ผมได้มีโอกาสไปฟิลิปปินส์เป็นเวลา 4 วันในเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อร่วมประชุม Creative Commons Asia-Pacific Conference ที่จัดที่กรุงมะนิลา เมืองหลวงของฟิลิปปินส์ วันนี้เป็นวันแรกที่มาถึง แต่ก็เจอเรื่องมากมาย เลยอยากเขียนเป็นบันทึกเอาไว้ให้ทั้งตัวเองและคนอื่นอ่าน
ด้วยความที่ไม่ได้เดินทางออกนอกประเทศเลยตั้งแต่การเดินทางครั้งสุดท้าย ไปญี่ปุ่น เมื่อยังเด็ก ก็เลยตื่นเต้นพอประมาณ ผมจองตั๋วเครื่องบินสายการบิน Philippine Airlines และโรงแรมโดยผ่านตัวแทนจำหน่ายใกล้บ้าน วันเดินทางก็ไปขึ้นเครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิ โดยไปก่อนเวลา 2 ชั่วโมง ตอนแรกก็นึกอยู่ว่าทำไมต้องเผื่อเวลานานขนาดนั้น แต่ก็รู้กับตัวเองว่านี่เป็นเวลาปกติ ไม่มากไม่น้อยเกินไป
ลำดับแรกที่ต้องทำคือหาช่อง check-in เพื่อรับตั๋ว โดยสนามบินจะประกาศไว้ที่ป้ายอิเล็กทรอนิกส์ตามประตูทางเข้า ตอนรับตั๋วเจ้าหน้าที่จะให้ใบ Departure and Arrival Card สำหรับประเทศไทย เขียนเสร็จก็เดินเข้า Passport Control เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจ Passport และใบ Departure Card จากนั้นเดินเข้าไปจะเป็นร้านค้าปลอดภาษี มีทั้งเหล้า บุหรี่ขายอย่างโจ่งแจ้งไม่เหมือนที่อื่นๆ ในประเทศ ราคาถูกกว่าปกติพอสมควร จากนั้นเดินต่อจะเป็นด่านตรวจกระเป่า ต้องเอาของเหลวใส่ถุงใส (ของผมไม่มี) และเอากระเป๋าเข้าเครื่องตรวจ เจ้าหน้าที่ให้ผมถอดเสื้อสูทออก รวมทั้งเอาคอมพิวเตอร์ออกจากประเป๋าเพื่อแยก X-ray ต่อจากนั้นก็เดินไปยังประตูทางออกที่เจ้าหน้าที่ Check-in แจ้ง ยื่นบัตรให้เจ้าหน้าที่เพื่อตัดต้นขั้ว แล้วนั่งรอ เครื่องบินจะเรียกให้ผู้โดยสารเข้าประมาณ 40 นาทีก่อนเวลาออกบิน
สายการบิน Philippine Airlines เป็นสายการบินสายหลักของประเทศฟิลิปปินส์ ค่าโดยสารถูกมากเมื่อเทียบกับสายการบินอื่น แต่บริการได้มาตรฐาน พนักงานต้อนรับชาวฟิลิปปินส์พูดภาษาอังกฤษสำเนียงอเมริกันชัดแจ๋ว ค่อยโล่งอกว่าน่าจะฟังรู้เรื่อง
พอเครื่องขึ้นไม่นานเจ้าหน้าที่ก็มาแจกใบ Arrival Card และใบสำแดงศุลกากร ต้องกรอกเพื่อให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรขาเข้าฟิลิปปินส์ตรวจ จากนั้นก็แจกอาหาร ซึ่งประกอบด้วยเนื้ออบกับข้าวคลุกเครื่องเทศ (เหมือน Risotto ของอิตาลี) ซึ่งอร่อยมาก นอกจากนั้นยังมีขนมปัง เนย สลัด (น่าจะทำจากมะละกอดิบเหมือนส้มตำ แต่ใช้น้ำสลัดน้ำใส) และคัสตาร์ดหน้าแยมส้ม เครื่องดื่มมีให้เลือกระหว่างน้ำเปล่า ไวน์แดง ไวน์ขาว โคล่า (ยี่ห้ออะไรจำไม่ได้ แต่ไม่ใช่สองยี่ห้อดังแน่นอน) น้ำส้ม และน้ำแอปเปิ้ลหรือ Applesap หลังจากนั้นจะขอชาหรือกาแฟก็ได้
เครื่องบินใช้เวลาบิน 3 ชั่วโมง ตรงกลางเครื่องจะมีหน้าจอซึ่งตอนขึ้นกับตอนลงจะรายงานสถานะว่าอยู่ห่างจากจุดหมายกี่กิโลเมตร/ไมล์ ความสูงกี่เมตร/ฟุต และจะถึงตอนกี่โมง เวลาของฟิลิปปินส์เร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง จะปรับนาฬิกาก็ควรจะปรับตอนอยู่บนเครื่อง จะได้ไม่ลืมและไม่งง
พอลงเครื่องก็เข้าด่านตรวจ Passport จากนั้นก่อนจะถึงด่านตรวจศุลกากรจะมีซุ้มแลกเงิน Peso ซึ่งผมก็เอาเงิน US Dollar ที่แลกมาแล้วไปแลกเป็น Peso ปรากฏว่าได้มาปึกใหญ่มากทั้งที่แลกเพียงไม่กี่พัน Peso เพราะดันไปบอกว่าขอแบงค์ย่อยด้วย (เผื่อให้ทิป) พอพ้นด่านศุลกากร (ซึ่งผ่านได้อย่างไม่มีปัญหาและรวดเร็วมาก) ก็มีนักศึกษาสองคนจาก University of Arellano มารับ ใส่เสื้อ Creative Commons และชูป้ายชื่อของผม
ระหว่างทางที่ทั้งสองพาผมนั่งรถ (ส่วนตัว) ไปโรงแรมที่จองไว้ ก็ได้คุยกันหลากหลายเรื่องอยากสนุกสนาน ได้ความว่าทั้งสองเป็นอาสาสมัครครีเอทีฟคอมมอนส์ ซึ่งมีทั้งสิ้นประมาณ 15 คนใน University of Arellano และเรียนกฎหมาย มีอาสาสมัครคนอื่นๆ แยกย้ายกันไปรับผู้ร่วมงานที่มาจากต่างประเทศอีก 10 กว่าคน (ซึ่งไม่ได้ลงเครื่องบินที่เดียวกัน และมาต่างวันต่างเวลากัน) นอกจากนั้นก็คุยกันสัพเพเหระ เรื่องการจราจร อุณหภูมิหน้าหนาว สถานีวิทยุ (ที่ฟิลิปปินส์มีมากมายเพราะมีสภาพเป็นเกาะกว่า 7,000 เกาะ) ห้างสรรพสินค้า (จำชื่อไม่ได้) ที่ขับรถผ่าน ชาวฟิลิปปินส์ขนานนามให้เป็น The Mall of Asia คือมีขนาดใหญ่มาก ผมก็บอกว่าเราก็มี Paragon ซึ่งก็เหมือนพระราชวัง
การจราจรในกรุงมะนิลาวุ่นวายกว่ากรุงเทพ เสียงบีบแตรตามสี่แยกเป็นเรื่องปกติ รถติดน้อยกว่ากรุงเทพเล็กน้อย ระหว่างอยู่บนรถเห็นรถ Jeepney ซึ่งเป็นรถประจำทางเหมือนรถสองแถวที่ดัดแปลงมาจากรถจี๊ปสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง และนำมาตกแต่งอย่างสวยงามเป็นเอกลักษณ์ นอกจากนั้นยังมีจักรยานสามล้อ จำไม่ได้ว่าเรียกว่าอะไร อยู่ทุกหัวถนน ที่นั่งผู้โดยสารจะมีหลังคาและโครงหุ้มดูปลอดภัยดี
พอมาถึงโรงแรมก็ต้องวางมัดจำ 2,000 Peso (เท่ากับพันบาทปลายๆ) ซึ่งจะคืนให้ตอนออก ทำให้เงินสดหายไปเยอะกว่าที่นึกไว้ แต่ก็ยังพออยู่ได้ พอพนักงานขนกระเป๋าพาขึ้นมาที่ห้องก็ต้องตกใจว่าสภาพห้องแย่กว่าที่คิดไว้มาก ถ้าให้เรตน่าจะอยู่ที่สองดาว ไม่มีตู้เย็น ไฟเสีย ลูกบิดฝักบัวเสีย ไม่มีน้ำดื่มแถม ถือว่าไม่คุ้มที่ตั้งใจจะประหยัด ถ้ายอมจ่ายแพงกว่านี้ประมาณเท่านึงจะได้โรงแรมดีกว่านี้มาก แต่ก็ไม่เป็นไร ไม่ใช่สาระสำคัญ
พอให้ช่างมาซ่อมของที่เสียเสร็จ ก็ลงไปเดินสำรวจข้างล่าง ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณ 3 ทุ่มแล้ว ร้านค้าเริ่มปิด ผมเดินย้อน Taft Avenue ขึ้นไป จนเจอสี่แยกที่ตอนผ่านมาตอนแรก นักศึกษาอาสาสมัครบอกว่าเป็นศูนย์รวมกวดวิชา ให้อารมณ์เหมือนสยามสแควร์ย่อมๆ มีวัยรุ่นแต่งตัวเหมือนวัยรุ่นไทยเดินเยอะแยะไปหมด จากนั้นผมเดินเลี้ยวไปมา ตั้งใจจะหาของกินที่ไม่ใช่อะไรที่หาได้ในกรุงเทพฯ แต่ก็ไม่เจออะไรกิน จนไปโผล่ที่วงเวียน Remedios ที่เต็มไปด้วยร้านอาหารและผับระดับค่อนข้างดี เลยเลือกเข้าไปร้าน Ang Bistro Sa Remedios เป็นร้านประเภทปิ้ง ย่าง สเต๊ก ผมสั่งเมนูชื่อ Hickory Pork Spareribs เป็นซี่โครงอ่อนย่าง ราดซ๊อสพริกรสหวานเล็กน้อย บริกรถามว่าจะรับข้าวด้วยไหม ซึ่งผมก็สั่งมาด้วย ส่วนเครื่องดื่มคือ xxx (บอกไม่ได้เนื่องจากติดเงื่อนไขของที่ทำงาน) และน้ำเปล่าซึ่งไม่คิดเงิน
อาหารอร่อยมาก ซี่โครงเนื้อดี รสเค็มตัดกับซ๊อสหวานเป็นรสชาติที่สมดุล ซึ่งร้านอาหารไทยจำนวนมากขาดไป แต่ข้าวเปล่าสู้ข้าวไทยไม่ได้เลย ทั้งๆ ที่ราคาถึง 38 Peso ระหว่างกินมีวงดนตรีสามคนมาเดินเล่นตามโต๊ะ มือกีตาร์โปร่งสองเป็นผู้ชาย คนหนึ่งในนั้นจะเป็นนักร้องไปด้วย และนักร้องประสานเสียงหญิงซึ่งเล่นเครื่องเคาะจังหวะคล้ายๆ ลูกท้อที่มีทรายอยู่ข้างใน (จำชื่อเครื่องดนตรีนี้ไม่ได้) เพลงที่เล่นน่าจะเป็นเพลงฟิลิปปินส์ร่วมสมัย บางเพลงน่าจะเป็นเพลงอมตะ บางเพลงเป็นเพลงใหม่ ทั้งวงเล่นดีมากอย่างไม่น่าเชื่อ ไปเปิดค่ายออกอัลบั้มได้สบายๆ เสียงนักร้องผู้ชายกังวานและมีเนื้อเสียงดี ผมชอบเพลงที่นักดนตรีเล่นทุกเพลง เพราะถึงแม้จะเป็นเพลงร่วมสมัยใหม่แต่ก็ละเมียดละไมทั้งเนื้อร้อง (บางช่วงเป็นภาษาอังกฤษ ฟังพอออก) และดนตรี
นอกจากนักดนตรี คนที่กินในร้านมี 3-4 โต๊ะ โต๊ะหนึ่งเป็นครอบครัวฟิลิปปินส์ พ่อ แม่ ลูก 3 ท่าทางมีฐานะ (ลูกอ้วนทุกคน) อีกโต๊ะเป็นหนุ่มสาวผิวขาว สั่งขาหมูและสลัด โต๊ะด้านในเป็นชาวญี่ปุ่นใส่สูท 6-7 คน ท่าทางเหมือนเป็นบริษัทที่มาเปิดสาขาหรือมาประชุมที่ฟิลิปปินส์
ราคาอาหารทั้งสิ้น รวมค่าบริการและ VAT 12% คือ 427 Peso คิดว่าสมเหตุสมผลกับคุณภาพและความประทับใจ ตอนออกถามทางเดินกลับเพราะตอนนั้นจำทางไม่ได้แล้ว และขอนามบัตรร้านมา แต่พอเดินไปตามทางก็หลงอีก เดินทางละแวกชุมชนคล้ายถนนข้าวสารที่ไม่มีชาวต่างชาติ ร้านอาหารพื้นเมือง เน้นเนื้ออบ ไก่อบ ร้านล๊อตเตอรรี่ ร้านค้าของชำ (ที่สภาพส่วนมากแย่กว่าร้านของชำโดยเฉลี่ยในกรุงเทพ) มีคนเดินไปมา ท่าทางเป็นชาวบ้านแถวนั้น ตึกแถวบางห้องเปิดทีวีดูกีฬาอะไรสักอย่าง คนมามุงดูและเชียร์กันเสียงดังทั้งถนน
เดินต่อมาเป็นย่านคลับบาร์และสถานที่ท่องเที่ยวกลางคืน มีสาวประเภทสองมาทัก และมีชายพยายามยื่นนามบัตรให้ สถานที่ท่องเที่ยวกลางคืนในมะนิลาส่วนมากเป็น Pub ที่มีผู้หญิงเรียกลูกค้าด้านหน้าไม่ต่างจากกรุงเทพ แต่ดูแล้วยังไม่เข้มข้นหรือเป็นธุรกิจจริงจังเหมือนบางย่านในกรุงเทพ สังเกตว่าคลับหรือผับเหล่านั้นส่วนมากจะปิดมิดชิด เห็นที่เดียวที่เปิดกึ่งกลางแจ้งเหมือนลานหมูกะทะ มองเข้าไปเห็นผู้หญิงสามคนร้องเพลงและเต้นเหมือนเต้นอะโกโก้ สไตล์เพลงคล้ายเพลงร๊อคอเมริกันยุค 70-80 ที่ดัดแปลงให้ดิบเถื่อนยิ่งขึ้น
นอกจากนั้น ร้านอาหารอื่นๆ ก็มีอาหารประเทศต่างๆ เช่นเกาหลี ญี่ปุ่น อิตาลี่ อย่างไรก็ตามส่วนมากดูเหมือนจะผสมผสานกับเมนูตะวันออก เป็นดินแดนอาหาร Fusion อย่างแท้จริง
สภาพโดยทั่วไปตามท้องถนนในมะนิลาไม่ต่างจากกรุงเทพนัก เสียงและกลิ่นคล้ายๆ กัน มีคนจรจัดเยอะ กระจายกันนอนหน้าตึกแถวร้างอยู่ทั่วไป อย่างไรก็ตามยังไม่เห็นคนจรจัดที่เป็นขอทานด้วย ส่วนมากจะนอนหรือเก็บขยะ ตัวใครตัวมัน ถนนบางช่วงเป็นหลุมเป็นบ่อ ปิดซ่อมเป็นจุดๆ บางที่มีน้ำนอง แต่ดูเหมือนจะไม่สกปรกนัก ไม่เหมือนกรุงเทพที่น้ำนองจนเน่า
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดเมื่อเดินในกรุงมะนิลาตอนกลางคืนไม่ใช่คนหรือโจร (ดูต่างคนต่างอยู่ไม่ค่อยมีใครมาสนใจ และไม่มีใครดูน่ากลัวหรือน่าสงสัย) แต่เป็นการจราจร โดยเฉพาะเวลาข้ามถนน (ซึ่งมีแยกจำนวนมากมหาศาล) เพราะรถที่นี่ขับพวงมาลัยซ้าย วิ่งชิดขวา ตอนออกเดินแรกๆ งงมาก และไม่กล้าข้ามถนน สักพักจะเริ่มรู้เทคนิคว่าให้มองไปทางตรงข้ามกับที่มองปกติเสมอ ก็เริ่มคุ้น
เดินไปเดินมาหาทางกลับไม่เจอ ไม่มีแผนที่ติดตัว และไม่ค่อยเห็นป้ายถนนหรือป้ายบอกทาง ก็ไปเจอโรงแรม Manila Pavilion ซึ่งเป็นโรงแรมที่พรุ่งนี้และมะรืนนี้ต้องมาประชุม ทำให้เศร้าใจอีกครั้งว่าตอนแรกน่าจะเลือกโรงแรมนี้ตามคำแนะนำของผู้จัดการประชุม เดินต่อสักพักเริ่มเหนื่อย เลยโบก Taxi กลับ
ระหว่างทางคุยกับ Taxi (ซึ่งพูดภาษาอังกฤษคล่องแคล่ว) เขานึกว่าผมเป็น Missionary เพราะเห็นว่ามาประชุม เพราะที่นี่มา Missionary มาประชุม/สัมนากันเยอะ ตอนออกถามค่าโดยสาร เขาเรียก 100 Peso ผมเลยถามว่าไม่มีมิเตอร์หรือ (ตอนแรกเห็นไฟแดงๆ เหมือนมิเตอร์แต่ไม่แน่ใจ เขาบอกไม่มี (จำได้ว่าตอนเดินๆ เห็น Taxi ทั้งที่มีมิเตอร์และไม่มี) เลยจ่ายและลงรถมา นึกได้ว่าลืมให้ทิปซึ่งเป็นธรรมเนียมที่นั่น คนขับเลยทำเงียบๆ และออกรถไป
(มารู้วันที่ 3 ว่าโดนโกง เพราะตอนเช้านั่ง Taxi มาโรงแรม ระยะทางเท่ากัน 42 Peso ตามมิเตอร์ ถามนักศึกษาได้ความว่าเป็นกลโกงมาตรฐาน Taxi พอเห็นผู้โดยสารต่างชาติจะเอาผ้าปิดมิเตอร์)
ก่อนเข้าโรงแรมตอน 5 ทุ่ม แวะ 7-Eleven ซึ่งมีอยู่ทั่วทุกหัวถนนในกรุงมะนิลา ซื้อน้ำเปล่าซึ่งแพงมาก มีขวด 1 ลิตร ราคา 28 Peso แต่เบียร์กลับถูกถ้าเป็นยี่ห้อ San Miguel มีให้เลือกทั้งแบบ Pale Pinsen, Strong, Dry, และ Light (เบียร์ Heineken แพงมาก เข้าใจว่านำเข้า)
ความรู้สึกโดยรวมวันแรก ฟิลิปปินส์ (มะนิลา) มีหลายอย่างที่คล้ายกับประเทศไทย (กรุงเทพฯ) ไม่ว่าจะเป็นสภาพบ้านเมือง ตึก ถนน คนหน้าตาคล้ายคนไทยมาก เศรษฐกิจก็อยู่ในระดับพอๆ กัน (แต่ฟิลิปปินส์ก็ตั้งเป้าจะเป็นประเทศ “พัฒนาแล้ว” ภายในอีกไม่กี่ปี) สภาพสังคมก็มีปัญหาบางอย่างเหมือนกัน แต่สิ่งที่ฟิลิปปินส์โดดเด่นคือวัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่รับมาจากอเมริกันและสเปนในยุคอาณานิยมมามาก แต่ก็ได้ผสมผสานจนกลายเป็นเอกลักษณ์ที่ผมรู้สึกว่าเป็นมิตรกับทั้งชาวตะวันตกและชาวตะวันออก โดยเฉพาะภาษาที่ทุกคนพูดภาษาอังกฤษได้ เพราะระบบการศึกษาสอนเป็นภาษาอังกฤษ (แต่นักศึกษาอาสาสมัครแอบบอกว่าจริงๆ คนก็ไม่ค่อยชอบพูดกันนัก และมีส่วนน้อยที่พูดได้คล่องแคล่วจริงๆ)
เวลา 1 วันอาจสั้นเกินไปที่จะประมวลเอาความประทับใจออกมาเป็นข้อสรุป แต่ความประทับใจเหล่านั้นก็เริ่มก่อร่างสร้างตัว โดยผมก็ยังมองไม่เห็นว่ามันนำไปสู่อะไร คงต้องรอดูต่อไปอีก 3 วันที่เหลือ
Like this:
Like Loading...