Amazon Kindle
by guopai
ผมชอบอ่านหนังสือ จำได้ว่าเมื่อตอนวัยรุ่นสมัยเรียนมัธยมผมจะพกหนังสือติดตัวตลอดและอ่านทุกครั้งที่มีเวลาว่าง (ซึ่งมีเหลือเฟือเมื่อเทียบกับตอนนี้) แต่นั่นเป็นความประทับใจในอดีต เพราะปัจจุบันหาเวลาอ่านหนังสือได้ยากเต็มที นอกจากนั้นยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้อ่านหนังสือไม่ได้ เช่น หนังสือที่ชอบอ่านไม่สามารถพกพาไปได้สะดวก อย่างนิยายเล่มล่าสุดของ Steven King อย่าง Under The Dome ที่หนากว่า 1,000 หน้า ต้องหาเวลานั่งอ่านเป็นเรื่องเป็นราว ทำให้อ่านไม่ถึงไหน
ปัญหาอีกอย่างก็คือหนังสือดีๆ นั้นหายาก ในประเทศไทยเห็นจะมีแต่ Kinokuniya ที่มีหนังสือภาษาอังกฤษให้เลือกแบบไม่จำเป็นต้องเป็นหนังสือ “ขายดี” อย่างที่ร้านหนังสือส่วนมากสั่งมาขาย แต่ครั้งจะไปสยามเพื่อซื้อหนังสือก็ไม่ใช่เรื่องสะดวก เพราะหาโอกาสและเวลาไปยาก
ปัญหาสุดท้ายคือขนาดตัวหนังสือ เมื่ออายุมากขึ้น สายตาย่อมประสิทธิภาพลดถอยลง ยิ่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวัน การใช้สายตาจ้องตัวหนังสือขนาดเล็กในหนังสือปกอ่อนราคาประหยัด หรือตัวพิมพ์ที่ไม่คมชัดในหนังสือต้นทุนผลิตต่ำจำนวนมาก ย่อมไม่เป็นผลดี
ด้วยเหตุทั้งปวงนี้ทำให้ผมตัดสินใจซื้อเครื่องอ่าน E-Book จาก Amazon เรียกว่า Kindle (Version 2) มาทดลองใช้ดู
ราคาของ Kindle อยู่ที่ 259 USD แต่พอรวมปกหนัง ค่าส่ง (DHL) และภาษีแล้ว ตกอยู่ที่ 395.12 USD หรือประมาณ 15,000 บาท การสั่งซื้อราบรื่นไม่มีปัญหา DHL มาส่งให้ที่บ้านหลังสั่ง 3 วัน โดยระหว่างรอสามารถดู Tracking ว่าของอยู่ที่ไหนแล้ว ผ่านหน้า Account ของ Amazon ซึ่งสะดวกและละเอียดดีมาก
จุดเด่นของเครื่องอ่านหนังสือแบบนี้ คือหน้าจอที่เป็น E Ink ซึ่งเหมือนกระดาษจริง ตัวหนังสือคมชัด (จำนวน Pixel ต่อหน่วยมากกว่าจอ LCD ธรรมดา) และประหยัดไฟมาก เพราะไม่มี Backlight (หมายถึงต้องใช้แสงจากสภาพแวดล้อมในการอ่าน) และกินไฟต่อเมื่อมีการเปลี่ยนหน้าจอ (พลิกหน้าหนังสือ) เท่านั้น โดยถ้าปิด Wireless สามารถอ่านได้มากกว่า 2 อาทิตย์โดยไม่ต้องชาร์จไฟ
ตัวหนังสือสามารถเลือกขนาดได้ ทำให้เหมาะกับผู้สูงอายุอย่างมาก (ไปอ่านดูใน Discussion ผู้ใช้ พบว่าผู้ใช้จำนวนมากอายุมากกว่า 40-70 หรือมากกว่า) และมี Text-to-Speech ให้อ่านออกเสียงให้ฟัง (เสียบหูฟังหรือฟังผ่านละโพงในตัวได้) นอกจากนั้นยังมี Dictionary ขนาด 250,000 คำในตัว ซึ่งมีประโยชน์มากกับการฝึกภาษาอังกฤษเพราะใช้สะวด สามารถชี้ไปที่คำที่ต้องการแล้วคำแปลจะขึ้นมาด้านล่างจอทันที
จุดเด่นที่ Kindle ต่างจากเครื่องอ่าน E-Book อื่นๆ ก็คือ Global Wireless นั่นคือผู้ใช้สามารถต่อ Internet ไปยังร้านหนังสือของ Amazon ผ่านเครือข่ายโทรศัพท์มือถือได้เกือบทุกที่ทั่วโลกโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายและไม่มีข้อจำกัดใดๆ ทำให้การซื้อหนังสือง่ายและสะดวกมาก ผมซื้อหนังสือมาแล้ว 3 เล่มด้วยวิธีนี้ การซื้อกดครั้งเดียว ไม่ยุ่งยาก และหนังสือจะถูก Download ภายในไม่กี่นาทีผ่านเครือข่าย Edge
หนังสือที่ขายมีกว่า 400,000 เรื่อง แต่หลายเรื่องก็ซ้ำกัน ในอนาคตคงมีมากกว่านี้ แต่ปัจจุบันก็มีเรื่องหลักๆ ที่ร้านหนังสือควรจะมีค่อนข้างครบ และราคาถูกกว่าปกแข็งประมาณครึ่งหนึ่ง โดยเฉลี่ยหนังสือออกใหม่ ราคาไม่เกิน 10 USD
ในการใช้งานจริง สิ่งที่สำคัญคือน้ำหนัก รูปร่าง และความสะดวกในการถือและพลิกหน้า ซึ่งสำหรับผมพบว่าไม่มีปัญหา ทุกอย่างลงตัว น้ำหนักกำลังดี จับแล้วมั่นคง ปุ่มไม่เผลอกดได้ง่าย อ่านไปซักพักก็จะลืมว่ากำลังอ่านจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อยู่
การพกพา สมควรอย่างยิ่งที่จะใส่ปกไว้ ช่วยปกป้องหน้าจอ ปุ่ม และการกดทับได้ดีพอสมควร หน้าตาเมื่อใส่ปกแล้วเหมือนสมุดบันทึกทั่วไป ไม่มีใครดูออกว่าเป็น Kindle
หลังใช้งานมาได้สองอาทิตย์ พบว่าความสะดวกในการพกพาเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Kindle มีประโยชน์ เพราะสามารถอ่านได้ทุกที่ ไม่ต้องเลือกว่าจะเอาเล่มไหนไปที่ไหนกับเรา สามารถนอนอ่านบนเตียงได้สบายๆ โดยไม่เมื่อยมือมากนัก และไม่ต้องกังวลกับการชาร์จไฟเพราะกินไฟน้อยมากเมื่อปิด Wireless
อีกปัจจัยหนึ่งคือเรื่องทางจิตวิทยา ว่า E-Book ทำให้เราอ่านไปได้เรื่อยๆ โดยไม่ต้องกังวลว่ายังเหลือที่ยังไม่ได้อ่านอีกเท่าไหร่ ซึ่งต่างจากหนังสือเล่มที่บางครั้ง ความหนาก็ทำให้เราหมดกำลังใจที่จะอ่าน ซึ่งเรื่องนี้ผมพบว่า Kindle ช่วยให้ผมอ่านแต่ละครั้งได้นานขึ้น มากขึ้น อย่างเห็นได้ชัด
พูดข้อดีมาเยอะ มาถึงข้อเสียซึ่งก็มีบ้าง เช่น หนังสือที่ซื้อมานั้นเป็น Format พิเศษของ Kindle และติด DRM ทำให้เราต้องใช้ Kindle ไปตลอดถ้ายังต้องการอ่านหนังสือที่ซื้อมาทั้งหมด นอกจากนั้น การติด DRM ทำให้เราไม่สามารถให้เพื่อนยืมหนังสือไปอ่านได้ ส่วนเรื่องอ่านๆ ก็อาจจะเป็นความรู้สึกว่าไม่ได้หยิบจับหนังสือเป็นเล่มๆ ไม่ได้กลิ่นของหนังสือ และไม่สามารถนำหนังสือที่ซื้อมาตกแต่งบ้านได้
สุดท้าย ถึงแม้จะอ่าน PDF ภาษาไทยได้ แต่ไม่สามารถอ่าน E-Book ภาษาไทยได้ ต้องหาวิธีลง Font เพิ่ม อย่างไรก็ตาม ปัญหาคือหนังสือ E-Book ภาษาไทยยังไม่ค่อยมี ทำให้เครื่องอ่าน E-Book อย่าง Kindle น่าจะมีประโยชน์กับคนที่อ่านภาษาอังกฤษเป็นหลัก

โอ้..ขอบคุณมากเลยค่ะ กำลังคิดอยู่เลยว่าอยากจะซื้ออยู่เหมือนกัน :)
ถ้าชอบอ่านหนังสือ ซื้อเลยครับ ดีแน่นอน
wow! i’m jealous now ><
ผมยกไปลง Blognone เลยได้ปะ ง่ายดี ฮ่าๆ
เอาเลยครับ
ราคาใน kindlethai.com เหลือ 11800 ส่งถึงประตูบ้าน มี font thai ให้โหลดแล้วด้วย http://www.kindlethai.com/node/45 แต่สระไม่อยู่ตรงตำแหน่งในบางอัน ลองดูนะคะ
ขอบคุณครับ พอดีของผมมันรวมค่าปก พันกว่าบาทด้วย รวมๆ แลัวคงแพงกว่าซื้อ kindlethai บ้าง แต่ซื้อโดยตรงก็สบายใจดีครับ
Kindle ซัพพอร์ทภาษาไทย (รวมทั้งอีกเกือบทุกภาษา) ในฟอร์แมต PDF อยู่แล้วโดยไม่ต้องลง Thai font เพิ่มนะครับ Thai font จะใช้ในกรณีที่ต้องการอ่าน ebook ภาษาไทยเท่านั้นเอง
ขอบคุณมากครับ แก้ไขข้อมูลแล้วครับ
รบกวนบล็อกคุณ goupai อีกทีครับ
พอดีทางผู้ใช้ Kindle & NOOK ได้รวบรวมลิงค์ดาวน์โหลดหนังสือไทยมาพอประมาณ
หวังว่าคงมีประโยชน์ครับ
http://www.kindlethai.com/node/70
http://www.kindlethai.com/node/89
เรื่องการ “ยืม” หนังสือกับเพื่อนนั้นพอทำได้ครับ เนื่องจาก Amazon Account อันหนึ่งๆสามารถ register Kindle เข้าไปได้ถึง 6 เครื่อง (นับรวม iphone, ipod touch, และ คอมพิวเตอร์ที่ลงซอฟท์แวร์ Kindle for PC) โดยหนังสือที่ซื้อเพียงครั้งเดียวสามารถดาวน์โหลดซ้ำสำหรับ Kindle เครื่องต่างๆใน account เดียวกัน ดังนั้นหากต้องการยืมหนังสือกัน ให้ผู้ยืมทำการ de-register เครื่องของตนชั่วคราวและส่ง serial number ให้เจ้าของหนังสือทำการ register เครื่องของผู้ยืมเข้า account ของตน จากนั้นดาวน์โหลดหนังสือ (แนะนำว่าใช้ send via computer เพราะเร็วและไม่เสียตังค์) โดยเลือกให้หนังสือนั้นใช้สำหรับเครื่องของผู้ยิืม จากนั้นส่งไฟล์หนังสือ (.azw หรือ .tpz) ไปให้ผู้ยืม และทำการ de-register เครื่องของผู้ยืมได้เลย ทางฝั่งผู้ยืมเมื่อได้ .azw จากเจ้าของหนังสือแล้วก็ copy ลงไปบน folder “documents” ของKindle และทำการ register เครื่องกลับเข้า account ของตนเองได้เลยครับ ไม่ต้องกลัวว่าเมื่อเรา de-register แล้วหนังสือจะหายเพราะเมื่อ re-register หนังสือกลับเข้าไปใหม่มันจะกลับมาเองทั้งหมดครับ
วิธีนี้ทราบมาว่า book club ในอเมริกาใช้กันเยอะและทาง Amazon เค้าก็รู้แต่ไม่เห็นว่าอะไรเพราะยังไงๆก็จำกัดไม่เกิน 6 เครื่อง ส่วนตัวผมคิดว่ามันเหมือนการให้หนังสือเพื่อนยืมไปอ่านแหละ เราทำกันทุกคนเป็นเรื่องธรรมดา
สวัสดีครับ
เป็นบทความที่มีประโยชน์มากครับ ผมเองก็ชอบอ่านหนังสือเอามากๆ แต่การอ่านจากเล่มก็ไม่สะดวก ถ้าต้องเดินทางไปหลายๆ ที่
ถึงแม้ Amazon Kindle จะติด DRM แต่ด้วยความที่ Amazon ใหญ่ ก็ทำให้ผมมั่นใจในการ Support ในระยะยาวได้เหมือนกัน
ขอถามเพิ่มเติมเพื่อความชัวร์ครับ ถ้าเราซื้อหนังสือผ่านพีซี อันนี้จะต้องเสียเงิน 2 เหรียญฯ เพิ่มไหมครับ?
น่าสนใจมากๆ เลยครับ … ขอบคุณสำหรับการแบ่งปันนะครับ
[...] รีวิว Kindle 2 โดยคุณ quopai Tags: Book, Kindle, Tech Comment (RSS) [...]
[...] ปล.2 รีวิว Kindle 2 โดยคุณ quopai [...]
ลองดูที่นี่ครับ มี kindle เหมือนกัน
เวิลไวเวบ.ebookforyou.biz
มีใครเอาพระไตรปิฏกลงไว้ในเครื่องให้ได้ ๔๕ เล่มแล้วบ้างหรือยัง ขอผู้รู้ช่วยแนะนำด้วย ขออำนวยพร ขอเจริญพร.