หลังเตรียมการรับมือน้ำท่วมไปได้พอประมาณก็ถึงเวลาต้องกิน วันนี้เลยลองทำ “หมูอบโรสแมรี่เสริฟพร้อมข้าวหอมมะลิและผักเคียง” โดยมั่วๆ เอาจากเครื่องปรุงและวัตถุดิบที่หาได้เมื่อตอนเย็น
(ไม่มีรูปให้ดูนะครับ จินตนาการเอาเองตามสะดวก)
เมนูนี้ใช้เวลาปรุงทั้งสิ้น 30 นาที เหมาะมากกับผู้ที่ไม่มีฝีมือทำกับข้าวเช่นผม และไม่อยากให้ครัวเลอะเทอะ แต่อยากกินของอร่อยระดับภัตตาคาร
เครื่องปรุง:
- ข้าวหอมมะลิ หุงสุก ไม่แห้ง ไม่แฉะเกินไป
- หมูสันนอกประมาณครึ่งชิ้นจากแพ็กที่ขายตามห้าง ติดมันได้นิดหน่อย เอาแบบดีๆ และสดๆ
- ผักต่างๆ ที่ต้องการผัดเป็นเครื่องเคียง ของผมใช้คะน้า มะเขือม่วง แครอท และหอมใหญ่ หั่นแบบไหนก็ได้ตามสะดวก
- กระเทียมใหญ่ 1 กลีบต่อหมู 1 ชิ้น หั่นฝานบางๆ
- โรสแมรี่อบแห้ง มีขายทั่วไปตามแผนกเครื่องปรุง
- ซ้อสวูสเตอร์ (Worcestershire’s Source) ถ้าไม่มีเอาซีอิ๊วผสมน้ำส้มสายชู (หมัก) หรือผสมไวน์ก็ได้ แต่ไม่รับประกันความเสี่ยงนะครับ
- เกลือทะเล หรือเกลือธรรมดาก็ได้แต่ไม่อร่อยเท่า
- พริกไทยดำบด
- เนยสดชนิดไม่เค็ม
วิธีปรุง:
- หุงข้าวให้สุกไว้ก่อน
- เตรียมหมู เริ่มที่ล้างหมูให้สะอาด วางบนถาดเตาอบ (ใช้เตาอบเล็กๆ เครื่องละพันก็ได้) เอาฟอยล์ดอลูมิเนียมรองก็ดี จะได้เก็บน้ำไว้ราดทีหลัง
- โรยเกลือ พริกไทย ราดซ้อสวูสเตอร์บนหมู วางกระเทียมกระจายให้ทั่ว และโรยโรสแมรี่ เยอะหน่อยก็ได้
- เอาหมูเข้าเตาอบ ตั้ง 180 องศา เวลา 20 นาที อย่าใช้ความร้อนเยอะกว่านั้นแล้วคิดว่าจะประหยัดเวลา เพราะเนื้อจะไม่นุ่ม
- ระหว่างรอ เตรียมผัก ตั้งกระทะ ทำให้ร้อนแล้วลดไฟเหลือเบาๆ ใส่เนย รอให้เนยละลายให้หมด ใส่ผักทั้งหมดลงไปผัด ผัดได้ซักครึ่งทางโรยเกลือ พริกไทย แล้วผัดต่อจนหอมและผักเริ่มดูนุ่ม เอาขึ้นวางบนจานไว้มุมนึง
- ตักข้าวใส่ถ้วย ประคบถ้วยลงบนจานที่อีกมุมนึง
- หมูน่าจะเสร็จแล้ว ตักวางบนจานอีกมุมที่เหลือ เอาช้อนตักน้ำในถาดราดลงไปด้วย
- เสร็จแล้ว กินได้เลย
สังเกตว่าเมนูนี้ไม่ใช้น้ำมันพืชหรือสารสังเคราะห์ที่ผ่านกระบวนการอุตสาหกรรมเลย มีคุณค่าอาหารครบ ทั้งโปรตีนจากหมู คาร์โบไฮเดรตจากข้าว ไขมันจากหมูและเนย (ซึ่งดีกว่าน้ำมันพืชผ่านกระบวนการแน่นอน อย่าไปเชื่อสื่อกระแสหลัก หาอ่านเหตุผลได้จากหนังสือหลายเล่ม เช่น In Defense of Food) ไฟเบอร์และวิตามินจากผัก และประโยชน์ด้านการต่อต้านมะเร็งและลดไขมันในเลือดจากกระเทียม
จากประสบการณ์ ขอคอนเฟิร์มว่า การทำอาหารกินเองอย่างมีความรู้บ้างนั้นดีกว่าซื้อกินแน่นอน เพราะนอกจากจะถูกกว่า ยังอร่อยกว่าและดีต่อสุขภาพกว่า เพราะเราสามารถเลือกวัตถุดิบธรรมชาติที่ไม่ผ่านกระบวนการอุตสาหกรรม หรือผ่านน้อยที่สุดได้ และยังเป็นการสร้างสรรค์ ฟื้นฟูและพัฒนาจิตใจ แทนที่จะเป็นการบริโภคแต่อย่างเดียวอีกด้วย เมื่อเรามองว่าการทำอาหารนั้นเป็นกิจกรรมที่บูรณาการชีวิตอย่างรอบด้าน ก็จะไม่มีข้ออ้างเรื่องไม่มีเวลาหรือไม่สะดวกอีกต่อไป เราไม่ได้มองการทำอาหารว่าเป็นภาระ แต่เป็นกิจกรรมสร้างสรรค์
เคยทำอะไรคล้าย ๆ อันนี้ (ทำตาม http://www.youtube.com/watch?v=ZKATWmOiRTw) พบว่าการใช้มีดบากตรงมันหมูก่อนอบทำให้ตรงนั้นกรอบอร่อยดีด้วย
+1