Entangle

A written expression

Category: สังคม

เราอยู่ในสังคมที่เดินหน้าสู่ความผิดปกติ

เรามักจะคุ้นเคยกับสิ่งที่อยู่รอบตัวจนลืมที่จะมองมันด้วยสายตาที่เป็นกลาง ด้วยเหตุด้วยผล และด้วยความแยบคาย เรามักจะรู้สึกว่าสิ่งต่างๆ รอบตัวคือความปกติ ในขณะที่สิ่งที่เราไม่คุ้นเคยหรือคนที่ไม่เหมือนกับเรานั้นผิดปกติ

ถ้าความปกติคือความไม่ทุกข์ร้อน ไม่เสียดทาน คือความสบาย ความง่าย และความสุข ผมคิดว่าวิถีชีวิตที่เราเป็นกันอยู่นั้นห่างไกลจากความปกติมากนัก

ลองมาดูทีละเรื่อง เริ่มที่อาหารการกิน การที่อาหารทุกมื้อที่กินจะมีส่วนประกอบของสารสังเคราะห์ที่ไม่เป็นธรรมชาติอยู่เสมอ ไม่น่าจะถือว่าเป็นความปกติ ทุกวันนี้ เป็นเรื่องยากมากที่เราจะสามารถกินอาหารธรรมชาติที่ร้อยเปอร์เซ็นในแต่ละมื้อ อาหารที่หาซื้อได้ง่ายมักจะเป็นอาหารที่มีพิษเสมอ

ในเรื่องการเดินทาง เราไม่ควรที่จะต้องเครียดทุกครั้งที่อยู่บนถนน ไม่ควรที่จะต้องเสียเงิน เสียเวลา เสียสุขภาพกาย เสียสุขภาพจิต ไปกับการเดินทาง เพื่อไปประชุมหรือทำธุระที่ส่วนมากไม่ได้มีสาระสำคัญกับชีวิต

ในเมืองหรือริมถนน เราไม่ควรที่จะต้องกลั้นลมหายใจ ด้วยความรังเกียจสารพิษที่อยู่ในอากาศ หรือกลัวที่จะใช้เท้าเปล่าสัมผัสกับพื้นและสิ่งต่างๆ ในพื้นที่สาธารณะ

ในการทำงาน เราไม่ควรที่จะต้องตื่นแต่เช้า รีบเร่งกดดัน แข่งกับเวลาเพื่อมารวมตัวกันที่ที่ทำงาน เพื่อทำงานที่ไม่จำเป็นต้องทำร่วมกับใคร หรืองานที่ใช้เทคโนโลยีย่นระยะทางทำให้สื่อสารกันได้ เราไม่ควรที่จะต้องทำงานที่เราไม่มีความคิด ความเห็น อุดมการณ์ หรือเป้าหมายที่สอดคล้องกับสาระสำคัญของงานนั้นๆ และยิ่งไม่ควรที่จะต้องทำงานซ้ำซากที่ไม่ได้พัฒนาตนเอง ลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ของตน

เกษตรกรไม่ควรที่จะต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ที่ราคาแพงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อปลูกเป็นรายครั้ง และซื้อปุ๋ยเคมีปริมาณมหาศาลเพื่อทำให้เมล็ดพันธุ์ปลอมๆ นั้นโตได้และขายได้ในราคาที่ไม่เคยขยับขึ้นตามราคาวัตถุดิบ

ธนาคารไม่ควรปล่อยกู้ให้โครงการที่ไม่เห็นอนาคต และไม่ควรมีระบบสินเชื่อเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล

เงินไม่ควรจะเป็นปัจจัยหลักในการดำรงชีวิต เงินไม่ควรสำคัญกว่างานหรือการกระทำ คนเราควรอยู่ได้อย่างมีคุณภาพและมีศักดิ์ศรีถ้าเขาเลือกที่จะไม่หาเงิน

เด็กไม่ควรจะต้องถูกจำกัดจินตนาการและความอยากรู้อยากเห็น เพียงเพราะพ่อแม่ระแวงคนแปลกหน้า หรือสภาพแวดล้อมนั้นไม่ปลอดภัย และยิ่งไม่ควรที่จะต้องถูกบังคับให้เรียน ให้มีชีวิตอยู่ตามแบบแผนที่เป็นกลไก

ยามเจ็บป่วย เราไม่ควรที่จะต้องพึ่งพาคนอื่นตลอดเวลา ไม่ควรที่จะต้องตกเป็นภาระของสังคม และยิ่งไม่ควรที่จะต้องตกเป็นทาสของยาและระบบสาธารณสุขที่ไม่เข้าใจการดูแลสุขภาพอย่างเป็นองค์รวมและสมดุล

ในเวลาที่จะตาย เราไม่ควรต้องกังวลกับทรัพย์สิน กับความซับซ้อนของเรื่องมรดก และยิ่งไม่ควรต้องอยู่ในภาวะที่เลือกที่ตายและสภาพในการตายไม่ได้

สภาพแวดล้อมของสังคมสมัยใหม่กำลังมุ่งหน้าไปสู่ความหายนะ คนเราถูกหลอกและกล่อมให้เชื่อว่าเรากำลังมีชีวิตที่มีความสุข เป็นชีวิตในฝันที่ตัวเองไม่ต้องออกแรงก็อยู่เฉยๆ ได้อย่างสบาย หรือถูกทำให้เชื่อและหวังอย่างนั้น ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว ชีวิตในฝันนั้นต้องแลกมาด้วยแรงเสียดทานและความผิดปกติในทุกๆ มิติของชีวิต ตั้งแต่อาหาร สุขภาพ จิตใจ การทำงาน สิ่งแวดล้อม การเงิน และการตาย เรากำลังอยู่ในสังคมที่แทบจะไม่หลงเหลืออะไรที่เรียกได้ว่าปกติอีกต่อไป

ต้นเหตุของความผิดปกติเหล่านี้ ล้วนมีที่มาจากความโลภ ความไม่รู้จักพอ ความต้องการสบายและรังเกียจการลงมือทำ กิเลสที่ติดมากับมนุษย์เหล่านี้ถูกปลุกให้ตื่นและเติบโตเต็มที่ภายใต้ระบบทุนนิยมและบริโภคนิยม ซึ่งได้ทำให้เรื่องที่น่ารังเกียจที่ติดมากับมนุษย์เหล่านี้กลายเป็นเรื่องปกติและพึงปรารถนา เรากำลังอยู่ในระบบโลกที่ทุกอย่างกลับหัวตรงกันข้ามกับสิ่งที่ควรจะเป็นอย่างสิ้นเชิง และกำลังขยายโลกที่กลับหัวนี้ กัดกร่อนคุณค่าและสาระสำคัญของการมีชีวิตอยู่โดยที่คนส่วนมากไม่รู้สึกตัว

อย่างไรก็ตาม ในฐานะบุคคลที่คิดและตัดสินใจเองได้ด้วยสติปัญญา ผมคิดว่าเรายังสามารถกลับวิถีชีวิตให้เป็นปกติอีกครั้งหนึ่งได้ ถ้าเรามองเห็นความสำคัญของมัน และมีความกล้าหาญเพียงพอ ความกล้าที่ว่านี้ คือความกล้าที่จะถอดรื้อความคุ้นเคยเดิมๆ และเสาะหา ทดลอง สร้างสรรค์วิถีที่ในจิตใจเบื้องลึกบอกเราว่านี่คือความปกติอย่างเป็นธรรมชาติ ถ้าเราเชื่อว่ามนุษย์เกิดมาพร้อมกับทางเลือก นี่เป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่เราจะใช้ทางเลือกนั้น เลือกสิ่งที่เป็นปกติ ด้วยความกล้า ความเฉียบขาด และด้วยความใตร่ตรอง

อินเดียนั้นงามอย่างเรียบง่าย

อินเดียนั้นงามอย่างเรียบง่าย ทุกที่ที่ไป คือคนกับธรรมชาติ พวกเขามีชีวิต กิน ดื่ม ขับถ่าย กับธรรมชาติ แทบไม่มีสิ่งประดิษฐ์ วัตถุแปลกปลอมสังเคราะห์ หรือการจัดระบบใดๆ

ชาวอินเดียเชื่อว่ามนุษย์ไม่ต่างจากสัตว์ ต่างต้องการมีชีวิตที่อยู่รอดและมีความสุข ความสุขของสัตว์ คือการสามารถกิน อยู่ หลับนอน ได้อย่างเป็นปกติ คือการไม่ต้องกังวล เป็นทุกข์ กับความไม่แน่นอน คือการไม่ต้องคิดขวนขวายหาสิ่งต่างๆ ที่เกินจากความจำเป็นในการเอาชีวิตรอด

ด้วยความคิดนี้ คนอินเดียไม่อยากรวยหรือมีอำนาจ เพราะเงินและอำนาจแลกมากับการพึ่งพาคนอื่น พึ่งพาสิ่งนอกกาย การพึ่งพาทำให้ชีวิตบีบรัดจึงเป็นทุกข์ การพึ่งพาทำให้ชีวิตไม่มั่นคง และสักวันหนึ่ง เงินและเกียรติย่อมสูญไปเป็นธรรมดา

การเดินทางไปอินเดียเป็นการเดินทางทางจิตวิญญาณ ที่จุดนี้ บนถนนจากเมืองสาวัตถี ที่ซึ่งพระพุทธเจ้าประทับ ณ วัดเชตุวรรณ มุ่งสู่พรมแดนเนปาลไปยังลุมพินี สถานที่ที่ทรงประสูติ ผมรู้สึกถึงความเบิกบานจนต้องหัวเราะออกมา เพราะที่นี่ ผมได้รู้โดยไม่มีเหตุผล ว่าความสุข คือการเป็นอิสระจากความคิดนั่นเอง

ถนนลูกรังเจิ่งน้ำ อากาศหนาวเย็นเข้ากระดูก ความสุขสงบจากการไม่คิด – การตื่นทางจิตวิญญาณ – A Spiritual Revelation

จักรยานและทุ่งมัสตาร์ด ที่อินเดียมีเต็มไปหมด สีเหลือง เขียว น้ำตาล และเทา สีของธรรมชาติล้วนๆ ไม่มีปรุงแต่ง ที่นี่ คนมีความสุขเหลือกัน

การไปอินเดีย คือการเลิกคิดและเปิดจิต ไม่มีความเข้าใจใดที่จะล้ำลึกยิ่งกว่าความเข้าใจจากการ “รู้” ได้ด้วยตนเอง ไม่ใช่การ “คิด” หาเหตุผล

ความสุขใดๆ ก็เช่นกัน ล้วนเกิดจากการรู้ได้ด้วยตนเอง ไม่ใช่การคิดหรือแสวงหาอย่างไร้สติ

รู้ ตื่น เบิกบาน คือพุทธะ, ดี จริง และงาม คือธรรม, ศรัทธา ความเพียร คือสงค์ อินเดียปลุกเร้าให้เราเชื่อในลักษณะของไตรรัตน์ และรู้ถึงโลกที่ซ่อนอยู่ในใจมนุษย์ทุกคน

ว่าด้วยการบริจาค

ทำไมเราถึงควรบริจาค? วันนี้มาลองคิดและสรุปเหตุผลได้บางส่วน ดังนี้

1. การให้ของที่เหมาะสมกับผู้รับที่ถูกต้อง อาจเป็นจุดคานงัดที่พลิกชีวิตของผู้รับ

อันนี้เป็นเหตุผลเชิงอรรถประโยชน์นิยม (Utilitarianism) ลองจินตนาการดูว่าการให้อาหารกับผู้ประสบภัยที่กำลังอดอยาก หมายถึงการที่คนคนนั้นสามารถมีชีวิตอยู่ได้แทนที่จะต้องตาย (Life or Death) ส่วนการให้หนังสือที่เสริมสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนที่ไม่เคยมีโอกาสเข้าถึงและอ่านหนังสือดีๆ นอกเหนือจากหนังสือเรียน อาจหมายถึงการที่เด็กคนนั้นจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีปัญญาพอที่จะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและมีคุณภาพ (Happiness or Suffer)

2. การให้เป็นกระแส ที่ระบาดสู่คนข้างเคียง ทำให้เกิดการให้มากขึ้นอีกเป็นทวีคูณ

ถ้าสังคมมีกลไกในการเผยแพร่เรื่องราวการให้ทั้งในระดับชุมชนและระดับใหญ่ มีโอกาสที่จะเกิดพฤติกรรมเลียนแบบ ทั้งที่เลียนแบบเพราะได้รับแรงบันดาลใจ เห็นว่าเป็นการกระทำที่ดีอย่างจริงใจ หรือเลียนแบบเพราะแรงกดดันของสังคม การเลียนแบบนั้นโดยทั่วไปจะแผ่ขยายอย่างทวีคูณ (Exponential growth) อย่างรวดเร็วจนกลายเป็นการให้ขนานใหญ่ ซึ่งในระยะยาว จะลดปัญหาของทั้งสังคม ทำให้สังคมโดยรวมมีความสุข มีคุณภาพมากขึ้น

3. การให้เป็นการขัดเกลา ฝึกฝนตนเอง ให้ละความโลภและการยึดติดกับตัวตน

การให้โดยไม่เบียดเบียนการใช้ชีวิตตามปกติ เป็นการฝึกให้เรามองเห็นความจริงว่า ไม่มีสิ่งไหนเป็นของเรา ความเป็นเจ้าของนั้นเป็นแนวคิดที่มนุษย์สร้างขึ้นเมื่อไม่นานมานี้เอง และผลักดันให้คนหลงผิด เห็นว่าสิ่งต่างๆ เป็นของเรา เมื่อเรามีมากขึ้น ความหลงผิดนี้ก็จะทับถมทวีความหนักหน่วงมากยิ่งขึ้น การพ้นจากความหลงผิดว่าสิ่งต่างๆ มีตัวตน เป็นของเราของเขานั้น เป็นหนึ่งในความรู้ที่สำคัญในการพ้นทุกข์อย่างยั่งยืนตามหลักพุทธศาสนา (อนิจจัง = สิ่งต่างๆ ไม่เที่ยง, ทุกขัง = ชีวิตเป็นทุกข์, อนัตตา = สิ่งต่างๆ ไม่มีตัวตน)

ความดี ความงาม และความจริง กับการเปลี่ยนประเทศไทย

เมื่อวาน คุณ @sunit แห่ง ChangeFusion ได้เริ่มโครงการตั้งคำถามว่า อะไรคือ 3 ปัจจัยหลักที่จะเปลี่ยนประเทศไทยในระดับรากฐาน ต่อไปนี้คือคำตอบของผมครับ

——————————

ขอแยกคิดเป็น 2 ส่วน คือ สามสิ่งที่ควรจะเป็น กับ สามสิ่งที่ต้องทำเพื่อให้เป็นอย่างที่หวัง

สามสิ่งที่ควรจะเป็น ขอใช้ภูมิปัญญาโบราณที่คิดว่าเป็นจริงอยู่เสมอ นั่นคือ ความดี ความงาม และความจริง

ความดี ความงาม และความจริง เป็นเส้นทางที่เชื่อมต่อกัน นำไปสู่การพัฒนาของมนุษย์

1. เริ่มต้นด้วยความดี คือเรื่องศีลธรรม มโนสำนึกพื้นฐาน ความถูกต้อง ความชอบธรรม กฎหมาย ระเบียบ สำนึกร่วม เรื่องเหล่านี้ถ้าถูกปลูกฝังให้มีเป็นพื้นฐาน ผ่านสถาบันในสังคมเช่นวัด ศาสนา หรือแม้แต่ชาติ กษัตริย์ ก็จะทำให้แต่ละส่วนในสังคมมีรากฐานที่เข้มแข็ง โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพิงกับ “ระบบ” ที่จะทำให้ Outcome ทางสังคมออกมาดี เช่น ประชาธิปไตย หรือทุนนิยม อย่างไรก็ตาม ระบบเหล่านั้นก็มีส่วนดี แต่ไม่สามารถมาทดแทน “ความดี” ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคิดถึงพัฒนาการระยะยาว

ในประเทศไทย ความดีพื้นฐานเหล่านี้เคยถูกสนับสนุน สร้างเสริม บ่มเพาะ ด้วยสถาบันชาติ ศาสนา กษัตริย์ และชุมชน แต่ปัจจุบัน ทุกสถาบันล้วนง่อนแง่นคลอนแคลน และบิดเบือนไปจาก “หน้าที่” ของสถาบันที่ควรจะเป็น เพราะต่างๆ มุ่งรักษาสถานะของตนเอง และขับเคลื่อนด้วยอวิชชา

2. ความงาม เมื่อมนุษย์มีจิตใจที่มั่นคง ถูกต้อง เที่ยงธรรม โอบอ้อมแล้ว จะนำไปสู่สิ่งที่สวยงามในสังคม นั่นคือสังคมที่ปราศจากสงคราม จัดการกับความขัดแย้งได้ เพราะจิตใจแต่ละคนนั้นละเมียดละไม ทำให้เกิดการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่ประณีต ไม่ว่าจะเป็นความงามภายนอก เช่น วัฒนธรรม ศิลปะ หรือความงามภายใน เช่นจิตใจที่ดีงาม

ในประเทศไทย เมื่อสถาบันที่ยึดเหนี่ยวความดีในสังคมนั้นอ่อนแอลง จิตใจคนจะว้าวุ่น เสื่อมถอย ตกต่ำ ความคิดจะมีแต่ทางอกุศล ติดลบ มุ่งทำให้ตนเองอยู่รอดโดยไม่คำนึงถึงคนอื่น ความหยาบเหล่านี้เติมเชื่อไฟและถ่ายทอดสื่บเนื่องออกไปในสังคมวงกว้าง ทำให้เราลืมและเข้าไม่ถึงอารยธรรม วัฒนธรรม ศิลปะ ที่ช่วยกล่อมเกลาให้จิตใจประณีต พูดง่ายๆ คือขาดสิ่งโน้มนำจิตใจให้ “กลับ” ไปสู่ความดี และ “เดินหน้า” สู่ความจริง

3. ความจริง จิตใจและสภาพแวดล้อมทางสังคมที่ทั้งดี และงาม เป็นพื้นฐานปูทางให้สังคมเห็น “ความจริง” ในแบบที่มันเป็น เพราะคนเรามีใจที่เป็นกลาง (ในความหมายว่าไม่อคติ) และต่างมุ่งหวังให้สังคมก้าวไปในทิศทางที่ดีและงาม นำไปสู่การแก้ปัญหาและพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งตรงนี้ต้องมี “ความรู้” มาประกอบ เพื่อผลักดันให้ก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็วและมีคุณภาพ

ซึ่งในสังคมไทย เมื่อสังคมขาดความดี และความงาม ดวงตาของคนจะถูกบดบังด้วยมายาคติ อคติ และความไม่รู้ ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงและพัฒนาความรู้และปัญญาได้ เช่นเกษตรกรจำนวนมากที่หันออกจากวิถีพอเพียงเลี้ยงตนเอง เพราะใจนั้นหลงติดอยู่กับความอยาก (อันตรงข้ามกับความดี) และความหยาบ (ที่มองไม่เห็นความงามของการพึ่งพาตนเอง) ประกอบกับความไม่รู้ ขาดข้อมูล ความรู้

ดังนั้น เมื่อมองกว้างขึ้นไป ปัญหาของโลกและสังคมไทยในปัจจุบัน คือการที่หน่วยย่อยๆ ในสังคมนั้น ขาดความดี ความงาม และความจริง ด้วยปัจจัยหลายประการ เช่นกระแสวัตถุนิยม (ในบริบท Objectivism หรือการมองทุกอย่างเป็นวัตถุ) เริ่มตั้งแต่ Enlightenment การปฏิวัติอุตสาหกรรม ทุนนิยม วัตถุนิยมวิภาษวิธี จนถึงบริโภคนิยมในปัจจุบัน กระแสเหล่านี้ทำให้เราลืมสิ่งที่เราเคยมี นั่นคือการมองโลกอย่างเป็นจริง ทำให้รากฐานของมนุษย์นั้นบิดเบือนไปสู่ความ “ไม่จริง” ซึ่งเป็นสิ่งประดิษฐ์อันไม่ใช่ธรรมชาติของมนุษย์ที่แท้จริง

ถ้ามองตามวัฎจักร จะพบว่าสังคมไหลไปเป็นรอบ โดยเริ่มที่จุดที่ต่ำว่าจุดสมดุล ไปสู่จุดสมดุล และพ้นจุดสมดุล ทำให้ไม่สมดุล จากนั้นจึงไหลสู่ความสมดุลอีกครั้ง ปรากฏการณ์การขาดความดี ความงาม และความจริงก็เช่นกัน ที่เป็นเพียงการไหลโดยธรรมชาติออกจากความสมดุล ถ้าปล่อยไปเรื่อยๆ สังคมก็อาจกลับมา “ดี” อีกครั้ง แต่กว่าจะถึงจุดนั้น ก็อาจเกิดต้นทุนมหาศาลแก่สังคม ดังนั้น หน้าที่ของเราทุกคน คือการนำสังคมกลับสู่ความสมดุล หรือ “ปกติ” ให้เร็วที่สุด ซึ่งก็เปรียบเหมือนการนำอารยธรรมออกจากยุคมืด ไปสู่ยุดฟื้นฟูศิลปะวัฒนธรรมนั่นเอง

ทีนี้จะพูดถึงวิธีที่จะทำให้สังคม “ค้นพบใหม่ (Rediscover)” ซึ่งความดี ความงาม และความจริง โดยมี 3 วิธี ที่ต้องดำเนินการไปด้วยกัน ได้แก่ นโยบาย ความรู้ และสื่อ

1. นโยบาย หมายถึงการที่รัฐ ซึ่งมีหน้าที่ยึดโยงสังคม ต้องตระหนักถึงปัญหาการขาดความดี ความงาม และความจริง และดำเนินการอย่างเป็นระบบเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว โดยใช้เครื่องไม้เครื่องมือของรัฐ (State Apparatuses) เช่น การสนับสนุนระบบและสถาบันศาสนาที่ตรงกับคำสอนของพระพุทธเจ้า การส่งเสริมคุณค่าและกลไกการพึ่งตนเองหรือแก้ปัญหาในท้องถิ่นด้วยตนเอง การส่งเสริม ฟื้นฟู ประยุกต์ศิลปะวัฒนธรรมที่คนนั้นเข้าใจและเข้าถึงแก่นสารของมันอย่างแท้จริง

2. ความรู้ คือการสนับสนุนทั้งวัตถุดิบและกระบวนการที่นำไปสู่การเรียนรู้เพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาชีวิต โดยอาจอยู่ในรูปแบบที่หลากหลายแต่สนับสนุนซึ่งกันและกัน เช่น คลังความรู้จากส่วนกลางและชุมชน กลไกการสนับสนุนความรู้ในชุมชนและถ่ายทอด แลกเปลี่ยน ต่อยอดความรู้ระหว่างกัน จนถึงระบบการศึกษาที่ส่งเสริมให้คนหาความรู้ด้วยตนเอง และใช้ความรู้นั้นในทางที่ดีและงาม

3. สื่อ เป็นเครื่องมือที่ช่วยถ่ายทอดนโยบายและความรู้ไปในวงกว้าง ที่ผ่านมา สื่อมีบทบาทอย่างมากในการบ่มเพาะระบบคุณค่าที่ขัดแย้งกับความดี ความงาม และความจริง พลังอำนาจของสื่อย่อมสามารถถูกใช้ไปในทางที่ดีได้เช่นเดียวกัน ตั้งแต่การปลูกฝังระบบคุณธรรม จริยธรรม คุณค่าร่วมของชาติ เป้าหมายร่วม การเป็นเครื่องมือในการถ่ายทอด แลกเปลี่ยน ต่อยอดคุณค่าที่ดีของคนกลุ่มต่างๆ สร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน แก้ไขและไกล่เกลี่ยปัญหาความขัดแย้ง ถ่ายทอดข้อมูลความรู้ให้เท่าเทียม เชื่อมโยงข้อมูลความรู้ที่นำไปสู่การแก้ปัญหาต่างๆ จะเห็นว่าสื่อไม่ได้เป็นเพียงผู้นำเสนอข้อมูลข่าวสาร แต่เป็นพื้นที่ในการสร้างวัฒธรรมในความหมายที่กว้าง

เมื่อนโยบาย ความรู้ และสื่อ ผลักดันสังคมของความดี ความงาม และความจริงไปด้วยกันอย่างเป็นระบบ ผลลัพธ์ที่ได้ คือการฟื้นฟูคุณค่าเดิมที่เราเคยมี และต่อยอด ประยุกต์ เป็นทางออกต่อปัญหา และการพัฒนาอย่างยั่งยืน

สิ่งที่ต้องคิดต่อ คือยุทธศาสตร์ที่จะใช้เครื่องมือทั้งสามเพื่อบรรลุผลลัพธ์ครับ

A new dawn is today

Ignorance, power of mass media, networks of lies, passivity of the state, weakness of civil society, sparked the underlying discontent, resulting in the worst anarchy in modern Thai society.

Wondering where would we go from here. A society left to its own momentum will eventually collapse, entering a dark age then resurrect. An order will emerge from the edge of total chaos. But as we are civilised or intend to be, leaving things to flow on its own current into an abyss is a great moral failure. If we do nothing, what is the worth of being nurtured and cultured by continuous generations of interrelating fabric of humanity from past to present? What can you say to your next generation when they are born in a crippled society and dark culture?

A new dawn is today. We are reborn every single day. Natural progress is continuous. Cycles are in the hands of us. We are distinctive because we can make progress. We are obliged to progress. If we don’t progress, we should return our humanity to the mother nature.

And in order to progress, we must work together. We must share a single set of value, of learning, progress, peace, sharing, and reconciliation, to a single ultimate goal, of societal progress. We can be different. Individual benefit can be made, but an individuality and profit should be a mean to a common end. This is what a civil society is. This is an ideal, true democracy and capitalism.

ปัญหาที่แท้จริงของสังคมไทย คือวัฒนธรรมที่บิดเบี้ยว

วิกฤติการเมืองและความแตกแยกของคนในสังคมที่ชัดเจนและกินวงกว้างขึ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ผมมานั่งคิดว่าปัญหาที่แท้จริงมันคืออะไรกันแน่

ถ้าให้คิดในตอนนี้ ผมคิดว่ามันเกิดจาก “วัฒนธรรม” ซึ่งก็คือวิถีชีวิต ความรู้สึกนึกคิด ของคนกลุ่มต่างๆ ที่สะท้อนออกมาผ่านกิจกรรมทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง

อันที่จริงถ้ามองสังคมไทยทุกวันนี้ เราไม่ได้มีวัฒนธรรมเป็นของตนเองสักเท่าไร สิ่งที่เราเห็นในปัจจุบัน ล้วนเป็นมรดกของการลอกเลียนแบบ/ประยุกต์/นำเข้า วัฒนธรรมชาติอื่นมาในช่วง 100 ปีให้หลังทั้งสิ้น

และที่สำคัญคือเราเหมือนจะเลือกสิ่งที่แย่ที่สุดของแต่ละวัฒนธรรม มาประมวลกันเป็นวัฒนธรรมไทยสมัยใหม่

เมื่อ 100 ปีก่อน เรานำเข้าวัฒนธรรมอังกฤษ เราเอาความเป็นเจ้าขุนมูลนายและความเป็น “ผู้ดี” มา แต่เลือกที่จะไม่เก็บความสุภาพ มารยาท หรือคุณธรรมร่วมของสังคมเอาไว้ เด็กรุ่นใหม่อยากจะทำตัวเป็นผู้ดีมีสกุล แต่ไม่เคารพ มีมารยาท และขาดสำนึกร่วมเพื่อสังคมโดยรวม

เมื่อ 50 ปีก่อน เรานำเข้าวัฒนธรรมอเมริกัน เรานำแนวคิดประชาธิปไตยและเสรีภาพที่แทบไม่มีเงื่อนไขมาใช้ แต่เราไม่ได้คำนึงว่า สิทธิ เสรีภาพ เหล่านั้น เป็นเครื่องมือเพื่อทำให้สังคมนั้น “ดี” หากแต่เรามองว่าสิทธิเสรีภาพเป็นเป้าหมายสูงสุด โดยไม่คำนึงถึงผลของมัน แนวคิดนี้ฝั่งยุโรปเรียกว่า Negative Freedom ซึ่งนี่คือสิ่งที่เราเป็น

ณ เวลาเดียวกัน เรานำเข้าแนวคิดประชาธิปไตยแบบรัฐสวัสดิการจากยุโรปมา แต่เรากลับเข้าใจว่าสวัสดิการแปลว่าเราสามารถ (หรือคาดหวัง) ที่จะนั่งรอความช่วยเหลือค้ำจุนโดยไม่มีเงื่อนไข ไม่มีอะไรในสังคมที่ได้มาเปล่าๆ ถ้าอยากมีสวัสดิการ เราต้องลงแรง ทำงานอย่างจริงๆ จังๆ แบบคนอเมริกัน ไม่ใช่ขี้เกียจแบบคนฝรั่งเศส

เมื่อ 5 ปีที่แล้ว เรารับวัฒนธรรมเกาหลี แต่เอามาแต่ความฉาบฉวย ฟุ้งเฟ้อ หยาบกระด้าง ไม่ได้เอาคุณค่าเรื่องการทำงานหนักและทำงานอย่างเป็นระบบซึ่งเกาหลีรับมาจากอเมริกาอีกที มาใช้ทั้งระบบ

ความสามัคคี ความถ่อมตนแบบคนญี่ปุ่น เรากลับไม่รับมาเมื่อ 20 ปีก่อน เอามาแต่เกมและตุ๊กตาในฐานะเครื่องยึดเหนี่ยวทางจิตใจ

สังคมไทยล้มเหลวมาตลอดที่จะเลือกรับ ประยุกต์ และรักษาข้อดีของวัฒนธรรมอื่น แต่สำเร็จอย่างมากในการเลือกรับ ประยุกต์ และรักษาสิ่งแลวร้ายที่สุดของแต่ละวัฒนธรรมมาใช้

และวัฒนธรรมที่บิดเบี้ยวล้มเหลวนี่เองที่เป็นที่มาของปัญหาต่างๆ ในสังคมที่ดูเหมือนจะแก้ได้ยาก วิกฤติการเมืองปัจจุบันเป็นภาพสะท้อนอย่างดีของปัญหาดังกล่าว ที่คนจนนั่งรอความช่วยเหลือและหลงดีใจกับสิ่งที่มีผู้นำเสนอและถูกหลอกใช้ โดยไม่พยายามขวนขวายหามาเองผ่านมาทำงานหนักอย่างมีระบบและปัญญา ในขณะที่คนร่ำรวยเอาแต่รักษาสถานะและอวดร่ำรวยโดยขาดสำนึกร่วมของความเป็นพลเมืองและโอกาสที่ตนจะแบ่งปันให้กับสังคมในวงกว้าง ส่วนรัฐก็ใช้วัฒนธรรมที่ขาดความจริงจังและขาดความเข้าใจเรื่องสิทธิเสรีภาพที่สอดคล้องกับเป้าหมายทางสังคมที่แท้จริง ทำให้เล่นบทนิ่งเฉยไม่ทำสิ่งที่ควรจะทำ ตั้งแต่การจริงจังในการจัดการศึกษา การทำความเข้าใจและแก้ปัญหาในชนบทอย่างจริงจัง ไปจนถึงการจัดการกับวิกฤติจากต้นตอของปัญหา

และที่สำคัญที่สุด วัฒนธรรมไม่ใช่เป็นเรื่องที่เปลี่ยนได้ในชั่วข้ามคืน ถ้าอยากเปลี่ยนต้องเปลี่ยนในจุดที่สำคัญอย่างเป็นขั้นตอน หรือไม่ก็รอความโกลาหลและใช้โอกาสเมื่อพ้นจากวิกฤติเพื่อตั้งต้นใหม่

สื่อเพื่อสาธารณะกับอำนาจในการสื่อสาร

การสื่อสารเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมือง คนเราเกิดมาพร้อมกับเครื่องมือในการสื่อสาร ตั้งแต่ปากและมือในการเขียน ตาและหูในการรับสาร ไปจนถึงสมองและจิตใจที่จะประมวลผลสารนั้นๆ

ในสังคมสมัยใหม่ยุคเริ่มต้น รัฐกดข่มการสื่อสารของประชาชน เพราะกลัวประชาชนและกระด้างกระเดื่อง กลัวตนเองสูญเสียอำนาจ การสื่อสารถูกผูกขาดเข้าสู่ศูนย์กลาง หรือห้ามไม่ให้เกิดขึ้น

สังคมทุนนิยมและประชาธิปไตยเสรีนิยมสุดโต่ง เชื่อว่าการรับประกันสิทธิและเสรีภาพที่ดีที่สุด ทั้งด้านการสื่อสารและเรื่องอื่นๆ คือการที่รัฐต้องไม่แทรกแซงการดำเนินการใดๆ ของหน่วยในสังคม ปล่อยให้ทุกคนก้าวเดินไปตามแรงจูงใจที่มีระบบตลาดเป็นตัวจัดการ

แต่แนวคิดเสรีภาพผ่านการไม่แทรกแซง หรือ Negative Freedom นั้น ไม่ได้รับประกันว่าการสื่อสารจะเกิดความ “เท่าเทียม” ผู้ที่มี “อำนาจ” มากกว่า คือผู้ที่ควบคุมการสื่อสาร ไม่ใช่ผู้ที่มีความ “ต้องการ” มากกว่า

ดังนั้น ประชาธิปไตยของการสื่อสาร ไม่ใช่การไม่แทรกแซง แต่คือการแทรกแซงอย่างมีเป้าหมาย เพื่อการให้โอกาสที่เท่าเทียม (Equality) ของคนทุกกลุ่มในการแสดงออก (Expression) และมีปฏิสัมพันธ์ (Dialogue) กันเพื่อขับเคลื่อนสังคมอย่างมีส่วนร่วม (Participation)

และนี่คือบทบาทที่ควรจะเป็นของสื่อเพื่อบริการสาธารณะ (Public Service Media) ที่อยู่ในรูปแบบต่างๆ ตั้งแต่สื่อกระจายภาพและเสียงสาธารณะ ผู้ให้บริการเนื้อหาและ Platform บนอินเทอร์เน็ต ผู้ให้บริการมือถือ ที่จะสร้างพื้นที่และสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้เกิดการแลกเปลี่ยน ถ่ายทอด และปฏิสัมพันธ์ข้อมูล ความคิดอย่างสร้างสรรค์ และแปรเปลี่ยนผลลัพธ์เป็นการปฏิบัติเพื่อขับเคลื่อนสังคม

มิติทางวัฒนธรรมของการพัฒนาห้องสมุดดิจิทัลในยุโรป

ช่วงนี้กำลังร่วมพัฒนาห้องสมุดดิจิทัลในประเทศไทย บังเอิญไปเจอบทความใน The Library Quarterly ชื่อ Cultural Dimensions of Digital Library Development เขียนโดย Marija Dalbello ซึ่งเป็นอาจารย์ที่ Rutgers – The State University of New Jersey บทความนี้มีสองตอน ต่อไปนี้จะสรุปสาระสำคัญของตอนแรก

  • การพัฒนาห้องสมุดดิจิทัลในห้องสมุดแห่งชาติในยุโรป เริ่มมาตั้งแต่ยุค 1990s โดยถึงแม้ห้องสมุดแต่ละประเทศจะมีโครงการของตัวเอง แต่ทั้งหมดอยู่ภายใต้กรอบการสนับสนุนทางนโยบายของสหภาพยุโรป เช่น Information Society Technologies Fifth Framework Programme (IST-FP5)
  • ในปี 2002 มีห้องสมุดในยุโรปที่มีโครงการห้องสมุดดิจิทัลเพียง 15 จาก 43 แห่ง แต่ปัจจุบันมีเกือบทั้งหมด
  • ในยุคแรก (1990s – 2002) ห้องสมุดดิจิทัลในยุโรปมุ่งเน้นการสงวนรักษาและเผยแพร่สมบัติทางวัฒนธรรม (Cultural heritage) ผ่านการ digitise หนังสือหายากและ special collection
  • การเข้าใจว่าวัฒนธรรมเกี่ยวข้องกับห้องสมุดดิจิทัลอย่างไร ต้องเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมกับสังคมก่อน ว่ามี 3 แบบ
    • Cultural imperative: ความจะเป็นทางวัฒนธรรมเป็นตัวนำให้เกิดห้องสมุดดิจิทัล
    • Technological determinism: เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าทำให้เกิดห้องสมุดดิจิทัล
    • Mixed-model: ผสมกันทั้งสองอย่าง เช่น การมีเทคโนโลยีทำให้ห้องสมุดพยายามใช้เทคโนโลยีนั้นให้เกิดประโยชน์ (นั่นคือการ digitise นั่นเอง) เพื่อตอบสนองต่อภารกิจของห้องสมุดที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์และเผยแพร่วัฒนธรรม และทำให้สถานะของห้องสมุดมั่นคงขึ้นท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง
  • ตัวอย่างความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมกับห้องสมุด: ในอังกฤษ ห้องสมุดแห่งชาติ (The British Library – BL) ไม่เพียงทำห้องสมุดดิจิทัลในเชิงเนื้อหา แต่ยังมีระบบการรับเนื้อหาดิจิทัล (digital material acquisition) และระบบการเคลียร์ลิขสิทธิ์
    • กระทรวงวัฒนธรรมอังกฤษ มีบทบาทในการกำหนดทิศทางห้องสมุดดิจิทัลให้เป็นแนวการนำเสนอเอกลักษณ์ของอังกฤษในระดับนานาชาติ โดยการตั้งคณะกรรมการและทำรายงานออกมา
    • จุดมุ่งเน้นของ BL: สถานที่สำคัญในอังกฤษ และวัฒนธรรมของคนที่ย้ายเข้ามาอยู่อังกฤษ
    • นอกจากนั้นยังมุ่งเน้นการรักษาและนำเสนอมรดกชั้นยอดทางปัญญา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมของโลก
  • ตัวอย่างจุดมุ่งเน้นในการพัฒนาห้องสมุดดิจิทัลต่างๆ ในยุโรป
    • เยอรมัน: เน้น “โครงสร้างพื้นฐาน” ก่อน เช่น เครือข่ายความร่วมมือ ข้อตกลง และมาตรฐาน
    • Portugal: เน้นการตีความมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ ให้ตอบกับบริบทของโลก และใช้สื่อดิจิทัลเพื่อการพัฒนาการศึกษา
    • ฝรั่งเศส: เป็นประเทศที่มีความชำนาญในการทำสารานุกรม แต่ในยุคห้องสมุดดิจิทัล ได้เปลี่ยนแนวทางจากการทำสารานุกรมทั่วไป มาเป็นการทำสารานุกรมดิจิทัลที่เน้น theme เป็นเรื่องๆ
    • อังกฤษ: ห้องสมุดดิจิทัลเกิดได้เพราะการสนับสนุนทางการเงินเป็นหลัก
  • ห้องสมุดในยุโรปส่วนมาก จะมีสโลแกนที่ชัดเจน เช่น ‘The Memory of Portugal’, ‘The Encyclopedic Library’, ‘The Virtual German Library’
  • ห้องสมุดในยุโรป ถือว่าอินเทอร์เน็ต เป็นสื่อสารมวลชน และห้องสมุดใช้สื่อนั้นเผยแพร่เนื้อหาของตน ตาม agenda ทางวัฒนธรรมของตนเอง (ตามแนวคิดว่าสื่อเป็นตัวส่งผ่านวัฒนธรรม ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคม)
  • ประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ: การให้ความหมายและจัดการกับมรดกทางวัฒนธรรม (ไม่ใช่สักแต่ว่าเผยแพร่อย่างเดียว)
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: