Entangle

A written expression

Category: อื่นๆ

ภาพถ่ายที่ดี…

ภาพถ่ายที่ดี…

  • ไม่จำเป็นต้องคมชัด
  • ไม่จำเป็นต้องละเอียด
  • ไม่จำเป็นต้องมีขนาดใหญ่
  • ไม่จำเป็นต้องมีสี
  • ไม่จำเป็นต้องมีโทนที่อิ่ม
  • ไม่จำเป็นต้องคอนทราสต์จัด
  • ไม่จำเป็นต้องเห็นรายละเอียดครบ
  • ไม่จำเป็นต้องถ่ายด้วยกล้องราคาแพง

Image

ภาพถ่ายที่ดี…

  • จำเป็นต้องมีความหมายบางอย่างกับผู้ถ่าย เช่น ความประทับใจต่อแสง ฟอร์ม พื้นผิว เนื้อหาสาระ
  • จำเป็นต้องผ่านการคิด ประเมิน ใคร่ครวญ ว่าจะนำเสนอภาพนั้นอย่างไร การประเมินอาจใช้เวลานานหรือแค่เสี้ยววินาทีก็ได้
  • ควรผ่านการตัดสินใจทางเทคนิคที่ผู้ถ่ายเป็นผู้ควบคุม เท่าที่จะมีความสามารถหรืออุปกรณ์สามารถทำได้ เช่น การตัดสินใจเลือกความกว้างหน้ากล้อง ความเร็วชัตเตอร์ โฟกัส และการจัดองค์ประกอบ (Composition)
  • ควรสะท้อนถึงความประทับใจที่ผู้ถ่ายมีต่อฉากนั้นอย่างซื่อตรง

How to properly use an old bottom-loader film camera like Leica I, II, III, Fed, and Zorki?

I just acquired a Zorki-1 camera. It’s a lovely copy of Leica II. Although it’s a joy to use, there are some really important things that can prevent you from getting good pictures or not getting anything at all.

  1. Film preparation: you need to cut the film leader further inside for about 13 sprocket holes, otherwise the first frame will jam on the film door. There are many sites that provide detailed method. Just search for ‘how to load a bottom loader camera’ or something similar.
  2. To load a film: be sure that the film lock is set at ‘advance’ (normal) mode, not ‘release’ mode. Insert the film’s end to the film take-up spool’s clip. Try pulling it out gently to see if it easily come out. This is very important because during the first winding, the film’s end might come loose but the sprocket is still engaged. You can still take a few pictures but the film was sucked inside the mechanism and will eventually jam. Not only that you will loose all of your shots, but you will have to disassemble the camera to disentangle the film. The best way to ensure proper loading is to wind the first frame while the bottom cover is still unattached. Look inside the loading chamber to see if the film is wounded on the take-up spool or not. If not, release the lock, rewind, and load again. Also you should tighten the film cartridge before loading, and see if the rewind knob rotate smoothly and evenly for each and every turn of the advance knob. If on the first few frame the rewind knob hesitates to turn, then it’s very likely that the film comes loose inside.
  3. Frame advancing: first thing to do after each shot is to advance the film. You have to advance the film before setting the shutter speed. This is because the shutter speed will rotate when a shutter is pressed and during the winding, therefore you cannot correctly set a speed before the winding. In some model with slow speed selection, setting a shutter speed before winding will result in a damage.
  4. Film unloading: first you need to get the lens cap on. During the rewind, the shutter curtain may somehow open, resulting in a major light leak. Then release the film lock, rewind, set the film lock to normal position (if not you might forget to set it back before loading the film next time), open the bottom cover and pull the film cartridge out.

Some of these requirements I learned from reading, but some I learned them the hard way. These cameras were designed differently some 80 years ago, thus require the learning. Nevertheless they are simple, straightforward, require no battery, compact, undistracting, look lovely, and take beautiful pictures.

เตรียมตัวอยู่กับน้ำท่วมให้ได้ 1 เดือน

เมื่อกรุงเทพฯ มีแนวโน้มว่าจะท่วม 4-6 สัปดาห์ ก็ต้องเตรียมตัวขนานใหญ่ ตอนนี้เกือบพร้อมแล้ว เลยลองเขียนไว้ว่าต้องคิดและเตรียมอะไรบ้าง

1. อยู่หรือหนี?

ข้อแรกคือต้องประเมินภาพรวมเพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุด นั่นคือ จะอยู่ที่บ้าน หรือหนีไปอยู่ที่อื่น พอดีบ้างที่อยู่เป็นคอนโด ข้อดีคืออยู่สูง ข่าวของส่วนตัวไม่ท่วม รถไปจอดชั้นสองได้ มีพื้นที่พอสมควรอยู่ไม่อึดอัด และที่คอนโดเตรียมระบบช่วยเหลือไว้ดีพอสมควร มีไฟสำรอง ไฟส่วนกลางให้ชาร์จอุปกรณ์ได้จากเครื่องปั่นไฟ ส่วนข้อเสียคือในละแวกที่เดินไปถึงนั้นไม่มีร้านค้าหรือร้านอาหาร ต้องเตรียมไว้เองลูกเดียว

สรุปคือ จะอยู่ครับ แต่แน่นอนว่าสามารถปรับเปลี่ยนได้ ถ้าสถานการณ์ไม่ดีก็พร้อมจะอพยพออกไปอยู่ที่อื่น ซึ่งมีที่สำรองให้ไปได้ 2 ที่ ถ้าไม่ท่วมเสียก่อน

2. น้ำดื่มน้ำใช้

ถ้ามีประปาก็ไม่ต้องห่วงมาก เพราะมีเครื่องกรองน้ำ (ที่ไม่ใช้ไฟฟ้า) ทีนี้ถ้าไม่มีน้ำประปา ก็ต้องเตรียมสำรองน้ำ ตอนนี้มีอยู่สองถังใหญ่ บวกอ่างอาบน้ำ เป็นน้ำใช้ ส่วนน้ำกิน มีถัง 6 ลิตรหลายไป บวกกล่องพลาสติกขนาดใหญ่ น่าจะพออยู่ได้ 1 เดือน

3. ไฟฟ้า

ถ้ามีการตัดไฟฟ้า ปัญหาที่สำคัญคือจะปรุงอาหารอย่างไร คำตอบคือใช้เตาแก๊ส ซึ่งมีถังแก๊สอยู่ 2 ถัง น่าจะยังไม่หมดเร็ว และมีถ่านหุงต้มสำรองอีกหลายถุง ส่วนการสื่อสารมีโทรศัพท์บ้าน ไม่รู้ว่าจะใช้ได้หรือเปล่า ส่วนมือถือชาร์จเอาที่ชั้นลอย มีเครื่องปั่นไฟกลาง

4. อาหาร

เตรียมตุนข้าวสารไว้แล้ว มีเครื่องปรุงเช่นน้ำปลา ซีอิ็ว มีหมูแห้ง น้ำพริก บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เส้นแบบต่างๆ แต่คงต้องเตรียมเพิ่มเรื่อยๆ จนมั่นใจว่าพอ

 

Of wisdom

Of wisdom, therefore, which all men by nature desire to know and seek with such mental application, one can know only that it is higher than all knowledge and thus unknowable, unutterable in any words, unintelligible to any intellect, unmeasurable by any measure, unlimitable by any limit . . . unaffirmable by any affirmation, undeniable by any negation, indubitable by any doubt, and no opinion can be held about it.

- Nicholas of Cusa, De sapientia, quoted in Stephen S. Hall, Wisdom: from philosophy to neuroscience

วิธีแก้ปัญหายางในจักรยานรั่วเองโดยไม่มีสาเหตุ

ผมเพิ่งหัดขี่จักรยานเสือหมอบได้ไม่นาน โดยจักรยานที่ขี่นั้นเป็นมรดกตกทอดมา เก่าเก็บอายุร่วม 10 ปี เอาไปซ่อมที่ร้าน ก็เปลี่ยนยางใน ยางนอก สายเบรก สายเกียร์ เป็นอันใช้ได้

แต่ขี่ได้ไม่กี่วัน ตอนจอดอยู่ ยางในก็รั่วเองโดยไม่มีสาเหตุ ต้องวิ่งไปหาซื้อยางในมาเปลี่ยน ปรากฏว่าเปลี่ยนเสร็จ สูบลม ก็รั่วอีก

พอรั่วครั้งที่สอง จึงพยายามหาสาเหตุดูจริงจัง พบว่าต้นเหตุ คือแผ่นปิดขอบล้อด้านใน ที่คั่นระหว่างโครงล้อกับยางในนั้น มันเปื่อยมาก พอเติมลมยางไป เนื้อยางในขยายตัว ก็ไปกดทับแผ่นปิดขอบล้อ จนทำให้แผ่นปิดตรงจุดที่ปิดทับรูซี่ล้อนั้น ขาดออก ทีนี้ ยางในก็ขยายตัวไปเกี่ยวกับขอบรูซี่ล้อ จนขาด ทำให้ยางรั่วเอง

วิธีแก้ก็ง่ายมาก คือไปซื้อแผ่นปิดขอบล้อด้านใน ราคาประมาณ 80 บาท (ต่อม้วน ใช้ได้ 1 ล้อ) มาปิดใหม่ ผมซื้อยี่ห้อ Zefal จากร้าน Probike ที่หลังสวนลุม เป็นแบบผ้า จึงหนา และน่าจะทนกว่าแบบเทปพลาสติก และมีกาวในตัว วิธีติดก็ต้องถอดทั้งยางในยางนอกให้หมดก่อน (วิธีถอดหาได้ตาม YouTube) จากนั้นลอกเอาเทปรองขอบล้อเดิมออก ทำความสะอาดขอบล้อด้านในที่จะติด แล้วติดแผ่นรองขอบล้อลงใหม่ ตอนติดเอานิ้วไล่กดเรื่อยๆ ให้แนบสนิททั้งวง เสร็จแล้วใส่ยางนอก 1 ด้านก่อน แล้วใส่ยางใน (เริ่มใส่ตรงหัวสูบ แล้วไล่ออกไปเรื่อยๆ) จากนั้นประกอบยางนอกด้านที่เหลือเข้าที่ เริ่มตรงหัวสูบเช่นเดียวกัน ไล่ไปเรื่อยๆ พอจะเสร็จมันจะเอาเข้ายาก ต้องใช้คานถอดยาง หาซื้อได้ทั่วไปตามร้านจักรยาน งัดยางให้เข้าที่ ตอนประกอบตรวจดูว่าขอบยางนอกนั้นเข้าที่หรือเปล่า บางทีมันจะเข้าไม่สุดเพราะติดเนื้อยางใน พอเสร็จก็สูบลมตามค่า PSI ที่บอกไว้ที่ขอบยางนอก เป็นอันเสร็จ

New Year’s recollection on the path towards the end of Suffering

A life’s goal is the end of suffering. This is a lasting, genuine happiness.

Suffering is not meant to be ended from outside, since human are only an integral part of the universe – The Gaia within which life and matters interweave as One. The power of human is thus limited. We need to be humble and considerate, for this is the only way to keep us and the environment in a sustained balance.

The end of Suffering is therefore achievable only from the inside. By training our mind to be always conscious of the happening inside and outside. This higher state of consciousness is the Knowingness – to know with your mind what your body, brain, and feeling know. In Buddhist term, the training towards a realisation of Knowingness is called Vipassana.

When you are liberated from the Suffering, then the true compassion towards others shine. For there is no longer greed and hatred. Even the return benefit of a good deed is not relevant.

From this leads to a conclusion, that in order to change others, you must firstly change yourself from within. A liberation of others shall only be realised once you have liberated yourself. This is a true participatory politics of human lives, for which the power is in each of you. This is a true mean towards well-being, for any hierarchical system of governing is prone to corrupt because the leading group can’t possibly be genuine. This is a true source of cultural nourishment and innovation, for difference and mischief are eliminated.

Any large-scale systemic change will fail if the change does not come from within and ripple outwards. So does the chaotic change that fails if uninitiated by the guidance of good deed. Humanity cannot afford to sail on an empty boat of materialist world and point of view. We should be guided by ethics, morality, and spirituality – all of which was once prevailed in the past but is waning with the tempting possibilities we ourselves created.

Recollection on cycle of human civilisation

Amid the forest. Listening to Glass’ Koyaanisqatsi. I sense a strong, empirical feeling of humanity’s cyclical development of civilisation in which we are clearly in the downturn. Our artistic expressions and delicacies are unmatched to those of ancient civilisations and pre-modern. Human inventions are destroying the ecology which we ultimately depend on. And our leaders put local benefits before a realisation of the common future. The grave period of suffering is upon us. And the revival is looming thereafter.

ไปประชุมที่ฟิลิปปินส์: ความประทับใจที่เริ่มก่อร่างสร้างตัว

ผมได้มีโอกาสไปฟิลิปปินส์เป็นเวลา 4 วันในเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อร่วมประชุม Creative Commons Asia-Pacific Conference ที่จัดที่กรุงมะนิลา เมืองหลวงของฟิลิปปินส์ วันนี้เป็นวันแรกที่มาถึง แต่ก็เจอเรื่องมากมาย เลยอยากเขียนเป็นบันทึกเอาไว้ให้ทั้งตัวเองและคนอื่นอ่าน

ด้วยความที่ไม่ได้เดินทางออกนอกประเทศเลยตั้งแต่การเดินทางครั้งสุดท้าย ไปญี่ปุ่น เมื่อยังเด็ก ก็เลยตื่นเต้นพอประมาณ ผมจองตั๋วเครื่องบินสายการบิน Philippine Airlines และโรงแรมโดยผ่านตัวแทนจำหน่ายใกล้บ้าน วันเดินทางก็ไปขึ้นเครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิ โดยไปก่อนเวลา 2 ชั่วโมง ตอนแรกก็นึกอยู่ว่าทำไมต้องเผื่อเวลานานขนาดนั้น แต่ก็รู้กับตัวเองว่านี่เป็นเวลาปกติ ไม่มากไม่น้อยเกินไป

ลำดับแรกที่ต้องทำคือหาช่อง check-in เพื่อรับตั๋ว โดยสนามบินจะประกาศไว้ที่ป้ายอิเล็กทรอนิกส์ตามประตูทางเข้า ตอนรับตั๋วเจ้าหน้าที่จะให้ใบ Departure and Arrival Card สำหรับประเทศไทย เขียนเสร็จก็เดินเข้า Passport Control เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจ Passport และใบ Departure Card จากนั้นเดินเข้าไปจะเป็นร้านค้าปลอดภาษี มีทั้งเหล้า บุหรี่ขายอย่างโจ่งแจ้งไม่เหมือนที่อื่นๆ ในประเทศ ราคาถูกกว่าปกติพอสมควร จากนั้นเดินต่อจะเป็นด่านตรวจกระเป่า ต้องเอาของเหลวใส่ถุงใส (ของผมไม่มี) และเอากระเป๋าเข้าเครื่องตรวจ เจ้าหน้าที่ให้ผมถอดเสื้อสูทออก รวมทั้งเอาคอมพิวเตอร์ออกจากประเป๋าเพื่อแยก X-ray ต่อจากนั้นก็เดินไปยังประตูทางออกที่เจ้าหน้าที่ Check-in แจ้ง ยื่นบัตรให้เจ้าหน้าที่เพื่อตัดต้นขั้ว แล้วนั่งรอ เครื่องบินจะเรียกให้ผู้โดยสารเข้าประมาณ 40 นาทีก่อนเวลาออกบิน

สายการบิน Philippine Airlines เป็นสายการบินสายหลักของประเทศฟิลิปปินส์ ค่าโดยสารถูกมากเมื่อเทียบกับสายการบินอื่น แต่บริการได้มาตรฐาน พนักงานต้อนรับชาวฟิลิปปินส์พูดภาษาอังกฤษสำเนียงอเมริกันชัดแจ๋ว ค่อยโล่งอกว่าน่าจะฟังรู้เรื่อง

พอเครื่องขึ้นไม่นานเจ้าหน้าที่ก็มาแจกใบ Arrival Card และใบสำแดงศุลกากร ต้องกรอกเพื่อให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรขาเข้าฟิลิปปินส์ตรวจ จากนั้นก็แจกอาหาร ซึ่งประกอบด้วยเนื้ออบกับข้าวคลุกเครื่องเทศ (เหมือน Risotto ของอิตาลี) ซึ่งอร่อยมาก นอกจากนั้นยังมีขนมปัง เนย สลัด (น่าจะทำจากมะละกอดิบเหมือนส้มตำ แต่ใช้น้ำสลัดน้ำใส) และคัสตาร์ดหน้าแยมส้ม เครื่องดื่มมีให้เลือกระหว่างน้ำเปล่า ไวน์แดง ไวน์ขาว โคล่า (ยี่ห้ออะไรจำไม่ได้ แต่ไม่ใช่สองยี่ห้อดังแน่นอน) น้ำส้ม และน้ำแอปเปิ้ลหรือ Applesap หลังจากนั้นจะขอชาหรือกาแฟก็ได้

เครื่องบินใช้เวลาบิน 3 ชั่วโมง ตรงกลางเครื่องจะมีหน้าจอซึ่งตอนขึ้นกับตอนลงจะรายงานสถานะว่าอยู่ห่างจากจุดหมายกี่กิโลเมตร/ไมล์ ความสูงกี่เมตร/ฟุต และจะถึงตอนกี่โมง เวลาของฟิลิปปินส์เร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง จะปรับนาฬิกาก็ควรจะปรับตอนอยู่บนเครื่อง จะได้ไม่ลืมและไม่งง

พอลงเครื่องก็เข้าด่านตรวจ Passport จากนั้นก่อนจะถึงด่านตรวจศุลกากรจะมีซุ้มแลกเงิน Peso ซึ่งผมก็เอาเงิน US Dollar ที่แลกมาแล้วไปแลกเป็น Peso ปรากฏว่าได้มาปึกใหญ่มากทั้งที่แลกเพียงไม่กี่พัน Peso เพราะดันไปบอกว่าขอแบงค์ย่อยด้วย (เผื่อให้ทิป) พอพ้นด่านศุลกากร (ซึ่งผ่านได้อย่างไม่มีปัญหาและรวดเร็วมาก) ก็มีนักศึกษาสองคนจาก University of Arellano มารับ ใส่เสื้อ Creative Commons และชูป้ายชื่อของผม

ระหว่างทางที่ทั้งสองพาผมนั่งรถ (ส่วนตัว) ไปโรงแรมที่จองไว้ ก็ได้คุยกันหลากหลายเรื่องอยากสนุกสนาน ได้ความว่าทั้งสองเป็นอาสาสมัครครีเอทีฟคอมมอนส์ ซึ่งมีทั้งสิ้นประมาณ 15 คนใน University of Arellano และเรียนกฎหมาย มีอาสาสมัครคนอื่นๆ แยกย้ายกันไปรับผู้ร่วมงานที่มาจากต่างประเทศอีก 10 กว่าคน (ซึ่งไม่ได้ลงเครื่องบินที่เดียวกัน และมาต่างวันต่างเวลากัน) นอกจากนั้นก็คุยกันสัพเพเหระ เรื่องการจราจร อุณหภูมิหน้าหนาว สถานีวิทยุ (ที่ฟิลิปปินส์มีมากมายเพราะมีสภาพเป็นเกาะกว่า 7,000 เกาะ) ห้างสรรพสินค้า (จำชื่อไม่ได้) ที่ขับรถผ่าน ชาวฟิลิปปินส์ขนานนามให้เป็น The Mall of Asia คือมีขนาดใหญ่มาก ผมก็บอกว่าเราก็มี Paragon ซึ่งก็เหมือนพระราชวัง

การจราจรในกรุงมะนิลาวุ่นวายกว่ากรุงเทพ เสียงบีบแตรตามสี่แยกเป็นเรื่องปกติ รถติดน้อยกว่ากรุงเทพเล็กน้อย ระหว่างอยู่บนรถเห็นรถ Jeepney ซึ่งเป็นรถประจำทางเหมือนรถสองแถวที่ดัดแปลงมาจากรถจี๊ปสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง และนำมาตกแต่งอย่างสวยงามเป็นเอกลักษณ์ นอกจากนั้นยังมีจักรยานสามล้อ จำไม่ได้ว่าเรียกว่าอะไร อยู่ทุกหัวถนน ที่นั่งผู้โดยสารจะมีหลังคาและโครงหุ้มดูปลอดภัยดี

พอมาถึงโรงแรมก็ต้องวางมัดจำ 2,000 Peso (เท่ากับพันบาทปลายๆ) ซึ่งจะคืนให้ตอนออก ทำให้เงินสดหายไปเยอะกว่าที่นึกไว้ แต่ก็ยังพออยู่ได้ พอพนักงานขนกระเป๋าพาขึ้นมาที่ห้องก็ต้องตกใจว่าสภาพห้องแย่กว่าที่คิดไว้มาก ถ้าให้เรตน่าจะอยู่ที่สองดาว ไม่มีตู้เย็น ไฟเสีย ลูกบิดฝักบัวเสีย ไม่มีน้ำดื่มแถม ถือว่าไม่คุ้มที่ตั้งใจจะประหยัด ถ้ายอมจ่ายแพงกว่านี้ประมาณเท่านึงจะได้โรงแรมดีกว่านี้มาก แต่ก็ไม่เป็นไร ไม่ใช่สาระสำคัญ

พอให้ช่างมาซ่อมของที่เสียเสร็จ ก็ลงไปเดินสำรวจข้างล่าง ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณ 3 ทุ่มแล้ว ร้านค้าเริ่มปิด ผมเดินย้อน Taft Avenue ขึ้นไป จนเจอสี่แยกที่ตอนผ่านมาตอนแรก นักศึกษาอาสาสมัครบอกว่าเป็นศูนย์รวมกวดวิชา ให้อารมณ์เหมือนสยามสแควร์ย่อมๆ มีวัยรุ่นแต่งตัวเหมือนวัยรุ่นไทยเดินเยอะแยะไปหมด จากนั้นผมเดินเลี้ยวไปมา ตั้งใจจะหาของกินที่ไม่ใช่อะไรที่หาได้ในกรุงเทพฯ แต่ก็ไม่เจออะไรกิน จนไปโผล่ที่วงเวียน Remedios ที่เต็มไปด้วยร้านอาหารและผับระดับค่อนข้างดี เลยเลือกเข้าไปร้าน Ang Bistro Sa Remedios เป็นร้านประเภทปิ้ง ย่าง สเต๊ก ผมสั่งเมนูชื่อ Hickory Pork Spareribs เป็นซี่โครงอ่อนย่าง ราดซ๊อสพริกรสหวานเล็กน้อย บริกรถามว่าจะรับข้าวด้วยไหม ซึ่งผมก็สั่งมาด้วย ส่วนเครื่องดื่มคือ xxx (บอกไม่ได้เนื่องจากติดเงื่อนไขของที่ทำงาน) และน้ำเปล่าซึ่งไม่คิดเงิน

อาหารอร่อยมาก ซี่โครงเนื้อดี รสเค็มตัดกับซ๊อสหวานเป็นรสชาติที่สมดุล ซึ่งร้านอาหารไทยจำนวนมากขาดไป แต่ข้าวเปล่าสู้ข้าวไทยไม่ได้เลย ทั้งๆ ที่ราคาถึง 38 Peso ระหว่างกินมีวงดนตรีสามคนมาเดินเล่นตามโต๊ะ มือกีตาร์โปร่งสองเป็นผู้ชาย คนหนึ่งในนั้นจะเป็นนักร้องไปด้วย และนักร้องประสานเสียงหญิงซึ่งเล่นเครื่องเคาะจังหวะคล้ายๆ ลูกท้อที่มีทรายอยู่ข้างใน (จำชื่อเครื่องดนตรีนี้ไม่ได้) เพลงที่เล่นน่าจะเป็นเพลงฟิลิปปินส์ร่วมสมัย บางเพลงน่าจะเป็นเพลงอมตะ บางเพลงเป็นเพลงใหม่ ทั้งวงเล่นดีมากอย่างไม่น่าเชื่อ ไปเปิดค่ายออกอัลบั้มได้สบายๆ เสียงนักร้องผู้ชายกังวานและมีเนื้อเสียงดี ผมชอบเพลงที่นักดนตรีเล่นทุกเพลง เพราะถึงแม้จะเป็นเพลงร่วมสมัยใหม่แต่ก็ละเมียดละไมทั้งเนื้อร้อง (บางช่วงเป็นภาษาอังกฤษ ฟังพอออก) และดนตรี

นอกจากนักดนตรี คนที่กินในร้านมี 3-4 โต๊ะ โต๊ะหนึ่งเป็นครอบครัวฟิลิปปินส์ พ่อ แม่ ลูก 3 ท่าทางมีฐานะ (ลูกอ้วนทุกคน) อีกโต๊ะเป็นหนุ่มสาวผิวขาว สั่งขาหมูและสลัด โต๊ะด้านในเป็นชาวญี่ปุ่นใส่สูท 6-7 คน ท่าทางเหมือนเป็นบริษัทที่มาเปิดสาขาหรือมาประชุมที่ฟิลิปปินส์

ราคาอาหารทั้งสิ้น รวมค่าบริการและ VAT 12% คือ 427 Peso คิดว่าสมเหตุสมผลกับคุณภาพและความประทับใจ ตอนออกถามทางเดินกลับเพราะตอนนั้นจำทางไม่ได้แล้ว และขอนามบัตรร้านมา แต่พอเดินไปตามทางก็หลงอีก เดินทางละแวกชุมชนคล้ายถนนข้าวสารที่ไม่มีชาวต่างชาติ ร้านอาหารพื้นเมือง เน้นเนื้ออบ ไก่อบ ร้านล๊อตเตอรรี่ ร้านค้าของชำ (ที่สภาพส่วนมากแย่กว่าร้านของชำโดยเฉลี่ยในกรุงเทพ) มีคนเดินไปมา ท่าทางเป็นชาวบ้านแถวนั้น ตึกแถวบางห้องเปิดทีวีดูกีฬาอะไรสักอย่าง คนมามุงดูและเชียร์กันเสียงดังทั้งถนน

เดินต่อมาเป็นย่านคลับบาร์และสถานที่ท่องเที่ยวกลางคืน มีสาวประเภทสองมาทัก และมีชายพยายามยื่นนามบัตรให้ สถานที่ท่องเที่ยวกลางคืนในมะนิลาส่วนมากเป็น Pub ที่มีผู้หญิงเรียกลูกค้าด้านหน้าไม่ต่างจากกรุงเทพ แต่ดูแล้วยังไม่เข้มข้นหรือเป็นธุรกิจจริงจังเหมือนบางย่านในกรุงเทพ สังเกตว่าคลับหรือผับเหล่านั้นส่วนมากจะปิดมิดชิด เห็นที่เดียวที่เปิดกึ่งกลางแจ้งเหมือนลานหมูกะทะ มองเข้าไปเห็นผู้หญิงสามคนร้องเพลงและเต้นเหมือนเต้นอะโกโก้ สไตล์เพลงคล้ายเพลงร๊อคอเมริกันยุค 70-80 ที่ดัดแปลงให้ดิบเถื่อนยิ่งขึ้น

นอกจากนั้น ร้านอาหารอื่นๆ ก็มีอาหารประเทศต่างๆ เช่นเกาหลี ญี่ปุ่น อิตาลี่ อย่างไรก็ตามส่วนมากดูเหมือนจะผสมผสานกับเมนูตะวันออก เป็นดินแดนอาหาร Fusion อย่างแท้จริง

สภาพโดยทั่วไปตามท้องถนนในมะนิลาไม่ต่างจากกรุงเทพนัก เสียงและกลิ่นคล้ายๆ กัน มีคนจรจัดเยอะ กระจายกันนอนหน้าตึกแถวร้างอยู่ทั่วไป อย่างไรก็ตามยังไม่เห็นคนจรจัดที่เป็นขอทานด้วย ส่วนมากจะนอนหรือเก็บขยะ ตัวใครตัวมัน ถนนบางช่วงเป็นหลุมเป็นบ่อ ปิดซ่อมเป็นจุดๆ บางที่มีน้ำนอง แต่ดูเหมือนจะไม่สกปรกนัก ไม่เหมือนกรุงเทพที่น้ำนองจนเน่า

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดเมื่อเดินในกรุงมะนิลาตอนกลางคืนไม่ใช่คนหรือโจร (ดูต่างคนต่างอยู่ไม่ค่อยมีใครมาสนใจ และไม่มีใครดูน่ากลัวหรือน่าสงสัย) แต่เป็นการจราจร โดยเฉพาะเวลาข้ามถนน (ซึ่งมีแยกจำนวนมากมหาศาล) เพราะรถที่นี่ขับพวงมาลัยซ้าย วิ่งชิดขวา ตอนออกเดินแรกๆ งงมาก และไม่กล้าข้ามถนน สักพักจะเริ่มรู้เทคนิคว่าให้มองไปทางตรงข้ามกับที่มองปกติเสมอ ก็เริ่มคุ้น

เดินไปเดินมาหาทางกลับไม่เจอ ไม่มีแผนที่ติดตัว และไม่ค่อยเห็นป้ายถนนหรือป้ายบอกทาง ก็ไปเจอโรงแรม Manila Pavilion ซึ่งเป็นโรงแรมที่พรุ่งนี้และมะรืนนี้ต้องมาประชุม ทำให้เศร้าใจอีกครั้งว่าตอนแรกน่าจะเลือกโรงแรมนี้ตามคำแนะนำของผู้จัดการประชุม เดินต่อสักพักเริ่มเหนื่อย เลยโบก Taxi กลับ

ระหว่างทางคุยกับ Taxi (ซึ่งพูดภาษาอังกฤษคล่องแคล่ว) เขานึกว่าผมเป็น Missionary เพราะเห็นว่ามาประชุม เพราะที่นี่มา Missionary มาประชุม/สัมนากันเยอะ ตอนออกถามค่าโดยสาร เขาเรียก 100 Peso ผมเลยถามว่าไม่มีมิเตอร์หรือ (ตอนแรกเห็นไฟแดงๆ เหมือนมิเตอร์แต่ไม่แน่ใจ เขาบอกไม่มี (จำได้ว่าตอนเดินๆ เห็น Taxi ทั้งที่มีมิเตอร์และไม่มี) เลยจ่ายและลงรถมา นึกได้ว่าลืมให้ทิปซึ่งเป็นธรรมเนียมที่นั่น คนขับเลยทำเงียบๆ และออกรถไป

(มารู้วันที่ 3 ว่าโดนโกง เพราะตอนเช้านั่ง Taxi มาโรงแรม ระยะทางเท่ากัน 42 Peso ตามมิเตอร์ ถามนักศึกษาได้ความว่าเป็นกลโกงมาตรฐาน Taxi พอเห็นผู้โดยสารต่างชาติจะเอาผ้าปิดมิเตอร์)

ก่อนเข้าโรงแรมตอน 5 ทุ่ม แวะ 7-Eleven ซึ่งมีอยู่ทั่วทุกหัวถนนในกรุงมะนิลา ซื้อน้ำเปล่าซึ่งแพงมาก มีขวด 1 ลิตร ราคา 28 Peso แต่เบียร์กลับถูกถ้าเป็นยี่ห้อ San Miguel มีให้เลือกทั้งแบบ Pale Pinsen, Strong, Dry, และ Light  (เบียร์ Heineken แพงมาก เข้าใจว่านำเข้า)

ความรู้สึกโดยรวมวันแรก ฟิลิปปินส์ (มะนิลา) มีหลายอย่างที่คล้ายกับประเทศไทย (กรุงเทพฯ) ไม่ว่าจะเป็นสภาพบ้านเมือง ตึก ถนน คนหน้าตาคล้ายคนไทยมาก เศรษฐกิจก็อยู่ในระดับพอๆ กัน (แต่ฟิลิปปินส์ก็ตั้งเป้าจะเป็นประเทศ “พัฒนาแล้ว” ภายในอีกไม่กี่ปี) สภาพสังคมก็มีปัญหาบางอย่างเหมือนกัน แต่สิ่งที่ฟิลิปปินส์โดดเด่นคือวัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่รับมาจากอเมริกันและสเปนในยุคอาณานิยมมามาก แต่ก็ได้ผสมผสานจนกลายเป็นเอกลักษณ์ที่ผมรู้สึกว่าเป็นมิตรกับทั้งชาวตะวันตกและชาวตะวันออก โดยเฉพาะภาษาที่ทุกคนพูดภาษาอังกฤษได้ เพราะระบบการศึกษาสอนเป็นภาษาอังกฤษ (แต่นักศึกษาอาสาสมัครแอบบอกว่าจริงๆ คนก็ไม่ค่อยชอบพูดกันนัก และมีส่วนน้อยที่พูดได้คล่องแคล่วจริงๆ)

เวลา 1 วันอาจสั้นเกินไปที่จะประมวลเอาความประทับใจออกมาเป็นข้อสรุป แต่ความประทับใจเหล่านั้นก็เริ่มก่อร่างสร้างตัว โดยผมก็ยังมองไม่เห็นว่ามันนำไปสู่อะไร คงต้องรอดูต่อไปอีก 3 วันที่เหลือ

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: