คนเราชอบที่จะประเมินตนเองด้วยหลายเหตุผล บางทีการประเมินตนเองก็เป็นไปเพื่อสร้างความรู้สึกปลอดภัย อุ่นใจ มั่นคง เมื่อเรารู้ว่าเราเป็นคนที่เกิดมาแล้วมีความหมาย มีคุณค่า ซึ่งอันที่จริงความต้องการความรู้สึกมีคุณค่านี้ก็เกิดจากเราที่รักตัวเองมากนั่นเอง
แต่ไม่ว่าอย่างไร เราคนธรรมดาก็ยังหนีไม่พ้นความกลัวและความต้องการที่จะมีคุณค่า เราอยากตอบได้ว่าเมื่อเรากำลังจะตาย เรามองย้อนกลับไปทั้งชีวิต เราได้ทำอะไรสำเร็จบ้าง ได้ทิ้งคุณค่าหรือพัฒนาอะไรไว้บ้าง
การประเมินค่าความสำเร็จของชีวิตไม่ใช่เรื่องผิดหรือแปลกอะไร แต่สิ่งที่เป็นปัญหาคือการที่เรามักใช้ปัจจัยภายนอกมาชี้วัดคุณค่าซึ่งเป็นเรื่องภายใน เป็นเรื่องปัจเจกของเรา เรามักคิดว่าต้องทำงานให้ได้ผลสำเร็จ ต้องยิ่งใหญ่เป็นที่ยอมรับ ต้องทิ้งผลงานที่คนจะจดจำ ต้องได้รับการยอมรับจากที่ทำงานและคนรอบข้าง
ลองคิดดูดีๆ ว่าสิ่งเหล่านี้เมื่อเราทำสำเร็จแล้วในระดับหนึ่งๆ เรารู้สึกอย่างไรกับ “ชีวิตของเรา” ต้องเน้นว่ารู้สึกอย่างไร “กับชีวิตของเรา” ไม่ใช่ “รู้สึกอย่างไรกับความสำเร็จนั้น” เพราะมันเป็นคนละเรื่องกัน คนส่วนมากทำงานจนสำเร็จเมื่อวัดจากมาตรวัดภายนอก แต่ภายในกลับยังรู้สึกเป็นทุกข์ ว่างเปล่า และหลอกตัวเองไปวันๆ ว่าชีวิตของฉันนั้นเต็มและมีคุณค่า ทั้งๆ ที่ลึกๆ แล้วไม่ใช่ แต่ตัวเองไม่เคยยอมรับ
การใช้ปัจจัยภายนอกมาประเมินความสำเร็จของชีวิตนั้นเป็นข้อผิดพลาดอย่างยิ่งของคนจำนวนมาก โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่เหินห่างจากการมองโลกภายใน ใช้ชีวิต “ภายนอก” จนตายไปก็ยังไม่รู้ว่าความหมายของชีวิต “ของตน” นั้นคืออะไร ปรากฏการณ์นี้เป็นโรคระบาดที่แสดงออกผ่านวาทกรรมเรื่อง “ความกลวงเปล่าของชีวิต” ที่แพร่หลายในวรรณกรรม ดนตรี ภาพยนต์ และศิลปะต่างๆ ในยุคสมัยใหม่และหลังจากนั้นเป็นต้นมา
แล้วอะไรคือตัวชี้วัดความสำเร็จของชีวิตที่แท้จริง? อะไรคือตัวชี้วัดที่เราควรหันหน้าไปหาและพัฒนาไปในทางดังกล่าว เพื่อทำให้ชีวิตมีความสุขอย่างแท้จริง?
ผมคิดว่า ตัวชี้วัดดังกล่าวนั้น คือสภาวะของจิตใจเรานี่เอง จิตใจเป็นเรื่องที่อยู่ใกล้ตัวมากที่สุด เป็นเรื่องภายในมากที่สุด และเป็นเรื่องที่กระทบต่อชีวิตทั้งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้มากที่สุด ดังนั้น คำถามที่ว่าชีวิตจะสำเร็จหรือไม่ ควรทำความเข้าใจว่าความสำเร็จของชีวิตนั่นคือความสุข และสิ่งที่ชี้วัดความสุขได้ดีที่สุด คือสภาพจิตที่เป็นสุขนั่นเอง
ทีนี้ คำถามต่อไปก็คือ สภาพจิตที่เป็นสุขนั้นควรมีหน้าตาเป็นอย่างไร เราควรรู้สึกอย่างไรถึงจะเรียกว่ามีจิตใจที่เป็นสุข วิธีการตอบคำถามนี้ ให้ลองคิดว่าจิตใจแบบไหนที่ไม่เป็นสุข แล้วหาสภาวะที่ตรงกันข้าม ยกตัวอย่างเช่น จิตใจที่โกรธนั้นไม่เป็นสุข ดังนั้น สภาวะจิตที่เป็นสุขคือความสงบ เบิกบาน ให้อภัย เป็นต้น
ด้วยวิธีการนี้ เราก็จะได้รายการของตัวชี้วัด “ภายใน” ที่ทำให้จิตใจเป็นสุข ซึ่งก็คือความสำเร็จของชีวิตนั่นเอง แต่ตัวชี้วัดที่ได้นั้นคงมีเยอะมากมาย และพูดๆ ไปก็ซ้ำซาก ดูแบนๆ เพราะดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็รู้ เช่น ต้องมีจิตใจสงบ แจ่มใส เบิกบาน มีจิตใจดี เมตตา ให้อภัย และอื่นๆ ฟังๆ ดูไม่ต่างจากหนังสือธรรมะหรือหนังสือสอนคุณธรรม
ดังนั้น ผมจึงคิดว่า เราควรรวมกลุ่มตัวชี้วัดเหล่านี้ไว้ด้วยกัน จัดระบบให้เป็นหมวด โดยแต่ละหมวดมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน และมีเหตุผลรองรับในตัวเองอย่างชัดแจ้ง นอกจากนั้น ยังควรหาตัวอย่างเหตุการณ์หรือสภาวะที่ทำให้เราเกิดสภาวะจิตใจที่สอดคล้องกับหมวดนั้นๆ เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนได้
จึงอยากลองสรุปตัวชี้วัดความสำเร็จในชีวิตของผม ซึ่งก็ไม่จำเป็นต้องเหมือนกับใคร
1. มีจิตใจแช่มชื่นเบิกบาน: ข้อนี้สำคัญตรงที่เป็นพื้นฐานของการพัฒนาจิตใจอื่นๆ ถ้าลองพิจารณาดีๆ จะพบว่า ถึงแม้เราจะมีจิตใจที่ตั้งมั่น แน่วแน่ ฉลาดหลักแหลม ทำอะไรได้ดีและสำเร็จแค่ไหนก็ตาม ส่วนมากเรายังคงรู้สึกหม่นหมองในใจ อยากหาอะไรมาทำให้ใจตัวเองโล่งเบาสบาย นั่นเป็นเพราะความสำเร็จหรือการได้มาซึ่งสิ่งต่างๆ นั้น เป็นเรื่องภายนอก เป็นเรื่องวัตถุทั้งสิ้น เราต้องฝึกวางสภาพจิตใจ (Mental alignment) ให้ “เป็นปกติ” ซึ่งหมายถึงการที่จิตใจไม่มีเรื่องทุกข์ร้อนหรือแรงเสียดทาน เช่น ความอยากและความกลัว เป็นต้น เมื่อจิตใจปลอดจากแรงเสียดทานพวกนี้ มันจะเข้าสู่สภาพปกติ นั่นคือสภาพที่ว่าง แจ่มใส เบิกบานนั่นเอง
2. มีจิตใจละเอียดประณีต: ข้อนี้มีความสำคัญสองประการ ประการแรก คือความสำคัญโดยตัวมันเอง การมีจิตใจละเอียดประณีต ทำให้เกิดสมาธิที่มีคุณภาพ ซึ่งเมื่อเราอยู่ในสภาวะที่มีสมาธิอย่างมีคุณภาพนั้นจะทำให้จิตใจมีความสุขเป็นอย่างมาก ลองนึกถึงตอนทำอาหาร สร้างงานศิลปะ ทำงานที่ต้องใช้ความละเอียดประณีต ช่วงเวลาเหล่านั้นทำให้เรามีความสุข เราสามารถขยายสภาวะของความมีสมาธินี้ไปยังช่วงเวลาอื่นๆ โดยไม่จำเป็นต้องทำให้เกิดเฉพาะในช่วงที่ทำกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิแต่อย่างเดียว
ความสำคัญประการที่สอง นั่นคือสภาวะจิตที่ละเอียดประณีต เป็นทางเชื่อมไปสู่การพัฒนาจิตขั้นที่สูงขึ้น นั่นคือจิตใจที่ถูกฝึกให้ละเอียดนั้นจะทำให้เรามองเห็นความเป็นจริงของธรรมชาติได้มากขึ้น ตรงขึ้น ชัดขึ้น การเห็นความจริงอย่างชัดและตรงนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง และเป็นปลายทางของการพัฒนาจิต ซึ่งก็คือปลายทางของความสุขนั่นเอง โดยจะอธิบายในส่วนถัดไป
3. มีจิตใจเที่ยงตรง มองเห็นความจริงตามที่เป็นอย่างทะลุปรุโปร่ง การมองเห็นและเข้าใจปรากฏการณ์ทุกอย่างตามความเป็นจริง ตามเหตุตามผลที่แท้จริงโดยปราศจากอคติ เป็นปลายทางของการพัฒนาจิต โดยต้องอาศัยจิตใจที่เบิกบานและตั้งมั่นละเอียด เป็นพื้นฐาน การเข้าใจความจริงอย่างถึงที่สุดนี้ ทำให้ใจเราเองปลอดจากการกระทบเสียดแทง เพราะเราเห็นเหตุหรือที่มาของทุกๆ ปรากฏการณ์ เห็นห่วงโซ่ของเหตุการณ์ที่มาลงเอยเป็นปรากฏการณ์ปัจจุบัน ความเข้าใจเหล่านี้จะไปหักล้างกับแรงเสียดทานระหว่างเรากับปรากฏการณ์ภายนอก เพราะเรามองเห็นและเข้าใจหมดว่าอะไรคืออะไร มองทุกอย่างด้วยสายตาของผู้สังเกต ไม่ใช่ผู้ร่วมอยู่ในเหตุการณ์ ทำให้เราไม่เอาตัวเราเข้าไปร่วมอยู่ในวงของแรงกระทบต่างๆ แต่จะมองผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับแรงกระทบนั้นอย่างเมตตา อย่างเข้าอกเข้าใจ และที่สำคัญที่สุด คือทำให้เราหาทางออกและการปฏิบัติที่สอดคล้องกับเงื่อนไขของธรรมชาติมากที่สุดโดยปราศจากอคติ ทั้งหมดนี้ อาจสรุปด้วยคำคำเดียว ว่าคือการมีปัญญานั่นเอง
อันที่จริง สภาวะจิตทั้งสามนี้ อาจเรียกได้ว่าเป็นกระบวนพัฒนาศีล สมาธิ ปัญญา ตามหลักไตรสิกขา ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วพัฒนาคู่ขนานกันไปได้ และจะเสริมสร้างซึ่งกันและกันอย่างไม่มีข้อจำกัด แปลง่ายๆ ว่าทำอะไรก่อนได้ก็ทำเลย แต่ควรตรวจสอบตนเองอยู่เสมอๆ ว่าแต่ละข้อทำได้มาก บ่อย หรือมีคุณภาพเพียงใด
ขอบคุณมากครับสำหรับบทความนี้
“การใช้ปัจจัยภายนอกมาประเมินความสำเร็จของชีวิตนั้นเป็นข้อผิดพลาดอย่างยิ่งของคนจำนวนมาก” ข้อความนี้ช่วยกระตุกผมได้มากทีเดียว :)
ครับ จริงๆ ผมว่าแทบทุกคนก็รู้ว่ามันไม่ถูกต้อง แต่ก็มักจะลืมเอามันมาเป็นตัวชี้วัดอยู่เรื่อยๆ เลยต้องคอยเตือนตัวเองครับ
ข้อสามนี้จะรู้ได้ไงว่าเห็นจริง ไม่ได้คิดไปเอง?
เป็นคำถามที่ดี และตอบไม่ได้ง่ายๆ ครับ ผมคิดว่าคนจำนวนมากมักจะเชื่อว่าความเห็นของตนถูก เชื่อในการมองและวิจารณญาณของตนเอง ทีนี้ปัญหาคือทุกคนต่างเชื่อว่าที่ตนเห็นนั้นเป็นสัมมาทิษฐิ แล้วคิดว่าคนอื่นมองผิด คำตอบดูเหมือนจะเป็นการยอมรับในความเชื่อและความเห็นที่แตกต่าง แต่ถ้ามากเกินไปก็จะเป็นการมองโลกแบบ subjectivity คือมองว่าทุกอย่างไม่มีหลักยึด ไม่มีหลักการ ขึ้นอยู่กับปัจเจกหรือมุมมอง ซึ่งก็เป็นทางสุดโต่งอีกทางหนึ่ง
ผมคิดว่าหัวใจของการเห็นจริงแบบสัมมาทิษฐิ คือการเห็นความเป็นไปของทุกๆ ปรากฏการณ์ในแบบที่สอดคล้องกับธรรมชาติ นั่นคือการเห็นว่าสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้นเปลี่ยนแปลงเสมอ เป็นทุกข์ที่คอยขัดแย้งเสียดสี และอันที่จริงก็ไม่มีตัวตนให้จับต้องหรือถือครองได้ ถ้าเห็นความจริงทะลุตามกฏไตรลักษณ์นี้ ก็น่าจะเชื่อได้ว่าสิ่งที่เห็นเป็นข้อเท็จจริง ไม่ใช่การคิดเห็นหรือจินตนาการจาก bias และความคุ้นเคยส่วนตัวเอาเอง
วัดความสุขที่แท้จริงของชีวิตด้วย ความรู้ใน ธรรมชาติที่แท้จริงของจิต ของตัวเราเอง , มนุษย์ทุกคน และสิ่งมีชีวิตทีมีจิตวิญญาณจิตวิญญาณ ว่า
จิตมี 2 อย่างคือ
1. จิตที่แท้จริง หรือ จิตเดิมแท้ หรือ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า จิตบริสุทธิ์
2. จิตปรุงแต่ง หรือ จิตปัจจุบัน
อธิบายความหมายของ ข้อ 1.
จิตที่แท้จริง หรือ จิตเดิมแท้
เป็นจิตที่ปราศจาก การปรุงแต่ง
เกิดขึ้นเอง
ไม่ต้องสร้างขึ้นมา
ดังนั้น จิตที่แท้จริง หรือ จิตเดิมแท้ จึงเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า จิตบริสุทธิ์
มีลักษณะ
ตัวเราเอง ไม่อยากมีความทุกข์
ตัวเราเอง อยากมีความสุขที่แท้จริง
ตัวเราเอง ไม่อยากสร้างปัญหาให้แก่ชีวิตเลย
ตัวเราเอง มีความตั้งใจจะให้ดี อยากจะทำให้ดี
ตัวเราเอง และมนุษย์ทุกคน ไม่อยากมีความทุกข์
ตัวเราเอง และมนุษย์ทุกคน อยากมีความสุขที่แท้จริง
ตัวเราเอง และมนุษย์ทุกคน ไม่อยากสร้างปัญหาให้แก่ชีวิตเลย
ตัวเราเอง และมนุษย์ทุกคน มีความตั้งใจจะให้ดี อยากจะทำให้ดี
ตัวเราเอง และ มนุษย์ทุกคน และสิ่งมีชีวิตที่มีจิตวิญญาณ ไม่อยากมีความทุกข์
ตัวเราเอง และ มนุษย์ทุกคน และสิ่งมีชีวิตที่มีจิตวิญญาณ อยากมีความสุขที่ แท้จริง
ตัวเราเอง และ มนุษย์ทุกคน และสิ่งมีชีวิตที่มีจิตวิญญาณ ไม่อยากสร้างปัญหา ให้แก่ชีวิตเลย
ตัวเราเอง และ มนุษย์ทุกคน และสิ่งมีชีวิตที่มีจิตวิญญาณ มีความตั้งใจจะให้ดี อยากจะทำให้ดี
อธิบาย ความหมายของข้อ 2 จิตปรุงแต่ง หรือ จิตปัจจุบัน เป็นจิตที่เกิดขึ้นมาใหม่ เกิดจาก การเรียนรู้ และประสบการณ์ สามารถเปลี่ยนแปลงได้
ถ้า การเรียนรู้ และประสบการณ์ ไม่ตรงกับลักษณะของ จิตที่แท้จริง จะทำให้มีความทุกข์
ถ้า การเรียนรู้ และประสบการณ์ ตรงกับลักษณะของจิตที่แท้จริง จะทำให้มี ความสุขที่แท้จริง