Entangle

A written expression

Category: สิ่งแวดล้อม

เราอยู่ในสังคมที่เดินหน้าสู่ความผิดปกติ

เรามักจะคุ้นเคยกับสิ่งที่อยู่รอบตัวจนลืมที่จะมองมันด้วยสายตาที่เป็นกลาง ด้วยเหตุด้วยผล และด้วยความแยบคาย เรามักจะรู้สึกว่าสิ่งต่างๆ รอบตัวคือความปกติ ในขณะที่สิ่งที่เราไม่คุ้นเคยหรือคนที่ไม่เหมือนกับเรานั้นผิดปกติ

ถ้าความปกติคือความไม่ทุกข์ร้อน ไม่เสียดทาน คือความสบาย ความง่าย และความสุข ผมคิดว่าวิถีชีวิตที่เราเป็นกันอยู่นั้นห่างไกลจากความปกติมากนัก

ลองมาดูทีละเรื่อง เริ่มที่อาหารการกิน การที่อาหารทุกมื้อที่กินจะมีส่วนประกอบของสารสังเคราะห์ที่ไม่เป็นธรรมชาติอยู่เสมอ ไม่น่าจะถือว่าเป็นความปกติ ทุกวันนี้ เป็นเรื่องยากมากที่เราจะสามารถกินอาหารธรรมชาติที่ร้อยเปอร์เซ็นในแต่ละมื้อ อาหารที่หาซื้อได้ง่ายมักจะเป็นอาหารที่มีพิษเสมอ

ในเรื่องการเดินทาง เราไม่ควรที่จะต้องเครียดทุกครั้งที่อยู่บนถนน ไม่ควรที่จะต้องเสียเงิน เสียเวลา เสียสุขภาพกาย เสียสุขภาพจิต ไปกับการเดินทาง เพื่อไปประชุมหรือทำธุระที่ส่วนมากไม่ได้มีสาระสำคัญกับชีวิต

ในเมืองหรือริมถนน เราไม่ควรที่จะต้องกลั้นลมหายใจ ด้วยความรังเกียจสารพิษที่อยู่ในอากาศ หรือกลัวที่จะใช้เท้าเปล่าสัมผัสกับพื้นและสิ่งต่างๆ ในพื้นที่สาธารณะ

ในการทำงาน เราไม่ควรที่จะต้องตื่นแต่เช้า รีบเร่งกดดัน แข่งกับเวลาเพื่อมารวมตัวกันที่ที่ทำงาน เพื่อทำงานที่ไม่จำเป็นต้องทำร่วมกับใคร หรืองานที่ใช้เทคโนโลยีย่นระยะทางทำให้สื่อสารกันได้ เราไม่ควรที่จะต้องทำงานที่เราไม่มีความคิด ความเห็น อุดมการณ์ หรือเป้าหมายที่สอดคล้องกับสาระสำคัญของงานนั้นๆ และยิ่งไม่ควรที่จะต้องทำงานซ้ำซากที่ไม่ได้พัฒนาตนเอง ลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ของตน

เกษตรกรไม่ควรที่จะต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ที่ราคาแพงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อปลูกเป็นรายครั้ง และซื้อปุ๋ยเคมีปริมาณมหาศาลเพื่อทำให้เมล็ดพันธุ์ปลอมๆ นั้นโตได้และขายได้ในราคาที่ไม่เคยขยับขึ้นตามราคาวัตถุดิบ

ธนาคารไม่ควรปล่อยกู้ให้โครงการที่ไม่เห็นอนาคต และไม่ควรมีระบบสินเชื่อเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล

เงินไม่ควรจะเป็นปัจจัยหลักในการดำรงชีวิต เงินไม่ควรสำคัญกว่างานหรือการกระทำ คนเราควรอยู่ได้อย่างมีคุณภาพและมีศักดิ์ศรีถ้าเขาเลือกที่จะไม่หาเงิน

เด็กไม่ควรจะต้องถูกจำกัดจินตนาการและความอยากรู้อยากเห็น เพียงเพราะพ่อแม่ระแวงคนแปลกหน้า หรือสภาพแวดล้อมนั้นไม่ปลอดภัย และยิ่งไม่ควรที่จะต้องถูกบังคับให้เรียน ให้มีชีวิตอยู่ตามแบบแผนที่เป็นกลไก

ยามเจ็บป่วย เราไม่ควรที่จะต้องพึ่งพาคนอื่นตลอดเวลา ไม่ควรที่จะต้องตกเป็นภาระของสังคม และยิ่งไม่ควรที่จะต้องตกเป็นทาสของยาและระบบสาธารณสุขที่ไม่เข้าใจการดูแลสุขภาพอย่างเป็นองค์รวมและสมดุล

ในเวลาที่จะตาย เราไม่ควรต้องกังวลกับทรัพย์สิน กับความซับซ้อนของเรื่องมรดก และยิ่งไม่ควรต้องอยู่ในภาวะที่เลือกที่ตายและสภาพในการตายไม่ได้

สภาพแวดล้อมของสังคมสมัยใหม่กำลังมุ่งหน้าไปสู่ความหายนะ คนเราถูกหลอกและกล่อมให้เชื่อว่าเรากำลังมีชีวิตที่มีความสุข เป็นชีวิตในฝันที่ตัวเองไม่ต้องออกแรงก็อยู่เฉยๆ ได้อย่างสบาย หรือถูกทำให้เชื่อและหวังอย่างนั้น ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว ชีวิตในฝันนั้นต้องแลกมาด้วยแรงเสียดทานและความผิดปกติในทุกๆ มิติของชีวิต ตั้งแต่อาหาร สุขภาพ จิตใจ การทำงาน สิ่งแวดล้อม การเงิน และการตาย เรากำลังอยู่ในสังคมที่แทบจะไม่หลงเหลืออะไรที่เรียกได้ว่าปกติอีกต่อไป

ต้นเหตุของความผิดปกติเหล่านี้ ล้วนมีที่มาจากความโลภ ความไม่รู้จักพอ ความต้องการสบายและรังเกียจการลงมือทำ กิเลสที่ติดมากับมนุษย์เหล่านี้ถูกปลุกให้ตื่นและเติบโตเต็มที่ภายใต้ระบบทุนนิยมและบริโภคนิยม ซึ่งได้ทำให้เรื่องที่น่ารังเกียจที่ติดมากับมนุษย์เหล่านี้กลายเป็นเรื่องปกติและพึงปรารถนา เรากำลังอยู่ในระบบโลกที่ทุกอย่างกลับหัวตรงกันข้ามกับสิ่งที่ควรจะเป็นอย่างสิ้นเชิง และกำลังขยายโลกที่กลับหัวนี้ กัดกร่อนคุณค่าและสาระสำคัญของการมีชีวิตอยู่โดยที่คนส่วนมากไม่รู้สึกตัว

อย่างไรก็ตาม ในฐานะบุคคลที่คิดและตัดสินใจเองได้ด้วยสติปัญญา ผมคิดว่าเรายังสามารถกลับวิถีชีวิตให้เป็นปกติอีกครั้งหนึ่งได้ ถ้าเรามองเห็นความสำคัญของมัน และมีความกล้าหาญเพียงพอ ความกล้าที่ว่านี้ คือความกล้าที่จะถอดรื้อความคุ้นเคยเดิมๆ และเสาะหา ทดลอง สร้างสรรค์วิถีที่ในจิตใจเบื้องลึกบอกเราว่านี่คือความปกติอย่างเป็นธรรมชาติ ถ้าเราเชื่อว่ามนุษย์เกิดมาพร้อมกับทางเลือก นี่เป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่เราจะใช้ทางเลือกนั้น เลือกสิ่งที่เป็นปกติ ด้วยความกล้า ความเฉียบขาด และด้วยความใตร่ตรอง

สวนหลวงร.9: ความฝันบนโลกจริง?

เมื่อวันจันทร์พาแฟนไปสวนหลวงร.9 หลังจากที่ไม่ได้ไปมาสัก 10 ปีได้

ออกจากบ้านแถวอุดมสุขตอนเช้าตรู่ ไปทันแสงมาพอดี บรรยากาศดีมาก ถึงแม้จะเป็นการเสกสรรค์จากน้ำมือของมนุษย์อย่างวิจิตรบรรจง แต่ก็ทำให้ผ่อนคลายสบายใจได้อย่างเหลือเชื่อ

ลองสังเกตดูดีๆ พื้นที่แต่ละสวน สวนแต่ละหย่อม ถูกคิดอย่างปราณีตถี่ถ้วน ในความคิดของผม คนออกแบบและจัดสวนแห่งนี้อัจฉริยะและใส่ใจทุกรายละเอียดมาก

เดินๆ อยู่ก็คิดว่า ไหนๆ บ้านอยู่ใกล้ๆ ก็น่าจะมาบ่อยๆ บางทีมาทำงานก็ได้ หรือเอาเพลงมาฟังก็น่าจะดี คิดไปมาก็รู้สึกว่าสวนสาธารณะตั้งใหญ่โต แต่คนมาน้อยจัง ถ้าคนมาเยอะๆ ก็น่าจะทำให้คุณภาพชีวิตของผู้คนดีขึ้นอย่างง่ายๆ

หลังจากคิดเรื่องนี้ อยู่ดีๆ ก็มีอีกความคิดแวบเข้ามา ผมจึงเอ่ยถามแฟนผม:

“ถ้าให้เลือกว่าจะอยู่ในสังคมที่ผู้คนถูกควบคุมทุกอย่าง แต่รัฐบาลจัดหาความสุขสบาย ทุกคนอยู่อย่างมีความสุข แบบที่เรารู้สึกในสวนสาธารณะ กับสังคมเสรี ที่เศร้าหมอง เต็มไปด้วยมลภาวะ ปัญหาอย่างทุกวันนี้ จะเลือกอยู่แบบไหน?”

ผู้อ่านบล็อกนี้อาจจะฟันธงโดยไม่ต้องคิดว่าเลือกแบบที่สอง แต่เราทั้งสองลังเลเมื่อคิดเรื่องนี้ตอนอยู่ในสวนหลวงร.9

ฝากรูปมาให้ดูครับ

Wishlist: โลกที่ผมอยากมีชีวิตอยู่

ถ้าไม่มีความฝันก็ไม่มีสิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้น บางทีคนเราก็ต้องฝันและจินตนาการถึงสิ่งที่ยังไม่เป็นจริงแต่อยากให้เป็น วันนี้ตื่นขึ้นมาก่อนฟ้าสว่างเลยถือขอฝันยามรุ่งอรุณย์บ้าง

ผมจินตนาการถึงโลกที่สิ่งเหล่านี้กลายเป็นกระแสหลักและดำรงอยู่ทั่วไป:

ผักปลอดสารพิษ

ถ้าได้ดู TPBS สามสี่วันก่อนเรื่องสารพิษในผัก จะมีความรู้สึกอย่างแรงกล้าถึงความบิดเบี้ยวของทุนนิยม ความไม่ทั่วถึงของข้อมูลข่าวสาร และความอ่อนแอของนโยบายภาครัฐ ที่ทำให้เกษตรกรจำเป็นต้องซื้อสารเคมีราคาแพงขึ้นและมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อปลูกผักที่สวย เพื่อให้ขายได้ราคาดีเพราะผู้บริโภคชอบผักสวยๆ ผมคิดว่าการปลูกผักในโรงเพาะชำที่มีสภาพแวดล้อมที่มีการควบคุมนั้นไม่ใช่ rocket science ประเทศอื่นก็ทำกันอยู่อย่างปกติ และทำให้ productivity เพิ่มขึ้นมากมาย มันเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากถ้าพิจารณาถึง externalities ด้านบวก ซึ่งก็คือสุขภาพดีในระยะยาวของคนทั้งสังคม

อีกปัญหาหนึ่งคือการขาดข้อมูลข่าวสารและพ่อค้าคนกลาง ซึ่งเป็น agent ที่ขวางกั้นการสะท้อน demand ที่แท้จริงสู่ผู้ผลิตหรือ supplier ลองคิดดูว่าถ้าผู้บริโภคสามารถรวมกลุ่มเพื่อสะท้อนความต้องการผักปลอดสารพิษเพื่อให้เกิดกลุ่มก้อนของ demand ที่เป็นชิ้นเป็นอัน และยินดีซื้อตรงจากผู้ผลิต คงไม่มีเหตุผลที่เกษตรกรจะไม่ปลูกผักปลอดสารพิษ

โรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์และพลังลม

พลังงานสะอาดที่ใช้แล้วไม่มีวันหมดไป (clean and non-exhaustive energy) เป็นสิ่งที่หรูหราและหวานหูมาก ลองคิดดูว่าถ้าการผลิตพลังงานสามารถทำลายกฎพื้นฐานของเศรษฐศาสตร์ที่ว่าทรัพยากรมีจำกัด ใช้แล้วหมดไป และการบริโภคก่อให้เกิด negative externalities การเติบโตของอารยธรรมและเทคโนโลยีคงจะไม่มีข้อจำกัดเหมือนเดิมอีกต่อไป

อันที่จริงพลังลมจัดเป็นพลังงาน solar เพราะลมเกิดจากความร้อนที่แตกต่างกันในแต่ละจุด ซึ่งความร้อนนั้นก็มาจากพลังแสงอาทิตย์นั่นเอง ในทางปฏิบัติโลกเรามีพื้นที่เหลือมากมายที่เหมาะแก่การทำฟาร์ม solar cell และ wind turbine โดยเฉพาะในทะเลที่หลังๆ เริ่มมีการติดตั้งกังหันลมเพราะไม่รบกวนทัศนียภาพ (ซึ่งเอาเข้าจริงๆ ถ้าออกแบบดีๆ ผมว่าก็ดูสวยดี)

หรือไม่ต้องคิดมากเป็นระดับโลก ระดับชาติก็ได้ แค่การเอาแผง solar cell ไปติดไว้บนหลังคาบ้านตัวเอง ก็เพียงพอกับการใช้งานทั่วไปในครัวเรือนและคุ้มค่าภายใน 10 ปี คิดดูว่าแต่ละเดือนไม่ต้องกังวลถึงค่าไฟฟ้า เพราะธรรมชาติสร้างไฟฟ้าให้เราเรียบร้อยแล้ว

รถยนต์พลังงานไฟฟ้า

รถยนต์ส่วนตัวพลังไฟฟ้าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงได้ในวันนี้โดยไม่มีข้อแม้ด้านเทคโนโลยี อันที่จริงอุปสรรคที่ทำให้รถยนต์พลังไฟฟ้าไม่ถูกผลิตเชิงพานิชย์เสียทีก็เพราะการ lobby ของบริษัทผลิตน้ำมันและรถยนต์รายใหญ่ๆ มองในมุมมองเทคโนโลยี รถพลังไฟฟ้าเป็นแนวคิดที่เรียบง่ายยิ่งกว่าเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมัน เพราะแค่เอา battery พ่วงเข้ากับ motor หมุนล้อ เสียงเครื่องก็เกือบเงียบกริบและไม่มีมลภาวะในระหว่างวิ่งโดยสิ้นเชิง (เว้นแต่เสียงล้อบดถนนและตัวถังแหวกอากาศซึ่งช่วยไม่ได้) ลองคิดถึงความสะดวกสบายก็ไม่เป็นรองรถน้ำมัน หรืออาจจะสะดวกกว่าด้วยซ้ำในการเติมพลังงาน กลับบ้านก็แค่เสียบปลั๊กเข้าถึงเต้ารับไฟฟ้าปกติที่บ้าน หรือในอนาคตอาจจะมี “ปั๊มน้ำมัน” สำหรับรถไฟฟ้าก็ได้สำหรับคนเดินทางไกล

ถ้าใช้รถพลังไฟฟ้าควบคู่กับแหล่งกำเนิดไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์เช่น solar cell หรือ wind turbine เราก็จะได้ระบบขนส่งส่วนตัวที่ไม่ใช้ทรัพยากรเพิ่มเติมใดๆ เลยในการเดินทางตลอดอายุการใช้งาน

ท้องถนนที่สะอาดและปลอดภัยสำหรับจักรยานและคนเดิน

ถ้ารถทุกคนเป็นพลังงานไฟฟ้าแล้ว ถนนก็จะเงียบขึ้นหลายสิบ decibel อากาศก็จะดีขึ้นชนิดที่สูดได้เต็มปอด และความสกปรกของถนนและสิ่งปลูกสร้างจากคราบควันและเขม่าก็จะลดลง เมื่อนั้นคนก็จะสามารถขี่จักรยานหรือเดินตามท้องถนนได้อย่างสะดวกใจไม่ต่างกับชีวิตในชนบท อีกทั้งได้โบนัสคือได้ออกกำลังกายมากขึ้นโดยปริยาย

ระบบขนส่งมวลชนสะอาด ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ

สำหรับคนที่ไม่มีรถหรือไม่อยากขับรถ ระบบขนส่งมวลชนที่ดีเป็นปัจจัยสำคัญของเมือง รถไฟฟ้าเป็นก้าวที่สำคัญ ที่ถ้าทำให้ครอบคลุมทั่วเมืองสำคัญๆ และมีรถไฟฟ้าความเร็วสูงวิ่งระหว่างเมือง (จังหวัด) เหมือนในยุโรป ก็จะช่วยปัญหาในการเดินทางระยะไกลทั้งแบบรถโดยสาร (ที่ไม่ปลอดภัย) รถไฟธรรมดา (ที่ช้า) และเครื่องบิน (ที่แพง)

มาออกแบบเว็บให้ประหยัดพลังงานกันเถอะ

ทุกครั้งที่เปิดเว็บ Manager, firefox 3.0 beta 4 ของผมจะช้าสุดๆ เลยลองเปิด power history ดู ปรากฎว่าช่วงเวลาที่เปิดเว็บ Manager เครื่อง Thinkpad X61 ผมจะกินไฟมากกว่าปกติถึงเกือบ 1 เท่า

Power consumption when opening manager.co.th

ถ้าสังเกตจะเห็นว่าเว็บ Manager เต็มไปด้วย Flash และภาพ รวมทั้ง layout ที่ซับซ้อน และเดาว่าคงไม่ได้ออกแบบมาเผื่อ Firefox หรือ Linux อาการนี้ยังเป็นกับเว็บไทยอันดับต้นๆ ที่หน้าแรกมี object เต็มไปหมด

เลยอยากจะเสนอความเห็นว่า เว็บใหญ่ๆ น่าจะออกแบบเว็บให้เป็นมิตรกับผู้ใช้ที่เครื่องช้า หรือเน็ตช้า เพราะนอกจากจะช่วยทำให้คนเหล่านั้น (ซึ่งยังมีเยอะอยู่ โดยเฉพาะในต่างจังหวัด) เข้าเว็บได้สะดวกขึ้น ยังช่วยประหยัดพลังงาน ลดการสิ้นเปลือง battery ทำให้ไม่ต้องเปลี่ยน battery บ่อยด้วยนะครับ

ความมหัศจรรย์ของการใช้ปิ่นโต

เพิ่งไปซื้อปิ่นโต 3 เถามาใช้ซื้อกับข้าวแทนการใส่ถุงหรือโฟม ตอนแรกก็อยากใช้เพราะห่วงสุขภาพ แต่ทำไปทำมาพบข้อดีของการใช้ปิ่นโตถึง 4 ข้อ:

  1. ไร้สารพิษจากพลาสติกหรือโฟมที่ถูกความร้อน
  2. ลดขยะ ลองจินตนาการว่าคน 1 คน กิน 2 มื้อต่อวัน แต่ละมื้อใช้ถุงกี่ถุง หรือโฟมกี่กล่องถ้าซื้อกิน ถ้าใช้ปิ่นโต ขยะพวกนี้ก็จะหายไปทันที
  3. ควบคุมปริมาณอาหารได้ ถ้าซื้อใส่ถุงมักจะแนวโน้มซื้อมากเกินไป กินไม่หมด การใช้ปิ่นโตทำให้เราต้องซื้อในปริมาณที่ใส่ลงในปิ่นโตได้
  4. อาหารอร่อยและร้อน ไม่มีกลิ่นพลาสติกหรือโฟม กินไม่หมดก็เก็บได้สะดวก

น่าแปลกที่ไม่เคยได้ยินใครรณรงค์เรื่องนี้เป็นเรื่องเป็นราว ถ้าคิดดีๆ ประโยชน์ทั้ง 4 ข้อนี้สามารถวัดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มหาศาล (ลดต้นทุนค่าเก็บและกำจัดขยะ ลดต้นทุนค่ารักษาโรคที่เกี่ยวกับสารพิษ และโรคอ้วน) นี่ยังไม่รวมถึงค่าทาง “ใจ” และค่าทาง “วัฒนธรรม” (มันดู retro ดีนะ คนทั้งเมืองหิ้วปิ่นโตไปซื้อข้าว)

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: