช้งาน CC ในภูมิภาค
- เสนอให้ CCi ยังคงจัดการประชุม CC ระดับโลกประจำปี (เพราะเห็นว่าปีนี้จะไม่จัด iSummit)
นอกจากนี้ ในแผนการดำเนินงาน ยังได้เสนอ Prof. Jimmy ให้เป็นโฆษก CC ของภูมิภาค มีวาระการดำรงตำแหน่ง 1 ปี และขอบคุณผู้สนับสนุนงานประชุมครั้งนี้ นั่นก็คือ Arellano University School of Law อย่างเป็นทางการ
หลังจากนั้นเพื่อนๆ ก็ชวนกันไปท่องเที่ยวมะนิลายามค่ำคืน พากันเดินไป ผ่านบาร์ผับมากมาย ระหว่างทางมีแต่คนเรียกให้เข้า ทั้งสาวบาร์และเจ้าหน้าที่ผู้ชาย เด็กๆ วิ่งตามมาขอเงินหรือขายของจุกจิกเป็นขบวนเพราะดูมาดก็รู้ว่ากลุ่มเรามาจากต่างถิ่นแน่นอน (มีฝรั่งตัวโต 2 คนเห็นเด่นชัด) ไปสุดที่แหล่งท่องเที่ยวก็คือวงเวียน Remedios ซึ่งก็คือที่ที่ผมเดินมาจนหาร้านกินได้ในคืนแรกนั่นเอง
เราใช้เวลาตั้งนานกว่าจะตัดสินใจว่าจะเข้าร้านไหน ตอนแรกดูร้านที่เปิดเพลงเต้นกันอย่างสนุกสนาน แต่เรามาหลายคนและพื้นที่แคบไป เลยเลือกร้านแนว “Manila Bohemian” เป็นผับเงียบๆ ตกแต่งสไตล์ยุโรปชนบท ผมสั่ง Crepe Suzette มาแบ่งกันทาน หลายคนตื่นเต้นไม่เคยเห็นแต่ก็ชอบ เราคุยกันหลายเรื่อง สัพเพเหระ จนไปจบที่เรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์เพลง ระหว่างนั้น สาว CC เกาหลีโชว์กล้องถ่ายรูปของเธอที่เล่นเน็ตได้ ส่วน CC จีน (คุณ Zafka ตั้งชื่อตัวเองจาก Kafka นักเขียนนิยายเรื่อง Metamorphosis) โชว์เครื่องอัดเสียงพกพาคุณภาพสูงของ Edirol เขามีงานอดิเรกในการอัดเสียงบรรยากาศ สภาพแวดล้อม ในทุกที่ที่ไป แล้วนำมาตัดต่อกลายเป็นงานศิลปะอย่างหนึ่ง ส่วน Bob Chao จาก CC ไต้หวันเป็นอาสาสมัคร Mozilla ไต้หวัน ปิดท้ายด้วย Nic จากออสเตรเลียที่รีบจิ้ม Crepe ชิ้นสุดท้ายเข้าปากทันทีเมื่อผมพูดว่า ในไทยเรามักบอกกันเวลามีอาหารเหลือชิ้นสุดท้ายว่าคนที่กินชิ้นนั้นจะได้แฟนสวย (แต่ Jay ผู้พิพากษาจากเกาหลีบอกว่าในเกาหลีก็มีคำพูดเหมือนกัน แต่กลับบอกว่ากินแล้วจะโชคร้าย)
อันที่จริงวันรุ่งขึ้นจะมีการพาไปเที่ยว ซึ่งเลือกได้สองรายการ คือเที่ยวกลางกรุงมะนิลา กับไปพักผ่อนชายทะเล แต่ผมต้องรีบกลับเที่ยวบินตอนเช้า เลยแลกนามบัตรและกล่าวคำร่ำลากับทุกคน เป็นอีกวันที่ผมรู้สึกมีความสุขกับการได้เพื่อนและได้พูดคุย ซึ่งเกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งนัก
ตอนกลับยังปรับตัวเข้ากับระบบพวงมาลัยซ้ายไม่ได้ ผมเรียก Taxi มาจอดแต่ไม่ยอมขึ้น เพราะนึกว่าคนขับที่อยู่ด้านซ้ายเป็นผู้โดยสาร ต้องใช้เวลาคิดอยู่ครึ่งนาทีจากความมึนสะสมมาทั้งวัน
รุ่งเช้ารีบตื่นไปสนามบิน โดน Taxi โกงเข้าอีกจนได้ เพราะพนักงานโรงแรมอาสาเรียก Taxi ให้ ปรากฎเรียกราคาเหมา 300 Peso ทั้งๆ ที่ถ้าเปิดมิเตอร์ กะๆ ก็ไม่น่าเกิน 150 Peso แต่ก็ขึ้นเพราะขี้เกียจเถียงและหมดแรง มาถึงสนามบิน เช็คอินและจ่ายค่าภาษีสนามบิน 750 Peso เรียบร้อย ก็พบว่าเครื่องบิน Delay เพราะเครื่องมีปัญหา ต้องรอเครื่องใหม่ที่บินมาจากเมือง Cebu กลางเกาะฟิลิปปินส์ ระหว่างนั้นสนามบินประกาศให้ผู้โดยสารที่รอเดินทางไปกรุงเทพ สามารถรับอาหารฟรีได้ที่ Delifrance ข้างใน Terminal คนไปรอคิวแลกอาหารเหมือนอดอยากกันมานาน เป็นภาพน่าประทับใจยิ่ง
เนื่องจากเครื่องดีเลย์และผมไม่ได้ไปรับอาหารที่ Delifrance อาหารบนเครื่องบินจึงอร่อยเป็นพิเศษ สายการบิน Philippine Airlines มีให้เลือกระหว่างข่าวราดไก่อบ กับบะหมี่ราดเนื้ออบ ซึ่งผมเลือกอย่างหลัง ของหวานมีขนมปังกับเนย สลัดพริกหยวก และขนมเยลลี่ คัสตาร์ด แต่ชั้นล่างเป็นเค้กกล้วยหอม อร่อยมากจนเกือบจะถาม Air Hostess ว่านี่คืออะไร
ตอนลงสุวรรณภูมิกลับรู้สึกเหมือนมาต่างถิ่นยิ่งกว่ามะนิลา ทางเดินจากช่องลงเครื่องบินไปด่านตรวจคนเข้าเมืองนั้นยาวมาก ขนาดมีทางเดินเลื่อนช่วยเป็นระยะ (ที่เมื่อสุดทางเดินจะมีเสียงให้ “ระวังทางเดินสิ้นสุด” ตลอดเวลา หลอนมาก) ก็ยังต้องใช้เวลาร่วม 5-10 นาที สิ่งเดียวที่รู้สึกเป็นไทยคือภาพจิตรกรรมตามผนังดูเด่นชัดเจน เจอภาพชุดหนึ่งสวยจนอยากร้องไห้ เป็นภาพนกฮูกสองตัวตากลมบ้องแบ้ว (ใครรู้บ้างครับว่าเป็นของศิลปินท่านใด)
พอออกจากสนามบินก็พยายามขึ้นไปชั้นบนเพื่อรอดัก Taxi เนื่องจากงกไม่อยากจ่าย 50 บาท แต่ไม่มีรถสักที เลยจำใจต้องมาเรียกตรงคิวที่เค้าจัดให้ด้านล่าง Taxi เปิดวิทยุต้อนรับการกลับมาของผมด้วยเพลงฮิต “อย่างนี้สิต้องถอน” ซึ่งผมขอให้เค้ารีบปิดเพราะทนฟังไม่ได้จริงๆ และนึกถึงเพลงร่วมสมัยละมุนละไมที่ฟิลิปปินส์อย่างถวิลหา
