Entangle

A written expression

Category: งานเขียน

สำหรับผม ศิลปะ จะต้องงาม

จากประสบการณ์ส่วนตัวทั้งที่เสพและสร้างงานศิลปะมาบ้าง มาได้ข้อสรุปหนึ่งข้อ ว่าศิลปะสำหรับผมแล้ว จะต้องมีความงาม หรือสะท้อนถึงความงาม

หากจะขยายความ ก็น่าจะพูดได้ดังนี้ ว่าความงามนั้นมีสองรูปแบบ คืองามโดยรูปแบบ กับงามจากเนื้อหา ความงามในรูปแบบนั้นคือความงามขององค์ประกอบศิลปะ เช่น รูปทรง เส้นสาย แสง เงา สี การจัดองค์ประกอบ ส่วนความงามของเนื้อหา คือสารที่เนื้อหาของศิลปะนั้นต้องการสื่อหรือสะท้อนออกมา

ผมพบว่างานศิลปะที่สะท้อนความทุกข์ยาก ดิ้นรน ขัดแย้ง ก็มีทั้งประเภทที่งามและประเภทที่ไม่งาม โดยประเภทที่งาม จะสื่อสารสารนั้นออกมาอย่างสวยงาม (โดยรูปแบบ) ซึ่งสอดคล้องกับสารอันมีความลึกซึ้งสะเทือนใจ ส่วนประเภทที่ไม่งาม คือประเภทที่สื่อสารนั้นตรงๆ ทื่อๆ แต่ไม่สอดคล้องกับรูปแบบ หรือรูปแบบสวยงาม แต่ไร้สาระภายใน

ผมพบว่าตนเองมักจะสร้างงานที่มีรูปแบบสวยงาม และสื่อให้เห็นถึงสารเชิงบวก เพราะมนุษย์โลกเรานี้เต็มไปด้วยความหยาบ ความทุกข์อยู่เต็มล้นแล้ว หากคนเราจะพบกับสารที่มีสาระและรูปแบบที่สวยงาม ก็จะทำให้จิตใจแช่มชื่น เบิกบาน มีสมาธิ กระตุ้นให้คิด จินตนาการ และกระทำสิ่งที่สร้างสรรค์มีประโยชน์

‘รงค์ วงษ์สวรรค์ กับการเข้าถึงแก่นของความจนและรวยด้วยสายตาของชนชั้นกลาง

งานนวนิยายของ ‘รงค์ วงษ์สวรรค์มีความพิเศษ ตรงที่ตัวละครในเรื่องคือชนชั้นล่างที่สุดและชนชั้นสูงที่สุด แต่เขียนให้ผู้อ่านส่วนมากซึ่งเป็นคนชั้นกลางอ่าน

หลังจากอ่าน “บ้านนี้มีห้องแบ่งให้เช่า” จบ ผมเริ่มอ่าน “ผู้ดีน้ำครำ” ที่ยาวเกือบ 1,000 หน้าจนจบภายในเวลาไม่กี่วัน งานของ ‘รงค์ อ่านสนุกจนไม่อยากให้จบ แต่นอกเหนือจากความบันเทิง ผมคิดว่าคุณค่าของงานเขียนเหล่านี้กำลังปรากฏในห้วงเวลาที่ช่องว่างระหว่างคนจนที่สุดกับรวยที่สุดกำลังเพิ่มห่าง และชนชั้นกลางเริ่มถูกสถานการณ์แวดล้อมบีบให้ต้องเลือกเข้าข้างใดข้างหนึ่ง

‘รงค์ นำเสนอภาพสะท้อนและแรงจูงใจของคนทั้งสองชนชั้น ที่มีทั้งความต่างสุดขั้วและความเหมือนจนน่าตกใจ คนรวยถูกผลักดันด้วยอำนาจเงินและผลประโยชน์ ทำทุกอย่างให้รวยขึ้น ส่วนคนจนถูกผลักดันด้วยความหิวและความฝันทำทุกอย่างให้ตนเองรวยขึ้น

จะเห็นว่าแรงผลักดันของคนจนและคนรวยนั้นมีความเชื่อมต่อกันเป็นสายเดียว เพราะมนุษย์ต่างเริ่มต้นชีวิตโดยต้องการเพียงปัจจัยพื้นฐาน โดยเฉพาะสิ่งที่ทำให้หายหิว พอกินอิ่มแล้ว สัญชาติญาณรักชีวิตก็ทำให้มนุษย์ต้องแสวงหาความปลอดภัย โดยการเริ่ม “สะสม” หลังจากนั้น มนุษย์ที่มีสัญชาติญาณไม่หยุดนิ่งและชอบสบายจึงขยายฐานทุกและทรัพยากรของตนเองเพื่อตอบสนองความต้องการที่ไม่มีสิ้นสุดไปเรื่อยๆ

ความเข้าใจพื้นฐานนี้นำไปสู่การที่ชนชั้นกลางธรรมดาๆ อย่างเราๆ ที่พอจะเข้าใจสภาพและแรงจูงใจทั้งความจนและความรวย จะสามารถคิดใตร่ตรองอย่างรอบคอบเพื่อกำหนดการกระทำและจุดยืนทั้งทางสังคมและการเมือง เช่นการเข้าใจว่าคนชนบทมีเหตุผลเต็มที่ที่จะสนับสนุนนโยบายประชานิยม และชนชั้นนำก็มีเหตุผลเต็มที่ที่จะรักษาสถานะและอำนาจของตน เพราะคนเราไม่ว่าจะยากดีมีจน ต่างมีชีวิตที่ถูกขับเคลื่อนด้วยสายธารของความต้องการในขั้นต่างๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

มันจึงเปล่าประโยชน์ที่จะเรียกร้องให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นผู้กำหนดและนำสังคม เพราะการกระทำเช่นนั้นจะไม่มีวันได้รับการยอมรับจากคนอีกกลุ่มหนึ่ง สิ่งที่น่าทำยิ่งกว่า คือการเรียกร้องให้คนแต่ละกลุ่ม “เข้าอกเข้าใจ” คนอีกกลุ่ม ให้คนแต่ละกลุ่มยอมรับว่าคนอีกกลุ่มมีแรงผลักดันและความต้องการเพราะเขาเกิดมาในสภาพอย่างนั้นและกำลังอยู่ในช่วงของสายธารความต้องการที่เหมาะสมกับตนเอง

ความเข้าอกเข้าใจอย่างจริงจังดังกล่าวคือการที่คนแต่ละกลุ่มมองเห็นโลกที่ “กว้าง” ขึ้น และเริ่มเปิดใจยอมที่จะรอมชอมและตัดสินใจบนพื้นฐานของผลประโยชน์ของคนทุกกลุ่ม

และนี่ไม่ใช่หรือคือพื้นฐานของประชาธิปไตย ที่เป็นระบอบการปกครองที่ทุกคนมีส่วนร่วม ที่ต้องฟังเสียงคนส่วนใหญ่ และเคารพเสียงคนส่วนน้อย

Bartleby กับ “ความไม่ประสงค์” ที่แฝงอยู่ในตัวทุกคน

เพิ่งอ่านนิยายขนาดสั้นเรื่อง Bartleby, the Scrivener: A Story of Wall Street แต่งโดย Herman Melville ซึ่งเป็นคนเดียวกับที่แต่ง Moby Dick อันเลื่องชื่อ ผมยังไม่ได้อ่าน Moby Dick นี่จึงเป็นงานเล่มแรกของ Melville ที่ผมได้อ่าน

คำเตือน: Spoil

———————————————–

Bartleby เขียนขึ้นเมื่อปี 1853 เป็นนิยายขนาดสั้นไม่ถึง 100 หน้า อ่านไม่กี่ชั่วโมงก็จบ เป็นเรื่องเล่าของ “ข้าพเจ้า” ที่เป็นเจ้าของสำนักกฎหมายบนถนน Wall Street สมัยนั้นยังไม่มีแม้แต่เครื่องพิมพ์ดีด ทนายจึงต้องใช้เสมียนเขียนสำเนาของสำนวนคดีด้วยมือ สำนักงานของ “ข้าพเจ้า” มีเสมียนอยู่สองคน พองานล้นมือก็เลยลงประกาศรับเสมียนเพิ่ม จึงได้ Bartleby ซึ่งเป็นชายหนุ่มสุภาพ พูดน้อย ดูท่าทางหยิ่งนิดๆ แต่ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน มาเป็นเสมียนคนใหม่

Bartleby เป็นคนทำงานดีมาก ทำงานเร็วและละเอียด และมีความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย เขาไม่เคยลงไปกินอาหารกลางวัน แต่ละฝากเงินให้เด็กส่งเอกสารไปซื้อขนมมาให้ และแบ่งขนมให้เด็กคนนั้นเป็นการตอบแทนทุกครั้ง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นความประหลาดที่แท้จริงในตัว Bartleby คือบางทีถ้าถูกขอให้คัดสำนวนด่วน หรือให้ลงไปส่งจดหมาย เขาจะปฏิเสธด้วยคำพูดเพียงว่า “ผมไม่ประสงค์ที่จะทำ” โดยไม่ยอมให้เหตุผลว่าทำไมถึง “ไม่ประสงค์” ตัวนายจ้างซึ่งเป็นผู้เล่าเรื่องตอนแรกก็งง แต่อะไรบางอย่างในตัว Bartleby ทำให้เขาไม่ถือสาหาความ อาจจะเป็นเพราะความสงสารว่าถ้าทำตัวถือดีอย่างนี้ ไปเจอนายจ้างคนอื่นอาจโดนไล่ออกไปแล้ว และบุคลิกและความดูไม่ทำร้ายใครของ Bartleby ก็ทำให้ “ข้าพเจ้า” ซึ่งเป็นคนธรรมดาๆ ที่พยายามเป็นคนดีของสังคมไม่ถือสาหาความ Bartleby

การปฏิเสธงานของ Bartleby เป็นหนักขึ้นเรื่อยๆ จนมาวันหนึ่งเขาประกาศว่า “ผมไม่ประสงค์จะคัดสำเนาอีกต่อไป” นายจ้างฟังดังนั้นเลยต้องขอให้ Bartleby ลาออกไป แต่ถึงแม้จะให้เงินช่วยเหลือพิเศษเพื่อเป็นทุนในการเดินทางหรือเลี้ยงชีพแล้ว Bartleby ก็ยังยืนยันว่า “ผมไม่ประสงค์ที่จะไปจากสำนักงานนี้” นี่เป็นสิ่งที่เข้าใจไม่ได้อย่างสิ้นเชิง แต่ “ข้าพเจ้า” ก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร จะเรียกตำรวจมาลากตัวไปก็สงสาร เขาจึงปล่อยให้ Bartleby อยู่ที่สำนักงานต่อไป โดยวันๆ เขาจะยืนจ้องมองรูปปั้น Cicero และไม่ทำอะไรอย่างอื่น “ข้าพเจ้า” มารู้ทีหลังว่า Bartleby กินนอนอยู่ในสำนักงานของเขา เพราะเช้าวันอาทิตย์วันหนึ่งเขาแวะเข้ามาในสำนักงาน และพบ Bartleby อยู่ที่นั่น และ Bartleby กล่าวอย่างนุ่มนวลว่า “ผมไม่ประสงค์ให้ท่านเข้าไป โปรดรอสักครู่”

การดำรงอยู่ของ Bartleby ในสำนักงานกลายเป็นที่โจษจันและหวาดกลัว แขกที่มาธุระที่สำนักงานของ “ข้าพเจ้า” ต่างงุนงงและไม่สบายใจที่เห็น Bartleby ยืนอยู่ที่นั่นตลอดเวลาโดยไม่ทำอะไรเลย จนในที่สุด เมื่อพยายามทุกทางในการเชิญ Bartleby ออกไปแต่ไร้ผล “ข้าพเจ้า” จึงแก้ปัญหาโดยการย้ายสำนักงานออกไปเสียเอง ปล่อยให้ Bartleby อยู่ที่สำนักงานร้างนั้นคนเดียวตามยถากรรม

หลังจากย้ายสำนักงานได้ไม่นาน ก็มีคนมาหา “ข้าพเจ้า” และขอร้องให้ไปจัดการกับ Bartleby เพราะเขายังคงใช้ชีวิตอยู่ในสำนักงานนั้นไม่ยอมย้ายออกไปไหน “ข้าพเจ้า” จึงไปหา Bartleby และเกลี้ยกล่อมสุดตัว จนถึงกับเสนอให้ Bartleby ย้ายไปอยู่กับตน หรือเสนอที่จะออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปยังที่ไหนก็ได้ที่ Bartleby ต้องการ แต่คำตอบที่ได้ก็ยังเหมือนเดิม คือ “ผมไม่ประสงค์ที่จะไป” โดยไม่มีคำอธิบายเพิ่มเติม

เมื่อไม่สามารถไล่ Bartleby ออกไปได้ และไม่รู้ที่มาที่ไปหรือญาติพี่น้อง เจ้าของสำนักงานคนใหม่จึงขอให้ตำรวจจับ Bartleby ออกไป เมื่ออยู่ในคุก “ข้าพเจ้า” ได้เข้าไปเยี่ยม Bartleby และจ่ายเงินพิเศษให้คนทำอาหารในคุกดูแล Bartleby เป็นพิเศษ

แต่ไม่นานต่อมา เมื่อ “ข้าพเจ้า” ไปเยี่ยม Bartleby อีกครั้ง ก็พบเขานอนตายอย่างสงบกลางสนามในคุก เป็นอันจบเรื่องราวของ Bartleby

———————————————–

เรื่องราวของ Bartleby เป็นการสะท้อนแก่นสารของปรัชญา “อัตติภาวนิยม” หรือ Existentialism ที่เห็นว่า มนุษย์อยู่ดีๆ ก็เกิดมาเป็นตัวเป็นตนโดยที่เราไม่มีสิทธิเลือก (อยู่ดีๆ ก็ “ดำรงอยู่” – exist) และการดำรงอยู่ของมนุษย์ก็เป็นภาระที่มนุษย์แต่ละคนที่เป็นเจ้าของชีวิตนั้นจะต้องใส่ความหมายให้กับการดำรงอยู่นั้นด้วยตนเอง ทีนี้การใส่ความหมายของแต่ละคนก็จะต่างกัน สุดแท้แต่ความต้องการและธรรมชาติของแต่ละคน แต่ในระหว่างการใส่ความหมายให้กับตนเอง (ซึ่งบ่อยครั้งมักจะหมายถึงการ “เลือก” ทำหรือไม่ทำอะไร) ความต้องการและการกระทำของแต่ละคนมักจะขัดแย้งกับความคาดหวังของสังคม จนกลายเป็นความไม่ลงรอย การสูญเสียคุณค่าในตนเอง หรือหนักที่สุดคือการที่คนแต่ละคนไม่ค้นพบความหมายที่แท้จริงของการดำรงอยู่ของตนเองจนวันตาย นั่นคือเขาล้มเหลวที่จะใส่ความหมายให้กับการดำรงอยู่ของตนเอง

พฤติกรรมของ Bartleby ที่ไม่ยอมทำอะไรที่ตนไม่ต้องการโดยไม่ต้องให้เหตุผลก็คือการสะท้อนถึงทางเลือกที่คนคนหนึ่งมีอย่างแน่วแน่ว่าเขาต้องการสิ่งใด และปฏิเสธที่จะทำตามความคาดหวังของสังคมเพราะนั่นทำให้เขาต้องสูญเสียตัวตน ฟังๆ อาจจะดูแปลกๆ เพราะเรามักจะเชื่อกันว่าคนในสังคมมีหน้าที่ซึ่งก็และกัน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสมควรอยู่แล้วที่เราต้องทำตามความคาดหวังของสังคมตามบทบาทของเราที่สังคมกำหนดบ้าง แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าความคาดหวังเหล่านั้นมันเป็นไปเพื่อประโยชน์ของคนส่วนมากจริงๆ ในสังคมสมัยใหม่ ทุกคนทำในสิ่งที่สังคมคาดหวัง และแทบทุกคนก็ทุกข์ทรมานกับบทบาทเหล่านั้น แต่ก็ต้องฝืนใจทำจนกลายเป็นเรื่อง “ธรรมชาติ” จนในที่สุดก็ไม่มีใครคิดว่าการทำตามความคาดหวังของสังคมมันจะขัดแย้งกับตัวตนภายในของเราเอง

ส่วนตัวผมคิดว่าอัตติภาวะนิยมได้รับอิทธิพลมาจากทั้งแนวคิดและสภาพสังคมตะวันตกสมัยก่อนสมัยใหม่ (pre-modern) ที่สังคมถูกแบ่งชนชั้น และคนแต่ละกลุ่มก็จะมีบทบาทเฉพาะเจาะจงไม่ต้องทำเพื่ออยู่รอดและได้รับการยอมรับในสังคม แต่โลกสมัยใหม่ (modern) และหลังสมัยใหม่ (post-modern) เริ่มอนุญาตให้คนเหล่านั้นท้าทายกับความเชื่อและขนบแบบเดิมๆ แนวคิดเสรีนิยมเกิดขึ้นโดยเชื่อว่าเสรีภาพในการเลือกของมนุษย์คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีคุณค่าและคุณภาพ สอดคล้องกับทุนนิยมที่เชื่อว่าถ้าทุกฝ่ายเพื่อผลประโยชน์ตัวเอง สุดท้ายสังคมโดยรวมจะหาจุดสมดุล (equilibrium) ที่ทำให้โลกก้าวหน้าและการกระทำการใดๆ เช่นการผลิตมีประสิทธิภาพสูงสุด และสังคมได้รับประโยชน์มากที่สุด ทั้งเสรีนิยมและทุนนิยมน่าจะเป็นแรงบันดาลที่สานต่อมาเป็นอัตติภาวะนิยม และได้นำไปสู่อนาธิปไตย (anarchism) ที่เชื่อว่าหน่วยในสังคมควรถูกปล่อยให้มีชีวิตไปเองโดยไม่ต้องมีใครเช่นรัฐบาลมาวางกฎเกณฑ์หรือควบคุม แต่สังคมจะจัดการกันเองจนพัฒนาแบบแผน (pattern) ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดและเป็นที่พอใจของทุกคนไปเอง เช่นเดียวกับที่มดพัฒนาแบบแผนในการเดินและการสร้างรังโดยไม่มีใครมากำหนด

สุดท้าย ผมคิดว่าแนวคิดทั้งหมดเหล่านี้ก็ยังสอดคล้องกับพุทธศาสนาอย่างน่าประหลาด เพราะเป้าหมายของการปฏิบัติในพุทธศาสนาคือการเข้าใจสิ่งต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกด้วยปัญญา เข้าใจจนรู้ว่าธรรมชาติของสรรพสิ่งคือความไม่ยั่งยืนถาวร และปล่อย ละ วาง สิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป จนท้ายที่สุดก็ไม่ต้องการอะไรอีก เหมือน Bartleby ที่อาจเป็นแบบอย่างของผู้ที่บรรลุธรรมแล้ว ที่ไม่ต้องการอะไรจากใครอีก สิ่งที่เติมเข้ามานอกเหนือจากสิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตเป็นสิ่งที่เขาไม่ต้องการและปฏิเสธอย่างจริงจัง ความสุขของ Bartleby คือการ “วาง” หรือปฏิเสธการได้มาหรือเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่การ “ได้” นั่นหมายความว่าเขาละแล้วซึ่งความรัก โลภ โกรธ หลง และเป็นมนุษย์ที่น่าอิจฉาที่สุดคนหนึ่งเพราะเขาไม่ต้องเดือดร้อนอะไรกับใคร แต่คนรอบข้างและสังคมต่างหากที่ “เลือก” จะไปเดือดร้อนกับความไม่เดือดร้อนของ Bartleby เพียงเพราะสังคมนั้นคุ้นเคยกับการคาดหวังจนลืมคิดไปว่าความคาดหวังเป็น “สิ่งประดิษฐ์” ที่ทำให้เราถอยห่างจากแก่นแท้ของการดำรงอยู่

ลึกๆ แล้วเราทุกคนอาจจะหวังที่จะเป็นได้อย่าง Bartleby ก็ได้

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: