Entangle

A written expression

Category: การเรียนรู้

วันแห่งการเริ่มต้น 3 เรื่องสำคัญ

วันนี้เป็นวันที่เต็มไปด้วยเหตุการณ์สำคัญในชีวิต ที่เป็นเรื่องของการเริ่มต้นเพื่อกำหนดสิ่งที่จะตามมาในระยะยาว จึงจดไว้เตือนความจำ

เรื่องแรก: ตอนเช้า แถลงข่าวเปิดตัว DoctorMe งานเชิงผลิตภัณฑ์ตัวแรกที่ผมเป็นผู้รับผิดชอบการพัฒนา เป็นจุดเริ่มต้นของแนวทางการทำงานที่เน้นผลิตภัณฑ์ที่เห็นประโยชน์เป็นรูปธรรม โดยคงได้มีโอกาสดูแลอีกหลายๆ เรื่องในอนาคต

เรื่องที่สอง: ตอนเย็น ได้สร้างเครือข่ายนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ที่สนใจการสร้างนวัตกรรมทางสังคมที่เน้นเทคโนโลยี เป็นจุดเริ่มต้นที่น่าจะมีส่วนสำคัญในการกำหนดอนาคตของ ChangeTECH ซึ่งผมร่วมงานอยู่

เรื่องที่สาม: ตอนดึก กลับมาบ้าน พบว่าหนังสือ “ฝันอยากเป็นคนธรรมดา” ซึ่งเป็นหนังสือรวมข้อเขียนและภาพถ่ายของคุณพ่อ คุณชัยพงษ์ กิตตินราดร ที่คุณแม่เรียบเรียงขึ้นหลังคุณพ่อเสียชีวิต ได้ตีพิมพ์เป็นรูปเล่มเรียบร้อยสวยงามแล้ว หนังสือเล่มนี้ลุ่มลึก เต็มไปด้วยข้อคิดภายใต้ภาษาที่สละสลวย ประกอบกับภาพถ่ายที่คุณพ่อได้ถ่ายมาทั้งชีวิต การอ่านหนังสือเล่มนี้ไม่ว่าตอนไหนเวลาไหน จะทำให้ผู้อ่านหวนทบทวนคุณค่าและความหมายของการเกิดมาเป็นมนุษย์

วันนี้จึงเป็นวันที่ดี เหนื่อยยาก แต่มีค่า เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของหลายๆ สิ่งที่สร้างสรรค์และสวยงาม

การคิดอย่างเป็นระบบ ภาค 2: จุดแทรกแซงเพื่อเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ของระบบ

วันนี้จะมาสรุปปิดท้ายจากการศึกษาทฤษฎีระบบ โดยภาคแรกได้แนะนำระบบ องค์ประกอบ และคุณลักษณะที่สำคัญ ภาคนี้จะพูดถึงจุดที่เราสามารถแทรกแซงเพื่อเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ของระบบ โดยเรียงลำดับจากจุดแทรกแซงที่ให้ผลน้อย ไปยังจุดที่ได้ผลมาก ดังนี้

12. จำนวน ปริมาณ

การเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ที่ได้ผลน้อยที่สุด และมีประสิทธิภาพน้อยที่สุด คือการเปลี่ยนจำนวนหรือปริมาณของ Stock หรือ Flow เช่น ปัญหาการนักเรียนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ แก้ปัญหาโดยการเพิ่มจำนวนครู การเปลี่ยนแปลงจำนวนขององค์ประกอบของระบบเช่นนี้ นอกจากจะใช้ทรัพยากรมาก ยังไม่ทำให้ระบบเกิดผลลัพธ์ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน เพราะความความสัมพันธ์ยังมีรูปแบบเหมือนเดิม

11. Stock คั่นกลางระหว่าง Flow (Buffer)

การแทรกแซงที่ได้ผลมากขึ้น คือการเปลี่ยนแปลงขนาดของ Stock ที่เป็นตัวคั่นระหว่าง Flow ไหลเข้ากับ Flow ที่ไหลออก ยกตัวอย่างเช่น วิธีการทำให้ท้องนามีน้ำใช้ผ่านระบบชลประทานอย่างพอเพียง ไม่ใช่ด้วยการเพิ่มจำนวนน้ำที่ไหลเข้าหรือไหลออกจากอ่างเก็บน้ำ แต่ต้องทำให้อ่างเก็บน้ำนั้นใหญ่ขึ้น สามารถสำรองน้ำได้มากขึ้น ส่งผลให้ระบบมีเสถียรภาพ รองรับความเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์ต่างๆ ได้ดีขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งพาการปรับอัตราไหลเข้าหรือไหลออก

10. โครงสร้าง Stock และ Flow

บางทีการเพิ่มขนาด Stock คั่นกลาง อาจไม่เพียงพอ จำเป็นต้องเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง Flow กับ Stock ไปเลย เช่นตัวอย่างอ่างเก็บน้ำข้อที่แล้ว ถ้าในฤดูแล้ง น้ำยังไม่พออีก ก็ต้องพิจารณาเปลี่ยนเส้นทางน้ำไหลออกจากอ่างเก็บน้ำ ให้ไหลไปยังท้องนาที่มีความต้องการมากเป็นพิเศษ

9. ระยะเวลาดีเลย์

บางที ปัญหาการไหลไม่เพียงพอ หรือระบบรองรับการเปลี่ยนแปลงได้ไม่ดี อาจเป็นเพียงเพราะการไหลเข้าและออกนั้นมีระยะเวลาดีเลย์มากเกินไปก็ได้ เช่น พอมีการใช้น้ำมาก ระบบอาจส่งสัญญาณไปยังแหล่งเก็บน้ำให้สำรองน้ำเพิ่มได้ช้าเกินไป ทำให้น้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำไม่ทัน วิธีแก้จึงต้องทำให้ข้อมูลไหลเร็วขึ้น เพื่อทำให้ระบบปรับตัวได้ทันท่วงที นั่นก็คือการลดระยะเวลาดีเลย์นั่นเอง

8. Balancing feedback loop

การแก้ปัญหาเสถียรภาพที่ดีกว่า คือการสร้างกลไกการป้อน Flow เข้า Stock อย่างอัตโนมัติ เพื่อรักษาระดับของ Stock ที่ต้องการไว้อย่างเสมอ

7.Reinforcing feedback loop

ถ้าจะให้ดี ควรทำให้สิ่งที่มีอยู่ใน Stock ส่งผลโดยตรงกับปริมาณการไหลเข้าในลักษณะที่เพิ่มพูนไม่สิ้นสุดเหมือนดอกเบี้ยทบต้น ก็จะทำให้ทิศทางการไหลนั้นมั่นคง แข็งแรง และเกิด Stock มากขึ้นอย่างทรงพลังหยุดไม่อยู่

6. โครงสร้างการไหลของข้อมูล

การออกแบบระบบให้ส่วนที่จำเป็นต้องใช้ข้อมูล ได้รับข้อมูล และได้รับอย่างทันท่วงทีนั้น สำคัญมากต่อรปะสิทธิภาพและผลลัพธ์โดยรวมของระบบ ลองนึกดูว่าถ้าในระบบการแก้ปัญหาความยากจน แต่รัฐบาลไม่ได้รับข้อมูลความยากจนอย่างถูกต้อง ก็ไม่มีทางจะแก้ปัญหาได้อย่างสอดคล้องกับความเป็นจริงเลย

5. กฎเกณฑ์ของระบบ เช่น แรงจูงใจ บทลงโทษ ข้อจำกัด

ถ้าเปลี่ยนกฎของระบบ พฤติกรรมของการไหลก็จะเปลี่ยนแปลงโดยอัตโนมัติ ทั้งทิศทางและอัตราการไหล เช่นการออกแบบระบบแรงจูงใจ (Incentive) ที่ดี ทำให้ระบบตลาดทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะต่างคนต่างรับข้อมูลที่จำเป็นในการผลิตและบริโภคที่มีประสิทธิภาพต่อระบบโดยรวม

4. การจัดการตัวเองของระบบ

ระบบที่ออกแบบมาดี จะมี Resilience คือยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง สามารถปรับตัวได้เองให้ตอบรับสิ่งเร้า เช่นในวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง ถ้าถูกรุกรานทางวัฒนธรรม คนก็พร้อมที่จะปรับตัวโดยการรับเอาวัฒนธรรมข้างนอกมาผสมกับฐานวัฒนธรรม สังเคราะห์เป็นวัฒนธรรมใหม่

3. เป้าหมายของระบบ

สิ่งที่กำหนดพฤติกรรมของระบบคือเป้าหมายของระบบ ถ้าเปลี่ยนเป้าหมาย ทั้งระบบก็เปลี่ยนไปหมด เช่นเศรษฐกิจ ถ้าเราเปลี่ยนแปลงเป้าหมาย จากการสร้างความร่ำรวย มาเป็นการเลี้ยงชีพอย่างมีความสุข พฤติกรรมของทุกคนจะเปลี่ยนทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาไปเปลี่ยนเกือบ 10 ข้อข้างต้น

2. มโนทัศน์ที่สร้างระบบขึ้นมา

มโนทัศน์ (Paradigm) คือวิธีการที่ผู้ออกแบบระบบมองเห็นโลก เห็นเป้าหมาย เห็นว่าอะไรสำคัญ เห็นความเชื่อมโยงแบบหนึ่งๆ แทนที่จะเป็นแบบอื่นๆ เช่น ในระบบการแก้ปัญหาสังคมโลก มโนทัศน์แบบแรกอาจเชื่อว่าต้องมีหน่วยงานที่อุทิศตัวในการแก้ปัญหา เช่นรัฐบาล แต่มโนทัศน์แบบที่สองอาจเชื่ออีกแบบ ว่าต้องทำให้ทุกคนมีส่วนในการแก้ปัญหา ความเชื่อพื้นฐานทั้งสองแบบนี้ส่งผลแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงต่อการออกแบบระบบ

1. การไม่ยึดติดกับมโนทัศน์ หรือการก้าวพ้นมโนทัศน์

อันตรายที่สำคัญที่สุดของนักออกแบบระบบ คือการหลงอยู่กับกรอบคิด หรือมโนทัศน์เดิมที่อาจเคยใช้ได้ หรือยึดติดเพราะเชื่อว่าเป็นแนวทางที่ดีที่สุด ถูกต้องที่สุด การสลัดความยืดติดนี้ ทำให้เรามีอิสรภาพที่จะมองเห็นความสำคัญ ความเชื่อมโยงแบบอื่นๆ ที่เป็นไปได้ ทำให้เกิดโอกาสในการออกแบบระบบที่ดีกว่า

ทั้งหมดนี้เป็นสรุปอย่างคร่าวๆ ของทฤษฎีระบบ ถ้าใครอยากอ่านเพิ่มเติมกรุณาหาซื้อหนังสือ Thinking in Systems: A Primer โดย Donella H. Meadows ครับ

การคิดอย่างเป็นระบบ

เรามักจะได้ยินผู้หวังดีสั่งสอนเราว่าให้คิดให้เป็นระบบ หรือเคยได้ยินคำชมใครบางคนว่าคนนี้คิดเป็นระบบดี หรือเคยเห็นแผนภาพระบบ (System diagram) ที่เป็นลูกศรโยงไปโยงมาซับซ้อน หรือตำแหน่ง “นักวิเคราะห์ระบบ” (System analyst) แต่ก็ยังสงสัยอยู่ว่า ตกลง การคิดอย่างเป็นระบบนั้นคืออะไรกันแน่ คิดอย่างไรถึงจะเรียกว่าคิดเป็นระบบ และการคิดเป็นระบบนั้นมีผลดีอย่างไร

หลังจากที่ได้อ่านหนังสือ Thinking in Systems: A Primer โดย Donella H. Meadows อย่างคร่าวๆ เลยอยากสรุปประเด็นสำคัญไว้เตือนตัวเอง ดังนี้:

1. ระบบ คืออะไร?

ระบบ (Systems) คือองค์ประกอบต่างๆ ที่เชื่อมโยงกันอย่างมีรูปแบบ เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์บางอย่าง จะเห็นว่า พอพูดเช่นนี้ เราจะแยกองค์ประกอบของระบบได้เป็น

  • องค์ประกอบ (Elements)
  • ความเชื่อมโยง (Interconnections)
  • เป้าหมาย (Function/Purpose)

โดยทั่วไป เป้าหมายของระบบนั้นสำคัญที่สุด เพราะเป็นตัวกำหนดพฤติกรรม รูปแบบการทำงานของระบบ

2. คุณลักษณะโดยทั่วไปของระบบ

องค์ประกอบพื้นฐานของระบบ คือ Stock ซึ่งก็คือระดับหรือสภาพขององค์ประกอบที่มองเห็นหรือชี้วัดได้ในเวลาหนึ่งๆ ระดับของ Stock นี้จะเปลี่ยนไปตาม Flow หรือการไหลเปลี่ยนแปลงขององค์ประกอบอื่นๆ ที่เชื่อมโยงกับ Stock ตัวอย่างเช่น ระบบของการขุดเหมือง Stock หลัก คือแร่ที่ขุดมาได้ แร่นี้จะได้มาจากการขุดซึ่งทำให้เกิดอัตราการไหลเข้าของแร่ ในขณะเดียวกัน แร่ที่ขุดได้ก็จะถูกใช้ไปในอีกอัตราหนึ่ง ถ้าอัตราการนำเข้ามากกว่าส่งออก Stock ก็จะโตขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าส่งออกมากกว่านำเข้า Stock ก็จะหมดลงเรื่อยๆ ส่วนถ้าพอดีกัน ก็จะเกิดภาวะสมดุลที่เรียกว่า Dynamic equilibrium

- Loop

Loop คือการไหลของ Stock ที่ส่งผลต่อ Flow ต้นทาง ทำให้ Stock ตัวนั้นเองเพิ่มหรือลดขนาด ดังนั้น Loop จึงมักจะเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมหลักของระบบ โดยมี 2 ประเภทหลักๆ ได้แก่

  • Balancing feedback loop: Loop ที่รักษาระดับของ Stock เอาไว้เสมอ ยกตัวอย่างเช่น ระบบการกินเพื่อรักษาระดับพลังงานของร่างกาย การกินเป็น Flow ที่นำไปสู่พลังงานสะสมของร่างกายซึ่งเป็น Stock พอพลังงานสะสมมีน้อยลง ร่างกายจะส่งสัญญาณให้เราเริ่มกิน นั่นคือการเพิ่มอัตรา Flow ที่เติม Stock พลังงาน เมื่อพลังงานเพียงพอแล้ว ร่างกายก็จะสั่ง Flow ให้หยุดกิน เป็นเช่นนี้เรื่อยๆ ระดับของ Stock ก็จะคงที่เสมอ
  • Reinforcement loop: Loop ที่เพิ่มหรือลดระดับของ Stock เรื่อยๆ ถ้าเป็น Loop ที่เพิ่มระดับ Stock เรียกว่า Positive reinforcement loop ตัวอย่างเช่น ดอกเบี้ยเงินฝาก ยิ่งที่เงินฝาก (Stock) มากเท่าไร ก็จได้ดอกเบี้ยมากเป็นทวีคูณเมื่อเทียบกับระยะเวลา (ดอกเบี้ยทบต้น) ซึ่งเป็นการเพิ่ม Flow ของเงินที่เข้าบัญชีมากขึ้นไปเรื่อยๆ โดยไม่มีวันจบสิ้น แต่ในทางกลับกัน ก็มีระบบที่วงจรนั้นเป็นวงจรหมุนลง เรียกว่า Negative reinforcement loop

ระบบต่างๆ ที่มีโครงสร้าง Feedback loop เหมือนกัน ก็มักจะมีพฤติกรรมเหมือนกันด้วย ดังนั้น การทำความเข้าใจโครงสร้าง Feedback loop ในระบบ จะทำให้เข้าใจพฤติกรรมของระบบได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเราค้นพบระบบที่มีรูปแบบต่างๆ แล้ว

- Resilience

Resilience คือความสามารถของระบบมีความยืดหยุ่น สามารถรับมือ ปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลง เพื่อรักษาสถานะของตนเองต่อไปได้ ระบบที่ดีจะต้องมี Resilience จึงจะอยู่รอด และยิ่งดีกว่าก็คือระบบสามารถจัดการตนเอง โดยการเปลี่ยนแปลง เพิ่ม ลด องค์ประกอบและความสัมพันธ์ของระบบ รวมทั้งโครงสร้าง Feedback เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงอย่างอัตโนมัติ ตัวอย่างของระบบที่มี Resilience และ Self-organisation ที่ดี คือระบบร่างกาย และระบบนิเวศน์ ที่รับมือกับภัยจากภายนอกได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม Resilience นั้นมีขีดจำกัด ซึ่งถ้าเกินก็จะทำให้ระบบพังทลายลงได้

ระบบที่จัดการตนเอง มักจะสร้างลำดับชั้น (Hierarchy) ซึ่งก็คือระบบเล็กๆ ซ้อนในระบบใหญ่อีกที โดยระบบเล็กจะเกิดก่อนระบบใหญ่ หน้าที่ของระบบเล็กคือทำหน้าที่เฉพาะอย่างให้ดี และระบบใหญ่เกิดขึ้นเพื่อสนับสนุนให้ระบบเล็กนั้นทำงานได้ดี (ไม่ใช่ระบบเล็กทำงานให้ระบบใหญ่!)

3. ข้อคิดที่สำคัญเกี่ยวกับระบบ

- ทุกอย่างในโลกเป็นระบบทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม เราไม่สามารถสร้างโมเดลระบบให้สะท้อนความเป็นจริงได้ทั้งหมด เพราะความเป็นจริงนั้นซับซ้อนมาก สิ่งที่เราทำได้ และควรทำ คือการสร้างโมเดลระบบเพื่อมองหาจุดที่เราจะเข้าไปแทรกแซงเพื่อเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ของระบบในอนาคต ผ่านโครงสร้างของระบบเช่นองค์ประกอบ ความสัมพันธ์ Feedback ต่างๆ โดยไม่จำเป็นต้องอธิบายระบบทั้งหมด

- การเข้าใจระบบต้องใช้เวลา เพราะพฤติกรรมของระบบจะเผยตัวให้เห็นเมื่อระบบได้ไหลแล้ว ผ่านโครงสร้างเท่านั้น

- ระบบต่างๆ ในโลกนั้นเชื่อมกันหมด การตัดแบ่งระบบอย่างไร ขึ้นกับเป้าหมายของการพิจารณาว่าต้องการเข้าใจระบบไปเพื่ออะไร

- ปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของ Stock นั้นมักจะมีหลายอย่าง เมื่อเวลาผ่านไป ปัจจัยก็จะเปลี่ยนไปด้วย ดังนั้น การทำความเข้าใจพฤติกรรมของระบบให้แม่นยำจึงต้องรู้จักปัจจัยทั้งหมดที่จะเป็นต่อระบบในช่วงเวลานั้นๆ

- ระบบที่ทุกคนในระบบมีพฤติกรรมสอดคล้องกับตรรกะของระบบ ไม่ได้หมายความว่าผลลัพธ์ของระบบจะต้องออกมาดี ตัวอย่างเช่น ในระบบเศรษฐกิจทุนนิยม เชื่อกันว่าถ้าทุกคนทำตัวอย่างมีเหตุผล คือห่วงแต่ตัวเอง สังคมโดยรวมจะดีขึ้นเอง ทฤษฎีนี้สามารถพิสูจน์ได้ว่าจริง แต่ในทางปฏิบัติ มีปัจจัยอื่นที่ทฤษฎีไม่ได้รองรับเข้ามาแทรก เช่น แนวโน้มว่าคนที่เข้มแข็งจะกลายเป็นผู้ครองตลาด ทำให้ตลาดบิดเบือน เป็นต้น ดังนั้น ถ้าผู้เล่นในระบบมีพฤติกรรมสอดคล้องกับระบบแล้ว แต่ผลลัพธ์ยังออกมาไม่ดี ก็ต้องออกแบบระบบใหม่

ตอนหน้าจะมาเขียนต่อถึงจุดต่างๆ ที่เราสามารถแทรกแซงระบบได้ โดยเรียงลำดับตามประสิทธิผลของการแทรกแซง

อนาคตของสถาบันการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล

วันนี้อ่านหนังสือ The Future of Thinking: Learning Institutions in a Digital Age เป็นหนังสือสำรวจและสรุปแนวทางของสถาบันการเรียนรู้ โดยเฉพาะโรงเรียนมัธยมและมหาวิทยาลัย ว่าควรปรับตัวอย่างไรให้สอดคล้องกับยุคดิจิทัล

ก่อนจะเข้าเรื่อง ความน่าสนใจของหนังสือเล่มนี้ คือเป็นหนังสือที่ทีมอาจารย์จากมหาวิทยาลัย California และ Duke ช่วยกันเขียน พร้อมทั้งเปิดให้สาธารณะเข้ามาแก้ไขก่อนที่จะพิมพ์ออกมาเป็นเล่ม โครงการเขียนหนังสือเล่มนี้ได้รับการสนับสนุนโดยมูลนิธิ John D. and MacArthur Foundation และตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัย MIT

สรุปสั้นๆ หนังสือเล่มนี้มองเรื่องการเรียนรู้ ว่าเป็นไปเพื่อการที่ผู้เรียนสามารถแก้ปัญหาที่ยากและซับซ้อน และนำมาสู่ความรู้องค์รวมของสาธารณะในที่สุด ดังนั้นจะเห็นว่าจุดมุ่งเน้นจะต่างจากการเรียนรู้นอกระบบ ที่เน้นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้เรียนทำให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข อย่างไรก็ตาม หลักการหลายอย่างน่าจะใช้ร่วมกันได้

ในโลกที่เยาวชนเติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยีดิจิทัล สถาบันการเรียนรู้แบบเก่ากำลังประสบกับความท้าทายอย่างมาก ในอเมริกา อัตราการเรียนไม่จบมัธยมของนักเรียนที่เรียนในโรงเรียนรัฐ สูงขึ้นเรื่อยๆ จนในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 1 ใน 3 ของนักเรียนทั้งหมด สาเหตุมีมากมาย แต่หนึ่งในสาเหตุที่สำคัญ คือการที่รัฐบาลออกกฎหมายในปี 2001 ที่มุ่งเน้นให้โรงเรียนต้องทำให้เด็กผ่านการทดสอบมาตรฐานให้ได้ มิฉะนั้นจะถูกตัดงบ กฎหมายนี้ส่งผลให้หลักสูตรและแนวทางการเรียนการสอน ถอยกลับไปเป็นแบบ One size fits all คือเรียนแบบเดียวกันเพื่อให้ผ่านการทดสอบ เด็กรุ่นใหม่จำนวนมากพบว่าการเรียนการสอนแบบนี้น่าเบื่อ และทำให้เค้าเรียนรู้ได้น้อยกว่าการท่องเน็ตและเครือข่ายสังคมในชีวิตประจำวัน จึงพากันออกนอกระบบโรงเรียน ส่วนครูโรงเรียนรัฐก็เห็นช่องทางหาเงินจากกฎหมายนี้ ต่างพากันลาออกจากโรงเรียน ไปเปิดสอนพิเศษเพื่อติวเด็กให้ผ่านการทดสอบให้ได้

มหาวิทยาลัยก็เช่นกันที่ต้องปรับตัวขนานใหญ่ มหาวิทยาลัยในปัจจุบัน มีวิธีคิด โครงสร้าง การดำเนินงาน รูปแบบการเรียนการสอน ไม่ต่างมากนักกับมหาวิทยาลัยในยุคแรกๆ (ยุคกลาง) ทั้งๆ ที่การที่อาจารย์ออกมายืนสอนหน้าชั้น นักเรียนั่งฟัง การแบ่งการสอนเป็นวิชา คณะ และการทดสอบ อาจไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นต่อการเรียนรู้เสมอไปก็ได้

ดังนั้น สถาบันการเรียนรู้ จึงต้องตั้งคำถามว่าการเรียนรู้นั้นมีขึ้นเพื่ออะไร และจะใช้วิธีใดในการจัดการเรียนรู้โดยให้วิธีการนั้นสอดคล้องกับเทคโนโลยี พฤติกรรม สภาพสังคม วัฒนธรรม ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น เว็บ 2.0

ประการแรกที่ควรพิจารณา คือการมอง “สถาบัน” ในมุมมองใหม่ ว่าแทนที่ความเป็น “สถาบัน” คือการจะต้องมีการ “ก่อตั้ง” (Established) มาอย่างยาวนาน มีรูปแบบ เป้าหมาย และความยั่งยืนอย่างชัดเจน ก็กลายเป็น สถาบันในฐานะเครือข่ายที่ขับเคลื่อน (Institutions as mobilising networks) โดยการขับเคลื่อนนั้นอาจเป็นการขับเคลื่อนความรู้หรือความสัมพันธ์ ที่จะนำไปสู่ผลลัพธ์และการค้นพบใหม่ ตามความท้าทายที่เกิดขึ้นจริงและเปลี่ยนแปลงไปอย่างเสมอ มุมมองดังกล่าวมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่นั้นเรียนรู้ผ่านการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ไม่ใช่เรียนรู้คนเดียวจากสื่อแต่อย่างเดียวอีกต่อไป

ประการที่สอง ซึ่งเป็นใจกลางของหนังสือเล่มนี้ คือรูปแบบการจัดการเรียนรู้ ควรมุ่งเน้นให้ผู้เรียนเรียนรู้ระหว่างกันแทนที่จะเป็นการเรียนจากอาจารย์ เพราะในโลกที่ซับซ้อน การแลกเปลี่ยนความรู้กันอย่างเสมอภาคนั้นจะมีโอกาสที่ทำให้เกิดองค์ความรู้ที่ถูกต้องและใช้งานได้มากกว่าการเรียนจากผู้เชี่ยวชาญแต่อย่างเดียว และเทคโนโลยี เช่น Collaborative platform และ social network ทั้งหลาย ก็เปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนระหว่างกันโดยไม่มีอุปสรรค โดยผู้เรียนสามารถเข้าถึงสื่อร่วมกัน แนะนำสื่อแลกแหล่งเรียนรู้ให้ผู้เรียนคนอื่น ร่วมกันแก้ปัญหา และพัฒนาคำตอบให้ดียิ่งขึ้น

การเรียนรู้ร่วมกันนี้ ใช้ได้กับทุกวงการ ทุกสถานการณ์ เช่น สถาบันการเรียนรู้อาจจัดให้มีพื้นที่แลกเปลี่ยนสำหรับคนในชุมชนที่ประสบปัญหาร่วมกัน และมีกลไกในการให้ข้อมูล (หรือเสนอข้อมูลโดยผู้เรียน) การฝึกอบรม แหล่งข้อมูล การถกเถียงอภิปราย การออกแบบทางแก้ปัญหา อาจเป็นในลักษณะการตั้งโครงการที่มีเป้าหมายและตัวชี้วัดอย่างชัดเจน โดยทุกๆ กระบวนการนั้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม การจัดพื้นที่และกลไกการเรียนรู้เช่นนี้ทำให้ผู้เรียนเกิดความรู้ได้มากกว่า เพราะการเรียนรู้นั้นไม่ได้เกิดมาจากการป้อน แต่เกิดจากการที่เขาเองมีส่วนร่วมในกระบวนการสร้างความรู้นั้นด้วยตนเอง ยิ่งไปกว่านั้น การเรียนรู้ร่วมกันนี้ยังสามารถเปลี่ยนแปลงเป็นการกระทำที่แก้ไขปัญหาได้จริง และการกระทำนั้นก็เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยในตัวเอง

ประการที่สาม การเรียนรู้ควรเน้นให้เกิดจากกระบวนการ แทนที่จะเรียนรู้จากผลลัพธ์ อันนี้ให้มองดูจากการเรียนรู้รูปแบบใหม่ๆ เช่น เกมออนไลน์ ผู้เรียนได้เรียนรู้ระบบเศรษฐกิจ มารยาท วินัย การอยู่ร่วมกัน ความเป็นผู้นำ และทักษะอื่นๆ จากการกระทำ ลองผิดลองถูกทั้งสิ้น โดยไม่ต้องมีใครมาบอกว่าจะต้องทำอย่างโน้นอย่างนี้ ตรงนี้ ผู้เรียนคนอื่นๆ คือคนที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างการเรียนรู้ให้เกิดเป็นพลวัติ

ประการที่สี่ การเรียนรู้ควรเปิดกว้างให้มีผู้เข้าร่วมได้โดยไม่มีอุปสรรค และทำให้ผู้เข้าร่วมสามารถเข้าถึงข้อมูลและความรู้ได้โดยไม่มีอุปสรรคเช่นกัน ตรงนี้ทำให้ผู้เรียนสามารถนำเอาความรู้มาแลกเปลี่ยนกันได้มากขึ้น มีโอกาสที่จะตั้งข้อสงสัย ทดสอบ ปรับปรุงข้อมูลและความรู้ร่วมกัน ให้ดียิ่งขึ้น การเปิดกว้างเชินนี้จะทำให้วงความรู้ขยายขนาเขึ้นได้เรื่อยๆ เป็นการเพิ่มองค์ความรู้ และขยายขนาดของผลกระทบได้อีกด้วย

ประการที่ห้า การเรียนรู้ควรเน้นให้เกิดตลอดชีพ เพราะความรู้หลายอย่างนั้นต้องใช้งานตลอดชีวิต และเปลี่ยนแปลงไปตลอดตามเงื่อน สภาพแวดล้อม สถานการณ์ที่เปลี่ยนไป เช่น การดูแลสุขภาพ การทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคมในโลก การทำความเข้าใจและตอบสนองต่อความท้าทายทางสิ่งแวดล้อมทั้งระดับท้องถิ่นและระดับโลก หรือแม้แต่การเรียนรู้ในฐานะงานอดิเรกและการผ่อนคลาย

การจัดการเรียนรู้แบบใหม่นี้ เกิดขึ้นได้ด้วยการเปลี่ยนทั้งระบบคิด และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลช่วย อย่างไรก็ตาม บทบาทของ “สถาบัน” (ในความหมายว่าเป็นเครือข่ายขับเคลื่อน) นั้นยังต้องมีอยู่ ไม่ใช่การมองว่าการเรียนรู้เกิดขึ้นเองลอยๆ ในพื้นที่อินเทอร์เน็ตเสรี เพราะการเรียนรู้ที่ดี จะต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน และมีกลไกที่เชื่อมโยงเครือข่ายเรียนรู้ให้ทำงานไปด้วยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งมีระบบที่คอยสำรวจ คาดการณ์ และจัดการกับด้านกลับของเทคโนโลยี เช่น การละเมิดสิทธิ์และการอ้างอิง เนื้อหาที่ผิด หรือเป็นภัยต่อผู้เรียน จนถึงการใช้พื้นที่ในทางที่ไม่ใช่การเรียนรู้ เช่นการโฆษณาหรือการล่อลวง สิ่งเหล่านี้เป็นบทบาทของสถาบันการเรียนรู้ ดังนั้น สถาบันการเรียนรู้ ต้องดำเนินงานบนพื้นฐานที่สามารถจัดการเรื่องเหล่านั้นได้ นั่นคือการที่ต้องมีจุดมุ่งหมาย มีระบบการดำเนินงาน มีกลไกความรับผิดชอบ มีเงินทุน และมีความยั่งยืน ไม่ต่างกับสถาบันในความหมายทั่วไป แต่รูปแบบการดำเนินงานนั้นเปลี่ยนแปลงจากเดิมแทบจะสิ้นเชิง

ในมุมมองของผู้ที่อยากสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้แบบดิจิทัล ความรู้จากหนังสือเล่มนี้อาจช่วยกระตุ้นให้เราต้องคิดถึงเทคโนโลยีดิจิทัล ให้หลุดพ้นจากกรอบของความเป็น “สื่อ” หากแต่เป็น “กระบวนการ” ที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ โดยมี “สื่อ” เป็นองค์ประกอบที่อยู่เคียงข้าง “คน” บทบาทของสื่อจึงไม่จำเป็นต้องเป็นแหล่งความรู้ (Source of knowledge) หากแต่ยังเป็นเครื่องมือเพื่อทำให้เกิดความรู้ (Means to knowledge) เช่นกระบวนการสร้างสื่อหรือองค์ความรู้ร่วมกันอย่าง Wikipedia หรือเป็นผลผลิตของการเรียนรู้ (Product of knowledge) เช่นการที่ผู้เรียนได้ร่วมกันเขียนหนังสือหรือผลิตสื่อร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม การมองการเรียนรู้ว่าเป็นเรื่องของปฏิสัมพันธ์ (Interaction) แต่อย่างเดียว ก็มีปัญหาที่ต้องพิจารณา เช่น ในสังคมที่คนส่วนมากยังไม่ค่อยมีความรู้ การสร้างความรู้จากการปฏิสัมพันธ์อาจทำให้ความรู้นั้นเกิดช้า หรือเกิดอย่างไม่มีคุณภาพ หรือการสร้างแรงจูงใจให้คนเข้ามาร่วมในกระบวนการเรียนรู้ ก็เป็นเรื่องไม่ง่าย สุดท้าย ข้อจำกัดทางเทคโนโลยี ความแตกต่างของการเข้าถึงเทคโนโลยี (Digital divide) ก็ยังเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณา แต่ก็สามารถแก้ไขได้ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย เช่น โทรศัพท์มือถือที่แพร่หลายและกลุ่มคนชนบท เป็นต้น

องค์ประกอบของการจัดการเรียนรู้ที่ได้ผล

เพิ่งได้หนังสือ How Learning Works: 7 Research-Based Principles for Smart Teaching โดยกลุ่มอาจารย์จาก Carnegie Melon University เป็นการสรุปงานวิจัยและบทเรียนการจัดการเรียนการสอนในระดับมหาวิทยาลัย และสังเคราะห์เป็นองค์ประกอบ 7 ประการที่สำคัญต่อการจัดการเรียนรู้

ยังไม่ได้อ่านละเอียด แต่ต้องใช้งานความรู้นี้ในไม่ช้า เลยขอสรุปหัวข้อไว้คร่าวๆ ก่อน

1. Background: ต้องคำนึงถึงความรู้ที่ผู้เรียนมีมาก่อนหน้า ความรู้ก่อนหน้า ถ้ารู้มาไม่ครบ ใช้ไม่ตรงกับบริบท หรือรู้มาผิดๆ จะบั่นทอนการเรียนรู้ แต่ในทางกลับกัน ถ้าผู้จัดการเรียนรู้รู้จักดึงเอาความรู้เดิมของผู้เรียนให้เกิดประโยชน์ต่อความเข้าใจเรื่องใหม่ๆ ก็จะทำให้การเรียนรู้ประสบผลดียิ่งขึ้น

2. Cognitive: ต้องช่วยให้ผู้เรียนสามารถจัดระบบและเชื่อมโยงข้อมูลในสมอง มิฉะนั้นความรู้จะเป็นความรู้ประเภท Declarative หรือรู้ว่า “อะไร” มากกว่าแบบ Procedural หรือรู้ว่า “ทำไม อย่างไร”

3. Motivation: ต้องทำให้ผู้เรียนมีแรงจูงใจที่จะเรียนรู้ โดยหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการสร้างแรงจูงใจ คือการทำให้ผู้เรียนตั้งเป้าหมายของการเรียนรู้ และเห็นคุณค่าของเป้าหมายนั้น

4. Skills and combination: นอกจากความรู้แล้ว สิ่งที่ทำให้การเรียนรู้สำเร็จจนเกิดความเชี่ยวชาญ คือการทำให้ผู้เรียนเกิดทักษะที่จำเป็น และฝึกฝนที่จะผสมผสานทักษะเหล่านั้นเพื่อนำมาใช้ได้อย่างอัตโนมัติ

5. Practice and feedback: การฝึกฝนจะเปลี่ยนความรู้กลายเป็นการปฏิบัติ ผู้จัดการเรียนรู้ควรทำให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติอย่างมีเป้าหมาย และมีการประเมิน สื่อสาร Feedback ไปยังผู้เรียนว่าเขาทำได้ดีแล้วหรือยัง และยังต้องแก้ไขอะไรอีกบ้าง

6. Environment: พื้นที่เรียนรู้ เช่น ห้องเรียน พื้นที่ออนไลน์ ไม่ได้เป็นเพียงที่ส่งผ่านความรู้ แต่ยังเป็นสภาพแวดล้อมทางสังคมและอารมณ์ การจัดสภาพแวดล้อมทางสังคมและอารมณ์นี้มีส่วนสำคัญอย่างมากต่อการเรียนรู้

7. Sustainability: ที่สุดของการเรียนรู้ คือการเรียนรู้ด้วยตนเองตลอดชีวิต ซึ่งต้องใช้ทักษะที่เรียกว่า Metacognitive ทักษะนี้ได้แก่การที่ผู้เรียนสามารถพิจารณาเป้าหมายการเรียนรู้ ประเมินความพร้อมตนเอง วางแผนการเรียนรู้ ตรวจดูความคืบหน้า และสะท้อนผลลัพธ์กลับเข้ามาเพื่อปรับเป้าหมายการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องให้สอดคล้องกับตนเอง ทักษะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในตัวทุกคนได้เอง ดังนั้น ผูจัดการเรียนรู้จึงต้องช่วยเสริมให้เกิดทักษะเหล่านี้

The app I love the most.

Oxford English Dictionary for MAC, Version 3.0Oxford English Dictionary is the greatest English-language dictionary. The Mac app is ugly, but the beauty is in the content. It’s easy to use and cheaper than the 20-volume printed edition. This is my dearest app.

On happiness

อ่าน Thinking of Answers: Questions in the Philosophy of Everyday Life ของ A.C.Grayling เรื่อง “ความสุข” พบแง่มุมที่น่าสนใจ ว่าถ้าเราเชื่อว่าความสุขคือเป้าหมายของชีวิต เครื่องมือที่จะช่วยให้บรรลุถึงความสุขที่ดีที่สุด คือการศึกษาที่ให้เครื่องมือแก่ผู้เรียน ในการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข (ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละคน) ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาเพื่อให้คนคิดเป็น ใตร่ตรอง เปรียบเทียบ หาข้อมูล และใช้ข้อมูลให้เกิดประโยชน์ หรือการศึกษาประวัติศาสตร์ วรรณกรรม วัฒนธรรม ศิลปะ เพื่อเป็นฐานในการนำมาคิดใตร่ตรองเพื่อตอบสนองความท้าทายในชีวิต การศึกษาแบบนี้ เพิ่มโอกาสให้ผู้เรียนสามารถมีชีวิตที่มีความสุขได้มากกว่าการศึกษาที่เน้นการเรียนจบเพื่อประกอบอาชีพ

อย่างไรก็ตาม วิธีการที่จะมอบเครื่องมือแห่งความสุขแก่ผู้เรียน ไม่ใช่การยัดเยียดความสุขให้ตรงๆ แต่เป็นการทำให้คนเห็นคุณค่าขององค์ประกอบที่ทำให้ชีวิตมีความสุข เช่น การเห็นคุณค่าของอาชีพที่ดีและมีคุณค่า คุณค่าของการให้และการช่วยเหลือผู้อื่น คุณค่าของครอบครัวและชุมชน คุณค่าของการแสวงหาความสุขส่วนตัวด้วยการทำกิจกรรมสร้างสรรค์

On learning and the core value

As young people, we learn to associate ourselves with the societal context. We acquire knowledge and skills not only to survive individually, but to participate in a social life, just like others do.

A successful society of which its people thrive individually and contribute socially, is a society in which the learning is set upon an attainment of individual survival and societal development. This is achieved through a delicate combination of an individual needs and a sense of common value which perpetrates all minds. Such sense of common value is at the same time an unconscious force that drives the development of an individual to the direction that benefits the society at large, and a tangible force that safeguard and enhance the social coherence through peer pressure, whether negative or positive.

If that is true, then we might consider in Thailand, there is a shocking truth that we indeed lack a sense of common purpose – a sense of Thai-ness. When asked that the Thai-ness is, most people will say independence, peace, and ease of mind/life. This is unfortunately bad common values because they do not tell anything about what we should do. Instead it’s just a description of the we ‘were’.

An education that promote a sense of common value/purpose, will at the same time drives people towards the directional development, and serving backward to the learning which is stimulating and purposeful. Isn’t it exciting and rewarding when you know for certain what your learning is all about? Isn’t it stimulating when one realises that he/she is the indispensable contributor to the common good – a societal mission which if successful, will lead to a better life, mentally and physically?

However the common value cannot be directly injected, nor it should be. The values are the invisible fabric that links us together, yet it should not overpower the self-determination force of people. The common value might be best understood when compared to a deep-rooted culture, which defines the underlying thought and action of its people rather than the acts themselves.

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: