เราอยู่ในสังคมที่เดินหน้าสู่ความผิดปกติ
เรามักจะคุ้นเคยกับสิ่งที่อยู่รอบตัวจนลืมที่จะมองมันด้วยสายตาที่เป็นกลาง ด้วยเหตุด้วยผล และด้วยความแยบคาย เรามักจะรู้สึกว่าสิ่งต่างๆ รอบตัวคือความปกติ ในขณะที่สิ่งที่เราไม่คุ้นเคยหรือคนที่ไม่เหมือนกับเรานั้นผิดปกติ
ถ้าความปกติคือความไม่ทุกข์ร้อน ไม่เสียดทาน คือความสบาย ความง่าย และความสุข ผมคิดว่าวิถีชีวิตที่เราเป็นกันอยู่นั้นห่างไกลจากความปกติมากนัก
ลองมาดูทีละเรื่อง เริ่มที่อาหารการกิน การที่อาหารทุกมื้อที่กินจะมีส่วนประกอบของสารสังเคราะห์ที่ไม่เป็นธรรมชาติอยู่เสมอ ไม่น่าจะถือว่าเป็นความปกติ ทุกวันนี้ เป็นเรื่องยากมากที่เราจะสามารถกินอาหารธรรมชาติที่ร้อยเปอร์เซ็นในแต่ละมื้อ อาหารที่หาซื้อได้ง่ายมักจะเป็นอาหารที่มีพิษเสมอ
ในเรื่องการเดินทาง เราไม่ควรที่จะต้องเครียดทุกครั้งที่อยู่บนถนน ไม่ควรที่จะต้องเสียเงิน เสียเวลา เสียสุขภาพกาย เสียสุขภาพจิต ไปกับการเดินทาง เพื่อไปประชุมหรือทำธุระที่ส่วนมากไม่ได้มีสาระสำคัญกับชีวิต
ในเมืองหรือริมถนน เราไม่ควรที่จะต้องกลั้นลมหายใจ ด้วยความรังเกียจสารพิษที่อยู่ในอากาศ หรือกลัวที่จะใช้เท้าเปล่าสัมผัสกับพื้นและสิ่งต่างๆ ในพื้นที่สาธารณะ
ในการทำงาน เราไม่ควรที่จะต้องตื่นแต่เช้า รีบเร่งกดดัน แข่งกับเวลาเพื่อมารวมตัวกันที่ที่ทำงาน เพื่อทำงานที่ไม่จำเป็นต้องทำร่วมกับใคร หรืองานที่ใช้เทคโนโลยีย่นระยะทางทำให้สื่อสารกันได้ เราไม่ควรที่จะต้องทำงานที่เราไม่มีความคิด ความเห็น อุดมการณ์ หรือเป้าหมายที่สอดคล้องกับสาระสำคัญของงานนั้นๆ และยิ่งไม่ควรที่จะต้องทำงานซ้ำซากที่ไม่ได้พัฒนาตนเอง ลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ของตน
เกษตรกรไม่ควรที่จะต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ที่ราคาแพงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อปลูกเป็นรายครั้ง และซื้อปุ๋ยเคมีปริมาณมหาศาลเพื่อทำให้เมล็ดพันธุ์ปลอมๆ นั้นโตได้และขายได้ในราคาที่ไม่เคยขยับขึ้นตามราคาวัตถุดิบ
ธนาคารไม่ควรปล่อยกู้ให้โครงการที่ไม่เห็นอนาคต และไม่ควรมีระบบสินเชื่อเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล
เงินไม่ควรจะเป็นปัจจัยหลักในการดำรงชีวิต เงินไม่ควรสำคัญกว่างานหรือการกระทำ คนเราควรอยู่ได้อย่างมีคุณภาพและมีศักดิ์ศรีถ้าเขาเลือกที่จะไม่หาเงิน
เด็กไม่ควรจะต้องถูกจำกัดจินตนาการและความอยากรู้อยากเห็น เพียงเพราะพ่อแม่ระแวงคนแปลกหน้า หรือสภาพแวดล้อมนั้นไม่ปลอดภัย และยิ่งไม่ควรที่จะต้องถูกบังคับให้เรียน ให้มีชีวิตอยู่ตามแบบแผนที่เป็นกลไก
ยามเจ็บป่วย เราไม่ควรที่จะต้องพึ่งพาคนอื่นตลอดเวลา ไม่ควรที่จะต้องตกเป็นภาระของสังคม และยิ่งไม่ควรที่จะต้องตกเป็นทาสของยาและระบบสาธารณสุขที่ไม่เข้าใจการดูแลสุขภาพอย่างเป็นองค์รวมและสมดุล
ในเวลาที่จะตาย เราไม่ควรต้องกังวลกับทรัพย์สิน กับความซับซ้อนของเรื่องมรดก และยิ่งไม่ควรต้องอยู่ในภาวะที่เลือกที่ตายและสภาพในการตายไม่ได้
สภาพแวดล้อมของสังคมสมัยใหม่กำลังมุ่งหน้าไปสู่ความหายนะ คนเราถูกหลอกและกล่อมให้เชื่อว่าเรากำลังมีชีวิตที่มีความสุข เป็นชีวิตในฝันที่ตัวเองไม่ต้องออกแรงก็อยู่เฉยๆ ได้อย่างสบาย หรือถูกทำให้เชื่อและหวังอย่างนั้น ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว ชีวิตในฝันนั้นต้องแลกมาด้วยแรงเสียดทานและความผิดปกติในทุกๆ มิติของชีวิต ตั้งแต่อาหาร สุขภาพ จิตใจ การทำงาน สิ่งแวดล้อม การเงิน และการตาย เรากำลังอยู่ในสังคมที่แทบจะไม่หลงเหลืออะไรที่เรียกได้ว่าปกติอีกต่อไป
ต้นเหตุของความผิดปกติเหล่านี้ ล้วนมีที่มาจากความโลภ ความไม่รู้จักพอ ความต้องการสบายและรังเกียจการลงมือทำ กิเลสที่ติดมากับมนุษย์เหล่านี้ถูกปลุกให้ตื่นและเติบโตเต็มที่ภายใต้ระบบทุนนิยมและบริโภคนิยม ซึ่งได้ทำให้เรื่องที่น่ารังเกียจที่ติดมากับมนุษย์เหล่านี้กลายเป็นเรื่องปกติและพึงปรารถนา เรากำลังอยู่ในระบบโลกที่ทุกอย่างกลับหัวตรงกันข้ามกับสิ่งที่ควรจะเป็นอย่างสิ้นเชิง และกำลังขยายโลกที่กลับหัวนี้ กัดกร่อนคุณค่าและสาระสำคัญของการมีชีวิตอยู่โดยที่คนส่วนมากไม่รู้สึกตัว
อย่างไรก็ตาม ในฐานะบุคคลที่คิดและตัดสินใจเองได้ด้วยสติปัญญา ผมคิดว่าเรายังสามารถกลับวิถีชีวิตให้เป็นปกติอีกครั้งหนึ่งได้ ถ้าเรามองเห็นความสำคัญของมัน และมีความกล้าหาญเพียงพอ ความกล้าที่ว่านี้ คือความกล้าที่จะถอดรื้อความคุ้นเคยเดิมๆ และเสาะหา ทดลอง สร้างสรรค์วิถีที่ในจิตใจเบื้องลึกบอกเราว่านี่คือความปกติอย่างเป็นธรรมชาติ ถ้าเราเชื่อว่ามนุษย์เกิดมาพร้อมกับทางเลือก นี่เป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่เราจะใช้ทางเลือกนั้น เลือกสิ่งที่เป็นปกติ ด้วยความกล้า ความเฉียบขาด และด้วยความใตร่ตรอง




