Entangle

ต้นทุนการถ่ายรูปฟิล์มขาวดำ

ถ้าอยากเริ่มต้นถ่ายรูปฟิล์มขาวดำ พร้อมล้างและสแกนฟิล์มด้วยตัวเอง จริงๆ ไม่แพงมาก ลองสรุปค่าใช้จ่ายทั้งหมดมีดังนี้

อุปกรณ์ถ่ายภาพ

  • กล้องฟิล์มพร้อมเลนส์ เริ่มต้น 3,000 บาท (Zorki)
  • ฟิล์ม 1 ม้วน 170 บาท (Kodak หรือ Ilford ก็ได้ ถ้า Fuji ก็ถูกกว่า)

Image

กล้อง Zorki-1. Photo by Joy.

อุปกรณ์และน้ำยาล้างฟิล์ม

  • แทงค์โหลดฟิล์ม ประมาณ 1,200 บาท
  • ถุงมืด ประมาณ 500 บาท
  • น้ำยา Developer D-76 ถุงละประมาณ 350 บาท ล้างได้ประมาณ 25 ม้วน
  • น้ำยา Stopbath ไม่ต้องซื้อ ใช้น้ำเปล่าแทนได้
  • น้ำยา Fixer ผมใช้ของ Ilford ขวดละ 700 บาท ใช้ได้ประมาณ 12 ม้วน
  • น้ำยา Photoflo 120 บาท ใช้ได้หลายปี
  • ภาชนะพลาสติกผสมน้ำยา 4 ใบ ขวดพลาสติกฝาปิดแน่นเอาไว้เก็บน้ำยา 3 ใบ ถาดรองน้ำแข็งเอาไว้แช่ Developer 1 ใบ ทั้งหมดประมาณ 1,000 บาท
  • ที่เปิดขวดเอาไว้เปิดฝาฟิล์ม กรรไกรตัดฟิล์ม คลิปหนักๆ เอาไว้ตากฟิล์ม รวม 500 บาท
  • ซองใส่ฟิล์ม ประมาณ 300 บาท

อุปกรณ์สแกน (ใช้วิธีสแกนด้วยกล้องดิจิทัล)

  • กล้องดิจิทัล DSLR 20,000 บาท
  • เลนส์ Macro มือสองก็ได้ 5,000 บาท
  • ขาตั้งกล้องดีๆ หน่อย 5,000 บาท
  • กล่องไฟ ทำเองได้ ใช้แผ่นอคริลิกขุ่น กับหลอดไฟเกลียวสีขาว 1 หลอด ประมาณ 500 บาท

Image

คอมพิวเตอร์และโปรแกรมแต่งภาพ เช่น Photoshop สมมุติว่ามีแล้ว

รวมทั้งสิ้น 42,840 บาท ถ้ามีกล้องดิจิทัลอยู่แล้วก็ลดลงไปครึ่งนึง เหลือ 20,000 กว่าบาทเท่านั้น ถูกกว่า Smartphone ชื่อดัง แต่ได้ความสนุก งานอดิเรก และการพัฒนาตัวเองที่ทำได้ตลอดชีวิต

ถ่ายรูปอย่างไร

หลังจากลองผิดลองถูก ถ่ายภาพขาวดำบนฟิล์มแบบทำมือด้วยตัวเองทุกประการ มาได้เกือบปี ถึงตอนนี้คิดว่าน่าจะลองสรุปกระบวนการทั้งหมดไว้ตั้งแต่เริ่มคิดจะไปถ่ายภาพจนถึงได้ภาพออกมาดู เผื่อจะมีประโยชน์กับผู้สนใจบ้าง

ก่อนอื่น เราต้องมีแนวคิดที่ชัดเจนเสียก่อน ว่าจะถ่ายภาพไปเพื่ออะไร เป้าหมายของแต่ละคนไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน แต่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีเป้าหมาย มิฉะนั้นภาพที่ออกมาก็จะไม่มีความหมายหรือคุณค่าด้วยความตั้งใจของเรา สำหรับผม เป้าหมายของการถ่ายภาพ คือการถ่ายทอดความงามของสิ่งที่ผมเห็น ความงามนี้มีหลายแบบ ทั้งงามโดยรูปแบบ เช่น แสงสวย มุมสวย วัตถุสวย คนสวย รูปร่างสวย หรืองามโดยเนื้อหา เช่น การสื่อตัวตนของคนที่ถูกถ่าย การสื่อความหมายของฉากนั้นๆ หรือแม้แต่การสื่ออารมณ์ที่กำลังรู้สึกต่อสิ่งที่เห็น พูดง่ายๆ ก็คือ สำหรับผม เป้าหมายของการถ่ายภาพ คือการสะท้อนความงาม เท่านั้นเอง ดังนั้น ถ้าเจอฉากที่เป็นความทุกข์ โศกนาฏกรรม ความสับสน หรืออารมณ์อะไรก็ตามที่เป็นด้านลบ ผมมักจะไม่ถ่ายภาพนั้น เพราะมันไม่งาม

เมื่อมีแนวคิดและเป้าหมายในการถ่ายภาพแล้ว ก็หาโอกาสที่จะไปถ่าย บางทีก็เป็นสถานการณ์ที่ถูกกำหนดขึ้นมา เช่น งานแต่ง งานต่างๆ หรือสถานการณ์ที่กึ่งๆ กำหนดขึ้น เช่น ไปสวนสาธารณะเพื่อไปถ่ายภาพ ส่วนบางที ก็เป็นสถานการณ์ที่ไม่ได้เตรียมการล่วงหน้า เช่นบังเอิญไปเจออะไรน่าถ่าย เป็นต้น สิ่งที่สำคัญในขั้นนี้ก็คือ ควรจินตนาการให้ได้พอสมควร ว่าเราอยากสะท้อนอะไรจากสถานการณ์ที่กำลังจะไปถ่ายภาพ เช่น ไปสวนสาธารณะตอนเย็นๆ อยากไปสระบัว นึกถึงบึงน้ำ ก้อนหิน และใบบัว ตอนอาทิตย์ตก ความงามของฉากเหล่านั้นคืออะไร เป็นต้น หรือนึกถึงเป้าหมายที่เจาะจงของการไปถ่ายภาพครั้งนั้นๆ เช่น ต้องการให้ได้ภาพบุคคลที่แสงสวย เป็นธรรมชาติ สะท้อนตัวตนของคนคนนั้น เป็นต้น

การที่เราจินตนาการถึงฉากที่เราจะไปถ่าย จะช่วยเราในขั้นต่อไป นั่นก็คือ การเตรียมอุปกรณ์ที่เหมาะสม กล้องและอุปกรณ์ถ่ายรูปนั้นมีหลากหลายมาก ถึงจะมีกล้องตัวเดียวก็ต้องเลือกฟิล์ม เลือกว่าจะเอาขาตั้ง หรือฟิลเตอร์ หรือแม้แต่กระเป๋ากล้องแบบไหนไป ประเด็นสำคัญคือเลือกให้ถูกกับงาน และควรเลือกให้มีความยืดหยุ่น พกพาสะดวก เอาไปน้อยชิ้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ตัวอย่างการเลือกก็เช่น ถ้าจะเดินทางไปต่างประเทศ เพื่อไปงานสัมนาหรือประชุม ผมจะเอากล้องเล็กๆ ไป และฟิล์มความไวสูง เช่น ISO 400 เพราะเราไม่รู้ว่าจะเจอสถานการณ์แสงแบบไหน ส่วนมากเลนส์ก็เอาเลนส์กว้างหรือเลนส์ Normal ไป แต่ถ้าต้องถ่ายอะไรในงานสัมนา อาจพิจารณาเอาเลนส์ Tele ไปด้วย แต่ถ้าต้องการไปถ่ายภาพบุคคลที่ต้องการคุณภาพและความละเอียดสูง ก็เอากล้อง Medium format ฟิล์มขนาด 120 ไป เพราะให้ภาพที่ละเอียด โทนอิ่มและต่อเนื่องกว่าฟิล์ม 135 หรือกล้องดิจิทัลมากนัก ส่วน Filter หรือขาตั้ง ผมไม่ค่อยใช้ถ้าไม่จำเป็น ส่วน Flash ไม่เคยใช้เลยเพราะชอบแสงธรรมชาติ

ต่อมาคือตอนถ่าย สำหรับผม การถ่ายภาพเป็นกิจกรรมที่ต้องใช้ความตั้งใจ ต้องมีสมาธิ คือควรจงใจไปถ่ายภาพ หรือตระหนักอยู่เสมอว่ากำลังถ่ายภาพอยู่ ไม่ใช่เที่ยวๆ เห็นอะไรสวยก็นึกถ่ายเอา เพราะการถ่ายภาพที่จิตใจพร้อม Focus อยู่นั้นจะทำให้เรามองและคิดอย่างมีคุณภาพมากขึ้น ทำให้ภาพออกมาดีด้วย อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าถ้ามีประสบการณ์มากขึ้น เราจะสามารถเปลี่ยนความคิดเป็นโหมดถ่ายภาพได้รวดเร็วขึ้น ก็อาจ Relax ได้มากขึ้น

ในทางเทคนิค เวลาจะถ่ายภาพผมจะเฟรมภาพก่อนโดยยังไม่ได้ยกกล้อง คือนึกให้ออกว่ากรอบภาพที่อยากได้คืออะไร ภายใต้ข้อจำกัดของเลนส์ที่เรามี ซึ่งก็มักจะเป็นเลนส์ที่ติดกับกล้องในตอนนั้น อย่าคิดสับไปสับมา ควรเลือกไปเลยว่าจะใช้ความยาว Focus เท่าไหร่ ทางเลือกมากก็ยิ่งยุ่ง ต้องคอยเปลี่ยนเลนส์ ไม่ใช่เรื่องสนุกเท่าไหร่

ต่อมาคือปรับแสง ซึ่งก็คือการวัดแสง ตั้งความเร็วชัตเตอร์ ตั้งความกว้างหน้ากล้อง เรื่องการปรับแสงนี้เป็นเรื่องละเอียดลึกซึ้ง อธิบายได้ยืดยาว แต่สั้นๆ ก็คือควรปรับแสงให้ได้พอดี อย่า Under หรือ Over เกินไปมาก เพราะถึงจะไปปรับตอน Process ภาพได้ แต่โทนจะไม่อิ่มเท่าภาพที่ปรับแสงมาพอดีตั้งแต่ต้น วิธีวัดแสงที่ดีที่สุด คือกะเอาเองก่อน อาจใช้สูตร Sunny 16 หรือสูตรเฉพาะตัวอะไรก็ได้ แล้วตั้งชัตเตอร์กับหน้ากล้องให้ได้ตามที่กะ จากนั้นพอยกกล้องขึ้นเพื่อ Frame ภาพก็คือใช้เครื่องวัดแสงในกล้อง Confirm และปรับค่าที่เรากะเอาไว้ วิธีนี้จะเร็วกว่าการพึ่งพากล้องแต่อย่างเดียว และใช้ได้เมื่อกล้องไม่มีเครื่องวัดแสง

ต่อมาคือการ Focus ซึ่งก็ควร Focus ให้แม่นยำที่สุดเท่าที่จะทำได้หรือมีเวลา เทคนิคการ Focus มีมากมาย สำหรับคนตาไม่ดีอย่างผม การใช้กล้อง Rangefinder อาจช่วยได้ เพราะใช้วิธีการซ้อนภาพให้ตรงกัน แทนที่จะเป็นการทำให้ภาพชัด สิ่งที่ควรคำนึงเสมอเวลา Focus คือระยะชัดลึกของหน้ากล้องที่ตั้งไว้ ถ้าเราใช้หน้ากล้องแคบ ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องความแม่นยำของการ Focus มากก็ได้ เหมาะกับการถ่ายอะไรเร็วๆ แต่ถ้าเปิดหน้ากล้องกว้างสุดนี่ก็ต้องเอาให้แม่นสุดๆ ผมเคยถ่ายภาพคนหน้าตรงด้วยเลนส์ 50 ที่หน้ากล้อง 1.4 ในระยะประชิด ปรากฏไป Focus ที่หู ชัดแค่หู แต่ใบหน้าและตาไม่ชัด

ขั้นสุดท้ายคือกดชัตเตอร์ ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด เหมือนการลั่นไกเวลายิงปืน ต่อให้เล็งดีเท่าไหร่ ถ้าลั่นไกไม่ดีก็ไม่เกิดผล ตอนกดชัตเตอร์เป็นช่วงเวลาชี้เป็นชี้ตาย ตั้งมีสติ มีสมาธิสูงที่สุด จิตใจจดจ่ออยู่กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างเดียว ตอนกดนั้นต้องมั่นคง มั่นใจ ต่อเนื่อง และนุ่มนวล ร่างกายตั้งอยู่ในท่าที่มั่นคงที่สุดที่จะทำได้ในตอนนั้น ลมหายใจเป็นธรรมชาติ อย่าเกร็ง แต่ก็ไม่ปล่อยตามสบายจนอ่อนนิ่มไปหมด ถ้าทำได้ดี ต่อให้ความเร็วชัตเตอร์ 1/8 หรือ 1/4 ก็ยืนถ่ายได้ภาพชัดพอสมควร คุณพ่อผมเคยเล่าว่าไปถ่ายภาพในถ้ำ ความเร็ว 1/2 เห็นภาพออกมาชัดแจ๋ว อย่างไรก็ตามทางที่ดีก็ควรใช้ความเร็วชัตเตอร์ที่สูงหน่อย ผมพบว่าถ้าเดินไปเดินมา เริ่มเหนื่อย ต่อให้ใช้ความเร็ว 1/125 บางทีก็ยังไม่ชัด

พอถ่ายกลับมาแล้ว ก็ล้างฟิล์ม ฟิล์มขาวดำล้างเองได้ แค่มีถุงมืดเอาไว้โหลดฟิล์มเข้าแท้งค์ ก็ล้างได้แล้ว ขั้นตอนการล้างคร่าวๆ มีดังนี้

  1. โหลดฟิล์มเข้าแทงค์ล้างฟิล์มในความมืดสนิท อาจใช้ถุงมืดได้ถ้าไม่มีห้องมืด
  2. เตรียมผสมน้ำยาทุกชนิดไว้ก่อน ได้แก่ Developer เอาไว้สร้างภาพ, Stop bath เอาไว้หยุดการสร้างภาพ (ใช้น้ำเปล่าก็ได้), Fixer เอาไว้คงสภาพภาพ, และ Photoflo เป็นเหมือนน้ำยาล้างกระจก เอาไว้ทำให้น้ำไม่เกาะฟิล์มเป็นคราบตอนตากให้แห้ง น้ำยา Developer จะต้องแช่ให้ได้อุณหภูมิที่กำหนด เช่น 20 องศา หรือ 24 องศา โดยแช่ในถาดน้ำแข็งและใช้ Thermometer เสียบไว้ พอถึงอุณหภูมิที่ต้องการก็เอาออกจากถาด
  3. เทน้ำเปล่าลงแทงค์และเขย่านิดหน่อยสักครึ่งนาที เพื่อปรับสภาพฟิล์มให้เปียกน้ำก่อน เทน้ำออก
  4. เท Developer ที่ผสมและและได้อุณหภูมิแล้วลงไปอย่างเร็ว ถ้าเทช้าอาจ Develop ไม่สม่ำเสมอ แล้วเขย่าตามสูตรเพื่อให้น้ำยาเปลี่ยนวนทั่วถึงเนื้อฟิล์ม อาจใช้วิธีพลิกแทงค์ หรือใช้แกนหมุนแทงค์ได้ตามสะดวก สิ่งที่ต้องคำนึงคือถ้าเขย่ามากจะ Contrast เยอะ เขย่าน้อย Contrast น้อย พอครบเวลาก็เทออก
  5. เท Stop bath ลงไป เขย่าเยอะๆ ประมาณครึ่งนาที เทออก
  6. เท Fixer ลงไป เขย่าเหมือน Developer หรือตามที่สูตรระบุ ครบเวลาแล้วเทออก Fixer นี้ผมไม่ใช้ซ้ำ เพราะพบว่าถ้าใช้ซ้ำแม้แต่ครั้งเดียวจะทำให้ฟิล์มเกิดคราบหรือจุดได้
  7. ล้างน้ำเปล่าเยอะๆ เพื่อเอา Fixer ออกให้หมด มีหลายสูตร ผมใช้สูตร Ilford คือเทน้ำ เขย่า 5 ครั้ง เทน้ำ เขย่า 10 ครั้ง และเทน้ำ เขย่า 20 ครั้ง แต่เพื่อความมั่นใจ ก่อนเริ่มผมรันน้ำให้ล้น 3 รอบ และตอนจบก็รันน้ำให้ล้นอีก 1 รอบ
  8. เท Photoflo ที่ผสมแล้วลงไป เขย่านิดหน่อย ทิ้งไว้สักครึ่งนาที แล้วเทออก เป็นอันเสร็จ ไม่ต้องล้างน้ำเปล่าอีก
  9. ตากฟิล์ม ห้ามจับจนกว่าจะแห้ง อย่าใช้ฟองน้ำหรือยางลูบ เพราะมีโอกาสสูงที่ฟิล์มจะเป็นรอย บางทีถ้าอยากให้แห้งเร็วจริงๆ ก็ใช้นิ้วมือที่เปียกน้ำ รูดเบาๆ ครั้งเดียว

พอแห้งแล้ว ซึ่งใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง ก็ตัดฟิล์มใส่ลงซอง เป็นอันเสร็จขั้นตอนการล้างฟิล์ม

ต่อมาคือการอัดภาพ ซึ่งต้องเลือกว่าจะอัดแบบดั้งเดิมในห้องมือ ออกมาเป็นกระดาษ หรืออัดแบบดิจิทัล ซึ่งก็ต้องเลือกอีกว่าจะเอาออกมาเป็นไฟล์หรือเป็นกระดาษ ผมมักจะอัดดิจิทัลเป็นไฟล์ ซึ่งจริงๆ มันก็คือการสแกนฟิล์มและ Process ออกมาให้เป็นไฟล์ภาพที่พร้อมใช้ดูบนจอนั่นเอง ส่วนการอัดดั้งเดิมนั้นไม่ค่อยทำ เพราะถึงแม้จะสนุก ให้ภาพสวย แต่แพง และที่สำคัญกลิ่นน้ำยานั้นทำอันตรายภายในโพรงจมูกมาก (การอัดต้องใส่น้ำยาลงในถาดขนาดใหญ่ ห้องต้องปิด สูดกลิ่นมากกว่าและนานกว่าการล้างมาก) ส่วนการอัดดิจิทัลเป็นภาพก็ไม่ค่อยทำ เพราะดูในจอคอมได้สะดวกกว่า และผิดคอนเซ็ป คือต้องไปพึ่งร้านอัดให้ ต้องการทำเองทั้งหมด

ในการอัดแบบดิจิทัลเป็นไฟล์ มีสองขั้นตอนคือสแกนแล้วก็ Process (เรียกง่ายๆ ว่าแต่งภาพ แต่ไม่อยากใช้คำนี้ เพราะมันไม่ใช่การตกแต่งให้ผิดความเป็นจริง แต่เป็นการทำเพื่อให้ตรงกับความเป็นจริงที่สุด หรือ reproduction นั่นเอง)

ในการสแกน ปกติจะใช้ Film scanner กัน แบบถูกๆ ก็คือ Flatbed scanner ที่มีถาดใส่ฟิล์ม อันนี้ก็หมื่นกว่าบาท ส่วนแบบแพงก็เป็นเครื่องเฉพาะทาง หลายๆ หมื่นขึ้นไป ปัญหาของ Film scanner คือถ้ามันไม่ดีจริง ภาพจะไม่ดี เช่น ไม่คม โทนไม่อิ่ม เสียรายละเอียดพวกมืดจัดขาวจัด และใช้เวลาสแกนนาน

เมื่อไม่นานมานี้ ผมไปพบบทความที่พูดถึงการใช้กล้องดิจิทัล DSLR ทั่วไป ในการสแกนฟิล์ม ปรากฏว่าได้ลองทำเองแล้วได้ผลดีมากกว่า Scanner ที่มีอยู่ เลยจะเล่าวิธีนี้ให้ฟัง เพราะทำเองได้ ไม่แพง ได้ผลดี และที่ดีที่สุดคือ มันจำลองกระบวนการอัดภาพแบบดั้งเดิมแทบจะเหมือนกันทุกประการ

วิธีใช้กล้องสแกนฟิล์ม หรือที่เรียกว่า Camera scan มีหลักการคือเอากล้องดิจิทัลที่ใส่เลนส์ Macro (ที่เอาไว้ถ่ายวัตถุขนาดเล็ก) ถ่ายภาพฟิล์มทีละเฟรม โดยฟิล์มนั้นวางบนฉากหลังที่ปล่อยแสงสีขาวสว่างออกมาทั่วเสมอกัน ผมใช้แผ่นอคริลิกขุ่น วางบนแท่นสูงประมาณ 20 ซม. ด้านล่างวางหลอดประหยัดไฟเกลียวแสงสีขาว ด้านบนเอาฟิล์มวาง โดยได้ทำตัวจับฟิล์มเพื่อทำให้ฟิล์มแบนราบ ใช้กระดาษแข็งเจาะช่องให้ใหญ่กว่าฟิล์มนิดหน่อย ประกบกัน แล้วตั้งกล้องดิจิทัลบนขาตั้ง ให้ชี้ลงบนฟิล์ม เล็งให้ได้ระนาบ ตั้งฉากพอดี Focus ให้ชัดที่สุด ตั้งหน้ากล้อง f8 เพราะเป็นหน้ากล้องที่ชัดที่สุดและให้ระยะชัดลึกนิดหน่อยเผื่อ Focus ไม่ชัดพอ ความเร็วชัตเตอร์ตั้งให้ถ่ายออกมาแล้วได้ความสว่างเท่ากับต้นฉบับ เช็คกับ Histogram ในกล้องให้มันคลุมระยะพอดี อย่าให้ล้นไปทางมืดหรือสว่างไป สำหรับผมต้องใช้ความเร็ว 1/6 วินาที ที่ ISO100 ถ่ายเป็น Raw ทีละเฟรมจนหมดม้วน

จากนั้นนำไฟล์ที่ได้มาใส่โปรแกรมปรับแต่งภาพ ผมใช้ Photoshop เพราะปรับได้ยืดหยุ่นประณีตมาก วิธีที่ผมทำ คือทำทีละภาพ ขั้นตอนมีดังนี้

  1. ทำให้ภาพได้ระนาบ (Straighten) ด้วย Ruler tool
  2. Crop ภาพเพื่อเอาขอบรกๆ ออก ผมชอบ Crop ให้เห็นเนื้อฟิล์มทั้ง 4 ด้านด้วย ให้ความรู้สึกเหมือนภาพที่อัดแบบดั้งเดิม และแสดงให้เห็นว่าถ่ายมาเท่านั้นจริงๆ
  3. ถ้าภาพเป็นแนวตั้งก็หมุนภาพให้ถูกต้อง
  4. ปรับภาพเป็นขาวดำ ด้วย Adjustments Layer > Gradient Map แล้วกด Reverse ใน Option เพื่อกลับ Negative เป็น Positive ตอนนี้จะได้ภาพขาวดำที่กลับสีแล้ว แต่สีจะเจื่อนๆ ต้องปรับอีก
  5. ปรับโทนเบื้องต้นให้ถูกต้อง โดย Adjustments Layer > Levels ลากสไลเดอร์กลางไปทางขวาจนถึงจุดที่ภาพแสดงออกมาสมจริงดังที่คิดไว้ จุดที่ลากไปถึงนั้นคือจุดเทากลางของภาพ
  6. ปรับ Contrast อย่างละเอียด บางทีเราอาจต้องการให้จุดที่ดำนั้นดำขึ้นอีก หรือจางลง ส่วนจุดที่ขาวให้เทาลงหรือสว่างขึ้น ใช้ Adjustments Layer > Curves ให้ลากฝั่งซ้ายของ Curve ลงถ้าต้องการให้ส่วนมืดนั้นมืดลง เช่นเดียวกัน ฝั่งขวาซึ่งเป็นส่วนสว่างก็ลากขึ้นลงได้เพื่อปรับความสว่างของส่วนนั้น
  7. ทำภาพให้คมขึ้นหน่อย เพื่อชดเชยความคมที่หายไปจากการถ่ายดิจิทัล เลือก Background Layer ก่อน แล้วใส่ Filter ชื่อ Unsharp Mask มีค่าให้เลือก 3 ตัว คือ Amount ไว้เลือกว่าจะทำให้คมเยอะเท่าไหร่, Radius กำหนดว่าขอบที่จะทำให้คมนั้นกว้างกี่ Pixel (ปกติเป็น 1 อย่าใส่เกิน 2 เพราะจะเห็นขอบ), Threshold กำหนดว่าจะทำให้ส่วนที่อยู่ถัดจากขอบภาพคมด้วย เข้าไปลึกแค่ไหน ถ้าค่ามากคือล้นออกจากขอบน้อย
  8. Save ภาพเป็น PSD และ JPEG หรือจะ Resize ภาพก่อนก็ได้ตามสะดวก

กระบวนการ Process ภาพนั้นมีความลึกซึ้งซับซ้อนได้มากเท่าที่ใจเราต้องการ แต่ละคนอาจมีเป้าหมายในการ Process ต่างกัน สำหรับผม การ Process ภาพคือการสร้างภาพที่ตรงกับที่ใจเราเห็นตอนถ่ายภาพ แต่จะไม่ดัดแปลงหรือตกแต่งให้เป็นอย่างอื่น ดังนั้นจะเห็นว่า ความงามของภาพนั้นเกิดขึ้นที่ต้นทาง ไม่ใช่จากการแต่งที่ปลายทาง หน้าที่ของปลายทาง ซึ่งก็คือการอัดภาพหรือ Process ภาพนั้น คือการสร้างสิ่งที่ใจของดวงตาเราเห็นในห้วงเวลาที่ถ่ายภาพนั่นเอง

สำหรับผม ศิลปะ จะต้องงาม

จากประสบการณ์ส่วนตัวทั้งที่เสพและสร้างงานศิลปะมาบ้าง มาได้ข้อสรุปหนึ่งข้อ ว่าศิลปะสำหรับผมแล้ว จะต้องมีความงาม หรือสะท้อนถึงความงาม

หากจะขยายความ ก็น่าจะพูดได้ดังนี้ ว่าความงามนั้นมีสองรูปแบบ คืองามโดยรูปแบบ กับงามจากเนื้อหา ความงามในรูปแบบนั้นคือความงามขององค์ประกอบศิลปะ เช่น รูปทรง เส้นสาย แสง เงา สี การจัดองค์ประกอบ ส่วนความงามของเนื้อหา คือสารที่เนื้อหาของศิลปะนั้นต้องการสื่อหรือสะท้อนออกมา

ผมพบว่างานศิลปะที่สะท้อนความทุกข์ยาก ดิ้นรน ขัดแย้ง ก็มีทั้งประเภทที่งามและประเภทที่ไม่งาม โดยประเภทที่งาม จะสื่อสารสารนั้นออกมาอย่างสวยงาม (โดยรูปแบบ) ซึ่งสอดคล้องกับสารอันมีความลึกซึ้งสะเทือนใจ ส่วนประเภทที่ไม่งาม คือประเภทที่สื่อสารนั้นตรงๆ ทื่อๆ แต่ไม่สอดคล้องกับรูปแบบ หรือรูปแบบสวยงาม แต่ไร้สาระภายใน

ผมพบว่าตนเองมักจะสร้างงานที่มีรูปแบบสวยงาม และสื่อให้เห็นถึงสารเชิงบวก เพราะมนุษย์โลกเรานี้เต็มไปด้วยความหยาบ ความทุกข์อยู่เต็มล้นแล้ว หากคนเราจะพบกับสารที่มีสาระและรูปแบบที่สวยงาม ก็จะทำให้จิตใจแช่มชื่น เบิกบาน มีสมาธิ กระตุ้นให้คิด จินตนาการ และกระทำสิ่งที่สร้างสรรค์มีประโยชน์

ทำไมต้องทำงานหนัก

คนหลายคนไม่ชอบทำงานหนัก พยายามหางานที่เบาแรง เบาสมอง หรือหาทางที่จะลดการใช้แรงลงแต่ยังคงได้ผลลัพธ์เหมือนเดิม ผมก็เคยพยายามทำอย่างนั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป ก็พบว่า วิถีทางที่นำมาซึ่งความสุขและผลสำเร็จ คือการทำงานหนัก ไม่ใช่การทำงานเบา

มาลองดูเหตุผลกัน ว่าทำไม คนเราจึงควรทำงานหนัก

1. การทำงานหนัก มักจะได้ผลที่ดีกว่า ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงทำงานหนักแบบใช้แต่แรงแต่ไม่ใช้สมอง แต่เป็นตรงข้าม คือการออกแรงทั้งความคิดและการกระทำอย่างเต็มที่ ทุ่มเท ซึ่งเป็นการกระทำที่พึ่งพาตนเอง ใช้แรงของตนเองเพื่อให้งานของตัวเองสำเร็จ ผมเห็นว่า บุคคลหรือหน่วยงานที่ประสบความสำเร็จในโลกนี้ เกือบทั้งหมดล้วนเริ่มต้นจากการลงมือทำด้วยตนเองอย่างเต็มที่ทั้งสิ้น ส่วนผู้ที่ไม่ลงมือทำด้วยตนเอง ก็อาจสำเร็จได้ แต่ความสำเร็จนั้นมักไม่มีรากที่เป็นรูปธรรม เป็นความสำเร็จบนอากาศ ไม่สร้างคุณค่าที่แท้จริง

2. การทำงานหนัก เติมเต็มคุณค่าของเราในแต่ละวัน ผมพบว่าถ้าวันไหนไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน วันนั้นจะเป็นวันที่น่าเบื่อ รู้สึกไม่มีคุณค่า ไร้ประโยชน์ แต่ถ้าวันไหนได้ทำงานเต็มที่ และเกิดผลสำเร็จ ก็จะทำให้รู้สึกเติมเต็มในวันนั้นๆ มีเรี่ยวแรงและกำลังใจต่อไป

3. การทำงานหนัก เป็นวิธีการเรียนรู้และพัฒนาตนเองที่ดีอย่างยิ่ง การลงมือทำเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ดีที่สุด ไม่ใช่การคิดเอา อ่านเอา ฟังเอา หรือจินตนาการเอา เพราะการกระทำที่แท้จริงจะพาเราไปสู่สภาพแวดล้อมต่างๆ ที่ต้องอาศัยความคิด การกระทำ ที่แก้ไขปัญหา สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมจริง ทำให้เกิดทักษะ ควบคู่ความรู้

โลกทุนนิยมในปัจจุบันส่งเสริมให้คนทำงานเบา ระบบเศรษฐกิจและความมั่งคั่งนั้น มีหลายส่วนที่เกิดจากคุณค่าที่ไม่ใช่คุณค่าแท้ เป็นสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ เป็นมูลค่าที่ไม่ได้เกิดจากคุณค่า เรากำลังเห็นระบบมูลค่านี้ล่มสลายลง เพราะมันเป็นไปตามกฏธรรมชาติ ที่สิ่งที่จะดำรงอยู่ได้ จะต้องมีเหตุให้สิ่งนั้นดำรงอยู่ นั่นก็คือคุณค่าที่สิ่งนั้นมอบให้กับสภาพแวดล้อมนั่นเอง

เราอยู่ในสังคมที่เดินหน้าสู่ความผิดปกติ

เรามักจะคุ้นเคยกับสิ่งที่อยู่รอบตัวจนลืมที่จะมองมันด้วยสายตาที่เป็นกลาง ด้วยเหตุด้วยผล และด้วยความแยบคาย เรามักจะรู้สึกว่าสิ่งต่างๆ รอบตัวคือความปกติ ในขณะที่สิ่งที่เราไม่คุ้นเคยหรือคนที่ไม่เหมือนกับเรานั้นผิดปกติ

ถ้าความปกติคือความไม่ทุกข์ร้อน ไม่เสียดทาน คือความสบาย ความง่าย และความสุข ผมคิดว่าวิถีชีวิตที่เราเป็นกันอยู่นั้นห่างไกลจากความปกติมากนัก

ลองมาดูทีละเรื่อง เริ่มที่อาหารการกิน การที่อาหารทุกมื้อที่กินจะมีส่วนประกอบของสารสังเคราะห์ที่ไม่เป็นธรรมชาติอยู่เสมอ ไม่น่าจะถือว่าเป็นความปกติ ทุกวันนี้ เป็นเรื่องยากมากที่เราจะสามารถกินอาหารธรรมชาติที่ร้อยเปอร์เซ็นในแต่ละมื้อ อาหารที่หาซื้อได้ง่ายมักจะเป็นอาหารที่มีพิษเสมอ

ในเรื่องการเดินทาง เราไม่ควรที่จะต้องเครียดทุกครั้งที่อยู่บนถนน ไม่ควรที่จะต้องเสียเงิน เสียเวลา เสียสุขภาพกาย เสียสุขภาพจิต ไปกับการเดินทาง เพื่อไปประชุมหรือทำธุระที่ส่วนมากไม่ได้มีสาระสำคัญกับชีวิต

ในเมืองหรือริมถนน เราไม่ควรที่จะต้องกลั้นลมหายใจ ด้วยความรังเกียจสารพิษที่อยู่ในอากาศ หรือกลัวที่จะใช้เท้าเปล่าสัมผัสกับพื้นและสิ่งต่างๆ ในพื้นที่สาธารณะ

ในการทำงาน เราไม่ควรที่จะต้องตื่นแต่เช้า รีบเร่งกดดัน แข่งกับเวลาเพื่อมารวมตัวกันที่ที่ทำงาน เพื่อทำงานที่ไม่จำเป็นต้องทำร่วมกับใคร หรืองานที่ใช้เทคโนโลยีย่นระยะทางทำให้สื่อสารกันได้ เราไม่ควรที่จะต้องทำงานที่เราไม่มีความคิด ความเห็น อุดมการณ์ หรือเป้าหมายที่สอดคล้องกับสาระสำคัญของงานนั้นๆ และยิ่งไม่ควรที่จะต้องทำงานซ้ำซากที่ไม่ได้พัฒนาตนเอง ลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ของตน

เกษตรกรไม่ควรที่จะต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ที่ราคาแพงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อปลูกเป็นรายครั้ง และซื้อปุ๋ยเคมีปริมาณมหาศาลเพื่อทำให้เมล็ดพันธุ์ปลอมๆ นั้นโตได้และขายได้ในราคาที่ไม่เคยขยับขึ้นตามราคาวัตถุดิบ

ธนาคารไม่ควรปล่อยกู้ให้โครงการที่ไม่เห็นอนาคต และไม่ควรมีระบบสินเชื่อเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล

เงินไม่ควรจะเป็นปัจจัยหลักในการดำรงชีวิต เงินไม่ควรสำคัญกว่างานหรือการกระทำ คนเราควรอยู่ได้อย่างมีคุณภาพและมีศักดิ์ศรีถ้าเขาเลือกที่จะไม่หาเงิน

เด็กไม่ควรจะต้องถูกจำกัดจินตนาการและความอยากรู้อยากเห็น เพียงเพราะพ่อแม่ระแวงคนแปลกหน้า หรือสภาพแวดล้อมนั้นไม่ปลอดภัย และยิ่งไม่ควรที่จะต้องถูกบังคับให้เรียน ให้มีชีวิตอยู่ตามแบบแผนที่เป็นกลไก

ยามเจ็บป่วย เราไม่ควรที่จะต้องพึ่งพาคนอื่นตลอดเวลา ไม่ควรที่จะต้องตกเป็นภาระของสังคม และยิ่งไม่ควรที่จะต้องตกเป็นทาสของยาและระบบสาธารณสุขที่ไม่เข้าใจการดูแลสุขภาพอย่างเป็นองค์รวมและสมดุล

ในเวลาที่จะตาย เราไม่ควรต้องกังวลกับทรัพย์สิน กับความซับซ้อนของเรื่องมรดก และยิ่งไม่ควรต้องอยู่ในภาวะที่เลือกที่ตายและสภาพในการตายไม่ได้

สภาพแวดล้อมของสังคมสมัยใหม่กำลังมุ่งหน้าไปสู่ความหายนะ คนเราถูกหลอกและกล่อมให้เชื่อว่าเรากำลังมีชีวิตที่มีความสุข เป็นชีวิตในฝันที่ตัวเองไม่ต้องออกแรงก็อยู่เฉยๆ ได้อย่างสบาย หรือถูกทำให้เชื่อและหวังอย่างนั้น ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว ชีวิตในฝันนั้นต้องแลกมาด้วยแรงเสียดทานและความผิดปกติในทุกๆ มิติของชีวิต ตั้งแต่อาหาร สุขภาพ จิตใจ การทำงาน สิ่งแวดล้อม การเงิน และการตาย เรากำลังอยู่ในสังคมที่แทบจะไม่หลงเหลืออะไรที่เรียกได้ว่าปกติอีกต่อไป

ต้นเหตุของความผิดปกติเหล่านี้ ล้วนมีที่มาจากความโลภ ความไม่รู้จักพอ ความต้องการสบายและรังเกียจการลงมือทำ กิเลสที่ติดมากับมนุษย์เหล่านี้ถูกปลุกให้ตื่นและเติบโตเต็มที่ภายใต้ระบบทุนนิยมและบริโภคนิยม ซึ่งได้ทำให้เรื่องที่น่ารังเกียจที่ติดมากับมนุษย์เหล่านี้กลายเป็นเรื่องปกติและพึงปรารถนา เรากำลังอยู่ในระบบโลกที่ทุกอย่างกลับหัวตรงกันข้ามกับสิ่งที่ควรจะเป็นอย่างสิ้นเชิง และกำลังขยายโลกที่กลับหัวนี้ กัดกร่อนคุณค่าและสาระสำคัญของการมีชีวิตอยู่โดยที่คนส่วนมากไม่รู้สึกตัว

อย่างไรก็ตาม ในฐานะบุคคลที่คิดและตัดสินใจเองได้ด้วยสติปัญญา ผมคิดว่าเรายังสามารถกลับวิถีชีวิตให้เป็นปกติอีกครั้งหนึ่งได้ ถ้าเรามองเห็นความสำคัญของมัน และมีความกล้าหาญเพียงพอ ความกล้าที่ว่านี้ คือความกล้าที่จะถอดรื้อความคุ้นเคยเดิมๆ และเสาะหา ทดลอง สร้างสรรค์วิถีที่ในจิตใจเบื้องลึกบอกเราว่านี่คือความปกติอย่างเป็นธรรมชาติ ถ้าเราเชื่อว่ามนุษย์เกิดมาพร้อมกับทางเลือก นี่เป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่เราจะใช้ทางเลือกนั้น เลือกสิ่งที่เป็นปกติ ด้วยความกล้า ความเฉียบขาด และด้วยความใตร่ตรอง

วัดความสำเร็จของชีวิตด้วยมาตรวัดภายใน

คนเราชอบที่จะประเมินตนเองด้วยหลายเหตุผล บางทีการประเมินตนเองก็เป็นไปเพื่อสร้างความรู้สึกปลอดภัย อุ่นใจ มั่นคง เมื่อเรารู้ว่าเราเป็นคนที่เกิดมาแล้วมีความหมาย มีคุณค่า ซึ่งอันที่จริงความต้องการความรู้สึกมีคุณค่านี้ก็เกิดจากเราที่รักตัวเองมากนั่นเอง

แต่ไม่ว่าอย่างไร เราคนธรรมดาก็ยังหนีไม่พ้นความกลัวและความต้องการที่จะมีคุณค่า เราอยากตอบได้ว่าเมื่อเรากำลังจะตาย เรามองย้อนกลับไปทั้งชีวิต เราได้ทำอะไรสำเร็จบ้าง ได้ทิ้งคุณค่าหรือพัฒนาอะไรไว้บ้าง

การประเมินค่าความสำเร็จของชีวิตไม่ใช่เรื่องผิดหรือแปลกอะไร แต่สิ่งที่เป็นปัญหาคือการที่เรามักใช้ปัจจัยภายนอกมาชี้วัดคุณค่าซึ่งเป็นเรื่องภายใน เป็นเรื่องปัจเจกของเรา เรามักคิดว่าต้องทำงานให้ได้ผลสำเร็จ ต้องยิ่งใหญ่เป็นที่ยอมรับ ต้องทิ้งผลงานที่คนจะจดจำ ต้องได้รับการยอมรับจากที่ทำงานและคนรอบข้าง

ลองคิดดูดีๆ ว่าสิ่งเหล่านี้เมื่อเราทำสำเร็จแล้วในระดับหนึ่งๆ เรารู้สึกอย่างไรกับ “ชีวิตของเรา” ต้องเน้นว่ารู้สึกอย่างไร “กับชีวิตของเรา” ไม่ใช่ “รู้สึกอย่างไรกับความสำเร็จนั้น” เพราะมันเป็นคนละเรื่องกัน คนส่วนมากทำงานจนสำเร็จเมื่อวัดจากมาตรวัดภายนอก แต่ภายในกลับยังรู้สึกเป็นทุกข์ ว่างเปล่า และหลอกตัวเองไปวันๆ ว่าชีวิตของฉันนั้นเต็มและมีคุณค่า ทั้งๆ ที่ลึกๆ แล้วไม่ใช่ แต่ตัวเองไม่เคยยอมรับ

การใช้ปัจจัยภายนอกมาประเมินความสำเร็จของชีวิตนั้นเป็นข้อผิดพลาดอย่างยิ่งของคนจำนวนมาก โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่เหินห่างจากการมองโลกภายใน ใช้ชีวิต “ภายนอก” จนตายไปก็ยังไม่รู้ว่าความหมายของชีวิต “ของตน” นั้นคืออะไร ปรากฏการณ์นี้เป็นโรคระบาดที่แสดงออกผ่านวาทกรรมเรื่อง “ความกลวงเปล่าของชีวิต” ที่แพร่หลายในวรรณกรรม ดนตรี ภาพยนต์ และศิลปะต่างๆ ในยุคสมัยใหม่และหลังจากนั้นเป็นต้นมา

แล้วอะไรคือตัวชี้วัดความสำเร็จของชีวิตที่แท้จริง? อะไรคือตัวชี้วัดที่เราควรหันหน้าไปหาและพัฒนาไปในทางดังกล่าว เพื่อทำให้ชีวิตมีความสุขอย่างแท้จริง?

ผมคิดว่า ตัวชี้วัดดังกล่าวนั้น คือสภาวะของจิตใจเรานี่เอง จิตใจเป็นเรื่องที่อยู่ใกล้ตัวมากที่สุด เป็นเรื่องภายในมากที่สุด และเป็นเรื่องที่กระทบต่อชีวิตทั้งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้มากที่สุด ดังนั้น คำถามที่ว่าชีวิตจะสำเร็จหรือไม่ ควรทำความเข้าใจว่าความสำเร็จของชีวิตนั่นคือความสุข และสิ่งที่ชี้วัดความสุขได้ดีที่สุด คือสภาพจิตที่เป็นสุขนั่นเอง

ทีนี้ คำถามต่อไปก็คือ สภาพจิตที่เป็นสุขนั้นควรมีหน้าตาเป็นอย่างไร เราควรรู้สึกอย่างไรถึงจะเรียกว่ามีจิตใจที่เป็นสุข วิธีการตอบคำถามนี้ ให้ลองคิดว่าจิตใจแบบไหนที่ไม่เป็นสุข แล้วหาสภาวะที่ตรงกันข้าม ยกตัวอย่างเช่น จิตใจที่โกรธนั้นไม่เป็นสุข ดังนั้น สภาวะจิตที่เป็นสุขคือความสงบ เบิกบาน ให้อภัย เป็นต้น

ด้วยวิธีการนี้ เราก็จะได้รายการของตัวชี้วัด “ภายใน” ที่ทำให้จิตใจเป็นสุข ซึ่งก็คือความสำเร็จของชีวิตนั่นเอง แต่ตัวชี้วัดที่ได้นั้นคงมีเยอะมากมาย และพูดๆ ไปก็ซ้ำซาก ดูแบนๆ เพราะดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็รู้ เช่น ต้องมีจิตใจสงบ แจ่มใส เบิกบาน มีจิตใจดี เมตตา ให้อภัย และอื่นๆ ฟังๆ ดูไม่ต่างจากหนังสือธรรมะหรือหนังสือสอนคุณธรรม

ดังนั้น ผมจึงคิดว่า เราควรรวมกลุ่มตัวชี้วัดเหล่านี้ไว้ด้วยกัน จัดระบบให้เป็นหมวด โดยแต่ละหมวดมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน และมีเหตุผลรองรับในตัวเองอย่างชัดแจ้ง นอกจากนั้น ยังควรหาตัวอย่างเหตุการณ์หรือสภาวะที่ทำให้เราเกิดสภาวะจิตใจที่สอดคล้องกับหมวดนั้นๆ เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนได้

จึงอยากลองสรุปตัวชี้วัดความสำเร็จในชีวิตของผม ซึ่งก็ไม่จำเป็นต้องเหมือนกับใคร

1. มีจิตใจแช่มชื่นเบิกบาน: ข้อนี้สำคัญตรงที่เป็นพื้นฐานของการพัฒนาจิตใจอื่นๆ ถ้าลองพิจารณาดีๆ จะพบว่า ถึงแม้เราจะมีจิตใจที่ตั้งมั่น แน่วแน่ ฉลาดหลักแหลม ทำอะไรได้ดีและสำเร็จแค่ไหนก็ตาม ส่วนมากเรายังคงรู้สึกหม่นหมองในใจ อยากหาอะไรมาทำให้ใจตัวเองโล่งเบาสบาย นั่นเป็นเพราะความสำเร็จหรือการได้มาซึ่งสิ่งต่างๆ นั้น เป็นเรื่องภายนอก เป็นเรื่องวัตถุทั้งสิ้น เราต้องฝึกวางสภาพจิตใจ (Mental alignment) ให้ “เป็นปกติ” ซึ่งหมายถึงการที่จิตใจไม่มีเรื่องทุกข์ร้อนหรือแรงเสียดทาน เช่น ความอยากและความกลัว เป็นต้น เมื่อจิตใจปลอดจากแรงเสียดทานพวกนี้ มันจะเข้าสู่สภาพปกติ นั่นคือสภาพที่ว่าง แจ่มใส เบิกบานนั่นเอง

2. มีจิตใจละเอียดประณีต: ข้อนี้มีความสำคัญสองประการ ประการแรก คือความสำคัญโดยตัวมันเอง การมีจิตใจละเอียดประณีต ทำให้เกิดสมาธิที่มีคุณภาพ ซึ่งเมื่อเราอยู่ในสภาวะที่มีสมาธิอย่างมีคุณภาพนั้นจะทำให้จิตใจมีความสุขเป็นอย่างมาก ลองนึกถึงตอนทำอาหาร สร้างงานศิลปะ ทำงานที่ต้องใช้ความละเอียดประณีต ช่วงเวลาเหล่านั้นทำให้เรามีความสุข เราสามารถขยายสภาวะของความมีสมาธินี้ไปยังช่วงเวลาอื่นๆ โดยไม่จำเป็นต้องทำให้เกิดเฉพาะในช่วงที่ทำกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิแต่อย่างเดียว

ความสำคัญประการที่สอง นั่นคือสภาวะจิตที่ละเอียดประณีต เป็นทางเชื่อมไปสู่การพัฒนาจิตขั้นที่สูงขึ้น นั่นคือจิตใจที่ถูกฝึกให้ละเอียดนั้นจะทำให้เรามองเห็นความเป็นจริงของธรรมชาติได้มากขึ้น ตรงขึ้น ชัดขึ้น การเห็นความจริงอย่างชัดและตรงนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง และเป็นปลายทางของการพัฒนาจิต ซึ่งก็คือปลายทางของความสุขนั่นเอง โดยจะอธิบายในส่วนถัดไป

3. มีจิตใจเที่ยงตรง มองเห็นความจริงตามที่เป็นอย่างทะลุปรุโปร่ง การมองเห็นและเข้าใจปรากฏการณ์ทุกอย่างตามความเป็นจริง ตามเหตุตามผลที่แท้จริงโดยปราศจากอคติ เป็นปลายทางของการพัฒนาจิต โดยต้องอาศัยจิตใจที่เบิกบานและตั้งมั่นละเอียด เป็นพื้นฐาน การเข้าใจความจริงอย่างถึงที่สุดนี้ ทำให้ใจเราเองปลอดจากการกระทบเสียดแทง เพราะเราเห็นเหตุหรือที่มาของทุกๆ ปรากฏการณ์ เห็นห่วงโซ่ของเหตุการณ์ที่มาลงเอยเป็นปรากฏการณ์ปัจจุบัน ความเข้าใจเหล่านี้จะไปหักล้างกับแรงเสียดทานระหว่างเรากับปรากฏการณ์ภายนอก เพราะเรามองเห็นและเข้าใจหมดว่าอะไรคืออะไร มองทุกอย่างด้วยสายตาของผู้สังเกต ไม่ใช่ผู้ร่วมอยู่ในเหตุการณ์ ทำให้เราไม่เอาตัวเราเข้าไปร่วมอยู่ในวงของแรงกระทบต่างๆ แต่จะมองผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับแรงกระทบนั้นอย่างเมตตา อย่างเข้าอกเข้าใจ และที่สำคัญที่สุด คือทำให้เราหาทางออกและการปฏิบัติที่สอดคล้องกับเงื่อนไขของธรรมชาติมากที่สุดโดยปราศจากอคติ ทั้งหมดนี้ อาจสรุปด้วยคำคำเดียว ว่าคือการมีปัญญานั่นเอง

อันที่จริง สภาวะจิตทั้งสามนี้ อาจเรียกได้ว่าเป็นกระบวนพัฒนาศีล สมาธิ ปัญญา ตามหลักไตรสิกขา ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วพัฒนาคู่ขนานกันไปได้ และจะเสริมสร้างซึ่งกันและกันอย่างไม่มีข้อจำกัด แปลง่ายๆ ว่าทำอะไรก่อนได้ก็ทำเลย แต่ควรตรวจสอบตนเองอยู่เสมอๆ ว่าแต่ละข้อทำได้มาก บ่อย หรือมีคุณภาพเพียงใด

เตรียมตัวอยู่กับน้ำท่วมให้ได้ 1 เดือน

เมื่อกรุงเทพฯ มีแนวโน้มว่าจะท่วม 4-6 สัปดาห์ ก็ต้องเตรียมตัวขนานใหญ่ ตอนนี้เกือบพร้อมแล้ว เลยลองเขียนไว้ว่าต้องคิดและเตรียมอะไรบ้าง

1. อยู่หรือหนี?

ข้อแรกคือต้องประเมินภาพรวมเพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุด นั่นคือ จะอยู่ที่บ้าน หรือหนีไปอยู่ที่อื่น พอดีบ้างที่อยู่เป็นคอนโด ข้อดีคืออยู่สูง ข่าวของส่วนตัวไม่ท่วม รถไปจอดชั้นสองได้ มีพื้นที่พอสมควรอยู่ไม่อึดอัด และที่คอนโดเตรียมระบบช่วยเหลือไว้ดีพอสมควร มีไฟสำรอง ไฟส่วนกลางให้ชาร์จอุปกรณ์ได้จากเครื่องปั่นไฟ ส่วนข้อเสียคือในละแวกที่เดินไปถึงนั้นไม่มีร้านค้าหรือร้านอาหาร ต้องเตรียมไว้เองลูกเดียว

สรุปคือ จะอยู่ครับ แต่แน่นอนว่าสามารถปรับเปลี่ยนได้ ถ้าสถานการณ์ไม่ดีก็พร้อมจะอพยพออกไปอยู่ที่อื่น ซึ่งมีที่สำรองให้ไปได้ 2 ที่ ถ้าไม่ท่วมเสียก่อน

2. น้ำดื่มน้ำใช้

ถ้ามีประปาก็ไม่ต้องห่วงมาก เพราะมีเครื่องกรองน้ำ (ที่ไม่ใช้ไฟฟ้า) ทีนี้ถ้าไม่มีน้ำประปา ก็ต้องเตรียมสำรองน้ำ ตอนนี้มีอยู่สองถังใหญ่ บวกอ่างอาบน้ำ เป็นน้ำใช้ ส่วนน้ำกิน มีถัง 6 ลิตรหลายไป บวกกล่องพลาสติกขนาดใหญ่ น่าจะพออยู่ได้ 1 เดือน

3. ไฟฟ้า

ถ้ามีการตัดไฟฟ้า ปัญหาที่สำคัญคือจะปรุงอาหารอย่างไร คำตอบคือใช้เตาแก๊ส ซึ่งมีถังแก๊สอยู่ 2 ถัง น่าจะยังไม่หมดเร็ว และมีถ่านหุงต้มสำรองอีกหลายถุง ส่วนการสื่อสารมีโทรศัพท์บ้าน ไม่รู้ว่าจะใช้ได้หรือเปล่า ส่วนมือถือชาร์จเอาที่ชั้นลอย มีเครื่องปั่นไฟกลาง

4. อาหาร

เตรียมตุนข้าวสารไว้แล้ว มีเครื่องปรุงเช่นน้ำปลา ซีอิ็ว มีหมูแห้ง น้ำพริก บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เส้นแบบต่างๆ แต่คงต้องเตรียมเพิ่มเรื่อยๆ จนมั่นใจว่าพอ

 

หมูอบโรสแมรี่เสริฟพร้อมข้าวหอมมะลิและผักเคียง

หลังเตรียมการรับมือน้ำท่วมไปได้พอประมาณก็ถึงเวลาต้องกิน วันนี้เลยลองทำ “หมูอบโรสแมรี่เสริฟพร้อมข้าวหอมมะลิและผักเคียง” โดยมั่วๆ เอาจากเครื่องปรุงและวัตถุดิบที่หาได้เมื่อตอนเย็น

(ไม่มีรูปให้ดูนะครับ จินตนาการเอาเองตามสะดวก)

เมนูนี้ใช้เวลาปรุงทั้งสิ้น 30 นาที เหมาะมากกับผู้ที่ไม่มีฝีมือทำกับข้าวเช่นผม และไม่อยากให้ครัวเลอะเทอะ แต่อยากกินของอร่อยระดับภัตตาคาร

เครื่องปรุง:

  • ข้าวหอมมะลิ หุงสุก ไม่แห้ง ไม่แฉะเกินไป
  • หมูสันนอกประมาณครึ่งชิ้นจากแพ็กที่ขายตามห้าง ติดมันได้นิดหน่อย เอาแบบดีๆ และสดๆ
  • ผักต่างๆ ที่ต้องการผัดเป็นเครื่องเคียง ของผมใช้คะน้า มะเขือม่วง แครอท และหอมใหญ่ หั่นแบบไหนก็ได้ตามสะดวก
  • กระเทียมใหญ่ 1 กลีบต่อหมู 1 ชิ้น หั่นฝานบางๆ
  • โรสแมรี่อบแห้ง มีขายทั่วไปตามแผนกเครื่องปรุง
  • ซ้อสวูสเตอร์ (Worcestershire’s Source) ถ้าไม่มีเอาซีอิ๊วผสมน้ำส้มสายชู (หมัก) หรือผสมไวน์ก็ได้ แต่ไม่รับประกันความเสี่ยงนะครับ
  • เกลือทะเล หรือเกลือธรรมดาก็ได้แต่ไม่อร่อยเท่า
  • พริกไทยดำบด
  • เนยสดชนิดไม่เค็ม

วิธีปรุง:

  • หุงข้าวให้สุกไว้ก่อน
  • เตรียมหมู เริ่มที่ล้างหมูให้สะอาด วางบนถาดเตาอบ (ใช้เตาอบเล็กๆ เครื่องละพันก็ได้) เอาฟอยล์ดอลูมิเนียมรองก็ดี จะได้เก็บน้ำไว้ราดทีหลัง
  • โรยเกลือ พริกไทย ราดซ้อสวูสเตอร์บนหมู วางกระเทียมกระจายให้ทั่ว และโรยโรสแมรี่ เยอะหน่อยก็ได้
  • เอาหมูเข้าเตาอบ ตั้ง 180 องศา เวลา 20 นาที อย่าใช้ความร้อนเยอะกว่านั้นแล้วคิดว่าจะประหยัดเวลา เพราะเนื้อจะไม่นุ่ม
  • ระหว่างรอ เตรียมผัก ตั้งกระทะ ทำให้ร้อนแล้วลดไฟเหลือเบาๆ ใส่เนย รอให้เนยละลายให้หมด ใส่ผักทั้งหมดลงไปผัด ผัดได้ซักครึ่งทางโรยเกลือ พริกไทย แล้วผัดต่อจนหอมและผักเริ่มดูนุ่ม เอาขึ้นวางบนจานไว้มุมนึง
  • ตักข้าวใส่ถ้วย ประคบถ้วยลงบนจานที่อีกมุมนึง
  • หมูน่าจะเสร็จแล้ว ตักวางบนจานอีกมุมที่เหลือ เอาช้อนตักน้ำในถาดราดลงไปด้วย
  • เสร็จแล้ว กินได้เลย

สังเกตว่าเมนูนี้ไม่ใช้น้ำมันพืชหรือสารสังเคราะห์ที่ผ่านกระบวนการอุตสาหกรรมเลย มีคุณค่าอาหารครบ ทั้งโปรตีนจากหมู คาร์โบไฮเดรตจากข้าว ไขมันจากหมูและเนย (ซึ่งดีกว่าน้ำมันพืชผ่านกระบวนการแน่นอน อย่าไปเชื่อสื่อกระแสหลัก หาอ่านเหตุผลได้จากหนังสือหลายเล่ม เช่น In Defense of Food) ไฟเบอร์และวิตามินจากผัก และประโยชน์ด้านการต่อต้านมะเร็งและลดไขมันในเลือดจากกระเทียม

จากประสบการณ์ ขอคอนเฟิร์มว่า การทำอาหารกินเองอย่างมีความรู้บ้างนั้นดีกว่าซื้อกินแน่นอน เพราะนอกจากจะถูกกว่า ยังอร่อยกว่าและดีต่อสุขภาพกว่า เพราะเราสามารถเลือกวัตถุดิบธรรมชาติที่ไม่ผ่านกระบวนการอุตสาหกรรม หรือผ่านน้อยที่สุดได้ และยังเป็นการสร้างสรรค์ ฟื้นฟูและพัฒนาจิตใจ แทนที่จะเป็นการบริโภคแต่อย่างเดียวอีกด้วย เมื่อเรามองว่าการทำอาหารนั้นเป็นกิจกรรมที่บูรณาการชีวิตอย่างรอบด้าน ก็จะไม่มีข้ออ้างเรื่องไม่มีเวลาหรือไม่สะดวกอีกต่อไป เราไม่ได้มองการทำอาหารว่าเป็นภาระ แต่เป็นกิจกรรมสร้างสรรค์

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.