สอนให้เด็กมีสมาธิตามแนวอิทธิบาท 4

สมาธิและความเพียรพยายาม เป็นปัจจัยที่สำคัญมากที่จะทำให้เด็กประสบความสำเร็จในการเรียนรู้ เด็กที่ไม่มีสมาธิจะไม่สามารถรักษาความต่อเนื่องของความจดจ่อ จึงไม่ได้ผลที่ดีจากการเรียนรู้ ในขณะเดียวกัน เด็กที่ไม่มีความเพียรพยายาม ถึงแม้จะมีสมาธิดีก็ยังไม่สามารถบรรลุผลของการเรียนรู้เท่ากับเด็กที่มีทั้งสมาธิและความเพียร เพราะยิ่งเนื้อหาสาระของเรื่องที่จะเรียนรู้นั้นซับซ้อนขึ้นเท่าไร ก็ต้องใช้ความเพียรเป็นเครื่องมือนำพาให้สมาธิได้ทำงานของมันไปตลอดรอดฝั่ง

ในบทความนี้จะพูดถึงเรื่องสมาธิเป็นหลัก โดยมีสมมติฐานว่าเราได้พัฒนาความเพียรในเด็กควบคู่กันไปด้วย โดยผู้เขียนได้แรงบันดาลใจและได้ศึกษาจากหนังสือ พุทธธรรม ฉบับปรับปรุงและขยายความ ของท่าน ป.อ.ปยุตฺโต เป็นหลัก

การฝึกให้เด็กมีสมาธิเป็นเรื่องที่พ่อแม่และนักการศึกษาให้ความสนใจเป็นอันดับต้นๆ มานาน ด้วยเห็นความสำคัญของสมาธิว่าแทบจะเป็นปัจจัยชี้ขาดของความสำเร็จในการเรียนรู้ ในยุคปัจจุบัน ไม่ว่าสื่อทางการศึกษา สถานที่ ผู้สอน หรือระบบทางการศึกษาจะพัฒนารูปแบบและเนื้อหาไปมาก แต่ก็ไม่อาจช่วยให้เด็กที่ไม่มีสมาธินั้นประสบความสำเร็จในการเรียนรู้ได้ แนวทางการพัฒนาสมาธิในเด็กเท่าที่เห็น มีอยู่หลักๆ สองแนวทาง ดังนี้

แนวทางแรก คือการเน้นให้เด็กได้เล่น ได้มีความสุข แนวทางนี้ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่ได้รับการพิสูจน์ทั้งตามหลักพุทธศาสตร์และทฤษฎีจิตวิทยาตะวันตก ว่าความสุขเป็นเหตุใกล้ให้เกิดสมาธิ เด็กที่มีความสุข หรือพ่อแม่ชักนำให้ทำสิ่งที่ดีงาม จะมีความยินดี ปีติ มีความสุข ร่างกายและจิตใจผ่อนคลาย จะทำให้จิตใจมีสมาธิ พร้อมที่จะจดจ่ออยู่กับการเรียนรู้โดยธรรมชาติ

แนวทางที่สอง คือการฝึกสมาธิในรูปแบบ เช่นให้นั่งสมาธิ โดยให้รับรู้ลมหายใจที่เข้าและออก หรือการพองและยุบของท้อง ตามแต่เทคนิคของผู้สอน แนวทางนี้เป็นแนวทางมาตรฐานที่ระบบการศึกษายอมรับและใช้โดยทั่วไป ส่วนแนวทางแรกมักนิยมใช้ในระบบการสอนด้วยตนเองตามอัธยาศัย หรือในโรงเรียนทางเลือก

ทั้งสองแนวทางต่างมีประโยชน์และสามารถเสริมสร้างสมาธิในเด็กได้ อย่างไรก็ตาม ท่าน ป.อ.ปยุตฺโต ได้เสนออีกแนวทางหนึ่งที่ผู้เขียนพบว่ามีเหตุมีผล และมีศักยภาพสูงหากได้ทดลองนำมาใช้อย่างจริงจัง แนวทางนี้คือ การเจริญสมาธิตามหลักอิทธิบาท 4

อิทธิบาท คือธรรมที่เป็นเหตุให้ประสบความสำเร็จ มี 4 อย่าง ได้แก่ ฉันทะ (ความพอใจ), วิริยะ (ความเพียร), จิตตะ (ความคิดจดจ่อ), และวิมังสา (ความสอบสวนไตร่ตรอง) หรือแปลให้ง่ายๆ ได้ว่า มีใจรัก พากเพียรทำ เอาจิตฝักใฝ่ และใช้ปัญญาสอบสวน

พระพุทธเจ้าได้เคยตรัสไว้ว่าอิทธิบาทแต่ละข้อนั้นก่อให้เกิดสมาธิได้ โดยมีข้อแม้ว่า สมาธิที่เกิดนั้น ต้องเกิดคู่กับความเพียรพยายามด้วย ในที่นี้จะอธิบายเป็นข้อๆ ไป ดังนี้

1. ฉันทสมาธิ สมาธิที่เกิดจากฉันทะ (ความพอใจ) ความรักงานและจุดหมายของงาน อยากให้สิ่งนั้นสำเร็จ งดงาม ประณีต มีความสมบูรณ์ที่สุดของมัน ยกตัวอย่างเช่น เด็กที่กำลังวาดภาพ จะพบความสุขเมื่อภาพนั้นเริ่มก่อตัวเป็นรูปเป็นร่าง มีความสวยงาม มีความสมบูรณ์มากขึ้นเรื่อยๆ เด็กคนนี้จะทำงานด้วยจิตใจที่แน่วแน่ ตั้งมั่น พุ่งตรง ก่อให้เกิดสมาธินั่นเอง ความสุขที่ได้จากการทำงานและการเห็นความสำเร็จของงานนี้ เรียกว่า ฉันทะ คือความพอใจที่ได้ทำ ได้สร้างสรรค์ ไม่ใช่ความสุขจากการเสพเสวยสิ่งใด ไม่ต้องอาศัยรางวัล สิ่งตอบแทนใดๆ ท่าน ป.อ.ปยุตฺโต ได้บรรยายความแตกต่างระหว่างความสุขจากฉันทำและความสุขจากตัณหาไว้อย่างแยบคายและงดงาม ดังนี้

“…ความอยากของฉันทะนั้นทำให้เกิดความสุขความชื่นชมเมื่อเห็นสิ่งนั้นๆ งานนั้นๆ บรรลุความสำเร็จเข้าถึงความสมบูรณ์ อยู่ในภาวะอันดีงามของมัน หรือพูดแยกออกไปว่า ขณะเมื่อสิ่งนั้นหรืองานนั้นกำลังดำเนินหน้าไปสู่จุดหมาย ก็เกิดปีติเป็นความอิ่มเอิบใจ ครั้นสิ่งหรืองานที่ทำบรรลุจุดหมายก็ได้รับโสมนัสเป็นความฉ่ำชื่นใจที่พร้อมด้วยความรู้สึกโปร่งโล่งผ่องใสเบิกบานแผ่ออกไปเป็นอิสระไร้ขอบเขต ส่วนความอยากของตัณหาให้เกิดความสุขความชื่นชมเมื่อได้สิ่งนั้นมาให้ตนเสพเสวยรสอร่อย หรือปรนเปรอความยิ่งใหญ่พองขยายของตัวตน เป็นความฉ่ำชื่นใจที่เศร้าหมองหมกหมักตัว กีดกั้นกักตนไว้ในความคับแคบ และมักติดตามมาด้วยความหวงแหนกังวลเศร้าเสียดายและหวั่นกลัวหวาดระแวง” (ป.อ.ปยุตฺโต น.842-3)

ข้อสังเกตที่สำคัญของการพัฒนาสมาธิด้วยฉันทะ คือการที่พ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือครู ควรส่งเสริมให้เด็กได้ทำงานให้บรรลุด้วยตัวเอง ไม่ใช่การบรรลุผลด้วยการจัดหา ซื้อหาสิ่งใดมาให้ การปรนเปรอตามใจเด็กจะทำให้เด็กมีความสุข แต่เป็นความสุขที่ไม่ทำให้เกิดสมาธิ เป็นความสุขที่เกิดจากตัณหา ทำให้รู้สึกอัตตาพองขยาย เด็กจะมีจิตใจคับแคบ คิดเข้าหาตัว กลายเป็นคนเห็นแก่ตัวในที่สุด

ข้อสังเกตอีกประการหนึ่ง คือเมื่อเด็กได้ทำงานของตนเองจนบรรลุ เขาจะอยากอวดผลงานของตนเองแก่คนรอบข้างด้วยความบริสุทธิ์ใจ อยากเชิญชวนกันให้มาดูเพราะนั่นเป็นสิ่งที่ดีงาม สมบูรณ์ โดยไม่มีอัตตาของตนเองเข้ามาเกี่ยวข้อง ผู้ใหญ่ควรให้ความสนใจและชื่นชมตามสมควรเพื่อหนุนเสริมให้เด็กทำต่อไปให้ดียิ่งขึ้นไปอีก แต่ไม่ควรยกย่อง ชื่นชม เอาใจใส่มากเกินไป เพราะจะเป็นการหันจากความดีงามของความสำเร็จไปเป็นความยึดมั่นในตัวตนของเด็ก หรือการแปรฉันทะเป็นตัณหานั่นเอง เมื่อเกิดขึ้นบ่อยๆ ทุกครั้งที่เด็กมีฉันทะ คืออยากทำอะไรให้สำเร็จด้วยตัวของตัวเอง จะมีตัณหาเป็นเงื่อนไขประกอบเกิดขึ้นพร้อมกันไปด้วยเสมอ ซึ่งเป็นภัยอย่างมากในอนาคต

2. วิริยสมาธิ สมาธิที่เกิดจากวิริยะ (ความเพียร) ทำได้โดยการทำให้เด็กเห็นคุณค่าของสิ่งที่ควรจะบรรลุ เมื่อเขาเห็นคุณค่าของสิ่งนั้นจริงๆ จังๆ เขาจะเกิดความรู้สึกอาจหาญ บากบั่น ใจสู้ ก้าวไปโดยไม่ย่อท้อ ไม่กลัวต่ออุปสรรคความยากลำบากที่อาจเกิดในกระบวนการสร้างสรรค์นั้น สภาวะของจิตใจนี้เองก่อให้เกิดสมาธิ คือความแน่วแน่ตั้งมั่นของจิตขึ้นได้

3. จิตตสมาธิ สมาธิที่เกิดจากจิตตะ (ความคิดจดจ่อ) เกิดขึ้นเมื่อเด็กมีใจจดจ่อ เฝ้าอยู่แต่ในงานนั้นเป็นเวลานาน ผูกพัน ไม่ปล่อย ไม่ห่างไปไหน ในระหว่างนั้น เด็กจะไม่สนใจ ไม่รับรู้สิ่งอื่นๆ เลย ความจดจ่อลักษณะนี้ย่อมทำให้เกิดสมาธิ จิตจะแน่วแน่ ตั้งมั่น แนบสนิทกับสิ่งที่ทำ

4. วิมังสสมาธิ สมาธิที่เกิดจากวิมังสา (ความสอบสวนใตร่ตรอง) คือการที่เด็กมีความสงสัย ใคร่รู้ อยากรู้ถึงเหตุผล ทดลอง ใช้ความคิดใตร่ตรอง ตรวจสอบ และคิดแก้ไขปรับปรุง การคิดหาเหตุผลแบบนี้ย่อมทำให้จิตใจรวมกันแน่วแน่ ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่วอกแวก และมีกำลัง นั่นคือเกิดสมาธินั่นเอง

ท่าน ป.อ.ปยุตฺโต ได้ชี้ให้เห็นว่าในความเป็นจริง อิทธิบาททั้ง 4 นี้มักจะเกิดขึ้นเกื้อหนุนกัน ไม่ได้แยกจากกัน เช่น เกิดฉันทะ ความพอใจที่จะทำ ก็จะมีความเพียร เอาใจจดจ่ออยู่เสมอ และเปิดช่องให้ใช้ปัญญาพิจารณาใตร่ตรอง แต่ผู้ใหญ่สามารถเลือกสภาวะที่เป็นตัวหลัก มาเป็นตัวนำชักจูงให้เกิดข้ออื่นๆ ได้ตามความเหมาะสมกับพื้นเพ นิสัย ธรรมชาติของเด็กแต่ละคน

ท่านยังได้ยกตัวอย่างในทางปฏิบัติ เช่นครูที่ทำตนเป็นกัลยาณมิตร อาจชี้ให้เด็กเห็นถึงประโยชน์ คุณงามความดีของเรื่องหนึ่งๆ อาจเป็นประโยชน์ส่วนตัว หรือจะให้ดีก็เป็นประโยชน์ส่วนรวม เด็กก็จะเกิดฉันทะ ความพอใจที่จะทำเรื่องนั้น เรียกว่าเป็นการปลุกฉันทะ หรือครูอาจเลือกที่จะท้าทายสติปัญญาความสามารถ หรือเล่าเรื่องราวความสำเร็จของคนอื่น ก็เป็นการปลุกวิริยะหรือความเพียรขึ้นมา หรือเลือกที่จะชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นที่เกี่ยวข้องกับสังคม เป็นความรับผิดชอบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็เป็นการปลุกจิตตะให้เด็กมีใจจดจ่ออยู่กับเรื่องนั้น หรือใช้การตั้งคำถาม ท้าทาย ชวนให้คิดหาเหตุผล ก็คือการปลุกวิมังสา ก็ทำให้มีสมาธิได้เช่นกัน ดังนั้น จะเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ ที่ผู้สอนจะต้องจับลักษณะนิสัยของเด็กให้ได้ว่ามีความโน้มเอียงไปในทางไหน

About these ads

One thought on “สอนให้เด็กมีสมาธิตามแนวอิทธิบาท 4

  1. tirawan kao kao

    ให้ความรู้ความเข้าใจที่ชัดเจนมาก ขอบคุณเจ้าของงานเขียน

    Reply

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s