Entangle

หมวดหมู่: การเมือง

A new dawn is today

Ignorance, power of mass media, networks of lies, passivity of the state, weakness of civil society, sparked the underlying discontent, resulting in the worst anarchy in modern Thai society.

Wondering where would we go from here. A society left to its own momentum will eventually collapse, entering a dark age then resurrect. An order will emerge from the edge of total chaos. But as we are civilised or intend to be, leaving things to flow on its own current into an abyss is a great moral failure. If we do nothing, what is the worth of being nurtured and cultured by continuous generations of interrelating fabric of humanity from past to present? What can you say to your next generation when they are born in a crippled society and dark culture?

A new dawn is today. We are reborn every single day. Natural progress is continuous. Cycles are in the hands of us. We are distinctive because we can make progress. We are obliged to progress. If we don’t progress, we should return our humanity to the mother nature.

And in order to progress, we must work together. We must share a single set of value, of learning, progress, peace, sharing, and reconciliation, to a single ultimate goal, of societal progress. We can be different. Individual benefit can be made, but an individuality and profit should be a mean to a common end. This is what a civil society is. This is an ideal, true democracy and capitalism.

ปัญหาที่แท้จริงของสังคมไทย คือวัฒนธรรมที่บิดเบี้ยว

วิกฤติการเมืองและความแตกแยกของคนในสังคมที่ชัดเจนและกินวงกว้างขึ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ผมมานั่งคิดว่าปัญหาที่แท้จริงมันคืออะไรกันแน่

ถ้าให้คิดในตอนนี้ ผมคิดว่ามันเกิดจาก “วัฒนธรรม” ซึ่งก็คือวิถีชีวิต ความรู้สึกนึกคิด ของคนกลุ่มต่างๆ ที่สะท้อนออกมาผ่านกิจกรรมทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง

อันที่จริงถ้ามองสังคมไทยทุกวันนี้ เราไม่ได้มีวัฒนธรรมเป็นของตนเองสักเท่าไร สิ่งที่เราเห็นในปัจจุบัน ล้วนเป็นมรดกของการลอกเลียนแบบ/ประยุกต์/นำเข้า วัฒนธรรมชาติอื่นมาในช่วง 100 ปีให้หลังทั้งสิ้น

และที่สำคัญคือเราเหมือนจะเลือกสิ่งที่แย่ที่สุดของแต่ละวัฒนธรรม มาประมวลกันเป็นวัฒนธรรมไทยสมัยใหม่

เมื่อ 100 ปีก่อน เรานำเข้าวัฒนธรรมอังกฤษ เราเอาความเป็นเจ้าขุนมูลนายและความเป็น “ผู้ดี” มา แต่เลือกที่จะไม่เก็บความสุภาพ มารยาท หรือคุณธรรมร่วมของสังคมเอาไว้ เด็กรุ่นใหม่อยากจะทำตัวเป็นผู้ดีมีสกุล แต่ไม่เคารพ มีมารยาท และขาดสำนึกร่วมเพื่อสังคมโดยรวม

เมื่อ 50 ปีก่อน เรานำเข้าวัฒนธรรมอเมริกัน เรานำแนวคิดประชาธิปไตยและเสรีภาพที่แทบไม่มีเงื่อนไขมาใช้ แต่เราไม่ได้คำนึงว่า สิทธิ เสรีภาพ เหล่านั้น เป็นเครื่องมือเพื่อทำให้สังคมนั้น “ดี” หากแต่เรามองว่าสิทธิเสรีภาพเป็นเป้าหมายสูงสุด โดยไม่คำนึงถึงผลของมัน แนวคิดนี้ฝั่งยุโรปเรียกว่า Negative Freedom ซึ่งนี่คือสิ่งที่เราเป็น

ณ เวลาเดียวกัน เรานำเข้าแนวคิดประชาธิปไตยแบบรัฐสวัสดิการจากยุโรปมา แต่เรากลับเข้าใจว่าสวัสดิการแปลว่าเราสามารถ (หรือคาดหวัง) ที่จะนั่งรอความช่วยเหลือค้ำจุนโดยไม่มีเงื่อนไข ไม่มีอะไรในสังคมที่ได้มาเปล่าๆ ถ้าอยากมีสวัสดิการ เราต้องลงแรง ทำงานอย่างจริงๆ จังๆ แบบคนอเมริกัน ไม่ใช่ขี้เกียจแบบคนฝรั่งเศส

เมื่อ 5 ปีที่แล้ว เรารับวัฒนธรรมเกาหลี แต่เอามาแต่ความฉาบฉวย ฟุ้งเฟ้อ หยาบกระด้าง ไม่ได้เอาคุณค่าเรื่องการทำงานหนักและทำงานอย่างเป็นระบบซึ่งเกาหลีรับมาจากอเมริกาอีกที มาใช้ทั้งระบบ

ความสามัคคี ความถ่อมตนแบบคนญี่ปุ่น เรากลับไม่รับมาเมื่อ 20 ปีก่อน เอามาแต่เกมและตุ๊กตาในฐานะเครื่องยึดเหนี่ยวทางจิตใจ

สังคมไทยล้มเหลวมาตลอดที่จะเลือกรับ ประยุกต์ และรักษาข้อดีของวัฒนธรรมอื่น แต่สำเร็จอย่างมากในการเลือกรับ ประยุกต์ และรักษาสิ่งแลวร้ายที่สุดของแต่ละวัฒนธรรมมาใช้

และวัฒนธรรมที่บิดเบี้ยวล้มเหลวนี่เองที่เป็นที่มาของปัญหาต่างๆ ในสังคมที่ดูเหมือนจะแก้ได้ยาก วิกฤติการเมืองปัจจุบันเป็นภาพสะท้อนอย่างดีของปัญหาดังกล่าว ที่คนจนนั่งรอความช่วยเหลือและหลงดีใจกับสิ่งที่มีผู้นำเสนอและถูกหลอกใช้ โดยไม่พยายามขวนขวายหามาเองผ่านมาทำงานหนักอย่างมีระบบและปัญญา ในขณะที่คนร่ำรวยเอาแต่รักษาสถานะและอวดร่ำรวยโดยขาดสำนึกร่วมของความเป็นพลเมืองและโอกาสที่ตนจะแบ่งปันให้กับสังคมในวงกว้าง ส่วนรัฐก็ใช้วัฒนธรรมที่ขาดความจริงจังและขาดความเข้าใจเรื่องสิทธิเสรีภาพที่สอดคล้องกับเป้าหมายทางสังคมที่แท้จริง ทำให้เล่นบทนิ่งเฉยไม่ทำสิ่งที่ควรจะทำ ตั้งแต่การจริงจังในการจัดการศึกษา การทำความเข้าใจและแก้ปัญหาในชนบทอย่างจริงจัง ไปจนถึงการจัดการกับวิกฤติจากต้นตอของปัญหา

และที่สำคัญที่สุด วัฒนธรรมไม่ใช่เป็นเรื่องที่เปลี่ยนได้ในชั่วข้ามคืน ถ้าอยากเปลี่ยนต้องเปลี่ยนในจุดที่สำคัญอย่างเป็นขั้นตอน หรือไม่ก็รอความโกลาหลและใช้โอกาสเมื่อพ้นจากวิกฤติเพื่อตั้งต้นใหม่

ไปประชุมที่ฟิลิปปินส์: ผองเพื่อนครีเอทีฟคอมมอนส์แห่งเอเชีย

วันนี้เป็นวันแรกของการประชุม Creative Commons Asia & Pacific Conference โดยตอนเช้ามีรถมารับ พอขึ้นรถก็ตกใจเพราะบนรถเต็มไปด้วยนักศึกษาที่เป็นคณะนักร้องประสานเสียงของ Arellano University School of Law ที่จะมาร้องเพลงชาติให้ฟังในตอนเช้า และอีกหลายเพลงตอนค่ำ ทุกคนตื่นเต้น เข้ามาทักทายและยิ้มให้ตลอดทาง

มาถึงที่ประชุมซึ่งเป็นห้องสัมนาของโรงแรม Manila Pavillion ก็เจอกับ Ms. Mars ซึ่งเป็นคนที่ผมติดต่อด้วยทางอีเมลมาเป็นระยะเรื่องการมาร่วมงาน Mars เป็นนักศึกษากฎหมายปีสุดท้าย กำลังจะสอบ Bar Exam ในเดือนตุลาคมปีนี้ ซึ่งถ้าสอบผ่านก็จะได้ใบประกอบวิชาชีพทนาย (ซึ่งได้ยากมากในฟิลิปปินส์) ก่อนหน้านี้เธอจบปริญญาตรีสาขาจิตวิทยา

Mars แนะนำให้เข้าไปคุยกับผู้ร่วมงานที่เป็นตัวแทนจากฮ่องกง (Dr. Haggen So) และออสเตรเลีย (Nicolas Suzor – Nic) ทั้งสองกำลังคุยกันอย่างออกรสเรื่องรายละเอียดทางเทคนิคในการแปลงสัญญาอนุญาต (License Porting) ให้เข้ากับกฎหมายของประเทศนั้นๆ

งานเริ่มต้นด้วยการกล่าวเปิดงานของ Prof. Jaime Soriano (Jimmy) หัวหน้าโครงการครีเอทีฟคอมมอนส์ฟิลิปปินส์และเป็นอาจารย์กฎหมายที่ Arellano University School of Law ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่เป็นเจ้าภาพในการจัดงานนี้ Jimmy เริ่มต้นด้วยประโยคเด็ดว่า การใช้ครีเอทีฟคอมมอนส์คือการแสดงให้เห็นว่าเราให้คุณค่ากับเสรีภาพในการแสดงออก ที่ถูกจำกัดด้วยระบบการลิขสิทธิ์ (Copyright) ที่ล้าสมัย ไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงยุคสมัยของโลกเป็นดิจิตอลและการสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ตที่ทำให้เนื้อหาถูกแพร่กระจายและต่อยอดได้อย่างง่ายดาย อย่างไรก็ตาม การปกป้องสิทธิ์ก็เป็นส่วนสำคัญในสังคม ดังนั้นครีเอทีฟคอมมอนส์จึงเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการปกป้องทั้งสิทธิ์และเสรีภาพในการแสดงออกไปพร้อมๆ กัน

โครงการ CC ในฟิลิปปินส์

จากนั้นเป็นการนำเสนอโครงการ CC ที่เด่นๆ จากหลายองค์กรในฟิลิปปินส์ เริ่มต้นที่ Vibal Foundation เป็นมูลนิธิของสำนักพิมพ์ที่มีจุดมุ่งหมายในการส่งเสริมและพัฒนาเนื้อหาเปิด (Open Content) ผ่านโครงการต่างๆ และการให้การศึกษาด้านสื่อ (Media Literacy)

โครงการของ Vibal Foundation ได้แก่ CyberSmart เป็นจุดส่งเสริมเนื้อหาเปิด ให้ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีพื้นฐานในการสร้างและเผยแพร่เนื้อหา เช่น Podcast, เครือข่ายสังคม จัดอบรมให้นักเรียน รวมทั้งการส่งเสริมการใช้งาน CC และสัญญาอนุญาตแบบ “เปิด” อื่นๆ ประกอบด้วยโครงการย่อยต่าง ได้แก่ Filipiniana.net เป็นห้องสมุดดิจิตอลที่เน้นการนำเสนอเนื้อหาตาม Theme เช่นวีรบุรุษในการปฏิวัติฟิลิปปินส์ 100 วรรณกรรมฟิลิปปินส์ที่ควรอ่าน พร้อมลิงค์ไปยังแหล่งข้อมูล นอกจากนั้นยังมีส่วนที่เป็น Wiki เรียกว่า WikiPilipinas เป็นสารานุกรมเกี่ยวกับฟิลิปปินส์ที่ทุกคนสร้างและแก้ไขเนื้อหาได้ จุดประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับประเทศฟิลิปปินส์อย่างเป็นกลางกว่าสื่อกระแสหลักหรือการรับรู้ในโลกตะวันตก นอกจากนั้นยังเป็นพื้นที่ในการฝึกความมีส่วนร่วมในการสร้างเนื้อหาของครูและนักเรียน

ต่อมาคือสารานุกรมอย่าง WikiPilipinas ยังมีเวอร์ชั่นภาษาฟิลิปปินส์ ชื่อว่า Mabuhay! (เป็นคำทักทายทั่วไป แปลตามตัวว่า ขอให้อายุยืน) ปัญหาของประเทศฟิลิปปินส์ก็คือคนทั่วไปไม่ค่อยอ่านเขียนภาษาฟิลิปปินส์ แต่ไปใช้ภาษาอังกฤษแทน หลายกลุ่มเลยอยากรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมนี้ไว้โดยการส่งเสริมการอ่านเขียนภาษาท้องถิ่น

โครงการต่อไปได้แก่ Philippine Online Chronicles – thepoc.net เป็น … และสุดท้ายคือ e-turo.net เป็นเว็บแลกเปลี่ยนสื่อการเรียนการสอน หน้าเว็บมีปุ่มไอคอนชัดเจนว่า browse – share – collaborate มุ่งหมายให้ครูนำสื่อการเรียนการสอนมาเผยแพร่ และผสมผสานต่อยอดเนื้อหาสื่อของครูคนอื่นเพื่อประโยชน์แก่นักเรียน การจัดวางและนำเสนอมีลักษณะคล้าย OpenCourseWare (OCW) ที่มีฟังค์ชั่นในการแลกเปลี่ยนต่อยอดได้ด้วย

หน่วยงานต่อมาคือ International Rice Research Institute (IRRI) ที่ทำวิจัยและเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับข้าว เช่นเทคนิคการเพาะปลูก เพื่อช่วยเกษตรกรในประเทศปลูกข้าว ผ่านทางองค์กรเครือข่ายในแต่ละประเทศ ก่อนหน้านี้ IRRI ใช้ Copyright ในการเผยแพร่ข้อมูล ทั้งที่เป็นสิ่งพิมพ์เช่นหนังสือ และข้อมูลออนไลน์เช่นงานวิจัย ภาพถ่าย แต่เมื่อไม่นานมานี้ได้เปลี่ยนไปใช้ CC กับสื่อเผยแพร่ทั้งหมดขององค์กร และเผยแพร่ในรูปแบบต่างๆ ให้เหมาะสมกับสภาพและความต้องการในพื้นที่

โครงการสุดท้ายที่นำเสนอคือ DRIP เป็นกลุ่มศิลปินฮิปฮอปที่สร้างอัลบั้มที่ออกแบบมาให้คนอื่นสามารถนำส่วนใดส่วนหนึ่งไปผสมใหม่ (Remix) ได้โดยง่าย โดยภายในเวลา 3 เดือนหลังเปิดตัวอัลบั้ม Identity Theft ซึ่งเป็นอัลบั้ม CC อัลบั้มแรกในฟิลิปปินส์ ก็มีเพลงที่ถูกนำไปดัดแปลงแล้วกว่า 10 เพลง อยู่ใน ccmixter.org

(DRIP ภูมิใจมากว่าอัลบั้มนี้เปิดตัวหลังอัลบั้ม CC ของ Nine-Inch Nails ซึ่งเป็นอัลบั้มแรกในโลก เพียง 15 วัน)

DRIP บอกว่าการจะทำอย่างนี้ได้ต้องไม่ทำภายใต้ค่ายใหญ่ เพราะติดปัญหาเรื่อง Copyright นอกจากนั้นยังได้นำเสนอวิธีการสร้างรายได้ของศิลปิน CC โดยยกตัวอย่างของ ccmixter.org/people/calendargirl ที่เขียนเพลงใหม่เดือนละเพลง แล้วปล่อยให้คนนำไปผสมเป็นเพลงใหม่ จากนั้นเลือก 1 เพลงที่ดีที่สุดของแต่ละเดือนมาเข้าห้องอัดอย่างจริงจัง และขายโดยแบ่งกำไรกัน

โครงการ CC ของประเทศสมาชิกต่างๆ ในเอเชีย

ต่อจากการนำเสนอของเจ้าภาพฟิลิปปินส์ ก็เป็นการนำเสนอโครงการเด่นๆ ของประเทศที่มาร่วมงาน ซึ่งได้แก่ออสเตรเลีย จีน เกาหลีใต้ ไต้หวันสิงคโปร์ ฮ่องกง และไทย

เริ่มที่ออสเตรเลีย โครงการเด่นคือสำนักงานสถิติแห่งชาติออสเตรเลีย (Australian Bureau of Statistics) ได้ใช้ CC ในการเผยแพร่ข้อมูลทั้งหมด ซึ่งกว่าจะสำเร็จก็ต้องผ่านกระบวนการเจรจา โน้มน้าวใจ บวกกับการที่เจ้าหน้าที่ภายในมีความสนใจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

ต่อมาคือ ABC Pool เป็นเว็บแลกเปลี่ยนสื่อมัลติมีเดียที่เกี่ยวกับกับประเทศออสเตรเลียที่สนับสนุนโดยสถานีวิทยุ ABC Radio National ตามด้วยหนังสือ Stick This in Your Memory Hole ที่มีเนื้อหาพูดถึงการเมืองและสังคมออสเตรเลียในโลกที่สับสนวุ่นวาย นอกจากนั้นยังมี Greens Blog ซึ่งเป็นช่องทางสื่อสารของพรรคกรีนในออสเตรเลีย ตามด้วยแคมเปญ YouDecide 2007 ซึ่งเป็นพื้นที่กลางให้ประชาชนได้แสดงความเห็นต่อการเลือกตั้ง

เว็บสื่อของออสเตรเลียที่ใช้ CC ยังมี ACRO – Australian Creative Resource Online เป็นเว็บรวมสื่อมัลติมีเดียที่สนับสนุนให้คนดาวน์โหลดไปใช้ต่อ และ Picture Australia เป็นโครงการของหอสมุดแห่งชาติออสเตรเลียที่ให้ประชาชนส่งภาพเก่าๆ ในอดีตของออสเตรเลียมาเก็บและเผยแพร่

ประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ มีประชากรที่ใช้อินเทอร์เน็ตเยอะ จึงมีเนื้อหา CC เยอะตามได้ด้วย โครงการที่นำเสนอได้แก่บล็อกกลุ่มของชุมชนนักวิทยาศาสตร์ที่เขียนอธิบายเรื่องวิทยาศาสตร์ให้คนทั่วไปเข้าใจได้ง่ายๆ ซึ่งได้รับความนิยมสูง โดยมีคนเข้าชมกว่า 20,000 คนต่อวัน ตามด้วยโครงการ Minimidi เป็นการมหกรรมดนตรีกลางแจ้งขนาดใหญ่ที่รวมนักดนตรีแนวทดลองจำนวนมากเข้าด้วยกัน

เกาหลีใต้เป็นประเทศที่มีบล็อกเกอร์จำนวนมากที่สุดประเทศหนึ่งในโลก (หลักล้าน) และบล็อกจำนวนมากเป็น CC เนื้อหามีหลากหลายและน่าสนใจ เช่นประสบการณ์ในการผ่าตัดเสริมสวย (ซึ่งนิยมกันมากในเกาหลี) ส่วนที่เป็นเว็บนาดใหญ่ก็มีเว็บ Portal ยอดนิยมอย่าง DAUM นอกจากนั้น bloter.net ซึ่งเดาว่าน่าจะเป็นเว็บข่าว IT แบบให้คนมาช่วยกันเขียนข่าวเหมือน Blognone สุดท้ายคือ Tistory ซึ่งน่าจะเป็นเว็บรวมเรื่องเด่นในประวัติศาสตร์เกาหลี

ผมสังเกตว่าเกาหลีใต้มีรูปแบบการนำ CC ไปใช้ที่มีเอกลักษณ์และคล้ายกับของประเทศไทย ที่พฤติกรรมคนแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มอย่างชัดเจน คือคนสร้างเนื้อหาอย่างบล็อกเกอร์ และผู้ใช้ทั่วไปที่ชอบเข้าเว็บ Portal หรืออ่านข่าว

ประเทศต่อมาคือไต้หวัน แบ่งงาน CC ออกเป็นสามส่วน คือเว็บที่คนมาร่วมกันสร้างเนื้อหา เว็บสินค้าและบริการ และหน่วยงานภาครัฐ โดยในส่วนเว็บร่วมกันสร้างเนื้อหา มี Wiki เกี่ยกับเบสบอล และ Wiki เฉพาะทางอื่นๆ ในส่วนสินค้าและบริการ มีเว็บ streetvoice.com เป็นเครือข่ายสังคมของคนทำเพลงที่อับโหลดงานโดยใช้ CC  และโปรแกรม Cyberlink PowerDirector 7 ซึ่งเป็นโปรแกรมตัดต่อวิดีโอชื่อดัง ที่มีฟังชั่นให้ผู้ใช้แลกเปลี่ยนและดาวน์โหลดไฟล์วิดีโอจากแหล่งข้อมูลออนไลน์ที่ใช้ CC ได้

ส่วนภาครัฐ ไต้หวันมีโครงการ E-Learning ของรัฐ ที่มุ่งเน้นการแปลงสื่อในห้องสมุดและพิพิธภัณฑ์ให้เผยแพร่ในรูปแบบดิจิตอล ตอนนี้มีสื่อพร้อมข้อมูล Meta Data กว่า 3.6 ล้านชิ้นแล้ว

ประเทศสิงคโปร์เพิ่งแปลงสัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์เสร็จ และโชคดีที่รัฐบาลเป็นกลุ่มแรกๆ ที่ใช้ CC เพราะต้องการโหนกระแส ส่วนผู้ใช้อื่นๆ ส่วนมากเป็นบล็อกเกอร์

ฮ่องกงถึงแม้จะไม่ใช่ประเทศอย่างเป็นทางการ (เป็นส่วนหนึ่งของจีน) แต่ก็มีกฎหมายเฉพาะของตัวเอง ดังนั้นจึงมีครีเอทีฟคอมมอนส์ฮ่องกง ซึ่งเพิ่งแปลงสัญญาอนุญาตเสร็จไปเช่นกัน โครงการเด่นๆ ก็มี Open Radio และ Daayu เว็บอับโหลดภาพคล้าย Flickr แต่เน้นการอับโหลดจากมือถือซึ่งเป้นที่นิยมของชาวฮ่องกงมาก สโลแกนของเว็บนี้คือ “When iPhone meets Creative Commons”

โครงการในอนาคตของฮ่องกงคือการทำคลังสื่อเพื่อรักษาประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของฮ่องกง สังเกตว่าโครงการประเภทคลังสื่อจะเป็นโครงการที่ทุกประเทศมีและตั้งใจจะให้เป็น CC เพื่อให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้อดีตและรากเหง้าของตนโดยไม่ขาดช่วง นี่น่าจะเป็นเหตุผลและตัวอย่างที่ดีที่ประเทศไทยจะมีโครงการประเภท Thailand Digital Library บ้าง

วันแรกยังไม่หมด ยังมีการนำเสนอเรื่ององค์กรที่เป็นผู้รับผิดชอบการสนับสนุน CC ในแต่ละประเทศ รวมทั้งโครงการ CC ที่แต่ละ Jurisdiction ร่วมกันทำ

‘รงค์ วงษ์สวรรค์ กับการเข้าถึงแก่นของความจนและรวยด้วยสายตาของชนชั้นกลาง

งานนวนิยายของ ‘รงค์ วงษ์สวรรค์มีความพิเศษ ตรงที่ตัวละครในเรื่องคือชนชั้นล่างที่สุดและชนชั้นสูงที่สุด แต่เขียนให้ผู้อ่านส่วนมากซึ่งเป็นคนชั้นกลางอ่าน

หลังจากอ่าน “บ้านนี้มีห้องแบ่งให้เช่า” จบ ผมเริ่มอ่าน “ผู้ดีน้ำครำ” ที่ยาวเกือบ 1,000 หน้าจนจบภายในเวลาไม่กี่วัน งานของ ‘รงค์ อ่านสนุกจนไม่อยากให้จบ แต่นอกเหนือจากความบันเทิง ผมคิดว่าคุณค่าของงานเขียนเหล่านี้กำลังปรากฏในห้วงเวลาที่ช่องว่างระหว่างคนจนที่สุดกับรวยที่สุดกำลังเพิ่มห่าง และชนชั้นกลางเริ่มถูกสถานการณ์แวดล้อมบีบให้ต้องเลือกเข้าข้างใดข้างหนึ่ง

‘รงค์ นำเสนอภาพสะท้อนและแรงจูงใจของคนทั้งสองชนชั้น ที่มีทั้งความต่างสุดขั้วและความเหมือนจนน่าตกใจ คนรวยถูกผลักดันด้วยอำนาจเงินและผลประโยชน์ ทำทุกอย่างให้รวยขึ้น ส่วนคนจนถูกผลักดันด้วยความหิวและความฝันทำทุกอย่างให้ตนเองรวยขึ้น

จะเห็นว่าแรงผลักดันของคนจนและคนรวยนั้นมีความเชื่อมต่อกันเป็นสายเดียว เพราะมนุษย์ต่างเริ่มต้นชีวิตโดยต้องการเพียงปัจจัยพื้นฐาน โดยเฉพาะสิ่งที่ทำให้หายหิว พอกินอิ่มแล้ว สัญชาติญาณรักชีวิตก็ทำให้มนุษย์ต้องแสวงหาความปลอดภัย โดยการเริ่ม “สะสม” หลังจากนั้น มนุษย์ที่มีสัญชาติญาณไม่หยุดนิ่งและชอบสบายจึงขยายฐานทุกและทรัพยากรของตนเองเพื่อตอบสนองความต้องการที่ไม่มีสิ้นสุดไปเรื่อยๆ

ความเข้าใจพื้นฐานนี้นำไปสู่การที่ชนชั้นกลางธรรมดาๆ อย่างเราๆ ที่พอจะเข้าใจสภาพและแรงจูงใจทั้งความจนและความรวย จะสามารถคิดใตร่ตรองอย่างรอบคอบเพื่อกำหนดการกระทำและจุดยืนทั้งทางสังคมและการเมือง เช่นการเข้าใจว่าคนชนบทมีเหตุผลเต็มที่ที่จะสนับสนุนนโยบายประชานิยม และชนชั้นนำก็มีเหตุผลเต็มที่ที่จะรักษาสถานะและอำนาจของตน เพราะคนเราไม่ว่าจะยากดีมีจน ต่างมีชีวิตที่ถูกขับเคลื่อนด้วยสายธารของความต้องการในขั้นต่างๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

มันจึงเปล่าประโยชน์ที่จะเรียกร้องให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นผู้กำหนดและนำสังคม เพราะการกระทำเช่นนั้นจะไม่มีวันได้รับการยอมรับจากคนอีกกลุ่มหนึ่ง สิ่งที่น่าทำยิ่งกว่า คือการเรียกร้องให้คนแต่ละกลุ่ม “เข้าอกเข้าใจ” คนอีกกลุ่ม ให้คนแต่ละกลุ่มยอมรับว่าคนอีกกลุ่มมีแรงผลักดันและความต้องการเพราะเขาเกิดมาในสภาพอย่างนั้นและกำลังอยู่ในช่วงของสายธารความต้องการที่เหมาะสมกับตนเอง

ความเข้าอกเข้าใจอย่างจริงจังดังกล่าวคือการที่คนแต่ละกลุ่มมองเห็นโลกที่ “กว้าง” ขึ้น และเริ่มเปิดใจยอมที่จะรอมชอมและตัดสินใจบนพื้นฐานของผลประโยชน์ของคนทุกกลุ่ม

และนี่ไม่ใช่หรือคือพื้นฐานของประชาธิปไตย ที่เป็นระบอบการปกครองที่ทุกคนมีส่วนร่วม ที่ต้องฟังเสียงคนส่วนใหญ่ และเคารพเสียงคนส่วนน้อย

ความล้มเหลวทางศีลธรรมของเจ้าภาพโอลิมปิกส์

ปกติผมจะชอบดูเกมการแข่งขันระดับโลกเช่นฟุตบอลโลก โอลิมปิกส์ แต่คราวนี้ไม่ค่อยอยากดู เพราะเหตุผลว่าผมไม่เชื่อว่ารัฐบาลจีนจริงใจต่อการสร้างความเป็นหนึ่งเดียวของมวลมนุษย์

รัฐบาลจีนให้การสนับสนุนรัฐบาลทหารพม่าด้านอาวุธ เพื่อให้พม่าเอาไปฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชนกลุ่มน้อย แลกกับผลประโยชน์ทางธุรกิจ และยังปกป้องพม่าในเวทีโลก (จากหลายแหล่งข่าว)

รัฐบาลจีนให้การสนับสนุนรัฐบาลซูดานด้านอาวุธ การฝึกอบรมบุคลากรทางการทหาร การ service อาวุธเช่นเครื่องบินรบ เพื่อเอาไปฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในเขต Darfur และยังปกป้องประธานาธิบดีซูดานไม่ให้ถูกพิพากษาในศาลโลกในฐานะอาชญากรสงคราม แลกกับการนำเข้าน้ำมันปริมาณมหาศาลจากซูดานเพื่อหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจที่กำลังโตรุดหน้าของตน (ดูจากสารคดี BBC World News วันนี้)

รัฐบาลจีนบุกเข้ายึดธิเบตซึ่งเป็นประเทศเอกราช มีศิลปะ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และผู้นำเป็นของตนเองมาช้านาน ดาไลลามะได้รับการยกย่องและยอมรับจากประชาคมโลกโดยรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ แต่กลับต้องลี้ภัยอยู่ในอินเดีย คนชาวธิเบตถูกครอบงำ ชาวจีนฮั่นถูกส่งเข้ามาใช้ชีวิตเพื่อกลืนวัฒนธรรม การสังหาร ข่มขืนชาวธิเบตมีมาอย่างต่อเนื่อง

รัฐบาลจีนไม่ให้ความสำคัญกับสาธารณสุขขั้นพื้นฐานสำหรับคนส่วนใหญ่ของประเทศ คนจนต้องเดินทางเข้าเมืองใหญ่ๆ เพื่อรักษาโรคที่รักษายากหน่อย ต้องต่อคิว “ซื้อบัตรตรวจ” พอตรวจเสร็จก็ต้องเดินทางกลับไปเพื่อรอเดินทางกลับมาตรวจรอบสอง คนจนใช้เงินเท่ากับรายได้ทั้งปีเพื่อตรวจโรคต้อ ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้ามีข้อจำกัดว่าใช้ได้เฉพาะกรณีที่ admit เข้านอนที่โรงพยาบาลเท่านั้น ผู้บริหารโรงพยาบาลต่างต้องการสร้างโรงพยาบาลเอกชน เพื่อจำกัดปริมาณคนป่วยและสร้างรายได้จากผู้ป่วย “ชั้นดี” (ดูจากสารคดี NHK ประมาณเดือนที่แล้ว)

รัฐบาลจีนให้ไม่ได้แม้เสรีภาพขั้นพื้นฐานในการเข้าถึงข้อมูล จีนเป็นประเทศที่มีการปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลด้วยอินเทอร์เน็ตอย่างขนานใหญ่มาอย่างต่อเนื่อง

ในภาพลักษณ์ของการเป็นเจ้าภาพจัดกีฬาที่ทำให้มนุษย์ลดเส้นกั้นและปรองดองกัน รัฐบาลจีนกลับทำตัวล้าหลังไม่ต่างกับรัฐบาลเผด็จการที่ยังหลงเหลืออยู่ไม่กี่ประเทศในโลก ที่ exploit สังหารเพื่อนร่วมโลกเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ปิดกั้นข้อมูลข่าวสารและโฆษณาชวนเชื่อ ปลุกระดมคนให้เกิดสำนึกลวงๆ ว่าชาติของเรายิ่งใหญ่ที่สุดและคนอื่นด้อยกว่า

ผมคิดว่ารัฐบาลหรือชาติใดๆ ในโลก ถึงแม้จะมีจุดยืนความคิดเห็นที่ต่างกัน ใช้ระบอบการปกครองต่างกัน และมีแรงจูงใจทางเศรษฐกิจต่างๆ กัน แต่สิ่งหนึ่งที่ควรมีร่วมกัน ถ้าอยากจะทำให้มนุษย์ปรองดองเป็นหนึ่งเดียวกัน คือการต้องมีความรับผิดชอบทางศีลธรรมขั้นพื้นฐาน นั่นคือ “อย่าทำให้ใครตาย”

ผมเคยภูมิใจที่เกิดมามีสายเลือดจีน ภูมิใจที่บรรพบุรุษของตนมีความเป็นมาและวัฒนธรรมที่ลุ่มลึก แต่ผมก็รังเกียจรัฐบาลของประเทศนั้นที่ล้มเหลวในเรื่องง่ายที่สุดในประชาคมโลกต่างไขว่คว้า

ทัศนะ “รักตัวเองดีที่สุด” กับโลกทุนนิยมเสรี

หลังจากที่ได้สอนนักศึกษาปริญญาตรีมา 3 เทอม ผมพบสิ่งที่น่าสังเกตอย่างหนึ่ง ก็คือคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะที่มีความรู้ มีการศึกษา มักมีทัศนะ “รักตัวเองดีที่สุด”

ทัศนะ “รักตัวเองดีที่สุด” มันจะถูกเอ่ยหรือแสดงออกเมื่อคนคนนั้นผ่านเหตุการณ์อะไรสักอย่างในชีวิตที่สะเทือนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความผิดหวังเรื่องความรัก พวกเขามักจะคิดว่า ไม่มีใครรักเราจริง (เว้นเสียต่อพ่อแม่พี่น้อง) ดังนั้น เราควรจะรักตัวเอง ใส่ใจตัวเอง ไม่เอาตัวเราไปเกาะยึด หรือตั้งความหวังกับใคร

ทัศนะรักตัวเอง มักจะมาคู่กับความต้องการที่จะมีชีวิตอิสระ ทั้งแบบที่ทำได้จริง (ที่บ้านปล่อยเสรีอยู่แล้ว) กับแบบที่อยากจะทำ (ที่บ้านเข้มงวด) ซึ่งเป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจได้ เนื่องจากการถูกกดทับโดยระบบสังคม และใจแบบวัยรุ่นที่ไม่ต้องการกรอบมาจำกัดจินตนาการและพัฒนาการของตน

ผมบอกไม่ได้ว่าทัศนะรักตัวเอง หรือความต้องการเสรีภาพสุดโต่ง ดีหรือไม่ และจะส่งผลต่อสังคมโดยรวมในอนาคต เมื่อคนเหล่านี้เติบโตเป็นผู้ใหญ่อย่างไร แต่อยากจะตั้งข้อสังเกตว่า ทั้งความรักตัวเอง และความต้องการเสรีภาพ อันที่จริงมีความสอดคล้องกับแนวคิดทางการเมืองและเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเสรีและอนาธิปไตย ที่เคลื่อนไหวบนพื้นฐานว่ามนุษย์ทุกคนควรทำสิ่งที่คิดว่าดีที่สุดสำหรับตน โดยปราศจากกลไกปกครองหรือควบคุม แล้วโลกจะเคลื่อนเข้าสู่ดุลยภาพและดำเนินไปได้ด้วยดีอย่างมีประสิทธิภาพเอง ซึ่งจุดนี้ ผมพอจะมีจุดยืนที่ชัดระดับหนึ่งว่า ไม่เห็นด้วย

ผมเชื่อว่า โลกทุนนิยมและเสรีนิยมสุดโต่งกำลังนำเราสู่ขาลงของอารยธรรม เริ่มตั้งแต่กระบวนการผลิตที่ตอบสนองความต้องการของคนส่วนมาก (ที่ไม่จำเป็นต้องฉลาด) ในระบบอุตสาหกรรม นำมาสู่สินค้าเช่นอาหารที่ไม่ใช่ “อาหาร” อีกต่อไป วัฒนธรรมและความอ่อนช้อยที่ถูกสืบทอดมา กำลังถูกแทนที่ด้วยประสิทธิภาพและความ “เหมือนๆ กันหมด” ความลึกซึ้งของภูมิปัญญาถูกแทนที่ด้วย “ข้อมูล” จำนวนมหาศาลที่คนหลงคิดว่ามันคือ “ความรู้” หรือ “ปัญญา” สิ่งที่มีค่ากับสังคมและมนุษย์กำลังจะหายไป สิ่งแวดล้อมและธรรมชาติถูกทำลาย สักวัน เราอาจมีชีวิตอยู่ใน Galactic Empire ที่ยิ่งใหญ่ แต่ต้องมุดไปอยู่ใต้ดินและกินยีสต์แทนอาหารจริงเหมือนในนิยายของ Isaac Asimov ก็เป็นได้ นั่นเป็นชีวิตที่น่าอยู่หรือ?

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.