Entangle

A written expression

Category: เทคโนโลยี

กว่าจะเป็น DoctorMe: iPhone App ฟรีเพื่อการดูแลสุขภาพตัวแรกของไทย

(Cross post จาก http://ictplan.thaihealth.or.th/?p=829)

DoctorMe iPhone App ฟรีเพื่อการดูแลสุขภาพตัวแรกของไทย

คนเราทุกคนล้วนมีปัญหาสุขภาพ บ่อยครั้งที่เราหรือคนในครอบครัวเจ็บป่วย ก็พยายามดูแลกันเอง บางทีก็ปล่อยให้หายเอง บางทีก็ไปซื้อยามากิน จนถึงกับไม่ไหวก็ต้องไปโรงพยาบาล

แน่นอนว่าการช่วยตัวเองเรื่องสุขภาพเป็นเรื่องที่ทุกคนอยากทำได้เอง จะได้บรรเทาอาการ หายเร็ว อาการเจ็บป่วยหรือเหตุฉุกเฉินหลายๆ อย่าง ถ้าเรารู้วิธีการรับมือ ก็สามารถทำได้เองทันที แต่ปัญหาคือจะมีสักกี่คนที่จะมีความรู้พอที่จะดูแลตนเองและคนรอบข้างได้เมื่อถึงคราวจำเป็น ส่วนข้อมูลที่มีในปัจจุบัน ถ้าเป็นหนังสือก็ไม่ได้อยู่กับเราตลอดเวลา ใช้เวลานานกว่าจะค้นแนวทางการปฏิบัติตัวเจอ ส่วนจะหาในอินเทอร์เน็ต ก็ไม่มั่นใจว่าข้อมูลที่มีอยู่มหาศาลนั้นเชื่อถือได้หรือไม่

ในขณะเดียวกัน คนปัจจุบันนิยมใช้ smartphone ติดตัวไปทุกที่ เราใช้โทรศัพท์ทำทุกอย่าง ตั้งแต่โทร แชท เช็คอีเมล ค้นหาข้อมูล เข้าเครือข่ายสังคม ถ่ายรูป ฟังเพลง อ่านข่าว เล่นเกม ยังไม่นับแอปพลิเคชั่นเพิ่มเติมที่มีให้เลือกใช้นับแสน ตั้งแต่ดูทีวี แต่งรูป แชร์ภาพ เช็คอินสถานที่ อ่านหนังสือ ซื้อตั๋วหนัง สั่งพิซซ่า และอื่นๆ อีกมากมาย

จะดีไหมถ้าเราสามารถแก้ปัญหาสุขภาพเบื้องต้นด้วยตนเอง โดยใช้ข้อมูลจากโทรศัพท์ที่เราติดตัวไปทุกที่และใช้ทำทุกอย่าง?

DoctorMe เป็นแอปพลิเคชั่นที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบคำถามข้างต้น พวกเราซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่ชอบเทคโนโลยีและอยากแก้ปัญหาสังคม จึงสร้าง DoctorMe ขึ้นมา โดยมีสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นผู้สนับสนุน ส่วนทีมที่คิดและพัฒนา คือสถาบัน ChangeFusion และบริษัท โอเพ่นดรีม จำกัด ร่วมกับมูลนิธิหมอชาวบ้านซึ่งเป็นผู้ให้เนื้อหามาลงในแอปพลิเคชั่น

เริ่มจากศูนย์

ถึงแม้พวกเราจะคุ้นเคยกับเว็บและระบบข้อมูลที่แสดงผลผ่านจอคอมพิวเตอร์ แต่พอมาถึงแอปพลิเคชั่นบนอุปกรณ์เคลื่อนที่เช่นมือถือ ก็เป็นเรื่องใหม่ที่เรามีประสบการณ์น้อยมากในช่วงเริ่มแรก

การสร้าง DoctorMe เริ่มต้นด้วยแนวคิดกว้างๆ ว่าอยากทำแอปที่ช่วยให้คนดูแลสุขภาพด้วยตนเอง ติดตัวไปทุกที่ ใช้งานได้ง่ายที่สุด เร็วที่สุด โดยไม่จำเป็นต้องต่ออินเทอร์เน็ต เป็นเหมือนคู่มือที่พร้อมใช้ ทั้งเมื่อตนเองหรือคนรอบข้างเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ เช่นเป็นหวัด ปวดหัว ท้องเสีย หรือเจอเหตุฉุกเฉินเช่นตกน้ำ บาดแผล กระดูกหัก หรือต้องปั๊มหัวใจช่วยชีวิต

เราเริ่มด้วยการสำรวจสถานการณ์และตลาดของผู้ใช้ smartphone โดยเลือกสำรวจกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ใช้ไอโฟน พบว่าส่วนมากไม่นิยมจ่ายเงินซื้อแอป และใช้แอปอยู่ไม่กี่ประเภท เช่น ถ่ายรูป เครือข่ายสังคม และเล่นเกม แต่ข้อที่น่าสนใจ คือส่วนมากนิยมหาแอปใหม่ๆ มาลอง และถ้าใช้ได้ดี ตอบความต้องการได้ ก็จะเก็บไว้ใช้

ในขณะเดียวกัน ทีมออกแบบก็ไปศึกษาแนวทางการออกแบบแอปพลิเคชั่นบน iPhone ซึ่งถือว่าเป็น Platform ที่ได้รับความนิยม และคนรุ่นใหม่ใช้มากในขณะนี้ เราไปหาตัวอย่างแอปดีๆ และน่าสนใจที่มีอยู่แล้ว และหาหนังสือเกี่ยวกับการออกแบบ iPhone App มาอ่าน

จากนั้น เราเริ่มออกแบบเค้าโครง ว่าแอปนี้จะทำอะไรได้ หน้าตาเบื้องต้นเป็นอย่างไร กดอะไรไปไหน นี่คือหน้าตาแรกสุดของแอปนี้

ในขณะเดียวกัน แอปพลิเคชั่นต้องมีเนื้อหา เราได้ลองสำรวจดู และพบว่าเนื้อหาที่น่าจะเหมาะกับประชาชนทั่วไป น่าจะอยู่ที่มูลนิธิหมอชาวบ้านซึ่งเราเคยร่วมงานกันมาแล้วในการพัฒนาเว็บไซต์หมอชาวบ้าน (http://doctor.or.th) จนเพิ่มยอดคนเข้าจากวันละหลักสิบเป็นหลายพัน เราเข้าไปคุยกับคุณณีน้อย ปิติเจริญ ผู้จัดการมูลนิธิหมอชาวบ้าน พี่ณีน้อยได้แนะนำให้รู้จักกับ รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ ผู้เขียนหนังสือคู่มือการตรวจวินิจฉัยโรค คู่มือหมอชาวบ้าน และเจ้าของคอลัมน์สารานุกรมทันโรคในนิตยสารหมอชาวบ้าน คุณหมอสุรเกียรติได้เสนอให้นำเนื้อหาในคู่มือหมอชาวบ้าน ไปดัดแปลงใส่ลงในแอป ซึ่งประกอบด้วยการดูแลตนเองจากอาการเจ็บป่วยเบื้องต้น การปฐมพยาบาล ข้อมูลการใช้ยาและสมุนไพร ทีมงานในภายหลังได้ขออนุญาตนำข้อมูลเกี่ยวกับโรคต่างๆ เกือบ 90 โรค จากสารานุกรมทันโรค เข้ามาประกอบด้วย โดยเชื่อมโยงเนื้อหาเข้ากับเนื้อหาเกี่ยวกับอาการในหนังสือคู่มือหมอชาวบ้าน ทำให้ข้อมูลทั้งหมดมีกว่า 200 รายการ

ตลอด 4 เดือนที่พัฒนาเนื้อหา ทีมงานได้ทำงานร่วมกับคุณหมอสุรเกียรติในการเชื่อมโยงเนื้อหาระหว่างอาการกับรายละเอียดของโรค รวมทั้งได้ปรับปรุง แก้ไขเนื้อหาให้ทันสมัยยิ่งขึ้น จนกลายเป็นเนื้อหาที่เห็นในแอปในปัจจุบัน คุณหมอสุรเกียรติ ยังวางแผนจะเขียนเนื้อหาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยจะนำมาอัปเดตในแอปอย่างต่อเนื่อง

ลงมือพัฒนา

กลับมาถึงเรื่องการพัฒนาโปรแกรม ขั้นตอนต่อมาก็นำโครงร่างมาเขียนในคอมพิวเตอร์ เป็นโครงร่างอย่างละเอียด

พอได้โครงร่าง ทีมโปรแกรมก็เริ่มเขียนโปรแกรม จุดที่สำคัญในขั้นนี้ คือเรื่องเนื้อหา ซึ่งทีมโปรแกรมต้องหาวิธีให้ทีมเนื้อหานำข้อมูลมาใส่ จึงพัฒนาเว็บแอปขึ้นมาพิเศษเพื่อใส่ข้อมูลเนื้อหา โดยออกแบบช่องและวิธีการใส่ให้รองรับโครงสร้างเนื้อหา ซึ่งต้องมีการเชื่อมโยง แนะนำเนื้อหา การจัดหมวดหมู่อาการออกตามโซนร่างกายที่เกิดอาการ และรายละเอียดอื่นๆ อีกมากมาย เว็บแอปนี้จะเก็บข้อมูลทั้งหมดลงในระบบฐานข้อมูล ที่เชื่อมกับฐานข้อมูลของแอป เพื่อให้สามารถเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมข้อมูลได้โดยสะดวกในอนาคต

จากนี้ไป กระบวนการพัฒนาจะคู่ขนานกันไป ระหว่างการพัฒนาโปรแกรม กับการพัฒนาเนื้อหา โดยจะมีการเชื่อมกันตลอด ผ่านการ Workshop ร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ

ในส่วนการพัฒนาโปรแกรม ความท้าทายหลักคือการออกแบบส่วนติดต่อกับผู้ใช้ (User Interface) ให้ใช้งานง่าย เป็นธรรมชาติ และเข้าถึงข้อมูลได้จริง และมีเสถียรภาพ ไม่หลุดจากโปรแกรม ทั้งหมดเพื่อให้ผู้ใช้สามารถได้ประโยชน์จริงๆ จากการใช้ ไม่ว่าผู้ใช้จะชอบกดดู (Browse) หรือพิมพ์คำค้น (Search) นอกจากนั้น ยังต้องใส่ใจรายละเอียดเกี่ยวกับการแสดงผลเนื้อหาให้ดูสวยงาม เรียบร้อย

ซึ่งเชื่อมโยงกับส่วนการพัฒนาเนื้อหา ซึ่งทีมเนื้อหาได้แปลงเนื้อหาทั้งหมดเป็นดิจิทัล ตรวจ Proof ความถูกต้องและการจัดรูปแบบอย่างละเอียด (เฉพาะกระบวนการนี้กินเวลาเกือบ 2 เดือน) และนำเอาเนื้อหาเข้าระบบเว็บฟอร์มทีละชิ้น โดยต้องตรวจ Proof และรูปแบบอีกรอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะต้องใส่ใจในการจัดรูปแบบเนื้อหาให้ได้มาตรฐาน HTML เช่น การใส่ย่อหน้า ลำดับชั้นของเนื้อหา List แบบ Bullet และตัวเลข เพื่อให้เนื้อหาดูสวยงาม เป็นระเบียบ และยังทำให้เครื่องอ่าน Screen Reader อ่านเนื้อหาให้คนตาบอดฟังได้อย่างถูกต้องด้วย สิ่งที่สำคัญอีกเรื่อง คือการเชื่อมโยงเนื้อหา ซึ่งใช้วิธีพิเศษ ที่ทีมงานต้องละเอียดกับความถูกต้องของอักขระชนิดห้ามขาดห้ามเกินแม้แต่ตัวเดียว

ในส่วนภาพประกอบ ทีมงานต้องวาดใหม่ทั้งหมด โดยคัดลอกจากต้นฉบับ เพราะภาพต้นฉบับความละเอียดไม่เพียงพอ และมีสีสันไม่สวยงาม

เมื่อเนื้อหาทั้งหมดถูกนำขึ้นและตรวจสอบเสร็จแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการโฟกัสเรื่อง Design โดยเฉพาะหน้าตาของหน้าแรก โทนสี กราฟฟิกในส่วนต่างๆ โดยมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ 1 ครั้ง เพื่อปรับหน้าตาให้ดูเป็นมิตร สบายๆ มากกว่าเดิมซึ่งดูเป็นวิชาการ เป็นหมอมากเกินไป


หน้าตาเดิม

หน้าตาใหม่

ในระหว่างการพัฒนา ทีมงานได้รายงานกับคณะกรรมการของ สสส. ที่ดูแลแผนงานนี้เป็นระยะ และนำความเห็นของกรรมการเข้ามาประกอบการออกแบบและพัฒนา

จากนั้น มาถึงขั้นตอนสุดท้าย คือการทดสอบโดยรวมก่อนเปิดให้ดาวน์โหลด เน้นการทดสอบประสิทธิภาพ ตรวจหา Bug และหาช่องว่างหรือข้อผิดพลาดอื่นๆ (ซึ่งพบเรื่อยๆ) และนำไปแก้ไขจนดีพอที่จะส่งให้ Apple ตรวจพิจารณาให้ปล่อยดาวน์โหลดได้ ซึ่ง Apple ก็ให้ผ่านตั้งแต่ครั้งแรกที่่ส่งตรวจ

เสียงตอบรับ

ทีมบริหาร ทีมออกแบบ และทีมพัฒนาโปรแกรม ได้ทำงานร่วมกับทีมการตลาด ในการวางแผนการตลาดของแอป DoctorMe โดยได้ฝ่าย CSR ของบริษัท DTAC เป็นที่ปรึกษา โดยทาง DTAC ได้ให้คำแนะนำว่าให้เพิ่ม Feature ที่ใช้ประโยชน์จากเครือข่าย 3G เช่นการดูคลิปวิธีการปฐมพยาบาล ทำให้ผู้ใช้จะสามารถเข้าใจวิธีการได้ง่ายกว่าการอ่านแต่อย่างเดียว โดยเฉพาะในเรื่องที่ต้องใช้เทคนิควิธีการในการปฏิบัติ ซึ่งปัจจุบัน ทีมงานกำลังเตรียมเนื้อหาใหม่นี้เพื่อเสริมเข้าไปในแอป จากนั้นจึงจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ โดยในปัจจุบันให้ดาวน์โหลดเป็นเวอร์ชั่นทดลองใช้ก่อน และกำลังเก็บความคิดเห็นจากผู้ใช้ในวงกว้างเพื่อนำมาพัฒนาเป็นตัวสมบูรณ์

ภายหลังการเปิดให้ดาวน์โหลดรุ่นทดสอบ พบว่ามีผู้สนใจจำนวนมาก ภายในไม่กี่ชั่วโมง DoctorMe ได้เป็น iPhone App ฟรีอันดับ 1 ในหมวด Health & Fitness และในวันถัดไปได้อยู่อันดับที่ 3 เมื่อคิดรวมจากทุกหมวด (ไต่มาจากอันดับ 185, 75, 9, และ 8 ในวันก่อนหน้า) โดยได้คะแนนโหวตเฉลี่ยเต็ม 5 ดาว (ณ วันที่ 20 สิงหาคม 2554) ซึ่งน่ายินดีมากว่ามีผู้ให้ความสนใจจำนวนมากและเห็นว่าเป็นแอปที่มีประโยชน์และมีคุณภาพ


อันดับ 1 ในหมวด Health & Fitness


อันดับที่ 3 รวมจากทุกหมวด


ได้คะแนนเฉลี่ยห้าดาวเต็ม

อนาคต

DoctorMe เป็นก้าวแรกขององค์กรบริการสาธารณะอย่าง สสส. ที่ให้บริการเครื่องมือทางเทคโนโลยีสำหรับประชาชนอย่างแพร่หลาย โดยใช้วิธีการทำงานแบบสร้างนวัตกรรมร่วมกันกับเครือข่ายและผู้สนใจ พวกเราหวังว่า แอปพลิเคชั่นลักษณะนี้น่าจะให้ประโยชน์โดยตรงแก่ประชาชน โดยมีแผนจะขยายไปยัง Platform อื่น เช่น Android และเว็บไซต์ทั่วไป ทำให้คนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงได้ และจะขยายความสามารถให้ตอบสนองความท้าทายด้านสุขภาพได้ดีขึ้น เช่น การสามารถให้คำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลตนเองที่สอดคล้องกับอาการเจ็บป่วยที่มีอยู่แล้วหรือ Lifestyle ของผู้ใช้ได้ รวมทั้งการสร้างกิจกรรมบนระบบดิจิทัลที่ช่วยกระตุ้น ส่งเสริม ให้ประชาชนมีวิถีชีวิตที่สร้างเสริมสุขภาพทั้งทางกาย การใจ ทางปัญญา และของทั้งสังคม

ดาวน์โหลด DoctorMe ได้แล้ววันนี้ ฟรี ที่นี่ครับ

Slide for New Media and PR class – 03

http://issuu.com/guopai/docs/jc457-03-long-tail-wisdom-of-crowds?viewMode=presentation

Slide for New Media and PR class – 02

http://issuu.com/guopai/docs/jc457-02-trends-in-new-media

Amazon Kindle

ผมชอบอ่านหนังสือ จำได้ว่าเมื่อตอนวัยรุ่นสมัยเรียนมัธยมผมจะพกหนังสือติดตัวตลอดและอ่านทุกครั้งที่มีเวลาว่าง (ซึ่งมีเหลือเฟือเมื่อเทียบกับตอนนี้) แต่นั่นเป็นความประทับใจในอดีต เพราะปัจจุบันหาเวลาอ่านหนังสือได้ยากเต็มที นอกจากนั้นยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้อ่านหนังสือไม่ได้ เช่น หนังสือที่ชอบอ่านไม่สามารถพกพาไปได้สะดวก อย่างนิยายเล่มล่าสุดของ Steven King อย่าง Under The Dome ที่หนากว่า 1,000 หน้า ต้องหาเวลานั่งอ่านเป็นเรื่องเป็นราว ทำให้อ่านไม่ถึงไหน

ปัญหาอีกอย่างก็คือหนังสือดีๆ นั้นหายาก ในประเทศไทยเห็นจะมีแต่ Kinokuniya ที่มีหนังสือภาษาอังกฤษให้เลือกแบบไม่จำเป็นต้องเป็นหนังสือ “ขายดี” อย่างที่ร้านหนังสือส่วนมากสั่งมาขาย แต่ครั้งจะไปสยามเพื่อซื้อหนังสือก็ไม่ใช่เรื่องสะดวก เพราะหาโอกาสและเวลาไปยาก

ปัญหาสุดท้ายคือขนาดตัวหนังสือ เมื่ออายุมากขึ้น สายตาย่อมประสิทธิภาพลดถอยลง ยิ่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวัน การใช้สายตาจ้องตัวหนังสือขนาดเล็กในหนังสือปกอ่อนราคาประหยัด หรือตัวพิมพ์ที่ไม่คมชัดในหนังสือต้นทุนผลิตต่ำจำนวนมาก ย่อมไม่เป็นผลดี

ด้วยเหตุทั้งปวงนี้ทำให้ผมตัดสินใจซื้อเครื่องอ่าน E-Book จาก Amazon เรียกว่า Kindle (Version 2) มาทดลองใช้ดู

Amazon Kindle

ราคาของ Kindle อยู่ที่ 259 USD แต่พอรวมปกหนัง ค่าส่ง (DHL) และภาษีแล้ว ตกอยู่ที่ 395.12 USD หรือประมาณ 15,000 บาท การสั่งซื้อราบรื่นไม่มีปัญหา DHL มาส่งให้ที่บ้านหลังสั่ง 3 วัน โดยระหว่างรอสามารถดู Tracking ว่าของอยู่ที่ไหนแล้ว ผ่านหน้า Account ของ Amazon ซึ่งสะดวกและละเอียดดีมาก

จุดเด่นของเครื่องอ่านหนังสือแบบนี้ คือหน้าจอที่เป็น E Ink ซึ่งเหมือนกระดาษจริง ตัวหนังสือคมชัด (จำนวน Pixel ต่อหน่วยมากกว่าจอ LCD ธรรมดา) และประหยัดไฟมาก เพราะไม่มี Backlight (หมายถึงต้องใช้แสงจากสภาพแวดล้อมในการอ่าน) และกินไฟต่อเมื่อมีการเปลี่ยนหน้าจอ (พลิกหน้าหนังสือ) เท่านั้น โดยถ้าปิด Wireless สามารถอ่านได้มากกว่า 2 อาทิตย์โดยไม่ต้องชาร์จไฟ

Kindle Screen

ตัวหนังสือสามารถเลือกขนาดได้ ทำให้เหมาะกับผู้สูงอายุอย่างมาก (ไปอ่านดูใน Discussion ผู้ใช้ พบว่าผู้ใช้จำนวนมากอายุมากกว่า 40-70 หรือมากกว่า) และมี Text-to-Speech ให้อ่านออกเสียงให้ฟัง (เสียบหูฟังหรือฟังผ่านละโพงในตัวได้) นอกจากนั้นยังมี Dictionary ขนาด 250,000 คำในตัว ซึ่งมีประโยชน์มากกับการฝึกภาษาอังกฤษเพราะใช้สะวด สามารถชี้ไปที่คำที่ต้องการแล้วคำแปลจะขึ้นมาด้านล่างจอทันที

จุดเด่นที่ Kindle ต่างจากเครื่องอ่าน E-Book อื่นๆ ก็คือ Global Wireless นั่นคือผู้ใช้สามารถต่อ Internet ไปยังร้านหนังสือของ Amazon ผ่านเครือข่ายโทรศัพท์มือถือได้เกือบทุกที่ทั่วโลกโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายและไม่มีข้อจำกัดใดๆ ทำให้การซื้อหนังสือง่ายและสะดวกมาก ผมซื้อหนังสือมาแล้ว 3 เล่มด้วยวิธีนี้ การซื้อกดครั้งเดียว ไม่ยุ่งยาก และหนังสือจะถูก Download ภายในไม่กี่นาทีผ่านเครือข่าย Edge

หนังสือที่ขายมีกว่า 400,000 เรื่อง แต่หลายเรื่องก็ซ้ำกัน ในอนาคตคงมีมากกว่านี้ แต่ปัจจุบันก็มีเรื่องหลักๆ ที่ร้านหนังสือควรจะมีค่อนข้างครบ และราคาถูกกว่าปกแข็งประมาณครึ่งหนึ่ง โดยเฉลี่ยหนังสือออกใหม่ ราคาไม่เกิน 10 USD

ในการใช้งานจริง สิ่งที่สำคัญคือน้ำหนัก รูปร่าง และความสะดวกในการถือและพลิกหน้า ซึ่งสำหรับผมพบว่าไม่มีปัญหา ทุกอย่างลงตัว น้ำหนักกำลังดี จับแล้วมั่นคง ปุ่มไม่เผลอกดได้ง่าย อ่านไปซักพักก็จะลืมว่ากำลังอ่านจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อยู่

Kindle in a hand

การพกพา สมควรอย่างยิ่งที่จะใส่ปกไว้ ช่วยปกป้องหน้าจอ ปุ่ม และการกดทับได้ดีพอสมควร หน้าตาเมื่อใส่ปกแล้วเหมือนสมุดบันทึกทั่วไป ไม่มีใครดูออกว่าเป็น Kindle

Kindle with the cover

หลังใช้งานมาได้สองอาทิตย์ พบว่าความสะดวกในการพกพาเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Kindle มีประโยชน์ เพราะสามารถอ่านได้ทุกที่ ไม่ต้องเลือกว่าจะเอาเล่มไหนไปที่ไหนกับเรา สามารถนอนอ่านบนเตียงได้สบายๆ โดยไม่เมื่อยมือมากนัก และไม่ต้องกังวลกับการชาร์จไฟเพราะกินไฟน้อยมากเมื่อปิด Wireless

อีกปัจจัยหนึ่งคือเรื่องทางจิตวิทยา ว่า E-Book ทำให้เราอ่านไปได้เรื่อยๆ โดยไม่ต้องกังวลว่ายังเหลือที่ยังไม่ได้อ่านอีกเท่าไหร่ ซึ่งต่างจากหนังสือเล่มที่บางครั้ง ความหนาก็ทำให้เราหมดกำลังใจที่จะอ่าน ซึ่งเรื่องนี้ผมพบว่า Kindle ช่วยให้ผมอ่านแต่ละครั้งได้นานขึ้น มากขึ้น อย่างเห็นได้ชัด

พูดข้อดีมาเยอะ มาถึงข้อเสียซึ่งก็มีบ้าง เช่น หนังสือที่ซื้อมานั้นเป็น Format พิเศษของ Kindle และติด DRM ทำให้เราต้องใช้ Kindle ไปตลอดถ้ายังต้องการอ่านหนังสือที่ซื้อมาทั้งหมด นอกจากนั้น การติด DRM ทำให้เราไม่สามารถให้เพื่อนยืมหนังสือไปอ่านได้ ส่วนเรื่องอ่านๆ ก็อาจจะเป็นความรู้สึกว่าไม่ได้หยิบจับหนังสือเป็นเล่มๆ ไม่ได้กลิ่นของหนังสือ และไม่สามารถนำหนังสือที่ซื้อมาตกแต่งบ้านได้

สุดท้าย ถึงแม้จะอ่าน PDF ภาษาไทยได้ แต่ไม่สามารถอ่าน E-Book ภาษาไทยได้ ต้องหาวิธีลง Font เพิ่ม อย่างไรก็ตาม ปัญหาคือหนังสือ E-Book ภาษาไทยยังไม่ค่อยมี ทำให้เครื่องอ่าน E-Book อย่าง Kindle น่าจะมีประโยชน์กับคนที่อ่านภาษาอังกฤษเป็นหลัก

รีวิวหูฟัง In-ear Philips SHE9800 และ Sony MDR-EX300SL

วันนี้ไปซื้อหูฟังแบบ In-ear มาให้แฟนและตัวเอง หูฟังที่ซื้อมาวันนี้ คือ Philips SHE9800 ราคา 2,280 บาท และ Sony MDR-EX300SL ราคา 2,490 บาท กะว่าซื้อมาแล้วค่อยฟังเพื่อแบ่งกันใช้อย่างเหมาะสมต่อความต้องการของแต่ละคน

อันที่จริงทั้ง Philips และ Sony ต่างเป็นแบรนด์ “ทั่วไป” ซึ่งต่างจาก Sennheiser, Shure, Bose หรือ Audio Technica ซึ่งเป็นแบรนด์เฉพาะที่เชี่ยวชาญเรื่อง Audio แต่บังเอิญที่ร้านมีตัวเลือกน้อย และขี้เกียจเสียเวลาและความตั้งใจ จึงลองเสี่ยงซื้อ 2 ตัวนี้มา

Philips SHE9800 โฆษณาที่กลอ่งว่ามีจุดเด่นคือ Advanced acoustics: Deep, powerful, sound stage หมายถึงออกแบบตัวขับให้ทำให้เวทีเสียงกว้างและลึกกว่าปกติ ส่วน Sony MDR-EX300SL บอกว่าเป็น Studio monitored sound quality หมายถึงให้เสียง “แบน” ไม่เติมแต่ง แบบใช้ในห้องอัดเสียง ซึ่งเสียงลักษณะนี้เป็นเสียงที่ผมและแฟนชอบ มากกว่าการเพิ่มเบสหรือเพิ่มเสียงแหลม จุดเด่นของ EX300SL อีกอย่าง คือยางสอดหูนั้นเป็นซิลิโคน ซึ่งว่ากันว่าใส่สบายและทนกว่ายางธรรมดา

Philips SHE9800

Sony MDR-EX300SL

สิ่งที่ผมสนใจในการซื้อหูฟัง มีอยู่แค่ 2 อย่าง นั่นคือคุณภาพการออกแบบและการผลิตภายนอก และเสียง ซึ่ง Philips ดูจะเรียบง่าย ทนทาน อย่างที่เห็น ส่วน Sony มาตามสไตล์อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ญี่ปุ่น คือดูแข็งกว่า และมีลูกเล่น เช่นสายต่อ (Extension cord) และตัวม้วนสายเพื่อตั้งความยาวสายดังที่เห็นในภาพ ส่วนสายของ Sony ดูบางกว่า Philips โดยเฉพาะตรงข้อต่อกับหูฟังและแจ๊ก ดูบาง ถ้าไม่ระวังอาจเป็นจุดอ่อนได้ ทั้ง 2 รุ่นมี Case มาให้ โดย Philips เป็นเคสแข็ง ข้างในมีช่องใส่หูฟังและร้อยสายให้พร้อม ส่วน Sony เป็นถุงผ้าชนิดรูด ซึ่งก็ดูดี ใช้ง่าย

สิ่งที่สำคัญสำหรับหูฟังแบบ In-ear ก็คือยางสอดหู หรือ Earbuds ซึ่งเวลาใช้งานจะต้องสอดเข้าไปในโพรงหูให้แน่นจนเกิดสุญญากาศ เพื่อกันเสียงภายนอกเข้าและทำให้แหล่งกำเนิดเสียงอยู่ใกล้ส่วนรับเสียงในหูมากที่สุด ซึ่งต่างจากหูฟังธรรมดาที่ไม่ได้สอดจนเข้าไปในหูจนแน่น ทำให้เสียงภายนอกเข้ามาได้ ต้องเร่งเสียงมากเวลาอยู่ในที่มีเสียงรบกวน ทั้ง 2 รุ่นให้บางสอดหูมา 3 คู่ ขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ สามารถเปลี่ยนให้เหมาะกับขนาดหูได้ ผมพบว่ายางขนาดกลางที่ติดมากับตัวหูฟังของทั้ง 2 รุ่น มีขนาดไม่เท่ากัน โดยของ Sony จะเล็กกว่า Philips เล็กน้อย ซึ่งเวลาสวมรู้สึกว่าจะหลวมไปนิด เมื่อเทียบกับ Philips ซึ่งขนาดพอดี สวมสบายและไม่หลุด

มาถึงเรื่องเสียง ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจว่าเราต้องตั้งความคาดหวังให้อยู่บนความจริง เช่น หูฟังราคา 2,000 กว่าควรจะดีกว่าหูฟังราคา 500 แต่ย่อมเทียบไม่ได้กับหูฟังราคา 6,000 – 10,000 + ซึ่งถ้าใครเคยฟังหูฟังลักษณะนี้ เช่น Etymotic จะพบว่าแทบจะไร้ที่ติ และไม่ควรนำมาตั้งเป็นตัวเทียบโดยตรงกับหูฟังระดับราคา 2,000

โดยรวมแล้ว เสียงของทั้ง 2 รุ่นจัดว่าดี ให้รายละเอียดครบถ้วนตามที่ควรจะเป็น เบสไม่บวมและเสียงสูงไม่แหลมเกินจริง สิ่งที่แตกต่างมีอยู่ 2 จุด จุดแรกคือ เสียงกลาง ซึ่งพบว่า Sony ให้เสียงกลางที่แน่น เหมาะกับการฟังเสียงร้อง แต่ทำให้เสียงดนตรีและมิตินั้นดู “กลม” และอู้ไปบ้าง

จุดที่ 2 ที่แตกต่าง คือความ “เนียน” หรือความ “สาก” ของเสียง โดยเฉพาะเสียงกลางและสูง ซึ่งใน Philips พบว่ามีความสากอยู่บ้าง ต่างจาก Sony ซึ่งกลมเกลี้ยง

จุดสุดท้าย คือเวทีเสียง (Sound stage) ซึ่ง Philips ให้มิติที่กว้างและลึก แผ่ออกไปไกล ตรงตามที่โฆษณาไว้ ส่วน Sony ให้เสียงกลม เน้นพื้นที่เวทีตรงกลางตามปกติ

ความแตกต่างทั้ง 3 จุดนี้ส่งผลอย่างมากต่อประเภทของเพลงที่เหมาะสำหรับหูฟังทั้ง 2 โดยเสียงลักษณะกลม ใหญ่ เนียน นุ่ม และแน่นของ Sony น่าจะเหมาะกับเพลงที่เน้นเสียงร้องหรือผู้ที่เน้นฟังเสียงร้องหรือเสียงเครื่องดนตรีเดี่ยวๆ เช่นเครื่องสาย เปียโน ส่วน Philips ที่ให้เวทีเสียงกว้าง มิติเสียงดี โปร่ง และมีพื้นผิวเสียงที่สาก (ซึ่งเห็นได้ชัดกับเสียงร้องและเครื่องสาย) น่าจะเหมาะกับเพลงคลาสสิก หรือแจ๊ซ ซึ่งให้ความสำคัญกับมิติและบรรยากาศ มากกว่าการเน้นเสียงใดเสียงหนึ่งหรือความหนักแน่นของเสียง

โดยสรุปแล้ว ทั้ง Sony MDR-EX300SL และ Philips SHE9800 ต่างเป็นหูฟังที่ใช้ได้ คุ้มราคา สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจจุดดีจุดด้อยของลักษณะเสียง และเลือกให้เหมาะกับความต้องการครับ

High-quality MP3 ripping in Rhythmbox

To get high quality VBR (200-240 kbps) ripping in Rhythbox, use this pipeline:

audio/x-raw-int,rate=44100,channels=2 ! lame preset=insane ! xingmux ! id3v2mux

You can’t alter bit-rate using ‘vbr-quality’. This is a bug.

Additionally, xingmux option prevents an audio programme from reporting wrong track time as reported here.

If you happen to have vbr mp3 files that display wrong track time, use ‘vbrfix’ which is available in Synaptics. It will fix the wrong mp3 header. To use simply ‘vbrfix input.mp3 output.mp3′.

มิติทางวัฒนธรรมของการพัฒนาห้องสมุดดิจิทัลในยุโรป

ช่วงนี้กำลังร่วมพัฒนาห้องสมุดดิจิทัลในประเทศไทย บังเอิญไปเจอบทความใน The Library Quarterly ชื่อ Cultural Dimensions of Digital Library Development เขียนโดย Marija Dalbello ซึ่งเป็นอาจารย์ที่ Rutgers – The State University of New Jersey บทความนี้มีสองตอน ต่อไปนี้จะสรุปสาระสำคัญของตอนแรก

  • การพัฒนาห้องสมุดดิจิทัลในห้องสมุดแห่งชาติในยุโรป เริ่มมาตั้งแต่ยุค 1990s โดยถึงแม้ห้องสมุดแต่ละประเทศจะมีโครงการของตัวเอง แต่ทั้งหมดอยู่ภายใต้กรอบการสนับสนุนทางนโยบายของสหภาพยุโรป เช่น Information Society Technologies Fifth Framework Programme (IST-FP5)
  • ในปี 2002 มีห้องสมุดในยุโรปที่มีโครงการห้องสมุดดิจิทัลเพียง 15 จาก 43 แห่ง แต่ปัจจุบันมีเกือบทั้งหมด
  • ในยุคแรก (1990s – 2002) ห้องสมุดดิจิทัลในยุโรปมุ่งเน้นการสงวนรักษาและเผยแพร่สมบัติทางวัฒนธรรม (Cultural heritage) ผ่านการ digitise หนังสือหายากและ special collection
  • การเข้าใจว่าวัฒนธรรมเกี่ยวข้องกับห้องสมุดดิจิทัลอย่างไร ต้องเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมกับสังคมก่อน ว่ามี 3 แบบ
    • Cultural imperative: ความจะเป็นทางวัฒนธรรมเป็นตัวนำให้เกิดห้องสมุดดิจิทัล
    • Technological determinism: เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าทำให้เกิดห้องสมุดดิจิทัล
    • Mixed-model: ผสมกันทั้งสองอย่าง เช่น การมีเทคโนโลยีทำให้ห้องสมุดพยายามใช้เทคโนโลยีนั้นให้เกิดประโยชน์ (นั่นคือการ digitise นั่นเอง) เพื่อตอบสนองต่อภารกิจของห้องสมุดที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์และเผยแพร่วัฒนธรรม และทำให้สถานะของห้องสมุดมั่นคงขึ้นท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง
  • ตัวอย่างความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมกับห้องสมุด: ในอังกฤษ ห้องสมุดแห่งชาติ (The British Library – BL) ไม่เพียงทำห้องสมุดดิจิทัลในเชิงเนื้อหา แต่ยังมีระบบการรับเนื้อหาดิจิทัล (digital material acquisition) และระบบการเคลียร์ลิขสิทธิ์
    • กระทรวงวัฒนธรรมอังกฤษ มีบทบาทในการกำหนดทิศทางห้องสมุดดิจิทัลให้เป็นแนวการนำเสนอเอกลักษณ์ของอังกฤษในระดับนานาชาติ โดยการตั้งคณะกรรมการและทำรายงานออกมา
    • จุดมุ่งเน้นของ BL: สถานที่สำคัญในอังกฤษ และวัฒนธรรมของคนที่ย้ายเข้ามาอยู่อังกฤษ
    • นอกจากนั้นยังมุ่งเน้นการรักษาและนำเสนอมรดกชั้นยอดทางปัญญา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมของโลก
  • ตัวอย่างจุดมุ่งเน้นในการพัฒนาห้องสมุดดิจิทัลต่างๆ ในยุโรป
    • เยอรมัน: เน้น “โครงสร้างพื้นฐาน” ก่อน เช่น เครือข่ายความร่วมมือ ข้อตกลง และมาตรฐาน
    • Portugal: เน้นการตีความมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ ให้ตอบกับบริบทของโลก และใช้สื่อดิจิทัลเพื่อการพัฒนาการศึกษา
    • ฝรั่งเศส: เป็นประเทศที่มีความชำนาญในการทำสารานุกรม แต่ในยุคห้องสมุดดิจิทัล ได้เปลี่ยนแนวทางจากการทำสารานุกรมทั่วไป มาเป็นการทำสารานุกรมดิจิทัลที่เน้น theme เป็นเรื่องๆ
    • อังกฤษ: ห้องสมุดดิจิทัลเกิดได้เพราะการสนับสนุนทางการเงินเป็นหลัก
  • ห้องสมุดในยุโรปส่วนมาก จะมีสโลแกนที่ชัดเจน เช่น ‘The Memory of Portugal’, ‘The Encyclopedic Library’, ‘The Virtual German Library’
  • ห้องสมุดในยุโรป ถือว่าอินเทอร์เน็ต เป็นสื่อสารมวลชน และห้องสมุดใช้สื่อนั้นเผยแพร่เนื้อหาของตน ตาม agenda ทางวัฒนธรรมของตนเอง (ตามแนวคิดว่าสื่อเป็นตัวส่งผ่านวัฒนธรรม ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคม)
  • ประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ: การให้ความหมายและจัดการกับมรดกทางวัฒนธรรม (ไม่ใช่สักแต่ว่าเผยแพร่อย่างเดียว)

โลกออนไลน์อันน่าสะพรึงกลัวหรือยูโทเปียของสังคมมนุษย์?

ขอโปรโมตบทความลง onopen.com เดือนนี้ครับ เรื่องเกี่ยวกับทัศนะทางบวกและลบที่คนในสังคมมีต่อโลกออนไลน์

Excerpt:

ด้วยความหวังดีอันทั้งบริสุทธิ์ใจและไม่บริสุทธิ์ใจ ของปัจเจกบุคคล ผู้ใหญ่ นักอนุรักษ์นิยม นักการเมือง นักกฎหมาย และนักศีลธรรม ภาพลักษณ์ของโลกออนไลน์ที่ถูกทาระบายในการรับรู้โดยรวมของสังคม – อย่างน้อยก็ในสังคมไทย คือภาพแห่งความน่าสะพรึงกลัว ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ

อ่านต่อได้ ที่นี่ ครับ

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: