Entangle

A written expression

Category: สุขภาพ

เราอยู่ในสังคมที่เดินหน้าสู่ความผิดปกติ

เรามักจะคุ้นเคยกับสิ่งที่อยู่รอบตัวจนลืมที่จะมองมันด้วยสายตาที่เป็นกลาง ด้วยเหตุด้วยผล และด้วยความแยบคาย เรามักจะรู้สึกว่าสิ่งต่างๆ รอบตัวคือความปกติ ในขณะที่สิ่งที่เราไม่คุ้นเคยหรือคนที่ไม่เหมือนกับเรานั้นผิดปกติ

ถ้าความปกติคือความไม่ทุกข์ร้อน ไม่เสียดทาน คือความสบาย ความง่าย และความสุข ผมคิดว่าวิถีชีวิตที่เราเป็นกันอยู่นั้นห่างไกลจากความปกติมากนัก

ลองมาดูทีละเรื่อง เริ่มที่อาหารการกิน การที่อาหารทุกมื้อที่กินจะมีส่วนประกอบของสารสังเคราะห์ที่ไม่เป็นธรรมชาติอยู่เสมอ ไม่น่าจะถือว่าเป็นความปกติ ทุกวันนี้ เป็นเรื่องยากมากที่เราจะสามารถกินอาหารธรรมชาติที่ร้อยเปอร์เซ็นในแต่ละมื้อ อาหารที่หาซื้อได้ง่ายมักจะเป็นอาหารที่มีพิษเสมอ

ในเรื่องการเดินทาง เราไม่ควรที่จะต้องเครียดทุกครั้งที่อยู่บนถนน ไม่ควรที่จะต้องเสียเงิน เสียเวลา เสียสุขภาพกาย เสียสุขภาพจิต ไปกับการเดินทาง เพื่อไปประชุมหรือทำธุระที่ส่วนมากไม่ได้มีสาระสำคัญกับชีวิต

ในเมืองหรือริมถนน เราไม่ควรที่จะต้องกลั้นลมหายใจ ด้วยความรังเกียจสารพิษที่อยู่ในอากาศ หรือกลัวที่จะใช้เท้าเปล่าสัมผัสกับพื้นและสิ่งต่างๆ ในพื้นที่สาธารณะ

ในการทำงาน เราไม่ควรที่จะต้องตื่นแต่เช้า รีบเร่งกดดัน แข่งกับเวลาเพื่อมารวมตัวกันที่ที่ทำงาน เพื่อทำงานที่ไม่จำเป็นต้องทำร่วมกับใคร หรืองานที่ใช้เทคโนโลยีย่นระยะทางทำให้สื่อสารกันได้ เราไม่ควรที่จะต้องทำงานที่เราไม่มีความคิด ความเห็น อุดมการณ์ หรือเป้าหมายที่สอดคล้องกับสาระสำคัญของงานนั้นๆ และยิ่งไม่ควรที่จะต้องทำงานซ้ำซากที่ไม่ได้พัฒนาตนเอง ลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ของตน

เกษตรกรไม่ควรที่จะต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ที่ราคาแพงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อปลูกเป็นรายครั้ง และซื้อปุ๋ยเคมีปริมาณมหาศาลเพื่อทำให้เมล็ดพันธุ์ปลอมๆ นั้นโตได้และขายได้ในราคาที่ไม่เคยขยับขึ้นตามราคาวัตถุดิบ

ธนาคารไม่ควรปล่อยกู้ให้โครงการที่ไม่เห็นอนาคต และไม่ควรมีระบบสินเชื่อเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล

เงินไม่ควรจะเป็นปัจจัยหลักในการดำรงชีวิต เงินไม่ควรสำคัญกว่างานหรือการกระทำ คนเราควรอยู่ได้อย่างมีคุณภาพและมีศักดิ์ศรีถ้าเขาเลือกที่จะไม่หาเงิน

เด็กไม่ควรจะต้องถูกจำกัดจินตนาการและความอยากรู้อยากเห็น เพียงเพราะพ่อแม่ระแวงคนแปลกหน้า หรือสภาพแวดล้อมนั้นไม่ปลอดภัย และยิ่งไม่ควรที่จะต้องถูกบังคับให้เรียน ให้มีชีวิตอยู่ตามแบบแผนที่เป็นกลไก

ยามเจ็บป่วย เราไม่ควรที่จะต้องพึ่งพาคนอื่นตลอดเวลา ไม่ควรที่จะต้องตกเป็นภาระของสังคม และยิ่งไม่ควรที่จะต้องตกเป็นทาสของยาและระบบสาธารณสุขที่ไม่เข้าใจการดูแลสุขภาพอย่างเป็นองค์รวมและสมดุล

ในเวลาที่จะตาย เราไม่ควรต้องกังวลกับทรัพย์สิน กับความซับซ้อนของเรื่องมรดก และยิ่งไม่ควรต้องอยู่ในภาวะที่เลือกที่ตายและสภาพในการตายไม่ได้

สภาพแวดล้อมของสังคมสมัยใหม่กำลังมุ่งหน้าไปสู่ความหายนะ คนเราถูกหลอกและกล่อมให้เชื่อว่าเรากำลังมีชีวิตที่มีความสุข เป็นชีวิตในฝันที่ตัวเองไม่ต้องออกแรงก็อยู่เฉยๆ ได้อย่างสบาย หรือถูกทำให้เชื่อและหวังอย่างนั้น ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว ชีวิตในฝันนั้นต้องแลกมาด้วยแรงเสียดทานและความผิดปกติในทุกๆ มิติของชีวิต ตั้งแต่อาหาร สุขภาพ จิตใจ การทำงาน สิ่งแวดล้อม การเงิน และการตาย เรากำลังอยู่ในสังคมที่แทบจะไม่หลงเหลืออะไรที่เรียกได้ว่าปกติอีกต่อไป

ต้นเหตุของความผิดปกติเหล่านี้ ล้วนมีที่มาจากความโลภ ความไม่รู้จักพอ ความต้องการสบายและรังเกียจการลงมือทำ กิเลสที่ติดมากับมนุษย์เหล่านี้ถูกปลุกให้ตื่นและเติบโตเต็มที่ภายใต้ระบบทุนนิยมและบริโภคนิยม ซึ่งได้ทำให้เรื่องที่น่ารังเกียจที่ติดมากับมนุษย์เหล่านี้กลายเป็นเรื่องปกติและพึงปรารถนา เรากำลังอยู่ในระบบโลกที่ทุกอย่างกลับหัวตรงกันข้ามกับสิ่งที่ควรจะเป็นอย่างสิ้นเชิง และกำลังขยายโลกที่กลับหัวนี้ กัดกร่อนคุณค่าและสาระสำคัญของการมีชีวิตอยู่โดยที่คนส่วนมากไม่รู้สึกตัว

อย่างไรก็ตาม ในฐานะบุคคลที่คิดและตัดสินใจเองได้ด้วยสติปัญญา ผมคิดว่าเรายังสามารถกลับวิถีชีวิตให้เป็นปกติอีกครั้งหนึ่งได้ ถ้าเรามองเห็นความสำคัญของมัน และมีความกล้าหาญเพียงพอ ความกล้าที่ว่านี้ คือความกล้าที่จะถอดรื้อความคุ้นเคยเดิมๆ และเสาะหา ทดลอง สร้างสรรค์วิถีที่ในจิตใจเบื้องลึกบอกเราว่านี่คือความปกติอย่างเป็นธรรมชาติ ถ้าเราเชื่อว่ามนุษย์เกิดมาพร้อมกับทางเลือก นี่เป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่เราจะใช้ทางเลือกนั้น เลือกสิ่งที่เป็นปกติ ด้วยความกล้า ความเฉียบขาด และด้วยความใตร่ตรอง

หมูอบโรสแมรี่เสริฟพร้อมข้าวหอมมะลิและผักเคียง

หลังเตรียมการรับมือน้ำท่วมไปได้พอประมาณก็ถึงเวลาต้องกิน วันนี้เลยลองทำ “หมูอบโรสแมรี่เสริฟพร้อมข้าวหอมมะลิและผักเคียง” โดยมั่วๆ เอาจากเครื่องปรุงและวัตถุดิบที่หาได้เมื่อตอนเย็น

(ไม่มีรูปให้ดูนะครับ จินตนาการเอาเองตามสะดวก)

เมนูนี้ใช้เวลาปรุงทั้งสิ้น 30 นาที เหมาะมากกับผู้ที่ไม่มีฝีมือทำกับข้าวเช่นผม และไม่อยากให้ครัวเลอะเทอะ แต่อยากกินของอร่อยระดับภัตตาคาร

เครื่องปรุง:

  • ข้าวหอมมะลิ หุงสุก ไม่แห้ง ไม่แฉะเกินไป
  • หมูสันนอกประมาณครึ่งชิ้นจากแพ็กที่ขายตามห้าง ติดมันได้นิดหน่อย เอาแบบดีๆ และสดๆ
  • ผักต่างๆ ที่ต้องการผัดเป็นเครื่องเคียง ของผมใช้คะน้า มะเขือม่วง แครอท และหอมใหญ่ หั่นแบบไหนก็ได้ตามสะดวก
  • กระเทียมใหญ่ 1 กลีบต่อหมู 1 ชิ้น หั่นฝานบางๆ
  • โรสแมรี่อบแห้ง มีขายทั่วไปตามแผนกเครื่องปรุง
  • ซ้อสวูสเตอร์ (Worcestershire’s Source) ถ้าไม่มีเอาซีอิ๊วผสมน้ำส้มสายชู (หมัก) หรือผสมไวน์ก็ได้ แต่ไม่รับประกันความเสี่ยงนะครับ
  • เกลือทะเล หรือเกลือธรรมดาก็ได้แต่ไม่อร่อยเท่า
  • พริกไทยดำบด
  • เนยสดชนิดไม่เค็ม

วิธีปรุง:

  • หุงข้าวให้สุกไว้ก่อน
  • เตรียมหมู เริ่มที่ล้างหมูให้สะอาด วางบนถาดเตาอบ (ใช้เตาอบเล็กๆ เครื่องละพันก็ได้) เอาฟอยล์ดอลูมิเนียมรองก็ดี จะได้เก็บน้ำไว้ราดทีหลัง
  • โรยเกลือ พริกไทย ราดซ้อสวูสเตอร์บนหมู วางกระเทียมกระจายให้ทั่ว และโรยโรสแมรี่ เยอะหน่อยก็ได้
  • เอาหมูเข้าเตาอบ ตั้ง 180 องศา เวลา 20 นาที อย่าใช้ความร้อนเยอะกว่านั้นแล้วคิดว่าจะประหยัดเวลา เพราะเนื้อจะไม่นุ่ม
  • ระหว่างรอ เตรียมผัก ตั้งกระทะ ทำให้ร้อนแล้วลดไฟเหลือเบาๆ ใส่เนย รอให้เนยละลายให้หมด ใส่ผักทั้งหมดลงไปผัด ผัดได้ซักครึ่งทางโรยเกลือ พริกไทย แล้วผัดต่อจนหอมและผักเริ่มดูนุ่ม เอาขึ้นวางบนจานไว้มุมนึง
  • ตักข้าวใส่ถ้วย ประคบถ้วยลงบนจานที่อีกมุมนึง
  • หมูน่าจะเสร็จแล้ว ตักวางบนจานอีกมุมที่เหลือ เอาช้อนตักน้ำในถาดราดลงไปด้วย
  • เสร็จแล้ว กินได้เลย

สังเกตว่าเมนูนี้ไม่ใช้น้ำมันพืชหรือสารสังเคราะห์ที่ผ่านกระบวนการอุตสาหกรรมเลย มีคุณค่าอาหารครบ ทั้งโปรตีนจากหมู คาร์โบไฮเดรตจากข้าว ไขมันจากหมูและเนย (ซึ่งดีกว่าน้ำมันพืชผ่านกระบวนการแน่นอน อย่าไปเชื่อสื่อกระแสหลัก หาอ่านเหตุผลได้จากหนังสือหลายเล่ม เช่น In Defense of Food) ไฟเบอร์และวิตามินจากผัก และประโยชน์ด้านการต่อต้านมะเร็งและลดไขมันในเลือดจากกระเทียม

จากประสบการณ์ ขอคอนเฟิร์มว่า การทำอาหารกินเองอย่างมีความรู้บ้างนั้นดีกว่าซื้อกินแน่นอน เพราะนอกจากจะถูกกว่า ยังอร่อยกว่าและดีต่อสุขภาพกว่า เพราะเราสามารถเลือกวัตถุดิบธรรมชาติที่ไม่ผ่านกระบวนการอุตสาหกรรม หรือผ่านน้อยที่สุดได้ และยังเป็นการสร้างสรรค์ ฟื้นฟูและพัฒนาจิตใจ แทนที่จะเป็นการบริโภคแต่อย่างเดียวอีกด้วย เมื่อเรามองว่าการทำอาหารนั้นเป็นกิจกรรมที่บูรณาการชีวิตอย่างรอบด้าน ก็จะไม่มีข้ออ้างเรื่องไม่มีเวลาหรือไม่สะดวกอีกต่อไป เราไม่ได้มองการทำอาหารว่าเป็นภาระ แต่เป็นกิจกรรมสร้างสรรค์

ประสบการณ์ปฐมพยาบาลและรักษากระจกบาดหลังมือเอ็นฉีกขาด

เมื่อวานทำกระจกแตกบาดหลังมือ นิ้ว และข้อมือ เลยอยากเล่าประสบการณ์ตั้งแต่ตอนเริ่มเกิดจนถึงการรักษาให้ฟัง เผื่อใครเจอเหตุการณ์เช่นนี้อาจจะมีประโยชน์ครับ

กระจกที่แตกบาดมือผมนั้นมีความบางและเปราะ จึงคมและบาดลึก ตอนแรกรู้สึกเจ็บมาก ชนิดที่เจ็บกว่าอุบัติเหตุทั่วไปเช่นหกล้มหรือหัวแตกมากนัก เลือดไหลออกมาเป็นทางเลอะเสื้อผ้าและพื้นไปหมด ผมยืนอยู่ไม่ไหวจึงล้มตัวลงนอน คิดว่าจะทำให้เลือดไหลช้าลงได้บ้าง

จอยอยู่ตรงนั้นพอดี สิ่งแรกที่ทำคือนำกระดาษทิชชู่และผ้าขนหนูมากดตรงแผลไว้ สักพักเลือดยังไหลไม่หยุด จึงตกลงว่าควรไปโรงพยาบาล จุดที่ผมโดนบาดนั้นอยู่ไกลประตูบ้าน ดังนั้นจึงพยายามเดินไปหน้าบ้าน แต่พอเกือบถึงประตู เลือดผมยังไหลไม่หยุด ผมเริ่มรู้สึกจะเป็นลมอย่างรวดเร็ว จึงบอกจอยว่าไม่ไหวแล้ว แล้วล้มตัวลงนอนบนพื้น

วินาทีนั้น รู้สึกถึงความเป็นความตาย เพราะกำลังจะเป็นลมในขณะที่เลือดยังไม่หยุดไหล สิ่งที่ช่วยชีวิตในตอนนั้น คือยาหอมครับ จอยตักยาหอมใส่ปาก สักพักผมก็เริ่มมีสติ และเคี้ยวยาหอมไปด้วย (คุณแม่บอกทีหลังว่า ต้องเป็นยาหอมอย่างดีที่มีส่วนผสมของชะมดและหญ้าฟรั่น จึงจะใช้ได้)

จากนั้นจอยนึกถึง DoctorMe โปรแกรมบน iPhone ที่ช่วยกันกับทีมทำขึ้นมา เป็นโปรแกรมให้ความรู้ในการดูแลตนเองจากอาการเจ็บป่วยทั่วไปและอุบัติเหตุที่ได้รับความนิยมมาก เปิดหัวข้ออุบัติเหตุขึ้นมา แล้วกดดูหัวข้อ ห้ามเลือด จึงรู้ว่าที่กดแผลไว้นัืนทำถูกต้องแล้ว

จากนั้นจอยถามผมว่าเป็นอย่างไร ตอนนั้นเลือดไหลช้าลงแล้ว และรู้สึกดีขึ้น จึงบอกไปว่า ok แล้ว จอยจึงรีบลงไปตามยามมาช่วยกัน ยามแนะนำให้ไปแท็กซี่ เพราะรถพยาบาลจะช้าเกินไป พอยามขึ้นมาถึง พอก็พอเดินได้ พยุงกันมานั่งรอแท็กซี่ตรง lobby ด้านล่าง

พอแท็กซี่มา จึงพยุงกันเดินไปขึ้นรถ ระหว่างเดินจะเป็นลมอีกรอบ แต่ฮึดจนขึ้นรถสำเร็จ ไปโรงพยาบาลจุฬารัตน์ 1 แถวบางพลี ซึ่งอยู่ใกล้บ้าน ภายนอกเป็นโรงพยาบาลเล็กๆ แต่ภายในให้บริการดี เป็นมืออาชีพ ประทับใจในการดูแลของบุคลากรทางการแพทย์มาก

พอถึงโรงพยาบาล ลงตรงห้องฉุกเฉิน พยาบาลชื่อคุณธกฤษให้นอนบนเตียง และสำรวจบาดแผล ใช้น้ำเกลือล้าง และบอกว่าเส้นเอ็นฉีกขาด แต่ขาดเท่าไหร่ต้องให้คุณหมอศัลยกรรมตรวจ จึงรู้ตอนนั้นว่าต้องผ่าตัด จากนั้น พยาบาลพันแผลเบื้องต้น ฉีดยาป้องกันบาดทะยักให้ และเข็นไปห้องผ่าตัดรอคุณหมอมา

คุณหมอศัลยแพทย์ ชื่อคุณหมอทนงศักดิ์ ตั้งเนาวรัตน์ ต้องขับรถกลับเข้ามาอีกครั้งเพราะเพิ่งทำ case เสร็จไปเมื่อเช้า พอมาถึงก็ไม่พูดพล่ำทำเพลง ตรวจดูบาดแผล จากนั้น คุณหมอกับพยาบาลผู้ช่วยสองคน จึงเริ่มกระบวนการผ่าตัด โดยปิดหน้าผมก่อน จากนั้นฉีดยาชาเฉพาะจุดเข้าที่แผลหลายเข็ม ซึ่งยาชานั้นเวลาฉีดจะปวดมาก ระหว่างฉีดและทำการเย็บซ่อมแซมเอ็นหลังมือเข้าด้วยกัน คุณหมอชวนคุยตลอด ทำให้คลายความจดจ่อออกจากการผ่าตัดได้มาก ระหว่างผ่านั้นไม่รู้สึกอะไร ยกเว้นความเจ็บแผลที่นิ้วกลาง ซึ่งไม่ได้ฉีดยาชา และนิ้วก้อยที่กระตุกเป็นบางครั้งจากการตัดต่อ

พอเย็บเอ็นหลังมือ และเย็บปิดปากแผลจุดต่างๆ เสร็จ ก็เหลือแผลสุดท้ายตรงข้อนิ้วกลาง คุณหมอให้เลือกว่าจะฉีดยาชาก่อน หรือจะเย็บเลย เข็มเดียว ผมเลือกให้ลุยเย็บเลย พอพูดจบวินาทีเดียว คุณหมอก็แทงเข็มเข้าโดยไม่รีรอและรวดเร็ว ความรู้สึกเจ็บและเสียวนิดหน่อย แต่ดีกว่าการฉีดยาชามาก

จากนั้นพยาบาลก็พันแผลให้ และให้ลุกขึ้นจากเตียง ซึ่งทำได้ไม่มีปัญหาอะไร ไปนั่งรอจ่ายเงินและรับยา

ยาที่ได้ เป็นยาปฏิชีวนะ ซึ่งต้องกินจนหมด และยาแก้ปวด พร้อมใบนัดมาล้างแผลทุกวัน และนัดพบคุณหมอในอีกสองวันถัดไป

วันนี้เป็นวันแรกที่ไปล้างแผล พยาบาลบอกว่าแผลปิดดี สัก 1 อาทิตย์น่าจะตัดไหมได้ ระหว่างนี้ ผมศึกษาเพิ่มเติ่มเกี่ยวกับการผ่าตัดซ่อมแซมเอ็นหลังมือ พบว่า เรียกว่า extensor tendon repair operation ซึ่งรายละเอียดอ่านได้ที่นี่ http://emedicine.medscape.com/article/109111-overview#showall

สิ่งที่เรียนรู้จากเรื่องนี้
- คนรักและคนใกล้ชิด ช่วยชีวิตได้ ถ้าไม่มีจอยอยู่ตรงนั้น อาจจะเลือดออกจนหมดสติ และตายไปแล้ว
- ยาหอมช่วยชีวิต ทำให้ไม่หมดสติ แต่ต้องเป็นยาหอมที่มีส่วนผสมของชะมดและหญ้าฟรั่น ต้องขอบคุณแม่ที่ทำยาหอมไว้ติดบ้าน
- DoctorMe ช่วยชีวิต บอกวิธีห้ามเลือด แต่ปุ่มปฐมพยาบาลยังกดได้ยาก ไม่เด่นชัดเพียงพอ ใช้เวลางมสักพัก คงต้องปรับปรุง
- คุณหมอบอกว่า ร่างกายมนุษย์ไม่มีส่วนใดเลยที่ถ้าขาดไปแล้วจะทำงานไม่ได้ ร่างกายมีแผนสำรองเสมอ เป็นความรู้ไหม่จริงๆ ครับ และขอบคุณคุณหมอและพยาบาลที่รักษาให้อย่างดี รวดเร็ว เป็นมืออาชีพจริงๆ
- ใช้มือข้างหนึ่งไม่ได้ ต้องปรับตัวและหาวิธีดำเนินชีวิต ช่วยตัวเองให้ได้มากที่สุด นึกถึงอุปกรณ์ต่างๆ ที่น่าจะออกแบบให้คนพิการใช้ได้ด้วย เช่น รถ กล้องถ่ายรูป ห้องน้ำ เป็นต้น
- เหนือสิ่งอื่นใด คือไม่ประมาทและครองสติทุกเมื่อ จะได้ไม่เกิดปัญหาครับ

กว่าจะเป็น DoctorMe: iPhone App ฟรีเพื่อการดูแลสุขภาพตัวแรกของไทย

(Cross post จาก http://ictplan.thaihealth.or.th/?p=829)

DoctorMe iPhone App ฟรีเพื่อการดูแลสุขภาพตัวแรกของไทย

คนเราทุกคนล้วนมีปัญหาสุขภาพ บ่อยครั้งที่เราหรือคนในครอบครัวเจ็บป่วย ก็พยายามดูแลกันเอง บางทีก็ปล่อยให้หายเอง บางทีก็ไปซื้อยามากิน จนถึงกับไม่ไหวก็ต้องไปโรงพยาบาล

แน่นอนว่าการช่วยตัวเองเรื่องสุขภาพเป็นเรื่องที่ทุกคนอยากทำได้เอง จะได้บรรเทาอาการ หายเร็ว อาการเจ็บป่วยหรือเหตุฉุกเฉินหลายๆ อย่าง ถ้าเรารู้วิธีการรับมือ ก็สามารถทำได้เองทันที แต่ปัญหาคือจะมีสักกี่คนที่จะมีความรู้พอที่จะดูแลตนเองและคนรอบข้างได้เมื่อถึงคราวจำเป็น ส่วนข้อมูลที่มีในปัจจุบัน ถ้าเป็นหนังสือก็ไม่ได้อยู่กับเราตลอดเวลา ใช้เวลานานกว่าจะค้นแนวทางการปฏิบัติตัวเจอ ส่วนจะหาในอินเทอร์เน็ต ก็ไม่มั่นใจว่าข้อมูลที่มีอยู่มหาศาลนั้นเชื่อถือได้หรือไม่

ในขณะเดียวกัน คนปัจจุบันนิยมใช้ smartphone ติดตัวไปทุกที่ เราใช้โทรศัพท์ทำทุกอย่าง ตั้งแต่โทร แชท เช็คอีเมล ค้นหาข้อมูล เข้าเครือข่ายสังคม ถ่ายรูป ฟังเพลง อ่านข่าว เล่นเกม ยังไม่นับแอปพลิเคชั่นเพิ่มเติมที่มีให้เลือกใช้นับแสน ตั้งแต่ดูทีวี แต่งรูป แชร์ภาพ เช็คอินสถานที่ อ่านหนังสือ ซื้อตั๋วหนัง สั่งพิซซ่า และอื่นๆ อีกมากมาย

จะดีไหมถ้าเราสามารถแก้ปัญหาสุขภาพเบื้องต้นด้วยตนเอง โดยใช้ข้อมูลจากโทรศัพท์ที่เราติดตัวไปทุกที่และใช้ทำทุกอย่าง?

DoctorMe เป็นแอปพลิเคชั่นที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบคำถามข้างต้น พวกเราซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่ชอบเทคโนโลยีและอยากแก้ปัญหาสังคม จึงสร้าง DoctorMe ขึ้นมา โดยมีสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นผู้สนับสนุน ส่วนทีมที่คิดและพัฒนา คือสถาบัน ChangeFusion และบริษัท โอเพ่นดรีม จำกัด ร่วมกับมูลนิธิหมอชาวบ้านซึ่งเป็นผู้ให้เนื้อหามาลงในแอปพลิเคชั่น

เริ่มจากศูนย์

ถึงแม้พวกเราจะคุ้นเคยกับเว็บและระบบข้อมูลที่แสดงผลผ่านจอคอมพิวเตอร์ แต่พอมาถึงแอปพลิเคชั่นบนอุปกรณ์เคลื่อนที่เช่นมือถือ ก็เป็นเรื่องใหม่ที่เรามีประสบการณ์น้อยมากในช่วงเริ่มแรก

การสร้าง DoctorMe เริ่มต้นด้วยแนวคิดกว้างๆ ว่าอยากทำแอปที่ช่วยให้คนดูแลสุขภาพด้วยตนเอง ติดตัวไปทุกที่ ใช้งานได้ง่ายที่สุด เร็วที่สุด โดยไม่จำเป็นต้องต่ออินเทอร์เน็ต เป็นเหมือนคู่มือที่พร้อมใช้ ทั้งเมื่อตนเองหรือคนรอบข้างเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ เช่นเป็นหวัด ปวดหัว ท้องเสีย หรือเจอเหตุฉุกเฉินเช่นตกน้ำ บาดแผล กระดูกหัก หรือต้องปั๊มหัวใจช่วยชีวิต

เราเริ่มด้วยการสำรวจสถานการณ์และตลาดของผู้ใช้ smartphone โดยเลือกสำรวจกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ใช้ไอโฟน พบว่าส่วนมากไม่นิยมจ่ายเงินซื้อแอป และใช้แอปอยู่ไม่กี่ประเภท เช่น ถ่ายรูป เครือข่ายสังคม และเล่นเกม แต่ข้อที่น่าสนใจ คือส่วนมากนิยมหาแอปใหม่ๆ มาลอง และถ้าใช้ได้ดี ตอบความต้องการได้ ก็จะเก็บไว้ใช้

ในขณะเดียวกัน ทีมออกแบบก็ไปศึกษาแนวทางการออกแบบแอปพลิเคชั่นบน iPhone ซึ่งถือว่าเป็น Platform ที่ได้รับความนิยม และคนรุ่นใหม่ใช้มากในขณะนี้ เราไปหาตัวอย่างแอปดีๆ และน่าสนใจที่มีอยู่แล้ว และหาหนังสือเกี่ยวกับการออกแบบ iPhone App มาอ่าน

จากนั้น เราเริ่มออกแบบเค้าโครง ว่าแอปนี้จะทำอะไรได้ หน้าตาเบื้องต้นเป็นอย่างไร กดอะไรไปไหน นี่คือหน้าตาแรกสุดของแอปนี้

ในขณะเดียวกัน แอปพลิเคชั่นต้องมีเนื้อหา เราได้ลองสำรวจดู และพบว่าเนื้อหาที่น่าจะเหมาะกับประชาชนทั่วไป น่าจะอยู่ที่มูลนิธิหมอชาวบ้านซึ่งเราเคยร่วมงานกันมาแล้วในการพัฒนาเว็บไซต์หมอชาวบ้าน (http://doctor.or.th) จนเพิ่มยอดคนเข้าจากวันละหลักสิบเป็นหลายพัน เราเข้าไปคุยกับคุณณีน้อย ปิติเจริญ ผู้จัดการมูลนิธิหมอชาวบ้าน พี่ณีน้อยได้แนะนำให้รู้จักกับ รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ ผู้เขียนหนังสือคู่มือการตรวจวินิจฉัยโรค คู่มือหมอชาวบ้าน และเจ้าของคอลัมน์สารานุกรมทันโรคในนิตยสารหมอชาวบ้าน คุณหมอสุรเกียรติได้เสนอให้นำเนื้อหาในคู่มือหมอชาวบ้าน ไปดัดแปลงใส่ลงในแอป ซึ่งประกอบด้วยการดูแลตนเองจากอาการเจ็บป่วยเบื้องต้น การปฐมพยาบาล ข้อมูลการใช้ยาและสมุนไพร ทีมงานในภายหลังได้ขออนุญาตนำข้อมูลเกี่ยวกับโรคต่างๆ เกือบ 90 โรค จากสารานุกรมทันโรค เข้ามาประกอบด้วย โดยเชื่อมโยงเนื้อหาเข้ากับเนื้อหาเกี่ยวกับอาการในหนังสือคู่มือหมอชาวบ้าน ทำให้ข้อมูลทั้งหมดมีกว่า 200 รายการ

ตลอด 4 เดือนที่พัฒนาเนื้อหา ทีมงานได้ทำงานร่วมกับคุณหมอสุรเกียรติในการเชื่อมโยงเนื้อหาระหว่างอาการกับรายละเอียดของโรค รวมทั้งได้ปรับปรุง แก้ไขเนื้อหาให้ทันสมัยยิ่งขึ้น จนกลายเป็นเนื้อหาที่เห็นในแอปในปัจจุบัน คุณหมอสุรเกียรติ ยังวางแผนจะเขียนเนื้อหาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยจะนำมาอัปเดตในแอปอย่างต่อเนื่อง

ลงมือพัฒนา

กลับมาถึงเรื่องการพัฒนาโปรแกรม ขั้นตอนต่อมาก็นำโครงร่างมาเขียนในคอมพิวเตอร์ เป็นโครงร่างอย่างละเอียด

พอได้โครงร่าง ทีมโปรแกรมก็เริ่มเขียนโปรแกรม จุดที่สำคัญในขั้นนี้ คือเรื่องเนื้อหา ซึ่งทีมโปรแกรมต้องหาวิธีให้ทีมเนื้อหานำข้อมูลมาใส่ จึงพัฒนาเว็บแอปขึ้นมาพิเศษเพื่อใส่ข้อมูลเนื้อหา โดยออกแบบช่องและวิธีการใส่ให้รองรับโครงสร้างเนื้อหา ซึ่งต้องมีการเชื่อมโยง แนะนำเนื้อหา การจัดหมวดหมู่อาการออกตามโซนร่างกายที่เกิดอาการ และรายละเอียดอื่นๆ อีกมากมาย เว็บแอปนี้จะเก็บข้อมูลทั้งหมดลงในระบบฐานข้อมูล ที่เชื่อมกับฐานข้อมูลของแอป เพื่อให้สามารถเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมข้อมูลได้โดยสะดวกในอนาคต

จากนี้ไป กระบวนการพัฒนาจะคู่ขนานกันไป ระหว่างการพัฒนาโปรแกรม กับการพัฒนาเนื้อหา โดยจะมีการเชื่อมกันตลอด ผ่านการ Workshop ร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ

ในส่วนการพัฒนาโปรแกรม ความท้าทายหลักคือการออกแบบส่วนติดต่อกับผู้ใช้ (User Interface) ให้ใช้งานง่าย เป็นธรรมชาติ และเข้าถึงข้อมูลได้จริง และมีเสถียรภาพ ไม่หลุดจากโปรแกรม ทั้งหมดเพื่อให้ผู้ใช้สามารถได้ประโยชน์จริงๆ จากการใช้ ไม่ว่าผู้ใช้จะชอบกดดู (Browse) หรือพิมพ์คำค้น (Search) นอกจากนั้น ยังต้องใส่ใจรายละเอียดเกี่ยวกับการแสดงผลเนื้อหาให้ดูสวยงาม เรียบร้อย

ซึ่งเชื่อมโยงกับส่วนการพัฒนาเนื้อหา ซึ่งทีมเนื้อหาได้แปลงเนื้อหาทั้งหมดเป็นดิจิทัล ตรวจ Proof ความถูกต้องและการจัดรูปแบบอย่างละเอียด (เฉพาะกระบวนการนี้กินเวลาเกือบ 2 เดือน) และนำเอาเนื้อหาเข้าระบบเว็บฟอร์มทีละชิ้น โดยต้องตรวจ Proof และรูปแบบอีกรอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะต้องใส่ใจในการจัดรูปแบบเนื้อหาให้ได้มาตรฐาน HTML เช่น การใส่ย่อหน้า ลำดับชั้นของเนื้อหา List แบบ Bullet และตัวเลข เพื่อให้เนื้อหาดูสวยงาม เป็นระเบียบ และยังทำให้เครื่องอ่าน Screen Reader อ่านเนื้อหาให้คนตาบอดฟังได้อย่างถูกต้องด้วย สิ่งที่สำคัญอีกเรื่อง คือการเชื่อมโยงเนื้อหา ซึ่งใช้วิธีพิเศษ ที่ทีมงานต้องละเอียดกับความถูกต้องของอักขระชนิดห้ามขาดห้ามเกินแม้แต่ตัวเดียว

ในส่วนภาพประกอบ ทีมงานต้องวาดใหม่ทั้งหมด โดยคัดลอกจากต้นฉบับ เพราะภาพต้นฉบับความละเอียดไม่เพียงพอ และมีสีสันไม่สวยงาม

เมื่อเนื้อหาทั้งหมดถูกนำขึ้นและตรวจสอบเสร็จแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการโฟกัสเรื่อง Design โดยเฉพาะหน้าตาของหน้าแรก โทนสี กราฟฟิกในส่วนต่างๆ โดยมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ 1 ครั้ง เพื่อปรับหน้าตาให้ดูเป็นมิตร สบายๆ มากกว่าเดิมซึ่งดูเป็นวิชาการ เป็นหมอมากเกินไป


หน้าตาเดิม

หน้าตาใหม่

ในระหว่างการพัฒนา ทีมงานได้รายงานกับคณะกรรมการของ สสส. ที่ดูแลแผนงานนี้เป็นระยะ และนำความเห็นของกรรมการเข้ามาประกอบการออกแบบและพัฒนา

จากนั้น มาถึงขั้นตอนสุดท้าย คือการทดสอบโดยรวมก่อนเปิดให้ดาวน์โหลด เน้นการทดสอบประสิทธิภาพ ตรวจหา Bug และหาช่องว่างหรือข้อผิดพลาดอื่นๆ (ซึ่งพบเรื่อยๆ) และนำไปแก้ไขจนดีพอที่จะส่งให้ Apple ตรวจพิจารณาให้ปล่อยดาวน์โหลดได้ ซึ่ง Apple ก็ให้ผ่านตั้งแต่ครั้งแรกที่่ส่งตรวจ

เสียงตอบรับ

ทีมบริหาร ทีมออกแบบ และทีมพัฒนาโปรแกรม ได้ทำงานร่วมกับทีมการตลาด ในการวางแผนการตลาดของแอป DoctorMe โดยได้ฝ่าย CSR ของบริษัท DTAC เป็นที่ปรึกษา โดยทาง DTAC ได้ให้คำแนะนำว่าให้เพิ่ม Feature ที่ใช้ประโยชน์จากเครือข่าย 3G เช่นการดูคลิปวิธีการปฐมพยาบาล ทำให้ผู้ใช้จะสามารถเข้าใจวิธีการได้ง่ายกว่าการอ่านแต่อย่างเดียว โดยเฉพาะในเรื่องที่ต้องใช้เทคนิควิธีการในการปฏิบัติ ซึ่งปัจจุบัน ทีมงานกำลังเตรียมเนื้อหาใหม่นี้เพื่อเสริมเข้าไปในแอป จากนั้นจึงจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ โดยในปัจจุบันให้ดาวน์โหลดเป็นเวอร์ชั่นทดลองใช้ก่อน และกำลังเก็บความคิดเห็นจากผู้ใช้ในวงกว้างเพื่อนำมาพัฒนาเป็นตัวสมบูรณ์

ภายหลังการเปิดให้ดาวน์โหลดรุ่นทดสอบ พบว่ามีผู้สนใจจำนวนมาก ภายในไม่กี่ชั่วโมง DoctorMe ได้เป็น iPhone App ฟรีอันดับ 1 ในหมวด Health & Fitness และในวันถัดไปได้อยู่อันดับที่ 3 เมื่อคิดรวมจากทุกหมวด (ไต่มาจากอันดับ 185, 75, 9, และ 8 ในวันก่อนหน้า) โดยได้คะแนนโหวตเฉลี่ยเต็ม 5 ดาว (ณ วันที่ 20 สิงหาคม 2554) ซึ่งน่ายินดีมากว่ามีผู้ให้ความสนใจจำนวนมากและเห็นว่าเป็นแอปที่มีประโยชน์และมีคุณภาพ


อันดับ 1 ในหมวด Health & Fitness


อันดับที่ 3 รวมจากทุกหมวด


ได้คะแนนเฉลี่ยห้าดาวเต็ม

อนาคต

DoctorMe เป็นก้าวแรกขององค์กรบริการสาธารณะอย่าง สสส. ที่ให้บริการเครื่องมือทางเทคโนโลยีสำหรับประชาชนอย่างแพร่หลาย โดยใช้วิธีการทำงานแบบสร้างนวัตกรรมร่วมกันกับเครือข่ายและผู้สนใจ พวกเราหวังว่า แอปพลิเคชั่นลักษณะนี้น่าจะให้ประโยชน์โดยตรงแก่ประชาชน โดยมีแผนจะขยายไปยัง Platform อื่น เช่น Android และเว็บไซต์ทั่วไป ทำให้คนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงได้ และจะขยายความสามารถให้ตอบสนองความท้าทายด้านสุขภาพได้ดีขึ้น เช่น การสามารถให้คำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลตนเองที่สอดคล้องกับอาการเจ็บป่วยที่มีอยู่แล้วหรือ Lifestyle ของผู้ใช้ได้ รวมทั้งการสร้างกิจกรรมบนระบบดิจิทัลที่ช่วยกระตุ้น ส่งเสริม ให้ประชาชนมีวิถีชีวิตที่สร้างเสริมสุขภาพทั้งทางกาย การใจ ทางปัญญา และของทั้งสังคม

ดาวน์โหลด DoctorMe ได้แล้ววันนี้ ฟรี ที่นี่ครับ

เจริญสติด้วยการกิน

การกินอย่างมีสติเป็นวิธีฝึกสติวิธีหนึ่งที่เรียบง่าย ทำได้ทุกครั้งเมื่อกินอะไรก็ตาม อีกทั้งยังได้สุขภาพที่ดีและรสชาติที่แท้จริงของอาหาร

วิธีการก็ง่ายมาก ทุกคำที่เคี้ยว ให้เคี้ยวอย่างต่ำ 50 ครั้งแล้วจึงกลืน ระหว่างที่เคี้ยวสังเกตรสชาติ สัมผัส และกลิ่นของอาหาร จะเห็นว่าเมื่อเคี้ยวสักครั้งที่ 30-40 เป็นต้นไป รส สัมผัส และกลิ่นที่ละเอียดจะถูกเปิดเผยออกมาอย่างที่ไม่เคยรับรู้มาก่อน ด้วยวิธีนี้ เราจะไม่จำเป็นต้องกินอาหารรสจัดหรืออาหารที่ปรุงแต่งมาก เพราะเมื่อเคี้ยวไปมากๆ อาหารปรุงแต่งจะเปิดเผยรส กลิ่น สัมผัสแบบสังเคราะห์และหยาบออกมา ตรงกันข้ามกับอาหารธรรมชาติและอาหารสด ที่เปิดเผยรส กลิ่น สัมผัส ที่นุ่มนวล ละเอียดขึ้นเรื่อยๆ ทุกคำที่เคี้ยว

เมื่อกินอย่างมีสติ เราจะถึงกับแยกออกได้ ว่าผักนี้สดหรือไม่ มีสารพิษหรือเป็นออร์แกนิก หรือเนื้อสัตว์นี้ถูกปรุงมานานแล้วหรือยัง สดแค่ไหน น้ำมันที่ใช้มีคุณภาพแค่ไหน ใส่ผงชูรสหรือไม่

นอกจากนั้น การกินอย่างมีสติจะทำให้เรากินน้อยลง เพราะร่างกายมีเวลาส่งสัญญาณบอกเราเมื่อได้รับอาหารพอแล้ว อีกทั้งยังย่อยง่ายขึ้น เพราะอาหารถูกย่อยในปากไปมากแล้วก่อนกลืน เป็นการควบคุมน้ำหนักและเสริมสร้างโภชนาการที่ดีได้เป็นอย่างดี

ผมเคยได้ยินแนวคิดการเคี้ยว 50 ครั้งมานานแล้ว แต่ล่าสุดได้อ่านจากหนังสือของท่านติช นัท ฮันฮ์ แล้วก็ลองมาทำกับตัวเองในมื้อที่ไม่จำเป็นต้องรีบเร่ง พบว่าระหว่างกิน เราจะมีความสุขในช่วงเวลานั้น อยู่กับการกิน สัมผัส รสชาติ และกลิ่นที่เปลี่ยนไปเสมอของอาหารแต่ละคำ เป็นความสุขที่เรียบง่ายและประณีต เป็นความสุขที่เกิดขึ้นได้ในวันธรรมดาๆ ในวิถีชีวิตปกตินี่เองโดยไม่ต้องไปแสวงหาที่ไหน นอกจากนั้น ยังเป็นการค้นพบสิ่งแปลกใหม่ที่เราได้รับจากสัมผัสที่ละเอียดขึ้นจากการมีสติมากขึ้นนี่เอง

ลดน้ำหนัก

ที่จริงผมไม่จำเป็นต้องลดน้ำหนัก มีแต่อยากเพิ่ม แต่สำหรับคนที่อยากลดน้ำหนัก ต่อไปนี้เป็นข้อสรุปที่ปฏิบัติง่ายๆ รวบรวมจากที่ได้ศึกษาและบางทีก็เจอกับตัวเอง:

1. ลด หรือ งด ข้าวเย็น

แล้วเปลี่ยนไปกินผลไม้แทน การงดข้าวเย็นทำให้เราไม่ได้รับพลังงานส่วนเกินที่ร่างกายใช้ไม่หมด ต่างจากข้าวเช้าและกลางวันที่ร่างกายมีเวลาใช้เต็มที่ตลอดวัน ผมเคยข้ามข้าวเย็นโดยบังเอิญ วันรุ่งขึ้นน้ำหนักหายไป 0.5 กิโลกรัม ทั้งๆ ที่ปกติน้ำหนักเพิ่มลดน้อยมาก

2. ออกกำลังกาย

เป็นวิธีใช้พลังงานให้หมด เพิ่มอัตราการเผาผลาญ (Metabolism rate) และทำให้ร่างกายแข็งแรง ฮอร์โมนต่างๆ ทำงานดี สดชื่น และผ่อนคลายทางอารมณ์ได้อย่างดี การออกกำลังกายควรเน้นกิจกรรมที่ต้องขยับเป็นเวลานาน (Cardio-training) เช่น เดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ เป็นหลัก ถ้าทำได้ทุกวันจะติด วันไหนไม่ทำจะหงุดหงิดไปเอง

3. ลดความเครียด

ผมค้นพบเองว่าความเครียดนั้นบั่นทอนสุขภาพมากกว่าพฤติกรรมการกินหรือการออกกำลังกายเสียอีก อันนี้ไม่มีผลการศึกษายืนยันแต่อย่างใด เป็นข้อสังเกตของตัวเอง ถ้าเครียด โดยเฉพาะเครียดต่อเนื่องยาวนาน ระบบต่างๆ จะรวนหมด ถ้าไม่มีสติเราก็จะหากิจกรรมผ่อนคลาย ซึ่งส่วนมากก็คือการกิน นอกจากนั้นยังส่งผลทำให้เลือดข้น (จากทฤษฎีการแพทย์แผนไทย) ทำให้หัวใจต้องทำงานหนัก และเลือดหล่อเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ได้ไม่ดี ทุกอย่างจะรวนหมด

4. นอนเช้า ตื่นเช้า

ผมสังเกตว่ายิ่งนอนดึกเท่าไร ยิ่งต้องใช้เวลานานมากขึ้น และตื่นมาจะเพลียขึ้นเท่านั้น เช่น ถ้านอน 5 ทุ่ม จะตื่นเองตอนตี 4-5 แต่ถ้านอนตี 1 จะไปตื่น 9 โมงหรือ 10 โมงเลย การตื่นสายทำให้เรากินข้าวสาย ร่างกายไม่ได้กินข้าวในเวลาที่ต้องใช้พลังงาน แต่จะโยกไปกินกลางวัน เย็น และกลางคืนแทน ทำให้ใช้พลังงานไม่หมดและไม่สอดคล้องกับความต้องการ จึงทำให้อ้วนได้

อีกเหตุผลที่ควรนอนเร็ว คือสามารถตื่นเช้า ทำให้มีเวลาตอนเช้าเพิ่มขึ้นหลายชั่วโมง ทำเรื่องอะไรในชีวิตได้ตั้งเยอะแยะ โดยไม่รบกวนคนอื่นๆ

นอกจาก 4 เรื่องข้างต้นซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ ยังมีเรื่องอื่นๆ ที่เสริมได้ เช่น การกินให้ช้าลง เพราะจะทำให้กินน้อยลง เนื่องจากมีเวลาให้อาหารย่อยและบอกร่างกายว่าพอแล้ว นอกจากนั้นยังมีเรื่องอาหาร ว่าควรกินไม่กินอะไร ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ได้เขียนไว้บ้างแล้วในบล็อกเรื่อง กินให้สุขภาพดีต้องกินอย่างบุพกาล

กินให้สุขภาพดีต้องกินอย่างบุพกาล

ทุกวันนี้ พอคนเราอายุมากขึ้น มักจะพบกับโรคภัยร้ายแรงทั้งที่เกิดขึ้นกับตนเองและคนรอบข้าง โดยสี่โรคที่เป็นกันมากและเป็นสาเหตุการตายอันดับต้นๆ ของทั้งประเทศไทยและประเทศอุตสาหกรรมต่างๆ ก็คือความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ เบาหวาน และมะเร็ง

ถ้าลองคิดๆ ดูจะพบว่า โรคทั้งสี่ที่ว่านี้ เพิ่งจะเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในช่วง 40-50 ปีหลังนี้เอง ถ้าลองไปถามผู้สูงอายุ หรือศึกษาจากสถิติ จะพบว่าคนรุ่นก่อนๆ แทบไม่รู้จักโรคเหล่านี้

นั่นแสดงว่าต้องมีอะไรที่ผิดปกติมากๆ ในยุคสมัยนี้ ที่ทำให้คนจำนวนมากต้องเผชิญกับโรคที่บั่นทอนคุณภาพชีวิตทั้งของตนเองและคนรอบข้าง ทำให้เกิดต้นทุนและสร้างภาระด้านการดูแลรักษาสุขภาพเชิงรักษามากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

และลองคิดในอีกด้านหนึ่ง ว่าในขณะที่คนเราที่อยู่ในโลกยุคทุนนิยมและอุตสาหกรรม ต่างให้เวลาและทุ่มเทเงินกับการรักษาสุขภาพมากขึ้นเท่าไร เรากลับให้เวลาและจ่ายเงินกับการกินน้อยลง เราใช้เวลาทำอาหารน้อยลง ซื้ออาหารสำเร็จรูป ที่นับวันราคาจะถูกลงเรื่อยๆ ในขณะที่ให้พลังงานมากเมื่อเทียบกับราคา

นั่นแปลว่า บางทีสาเหตุของปัญหาสุขภาพของคนยุคสมัยใหม่ อาจเกิดจากพฤติกรรมและสิ่งที่เรากินเป็นหลัก ดังนั้น การแก้ปัญหาสุขภาพและการมีชีวิตที่ดี น่าจะเริ่มต้นที่การกินเป็นส่วนสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด

นี่คือข้อสรุปและข้อเสนอของ Michael Pollen ในหนังสือ In Defense of Food ที่ในปี 2008 ได้สร้างความตื่นตัวอย่างมากในโลกตะวันตกที่คนสนใจเรื่องสุขภาพ แต่สุขภาพกลับแย่ลงเรื่อยๆ

Pollen เป็นนักหนังสือพิมพ์ และเป็นคนธรรมดาที่สนใจเรื่องการทำสวนและอาหาร ในหนังสือเล่มนี้ Pollen ตั้งประเด็นหลัก ว่าการที่คนยุคใหม่ให้ความสนใจกับสุขภาพ โดยยึดแนวทางแบบนักโภชนาการ (Nutritionism) ที่สนใจเพียงแค่ให้กิน “สารอาหาร” ให้ครบตามที่ร่างกายต้องการ โดยไม่สนใจตัวความเป็น “อาหาร”, ความสัมพันธ์ระหว่างอาหารต่างๆ ที่กินลงไป, และบริบทในการกิน นั้นเป็นหลุมพรางที่ทำให้คนยุคนี้สุขภาพย่ำแย่ลง

ความแพร่หลายของแนวทางโภชนาการศาสตร์ในโลกตะวันตก (และโลกตะวันออกที่กำลังตามหลังตะวันตกอย่างประเทศไทย) นั้น เกี่ยวข้องและส่งผลกับคนสามกลุ่ม (ที่ไม่ใช่ผู้บริโภคอย่างเราๆ) อันได้แก่นักวิทยาศาสตร์ ธุรกิจอาหาร และรัฐบาล

เริ่มต้นที่นักวิทยาศาสตร์ ที่ต้องการทำความเข้าใจว่าอะไรในอาหารที่ให้คนเราสุขภาพดี หรือการขาดอะไรทำให้คนเราสุขภาพแย่ ด้วยความคิดแบบแยกวิเคราะห์ในขนบวิทยาศาสตร์แบบตะวันตก นักวิทยาศาสตร์จึงค้นพบสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นสารอาหารหลัก (Macronutrients) ได้แก่โปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมัน และสารอาหารย่อย (Micronutrients) เช่นวิตามิน แร่ธาตุ กรดมะทีโน สาร Antioxidant สาร Flavonoid และอื่นๆ

ปัญหาของแนวทางการศึกษาสารอาหารอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ก็คือ นักวิทยาศาสตร์มักจะเข้าใจ (หรือเลือกที่จะเข้าใจ) ว่าเพียงการกินสารอาหารให้ครบ ก็ทำให้สุขภาพดี แต่ในความเป็นจริง พบว่าอาหารเสริมส่วนมาก ไม่ส่งผลอะไรต่อร่างกายเลย แต่คนที่กินอาหารเสริม มีสุขภาพดีกว่าคนทั่วไป เพราะว่าคนกลุ่มที่ซื้ออาหารเสริมกินนั้นมักจะมีความสนใจสุขภาพ มีการศึกษา และมีเงิน จึงทำให้สุขภาพดีกว่าปกติ ไม่ใช่เพราะอาหารเสริมแต่อย่างใด

อีกปัญหาหนึ่ง และเป็นปัญหาที่สำคัญเช่นกัน คือความซับซ้อนของอาหาร นักวิทยาศาสตร์ยังไม่มีทางแยกแยะองค์ประกอบ และทำความเข้าใจบทบาท หน้าที่ และผลกระทบที่สารอาหารต่างๆ ในอาหารนั้นมีต่อร่างกายมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์ สิ่งที่เราเข้าใจเป็นเพียงยอดน้ำแข็งเท่านั้น ยังเหลือสารอาหารอีกจำนวนมากที่ถึงแม้จะถูกแยกออกมาได้แล้ว แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่พบประโยชน์หรือหน้าที่ของมัน ส่วนในอีกทางหนึ่ง สารอาหารที่ถูกค้นพบแล้ว นักวิทยาศาสตร์อาจให้ค่ามันอย่างไม่ตรงกับความจริง เช่นกรณีไขมันอิ่มตัว (Saturated fat) จากสัตว์ ที่ถูกมองว่าเป็นสาเหตุของ Cholesterol ที่นำไปสู่โรคหัวใจ จึงมีการส่งเสริมให้กินไขมันจากพืชแทน ทั้งๆ ที่ไขมันพืช โดยเฉพาะไขมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจน เช่น เนยขาว มาการีน น้ำมันพืชในร้านอาหารและอุตสาหกรรม นั้นมีไขมันที่เรียกว่า Trans fat ที่ร่างกายย่อยสลายไม่ได้ ส่งผลต่อระดับ Cholesterol และสุขภาพอย่างมากมายมหาศาลยิ่งกว่าไขมันอิ่มตัวตามธรรมชาติมากนัก

นั่นนำมาซึ่งผู้เกี่ยวข้องรายที่สอง นั่นก็คืออุตสาหกรรมอาหาร ที่ได้รับประโยชน์และฉกฉวยโอกาสจากการที่ประชาชนเชื่อถือแนวทางโภชนาการศาสตร์ (โดยเฉพาะแบบสุดโต่ง) โดยการออกผลิตภัณฑ์อาหารที่เสริม เติมธาตุอาหารที่จำเป็นเพื่อนำมาเป็นจุดขาย ทั้งๆ ที่ตัวอาหารจริงๆ แล้วไม่มีคุณประโยชน์หรือเป็นโทษต่อร่างกายหากกินมากเกินไป เราเห็นแฮมเบอร์เกอร์ ที่โฆษณาว่ามีผักต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ ทั้งๆ ที่ผักเหล่านั้นมาจากทุ่งสารเคมี ประกอบกับสารอาหารหลัก คือเศษเนื้อฉีดฮอร์โมนที่มาจากวัวที่ถูกเลี้ยงด้วยข้าวโพด ที่ถูกฉีดยาปฏิชีวนะเพื่อให้ย่อยข้าวโพดได้ หรือมันฝรั่งทอดกรอบที่โฆษณาว่าใช้น้ำมันอย่างดี ลดไขมันอิ่มตัวได้ ทั้งๆ ที่ปริมาณน้ำมันที่ใช้ต่อหน่วยบริโภคนั้นมีมากเกินไปอยู่แล้ว แต่คนกลับกินมากขึ้นเพราะเข้าใจว่ามันฝรั่งที่ใช้น้ำมันอย่างดีนั้น “ปลอดภัย” และ “ดีต่อสุขภาพ” จนถึงเครื่องดื่มชูกำลังที่ใส่วิตามินลงไปตรงๆ และโฆษณาว่าควรดื่มเพราะวิตามินนั้นดีต่อสมอง

ยังไม่นับพิษภัยของอาหารแปรรูปทั่วไป ที่ทั้งขาดสารอาหารและส่งผลร้ายต่อร่างกาย เพราะนอกจากจะไม่สดแล้ว ยังต้องอาศัยสารปรุงแต่งเพื่อให้อาหารนั้นคงรูปหรือได้รสตามที่ต้องการ

ผู้เกี่ยวข้องรายสุดท้ายที่ได้รับประโยชน์จากขบวนการโภชนาการนิยม คือรัฐบาล ที่ออกข้อกำหนดหรือนโยบายต่างๆ ที่ส่งเสริมการบริโภคให้ได้สารอาหารครบถ้วน เพราะเป็นแนวทางที่โต้เถียงได้ยากอันเนื่องจากการสนับสนุนของวิทยาศาสตร์ และยังประโยชน์กับผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ที่มีกำลังเพียงพอที่จะดัดแปลงอาหารให้มีสารอาหารตรงกับคำแนะนำของรัฐบาล ซึ่งกลายเป็นโอกาสในการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อย่างไม่สิ้นสุด ในขณะที่ผู้ผลิตอาหารท้องถิ่นหรือรายย่อยต้องประสบกับความยากลำบากในการขอฉลากหรือใบอนุญาตในการขายผลิตภัณฑ์ เพราะไม่มีทุน ข้อมูล หรือทรัพยากรอื่นๆ เพียงพอที่จะดำเนินการให้ได้มาตรฐานที่ถูกกำหนดขึ้น

ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นทำให้เราต้องเริ่มหันมาพึ่งตัวเองในการบริโภคอาหาร เพราะการบริโภคตามคำแนะนำของรัฐบาล วิทยาศาสตร์ หรือผู้ผลิตอาการนั้นได้รับการพิสูจน์มากขึ้นเรื่อยๆ ว่าไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพอย่างแท้จริง

มาถึงจุดนี้ คำถามที่สำคัญก็คือ ถ้าเราจะพึ่งตนเองในการบริโภคเพื่อสุขภาพที่ดีแล้ว จะยึดอะไรเป็นแนวทางหรือบรรทัดฐานในการเลือกบริโภค Pollen ได้เสนอแนวทางง่ายๆ สามอย่าง ได้แก่

1. กิน “อาหาร” ที่เป็นอาหารจริงๆ

ข้อนี้มีเหตุผลชัดเจนอยู่แล้ว ว่าตั้งแต่อดีตจนถึงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา มนุษย์มีชีวิตรอดและพัฒนามาได้ด้วยการกินอาหารที่ไม่ผ่านกระบวนการ โดยไม่เป็นโรคภัยที่คนยุคใหม่เป็นกัน อาหารที่เป็นอาหารจริงๆ จึงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด

ปัญหาคือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งไหนเป็นอาหารจริงๆ เมื่อเลือกซื้อของในตลาดหรือซูเปอร์มาร์เก็ต Pollen ได้เสนอแนวทางไว้อย่างน่าสนใจ เช่น อย่าซื้ออาหารที่คุณทวดไม่รู้จัก อย่าซื้ออาหารที่ส่วนผสมสะกดชื่อยาก ไม่รู้ว่าคืออะไร หรือมีส่วนผสมเกิน 5 อย่าง เป็นต้น

2. กินผักผลไม้เป็นส่วนมาก

มนุษย์เราสามารถงดเนื้อสัตว์ได้โดยไม่มีปัญหาร้ายแรง แต่ไม่สามารถมีชีิวิตอยู่โดยไม่กินผักผลไม้ได้ สารอาหารทุกอย่างในเนื้อสัตว์สามารถหาทดแทนได้ในพืชผักและผลไม้ ในขณะที่ผักผลไม้มี Micronutrient ที่สำคัญต่อสุขภาพที่ดี เช่นวิตามินต่างๆ และ Omega-3 ที่ทำให้เส้นเลือดยืดหยุ่น (ปลาทะเลมี Omega-3 เพราะกินสาหร่ายซึ่งมี Omega-3 สูง) ส่วนเนื้อสัตว์นั้น ส่วนมากมียาปฏิชีวนะ หรือสารเร่งเนื้อตกค้าง และมี Omega-6 มากซึ่งส่งผลคัดง้างกับประโยชน์ของ Omega-3

อนึ่ง การเลือกซื้อผักผลไม้ ก็ควรเลือกที่ปลอดสารพิษ (ที่ตกค้าง) หรือ Organic (ไม่ใช้สารเคมีเลยตลอดกระบวนการ) ซึ่งอย่างหลังนั้นจะมีสารอาหารมากกว่า แต่ก็ต้องพิจารณาความสดด้วย เพราะสารอาหารจะลดลงเมื่อผักผลไม้ไม่ได้ ดังนั้น ทางที่ดีที่สุด คือเลือกซื้อผักผลไม้ที่ปลูกแบบ Organic ในท้องถิ่น

3. อย่ากินเยอะเกินไป

Pollen เสนอข้อเปรียบเทียบที่น่าสนใจ ว่าในสหรัฐ อาหารจะเสริฟในจานใหญ่ และคนกินเร็วมาก หรือกินในที่ที่ไม่ควรกิน เช่นในรถ หรือหน้าทีวี ในขณะที่ในฝรั่งเศส จานอาหารจะเล็ก และคนใช้เวลากิน มีความสุขกับมื้ออาหารและการพูดคุยบนโต๊ะอาหาร และไม่เติมจานที่สอง ซึ่งนอกจากจะทำให้ร่างกายไม่ต้องกินมากเกินไปแล้ว ยังทำให้การกินนั้นเป็นกิจกรรมที่ทำให้คนมีความสุข เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับวิถีชีวิต ดังนั้น คนรุ่นใหม่ควรจะหันมาให้ความสนใจ และทุ่มเทกับการกินอย่างมีคุณภาพมากขึ้น แทนที่จะเน้นปริมาณหรือความสะดวกรวดเร็ว เราควรใช้จ่ายและให้เวลากับการกินมากขึ้น เพราะการกินเป็นส่วนสำคัญของชีวิตที่ เป็นกิจกรรมที่เราต้องทำถึง 3 ครั้งต่อวัน

เพิ่งรู้ว่าตัวเองอาจเป็น Autism อ่อนๆ

วันนี้อ่านบทความเรื่อง Do supercharged brains give rise to autism? จาก NewScientist (ต้องเป็นสมาชิกนิตยสารถึงอ่านเรื่องเต็มได้) เป็นเรื่องเกี่ยวกับงานวิจัยล่าสุดที่บ่งชี้ว่าคนเป็น Autism น่าจะเกิดจากสมองรับสิ่งเร้ามากเกินไป ทำให้รับรู้สิ่งต่างๆ เกินความจริงต่างจากคนทั่วไป

อ่านจบแล้วเลยมองย้อนมาที่ตัวเอง เพราะที่ผ่านมาพยายามทำความเข้าใจตัวเอง โดยเฉพาะแง่มุมที่ไม่เหมือนคนอื่น ก็พบว่าผมมีอาการที่คล้ายโรค Autism ดังนี้

  • รับรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวได้ไว โดยเฉพาะเสียง และจะประมวลผลสิ่งต่างๆ ตลอดเวลาไม่หยุด
  • หมกมุ่นกับเรื่องเล็กๆ จนกลายเป็นอาณาจักรทางความคิดที่ลึกมาก เช่นถ้าสนใจเรื่องเครื่องเสียงอนาล็อกก็จะบ้าและศึกษาเรื่องนั้นจริงจังมากๆ
  • ขาดความเข้าใจจิตใจคนอื่น ไม่สามารถจำลองตัวเองเป็นคนอื่นเพื่อคาดการณ์ว่าคนอื่นจะรู้สึกอย่างไร
  • ตอนเด็กๆ กลัวโลกภายนอก รู้สึกไม่ปลอดภัยเมื่อต้องอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่รู้จัก ตอนนี้ก็ยังเป็นอยู่ ทำให้ชอบอยู่เป็นที่ ไม่ชอบออกไปข้างนอก
  • ชอบทำอะไรซ้ำๆ ชอบ pattern สังเกตจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต จนถึงรสนิยมดนตรีที่ชอบดนตรีแบบ baroque หรือศิลปะแบบสมมาตร
  • มีความสามารถและความเข้าใจเฉพาะด้านที่เกี่ยวข้องกับ pattern เช่น การแต่งเพลง

จากที่อ่านมา อาการทั้งหมดนี้เป็นตัวบ่งชี้ว่าเป็นโรค Autism ซึ่งเกิดมาจากสมองบางส่วนทำงานผิดปกติตั้งแต่เกิด ทำให้เกิดอาการ hyper-reactive คือตอบสนองต่อสิ่งเร้ามากกว่าปกติ และ hyperelastic คือเชื่อมโยงประมวลผลความคิดจากสิ่งเร้านั้นได้มากกว่าปกติ ทั้งหมดทำให้เกิดอาการสมอง overloaded คือแบกรับภาระการคำนวนมากเกินไป จนทำให้เกิดความสับสนไม่เข้าใจสิ่งแวดล้อม นำไปสู่การหันตัวเองเข้าสู่ “โลกภายใน” หรือโลกขนาดเล็ก (micro-world) ในที่สุด

อย่างไรก็ตามผมไม่ได้แสดงอาการมากขนาดเห็นสีสันหรือได้ยินเสียงเพี้ยนจนสับสนทนไม่ได้ นั่นอาจแปลว่าผมเป็น Autism อ่อนๆ มาตลอด ซึ่งเท่าที่รู้สึกมันก็อยู่กับตัวเรา เป็นตัวตนของเราที่เราต้องยอมรับ (และส่วนมากก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร) แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องพยายามเรียนรู้และปรับตัวเพื่อเข้ากับโลกและสภาพแวดล้อมด้วย

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: