Entangle

หมวดหมู่: การเรียนรู้

วันแห่งการเริ่มต้น 3 เรื่องสำคัญ

วันนี้เป็นวันที่เต็มไปด้วยเหตุการณ์สำคัญในชีวิต ที่เป็นเรื่องของการเริ่มต้นเพื่อกำหนดสิ่งที่จะตามมาในระยะยาว จึงจดไว้เตือนความจำ

เรื่องแรก: ตอนเช้า แถลงข่าวเปิดตัว DoctorMe งานเชิงผลิตภัณฑ์ตัวแรกที่ผมเป็นผู้รับผิดชอบการพัฒนา เป็นจุดเริ่มต้นของแนวทางการทำงานที่เน้นผลิตภัณฑ์ที่เห็นประโยชน์เป็นรูปธรรม โดยคงได้มีโอกาสดูแลอีกหลายๆ เรื่องในอนาคต

เรื่องที่สอง: ตอนเย็น ได้สร้างเครือข่ายนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ที่สนใจการสร้างนวัตกรรมทางสังคมที่เน้นเทคโนโลยี เป็นจุดเริ่มต้นที่น่าจะมีส่วนสำคัญในการกำหนดอนาคตของ ChangeTECH ซึ่งผมร่วมงานอยู่

เรื่องที่สาม: ตอนดึก กลับมาบ้าน พบว่าหนังสือ “ฝันอยากเป็นคนธรรมดา” ซึ่งเป็นหนังสือรวมข้อเขียนและภาพถ่ายของคุณพ่อ คุณชัยพงษ์ กิตตินราดร ที่คุณแม่เรียบเรียงขึ้นหลังคุณพ่อเสียชีวิต ได้ตีพิมพ์เป็นรูปเล่มเรียบร้อยสวยงามแล้ว หนังสือเล่มนี้ลุ่มลึก เต็มไปด้วยข้อคิดภายใต้ภาษาที่สละสลวย ประกอบกับภาพถ่ายที่คุณพ่อได้ถ่ายมาทั้งชีวิต การอ่านหนังสือเล่มนี้ไม่ว่าตอนไหนเวลาไหน จะทำให้ผู้อ่านหวนทบทวนคุณค่าและความหมายของการเกิดมาเป็นมนุษย์

วันนี้จึงเป็นวันที่ดี เหนื่อยยาก แต่มีค่า เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของหลายๆ สิ่งที่สร้างสรรค์และสวยงาม

อนาคตของสถาบันการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล

วันนี้อ่านหนังสือ The Future of Thinking: Learning Institutions in a Digital Age เป็นหนังสือสำรวจและสรุปแนวทางของสถาบันการเรียนรู้ โดยเฉพาะโรงเรียนมัธยมและมหาวิทยาลัย ว่าควรปรับตัวอย่างไรให้สอดคล้องกับยุคดิจิทัล

ก่อนจะเข้าเรื่อง ความน่าสนใจของหนังสือเล่มนี้ คือเป็นหนังสือที่ทีมอาจารย์จากมหาวิทยาลัย California และ Duke ช่วยกันเขียน พร้อมทั้งเปิดให้สาธารณะเข้ามาแก้ไขก่อนที่จะพิมพ์ออกมาเป็นเล่ม โครงการเขียนหนังสือเล่มนี้ได้รับการสนับสนุนโดยมูลนิธิ John D. and MacArthur Foundation และตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัย MIT

สรุปสั้นๆ หนังสือเล่มนี้มองเรื่องการเรียนรู้ ว่าเป็นไปเพื่อการที่ผู้เรียนสามารถแก้ปัญหาที่ยากและซับซ้อน และนำมาสู่ความรู้องค์รวมของสาธารณะในที่สุด ดังนั้นจะเห็นว่าจุดมุ่งเน้นจะต่างจากการเรียนรู้นอกระบบ ที่เน้นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้เรียนทำให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข อย่างไรก็ตาม หลักการหลายอย่างน่าจะใช้ร่วมกันได้

ในโลกที่เยาวชนเติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยีดิจิทัล สถาบันการเรียนรู้แบบเก่ากำลังประสบกับความท้าทายอย่างมาก ในอเมริกา อัตราการเรียนไม่จบมัธยมของนักเรียนที่เรียนในโรงเรียนรัฐ สูงขึ้นเรื่อยๆ จนในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 1 ใน 3 ของนักเรียนทั้งหมด สาเหตุมีมากมาย แต่หนึ่งในสาเหตุที่สำคัญ คือการที่รัฐบาลออกกฎหมายในปี 2001 ที่มุ่งเน้นให้โรงเรียนต้องทำให้เด็กผ่านการทดสอบมาตรฐานให้ได้ มิฉะนั้นจะถูกตัดงบ กฎหมายนี้ส่งผลให้หลักสูตรและแนวทางการเรียนการสอน ถอยกลับไปเป็นแบบ One size fits all คือเรียนแบบเดียวกันเพื่อให้ผ่านการทดสอบ เด็กรุ่นใหม่จำนวนมากพบว่าการเรียนการสอนแบบนี้น่าเบื่อ และทำให้เค้าเรียนรู้ได้น้อยกว่าการท่องเน็ตและเครือข่ายสังคมในชีวิตประจำวัน จึงพากันออกนอกระบบโรงเรียน ส่วนครูโรงเรียนรัฐก็เห็นช่องทางหาเงินจากกฎหมายนี้ ต่างพากันลาออกจากโรงเรียน ไปเปิดสอนพิเศษเพื่อติวเด็กให้ผ่านการทดสอบให้ได้

มหาวิทยาลัยก็เช่นกันที่ต้องปรับตัวขนานใหญ่ มหาวิทยาลัยในปัจจุบัน มีวิธีคิด โครงสร้าง การดำเนินงาน รูปแบบการเรียนการสอน ไม่ต่างมากนักกับมหาวิทยาลัยในยุคแรกๆ (ยุคกลาง) ทั้งๆ ที่การที่อาจารย์ออกมายืนสอนหน้าชั้น นักเรียนั่งฟัง การแบ่งการสอนเป็นวิชา คณะ และการทดสอบ อาจไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นต่อการเรียนรู้เสมอไปก็ได้

ดังนั้น สถาบันการเรียนรู้ จึงต้องตั้งคำถามว่าการเรียนรู้นั้นมีขึ้นเพื่ออะไร และจะใช้วิธีใดในการจัดการเรียนรู้โดยให้วิธีการนั้นสอดคล้องกับเทคโนโลยี พฤติกรรม สภาพสังคม วัฒนธรรม ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น เว็บ 2.0

ประการแรกที่ควรพิจารณา คือการมอง “สถาบัน” ในมุมมองใหม่ ว่าแทนที่ความเป็น “สถาบัน” คือการจะต้องมีการ “ก่อตั้ง” (Established) มาอย่างยาวนาน มีรูปแบบ เป้าหมาย และความยั่งยืนอย่างชัดเจน ก็กลายเป็น สถาบันในฐานะเครือข่ายที่ขับเคลื่อน (Institutions as mobilising networks) โดยการขับเคลื่อนนั้นอาจเป็นการขับเคลื่อนความรู้หรือความสัมพันธ์ ที่จะนำไปสู่ผลลัพธ์และการค้นพบใหม่ ตามความท้าทายที่เกิดขึ้นจริงและเปลี่ยนแปลงไปอย่างเสมอ มุมมองดังกล่าวมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่นั้นเรียนรู้ผ่านการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ไม่ใช่เรียนรู้คนเดียวจากสื่อแต่อย่างเดียวอีกต่อไป

ประการที่สอง ซึ่งเป็นใจกลางของหนังสือเล่มนี้ คือรูปแบบการจัดการเรียนรู้ ควรมุ่งเน้นให้ผู้เรียนเรียนรู้ระหว่างกันแทนที่จะเป็นการเรียนจากอาจารย์ เพราะในโลกที่ซับซ้อน การแลกเปลี่ยนความรู้กันอย่างเสมอภาคนั้นจะมีโอกาสที่ทำให้เกิดองค์ความรู้ที่ถูกต้องและใช้งานได้มากกว่าการเรียนจากผู้เชี่ยวชาญแต่อย่างเดียว และเทคโนโลยี เช่น Collaborative platform และ social network ทั้งหลาย ก็เปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนระหว่างกันโดยไม่มีอุปสรรค โดยผู้เรียนสามารถเข้าถึงสื่อร่วมกัน แนะนำสื่อแลกแหล่งเรียนรู้ให้ผู้เรียนคนอื่น ร่วมกันแก้ปัญหา และพัฒนาคำตอบให้ดียิ่งขึ้น

การเรียนรู้ร่วมกันนี้ ใช้ได้กับทุกวงการ ทุกสถานการณ์ เช่น สถาบันการเรียนรู้อาจจัดให้มีพื้นที่แลกเปลี่ยนสำหรับคนในชุมชนที่ประสบปัญหาร่วมกัน และมีกลไกในการให้ข้อมูล (หรือเสนอข้อมูลโดยผู้เรียน) การฝึกอบรม แหล่งข้อมูล การถกเถียงอภิปราย การออกแบบทางแก้ปัญหา อาจเป็นในลักษณะการตั้งโครงการที่มีเป้าหมายและตัวชี้วัดอย่างชัดเจน โดยทุกๆ กระบวนการนั้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม การจัดพื้นที่และกลไกการเรียนรู้เช่นนี้ทำให้ผู้เรียนเกิดความรู้ได้มากกว่า เพราะการเรียนรู้นั้นไม่ได้เกิดมาจากการป้อน แต่เกิดจากการที่เขาเองมีส่วนร่วมในกระบวนการสร้างความรู้นั้นด้วยตนเอง ยิ่งไปกว่านั้น การเรียนรู้ร่วมกันนี้ยังสามารถเปลี่ยนแปลงเป็นการกระทำที่แก้ไขปัญหาได้จริง และการกระทำนั้นก็เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยในตัวเอง

ประการที่สาม การเรียนรู้ควรเน้นให้เกิดจากกระบวนการ แทนที่จะเรียนรู้จากผลลัพธ์ อันนี้ให้มองดูจากการเรียนรู้รูปแบบใหม่ๆ เช่น เกมออนไลน์ ผู้เรียนได้เรียนรู้ระบบเศรษฐกิจ มารยาท วินัย การอยู่ร่วมกัน ความเป็นผู้นำ และทักษะอื่นๆ จากการกระทำ ลองผิดลองถูกทั้งสิ้น โดยไม่ต้องมีใครมาบอกว่าจะต้องทำอย่างโน้นอย่างนี้ ตรงนี้ ผู้เรียนคนอื่นๆ คือคนที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างการเรียนรู้ให้เกิดเป็นพลวัติ

ประการที่สี่ การเรียนรู้ควรเปิดกว้างให้มีผู้เข้าร่วมได้โดยไม่มีอุปสรรค และทำให้ผู้เข้าร่วมสามารถเข้าถึงข้อมูลและความรู้ได้โดยไม่มีอุปสรรคเช่นกัน ตรงนี้ทำให้ผู้เรียนสามารถนำเอาความรู้มาแลกเปลี่ยนกันได้มากขึ้น มีโอกาสที่จะตั้งข้อสงสัย ทดสอบ ปรับปรุงข้อมูลและความรู้ร่วมกัน ให้ดียิ่งขึ้น การเปิดกว้างเชินนี้จะทำให้วงความรู้ขยายขนาเขึ้นได้เรื่อยๆ เป็นการเพิ่มองค์ความรู้ และขยายขนาดของผลกระทบได้อีกด้วย

ประการที่ห้า การเรียนรู้ควรเน้นให้เกิดตลอดชีพ เพราะความรู้หลายอย่างนั้นต้องใช้งานตลอดชีวิต และเปลี่ยนแปลงไปตลอดตามเงื่อน สภาพแวดล้อม สถานการณ์ที่เปลี่ยนไป เช่น การดูแลสุขภาพ การทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคมในโลก การทำความเข้าใจและตอบสนองต่อความท้าทายทางสิ่งแวดล้อมทั้งระดับท้องถิ่นและระดับโลก หรือแม้แต่การเรียนรู้ในฐานะงานอดิเรกและการผ่อนคลาย

การจัดการเรียนรู้แบบใหม่นี้ เกิดขึ้นได้ด้วยการเปลี่ยนทั้งระบบคิด และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลช่วย อย่างไรก็ตาม บทบาทของ “สถาบัน” (ในความหมายว่าเป็นเครือข่ายขับเคลื่อน) นั้นยังต้องมีอยู่ ไม่ใช่การมองว่าการเรียนรู้เกิดขึ้นเองลอยๆ ในพื้นที่อินเทอร์เน็ตเสรี เพราะการเรียนรู้ที่ดี จะต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน และมีกลไกที่เชื่อมโยงเครือข่ายเรียนรู้ให้ทำงานไปด้วยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งมีระบบที่คอยสำรวจ คาดการณ์ และจัดการกับด้านกลับของเทคโนโลยี เช่น การละเมิดสิทธิ์และการอ้างอิง เนื้อหาที่ผิด หรือเป็นภัยต่อผู้เรียน จนถึงการใช้พื้นที่ในทางที่ไม่ใช่การเรียนรู้ เช่นการโฆษณาหรือการล่อลวง สิ่งเหล่านี้เป็นบทบาทของสถาบันการเรียนรู้ ดังนั้น สถาบันการเรียนรู้ ต้องดำเนินงานบนพื้นฐานที่สามารถจัดการเรื่องเหล่านั้นได้ นั่นคือการที่ต้องมีจุดมุ่งหมาย มีระบบการดำเนินงาน มีกลไกความรับผิดชอบ มีเงินทุน และมีความยั่งยืน ไม่ต่างกับสถาบันในความหมายทั่วไป แต่รูปแบบการดำเนินงานนั้นเปลี่ยนแปลงจากเดิมแทบจะสิ้นเชิง

ในมุมมองของผู้ที่อยากสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้แบบดิจิทัล ความรู้จากหนังสือเล่มนี้อาจช่วยกระตุ้นให้เราต้องคิดถึงเทคโนโลยีดิจิทัล ให้หลุดพ้นจากกรอบของความเป็น “สื่อ” หากแต่เป็น “กระบวนการ” ที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ โดยมี “สื่อ” เป็นองค์ประกอบที่อยู่เคียงข้าง “คน” บทบาทของสื่อจึงไม่จำเป็นต้องเป็นแหล่งความรู้ (Source of knowledge) หากแต่ยังเป็นเครื่องมือเพื่อทำให้เกิดความรู้ (Means to knowledge) เช่นกระบวนการสร้างสื่อหรือองค์ความรู้ร่วมกันอย่าง Wikipedia หรือเป็นผลผลิตของการเรียนรู้ (Product of knowledge) เช่นการที่ผู้เรียนได้ร่วมกันเขียนหนังสือหรือผลิตสื่อร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม การมองการเรียนรู้ว่าเป็นเรื่องของปฏิสัมพันธ์ (Interaction) แต่อย่างเดียว ก็มีปัญหาที่ต้องพิจารณา เช่น ในสังคมที่คนส่วนมากยังไม่ค่อยมีความรู้ การสร้างความรู้จากการปฏิสัมพันธ์อาจทำให้ความรู้นั้นเกิดช้า หรือเกิดอย่างไม่มีคุณภาพ หรือการสร้างแรงจูงใจให้คนเข้ามาร่วมในกระบวนการเรียนรู้ ก็เป็นเรื่องไม่ง่าย สุดท้าย ข้อจำกัดทางเทคโนโลยี ความแตกต่างของการเข้าถึงเทคโนโลยี (Digital divide) ก็ยังเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณา แต่ก็สามารถแก้ไขได้ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย เช่น โทรศัพท์มือถือที่แพร่หลายและกลุ่มคนชนบท เป็นต้น

องค์ประกอบของการจัดการเรียนรู้ที่ได้ผล

เพิ่งได้หนังสือ How Learning Works: 7 Research-Based Principles for Smart Teaching โดยกลุ่มอาจารย์จาก Carnegie Melon University เป็นการสรุปงานวิจัยและบทเรียนการจัดการเรียนการสอนในระดับมหาวิทยาลัย และสังเคราะห์เป็นองค์ประกอบ 7 ประการที่สำคัญต่อการจัดการเรียนรู้

ยังไม่ได้อ่านละเอียด แต่ต้องใช้งานความรู้นี้ในไม่ช้า เลยขอสรุปหัวข้อไว้คร่าวๆ ก่อน

1. Background: ต้องคำนึงถึงความรู้ที่ผู้เรียนมีมาก่อนหน้า ความรู้ก่อนหน้า ถ้ารู้มาไม่ครบ ใช้ไม่ตรงกับบริบท หรือรู้มาผิดๆ จะบั่นทอนการเรียนรู้ แต่ในทางกลับกัน ถ้าผู้จัดการเรียนรู้รู้จักดึงเอาความรู้เดิมของผู้เรียนให้เกิดประโยชน์ต่อความเข้าใจเรื่องใหม่ๆ ก็จะทำให้การเรียนรู้ประสบผลดียิ่งขึ้น

2. Cognitive: ต้องช่วยให้ผู้เรียนสามารถจัดระบบและเชื่อมโยงข้อมูลในสมอง มิฉะนั้นความรู้จะเป็นความรู้ประเภท Declarative หรือรู้ว่า “อะไร” มากกว่าแบบ Procedural หรือรู้ว่า “ทำไม อย่างไร”

3. Motivation: ต้องทำให้ผู้เรียนมีแรงจูงใจที่จะเรียนรู้ โดยหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการสร้างแรงจูงใจ คือการทำให้ผู้เรียนตั้งเป้าหมายของการเรียนรู้ และเห็นคุณค่าของเป้าหมายนั้น

4. Skills and combination: นอกจากความรู้แล้ว สิ่งที่ทำให้การเรียนรู้สำเร็จจนเกิดความเชี่ยวชาญ คือการทำให้ผู้เรียนเกิดทักษะที่จำเป็น และฝึกฝนที่จะผสมผสานทักษะเหล่านั้นเพื่อนำมาใช้ได้อย่างอัตโนมัติ

5. Practice and feedback: การฝึกฝนจะเปลี่ยนความรู้กลายเป็นการปฏิบัติ ผู้จัดการเรียนรู้ควรทำให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติอย่างมีเป้าหมาย และมีการประเมิน สื่อสาร Feedback ไปยังผู้เรียนว่าเขาทำได้ดีแล้วหรือยัง และยังต้องแก้ไขอะไรอีกบ้าง

6. Environment: พื้นที่เรียนรู้ เช่น ห้องเรียน พื้นที่ออนไลน์ ไม่ได้เป็นเพียงที่ส่งผ่านความรู้ แต่ยังเป็นสภาพแวดล้อมทางสังคมและอารมณ์ การจัดสภาพแวดล้อมทางสังคมและอารมณ์นี้มีส่วนสำคัญอย่างมากต่อการเรียนรู้

7. Sustainability: ที่สุดของการเรียนรู้ คือการเรียนรู้ด้วยตนเองตลอดชีวิต ซึ่งต้องใช้ทักษะที่เรียกว่า Metacognitive ทักษะนี้ได้แก่การที่ผู้เรียนสามารถพิจารณาเป้าหมายการเรียนรู้ ประเมินความพร้อมตนเอง วางแผนการเรียนรู้ ตรวจดูความคืบหน้า และสะท้อนผลลัพธ์กลับเข้ามาเพื่อปรับเป้าหมายการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องให้สอดคล้องกับตนเอง ทักษะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในตัวทุกคนได้เอง ดังนั้น ผูจัดการเรียนรู้จึงต้องช่วยเสริมให้เกิดทักษะเหล่านี้

On happiness

อ่าน Thinking of Answers: Questions in the Philosophy of Everyday Life ของ A.C.Grayling เรื่อง “ความสุข” พบแง่มุมที่น่าสนใจ ว่าถ้าเราเชื่อว่าความสุขคือเป้าหมายของชีวิต เครื่องมือที่จะช่วยให้บรรลุถึงความสุขที่ดีที่สุด คือการศึกษาที่ให้เครื่องมือแก่ผู้เรียน ในการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข (ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละคน) ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาเพื่อให้คนคิดเป็น ใตร่ตรอง เปรียบเทียบ หาข้อมูล และใช้ข้อมูลให้เกิดประโยชน์ หรือการศึกษาประวัติศาสตร์ วรรณกรรม วัฒนธรรม ศิลปะ เพื่อเป็นฐานในการนำมาคิดใตร่ตรองเพื่อตอบสนองความท้าทายในชีวิต การศึกษาแบบนี้ เพิ่มโอกาสให้ผู้เรียนสามารถมีชีวิตที่มีความสุขได้มากกว่าการศึกษาที่เน้นการเรียนจบเพื่อประกอบอาชีพ

อย่างไรก็ตาม วิธีการที่จะมอบเครื่องมือแห่งความสุขแก่ผู้เรียน ไม่ใช่การยัดเยียดความสุขให้ตรงๆ แต่เป็นการทำให้คนเห็นคุณค่าขององค์ประกอบที่ทำให้ชีวิตมีความสุข เช่น การเห็นคุณค่าของอาชีพที่ดีและมีคุณค่า คุณค่าของการให้และการช่วยเหลือผู้อื่น คุณค่าของครอบครัวและชุมชน คุณค่าของการแสวงหาความสุขส่วนตัวด้วยการทำกิจกรรมสร้างสรรค์

On learning and the core value

As young people, we learn to associate ourselves with the societal context. We acquire knowledge and skills not only to survive individually, but to participate in a social life, just like others do.

A successful society of which its people thrive individually and contribute socially, is a society in which the learning is set upon an attainment of individual survival and societal development. This is achieved through a delicate combination of an individual needs and a sense of common value which perpetrates all minds. Such sense of common value is at the same time an unconscious force that drives the development of an individual to the direction that benefits the society at large, and a tangible force that safeguard and enhance the social coherence through peer pressure, whether negative or positive.

If that is true, then we might consider in Thailand, there is a shocking truth that we indeed lack a sense of common purpose – a sense of Thai-ness. When asked that the Thai-ness is, most people will say independence, peace, and ease of mind/life. This is unfortunately bad common values because they do not tell anything about what we should do. Instead it’s just a description of the we ‘were’.

An education that promote a sense of common value/purpose, will at the same time drives people towards the directional development, and serving backward to the learning which is stimulating and purposeful. Isn’t it exciting and rewarding when you know for certain what your learning is all about? Isn’t it stimulating when one realises that he/she is the indispensable contributor to the common good – a societal mission which if successful, will lead to a better life, mentally and physically?

However the common value cannot be directly injected, nor it should be. The values are the invisible fabric that links us together, yet it should not overpower the self-determination force of people. The common value might be best understood when compared to a deep-rooted culture, which defines the underlying thought and action of its people rather than the acts themselves.

ความดี ความงาม และความจริง กับการเปลี่ยนประเทศไทย

เมื่อวาน คุณ @sunit แห่ง ChangeFusion ได้เริ่มโครงการตั้งคำถามว่า อะไรคือ 3 ปัจจัยหลักที่จะเปลี่ยนประเทศไทยในระดับรากฐาน ต่อไปนี้คือคำตอบของผมครับ

——————————

ขอแยกคิดเป็น 2 ส่วน คือ สามสิ่งที่ควรจะเป็น กับ สามสิ่งที่ต้องทำเพื่อให้เป็นอย่างที่หวัง

สามสิ่งที่ควรจะเป็น ขอใช้ภูมิปัญญาโบราณที่คิดว่าเป็นจริงอยู่เสมอ นั่นคือ ความดี ความงาม และความจริง

ความดี ความงาม และความจริง เป็นเส้นทางที่เชื่อมต่อกัน นำไปสู่การพัฒนาของมนุษย์

1. เริ่มต้นด้วยความดี คือเรื่องศีลธรรม มโนสำนึกพื้นฐาน ความถูกต้อง ความชอบธรรม กฎหมาย ระเบียบ สำนึกร่วม เรื่องเหล่านี้ถ้าถูกปลูกฝังให้มีเป็นพื้นฐาน ผ่านสถาบันในสังคมเช่นวัด ศาสนา หรือแม้แต่ชาติ กษัตริย์ ก็จะทำให้แต่ละส่วนในสังคมมีรากฐานที่เข้มแข็ง โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพิงกับ “ระบบ” ที่จะทำให้ Outcome ทางสังคมออกมาดี เช่น ประชาธิปไตย หรือทุนนิยม อย่างไรก็ตาม ระบบเหล่านั้นก็มีส่วนดี แต่ไม่สามารถมาทดแทน “ความดี” ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคิดถึงพัฒนาการระยะยาว

ในประเทศไทย ความดีพื้นฐานเหล่านี้เคยถูกสนับสนุน สร้างเสริม บ่มเพาะ ด้วยสถาบันชาติ ศาสนา กษัตริย์ และชุมชน แต่ปัจจุบัน ทุกสถาบันล้วนง่อนแง่นคลอนแคลน และบิดเบือนไปจาก “หน้าที่” ของสถาบันที่ควรจะเป็น เพราะต่างๆ มุ่งรักษาสถานะของตนเอง และขับเคลื่อนด้วยอวิชชา

2. ความงาม เมื่อมนุษย์มีจิตใจที่มั่นคง ถูกต้อง เที่ยงธรรม โอบอ้อมแล้ว จะนำไปสู่สิ่งที่สวยงามในสังคม นั่นคือสังคมที่ปราศจากสงคราม จัดการกับความขัดแย้งได้ เพราะจิตใจแต่ละคนนั้นละเมียดละไม ทำให้เกิดการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่ประณีต ไม่ว่าจะเป็นความงามภายนอก เช่น วัฒนธรรม ศิลปะ หรือความงามภายใน เช่นจิตใจที่ดีงาม

ในประเทศไทย เมื่อสถาบันที่ยึดเหนี่ยวความดีในสังคมนั้นอ่อนแอลง จิตใจคนจะว้าวุ่น เสื่อมถอย ตกต่ำ ความคิดจะมีแต่ทางอกุศล ติดลบ มุ่งทำให้ตนเองอยู่รอดโดยไม่คำนึงถึงคนอื่น ความหยาบเหล่านี้เติมเชื่อไฟและถ่ายทอดสื่บเนื่องออกไปในสังคมวงกว้าง ทำให้เราลืมและเข้าไม่ถึงอารยธรรม วัฒนธรรม ศิลปะ ที่ช่วยกล่อมเกลาให้จิตใจประณีต พูดง่ายๆ คือขาดสิ่งโน้มนำจิตใจให้ “กลับ” ไปสู่ความดี และ “เดินหน้า” สู่ความจริง

3. ความจริง จิตใจและสภาพแวดล้อมทางสังคมที่ทั้งดี และงาม เป็นพื้นฐานปูทางให้สังคมเห็น “ความจริง” ในแบบที่มันเป็น เพราะคนเรามีใจที่เป็นกลาง (ในความหมายว่าไม่อคติ) และต่างมุ่งหวังให้สังคมก้าวไปในทิศทางที่ดีและงาม นำไปสู่การแก้ปัญหาและพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งตรงนี้ต้องมี “ความรู้” มาประกอบ เพื่อผลักดันให้ก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็วและมีคุณภาพ

ซึ่งในสังคมไทย เมื่อสังคมขาดความดี และความงาม ดวงตาของคนจะถูกบดบังด้วยมายาคติ อคติ และความไม่รู้ ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงและพัฒนาความรู้และปัญญาได้ เช่นเกษตรกรจำนวนมากที่หันออกจากวิถีพอเพียงเลี้ยงตนเอง เพราะใจนั้นหลงติดอยู่กับความอยาก (อันตรงข้ามกับความดี) และความหยาบ (ที่มองไม่เห็นความงามของการพึ่งพาตนเอง) ประกอบกับความไม่รู้ ขาดข้อมูล ความรู้

ดังนั้น เมื่อมองกว้างขึ้นไป ปัญหาของโลกและสังคมไทยในปัจจุบัน คือการที่หน่วยย่อยๆ ในสังคมนั้น ขาดความดี ความงาม และความจริง ด้วยปัจจัยหลายประการ เช่นกระแสวัตถุนิยม (ในบริบท Objectivism หรือการมองทุกอย่างเป็นวัตถุ) เริ่มตั้งแต่ Enlightenment การปฏิวัติอุตสาหกรรม ทุนนิยม วัตถุนิยมวิภาษวิธี จนถึงบริโภคนิยมในปัจจุบัน กระแสเหล่านี้ทำให้เราลืมสิ่งที่เราเคยมี นั่นคือการมองโลกอย่างเป็นจริง ทำให้รากฐานของมนุษย์นั้นบิดเบือนไปสู่ความ “ไม่จริง” ซึ่งเป็นสิ่งประดิษฐ์อันไม่ใช่ธรรมชาติของมนุษย์ที่แท้จริง

ถ้ามองตามวัฎจักร จะพบว่าสังคมไหลไปเป็นรอบ โดยเริ่มที่จุดที่ต่ำว่าจุดสมดุล ไปสู่จุดสมดุล และพ้นจุดสมดุล ทำให้ไม่สมดุล จากนั้นจึงไหลสู่ความสมดุลอีกครั้ง ปรากฏการณ์การขาดความดี ความงาม และความจริงก็เช่นกัน ที่เป็นเพียงการไหลโดยธรรมชาติออกจากความสมดุล ถ้าปล่อยไปเรื่อยๆ สังคมก็อาจกลับมา “ดี” อีกครั้ง แต่กว่าจะถึงจุดนั้น ก็อาจเกิดต้นทุนมหาศาลแก่สังคม ดังนั้น หน้าที่ของเราทุกคน คือการนำสังคมกลับสู่ความสมดุล หรือ “ปกติ” ให้เร็วที่สุด ซึ่งก็เปรียบเหมือนการนำอารยธรรมออกจากยุคมืด ไปสู่ยุดฟื้นฟูศิลปะวัฒนธรรมนั่นเอง

ทีนี้จะพูดถึงวิธีที่จะทำให้สังคม “ค้นพบใหม่ (Rediscover)” ซึ่งความดี ความงาม และความจริง โดยมี 3 วิธี ที่ต้องดำเนินการไปด้วยกัน ได้แก่ นโยบาย ความรู้ และสื่อ

1. นโยบาย หมายถึงการที่รัฐ ซึ่งมีหน้าที่ยึดโยงสังคม ต้องตระหนักถึงปัญหาการขาดความดี ความงาม และความจริง และดำเนินการอย่างเป็นระบบเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว โดยใช้เครื่องไม้เครื่องมือของรัฐ (State Apparatuses) เช่น การสนับสนุนระบบและสถาบันศาสนาที่ตรงกับคำสอนของพระพุทธเจ้า การส่งเสริมคุณค่าและกลไกการพึ่งตนเองหรือแก้ปัญหาในท้องถิ่นด้วยตนเอง การส่งเสริม ฟื้นฟู ประยุกต์ศิลปะวัฒนธรรมที่คนนั้นเข้าใจและเข้าถึงแก่นสารของมันอย่างแท้จริง

2. ความรู้ คือการสนับสนุนทั้งวัตถุดิบและกระบวนการที่นำไปสู่การเรียนรู้เพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาชีวิต โดยอาจอยู่ในรูปแบบที่หลากหลายแต่สนับสนุนซึ่งกันและกัน เช่น คลังความรู้จากส่วนกลางและชุมชน กลไกการสนับสนุนความรู้ในชุมชนและถ่ายทอด แลกเปลี่ยน ต่อยอดความรู้ระหว่างกัน จนถึงระบบการศึกษาที่ส่งเสริมให้คนหาความรู้ด้วยตนเอง และใช้ความรู้นั้นในทางที่ดีและงาม

3. สื่อ เป็นเครื่องมือที่ช่วยถ่ายทอดนโยบายและความรู้ไปในวงกว้าง ที่ผ่านมา สื่อมีบทบาทอย่างมากในการบ่มเพาะระบบคุณค่าที่ขัดแย้งกับความดี ความงาม และความจริง พลังอำนาจของสื่อย่อมสามารถถูกใช้ไปในทางที่ดีได้เช่นเดียวกัน ตั้งแต่การปลูกฝังระบบคุณธรรม จริยธรรม คุณค่าร่วมของชาติ เป้าหมายร่วม การเป็นเครื่องมือในการถ่ายทอด แลกเปลี่ยน ต่อยอดคุณค่าที่ดีของคนกลุ่มต่างๆ สร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน แก้ไขและไกล่เกลี่ยปัญหาความขัดแย้ง ถ่ายทอดข้อมูลความรู้ให้เท่าเทียม เชื่อมโยงข้อมูลความรู้ที่นำไปสู่การแก้ปัญหาต่างๆ จะเห็นว่าสื่อไม่ได้เป็นเพียงผู้นำเสนอข้อมูลข่าวสาร แต่เป็นพื้นที่ในการสร้างวัฒธรรมในความหมายที่กว้าง

เมื่อนโยบาย ความรู้ และสื่อ ผลักดันสังคมของความดี ความงาม และความจริงไปด้วยกันอย่างเป็นระบบ ผลลัพธ์ที่ได้ คือการฟื้นฟูคุณค่าเดิมที่เราเคยมี และต่อยอด ประยุกต์ เป็นทางออกต่อปัญหา และการพัฒนาอย่างยั่งยืน

สิ่งที่ต้องคิดต่อ คือยุทธศาสตร์ที่จะใช้เครื่องมือทั้งสามเพื่อบรรลุผลลัพธ์ครับ

Course Outline วส.457 สื่อประชาสัมพันธ์ 2

ตอนทำ course outline วิชานี้เร่งๆ เลยลืมบางหัวข้อ ดังนั้นจึงขอโพสต์ใหม่ที่นี่ครับ และถ้ามีอะไรเพิ่มจะแก้ไขหน้านี้เรื่อยๆ

———————————

Course Outline
วส.457 สื่อประชาสัมพันธ์ 2

ผู้บรรยาย
- ชิตพงษ์ กิตตินราดร, ที่ปรึกษาแผนงาน ICT เพื่อสุขภาวะออนไลน์และการสนับสนุนภาคีเครือข่าย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), MA student in New Media & Society, University of Leicester, guopai@gmail.comhttp://guopai.wordpress.com
- อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ (ร่วมบรรยาย), ที่ปรึกษาทางเทคโนโลยี Siam Intelligence Unit, MSc in Information Management, The University of Sheffield, isriya@gmail.com, http://isriya.com

เป้าหมาย
เพื่อให้เกิดความรู้และความเข้าใจที่มา แนวคิด และคุณสมบัติต่างๆ ของสื่อใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่ออินเทอร์เน็ต ตลอดจนทักษะในการใช้เครื่องมือต่างๆ ในฐานะเครื่องมือเพื่อการประชาสัมพันธ์ โดยเน้นการทำโครงการและวัดผลจริง

Outline

1. พื้นฐานแนวคิด (เดือนที่ 1)

  • แนวคิดเรื่องหน้าที่และบทบาทของสื่อในสังคม
  • พัฒนาการ แนวคิด และคุณสมบัติของสื่อใหม่

2. ทฤษฎี (เดือนที่ 1)

  • The Long Tail
  • Wisdom of the Crowds
  • Social Network
  • Open Content and Creative Commons

3. เครื่องมือ (เดือนที่ 2-3)

  • Blog and group blog
  • Email and group mail
  • Social network (Facebook, Hi5, etc.)
  • Media sharing (Flickr, YouTube, etc.)
  • Feed and podcasting
  • Microblog (Twitter)
  • Maps (Google Maps/Earth)
  • Collaboration tools (shared documents, wiki, calendar)
  • Polling application (Wufoo, Google Spreadsheet)
  • Virtual reality (Second Life)
  • Web statistics (Truehits, Google Analytics)

4. ปฏิบัติ (เดือนที่ 4)

  • วางแผนและข้อเสนอโครงการ
  • พัฒนาต้นแบบ
  • ดำเนินการ
  • ประเมินผล

การประเมินผล

  • 25% Participation (class attendence, blogging)
  • 25% Take home questions/essays
  • 50% Project

หนังสืออ่านประกอบ

1. ชิตพงษ์ กิตตินราดร, อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ (2009): สู่อนาคตไทยด้วยเว็บ 2.0http://lib.blognone.com/Web2_Book, Blognone Library.

มหาวิทยาลัยยุคใหม่ ใช้ Facebook

ผมเพิ่งสมัครเรียนปริญญาโทที่ University of Leicester ซึ่งทางมหาวิทยาลัยได้ตอบรับแล้ว ที่แปลกใจคือหลังจากมหาวิทยาลัยอีเมลแจ้งมาว่ารับเข้าเรียนแล้วเพียงไม่กี่วัน ผมก็ได้อีเมลฉบับนี้

leicester-facebook1

ใช่ครับ อีเมลนี้คือคำขอเป็นเพื่อนใน Facebook ส่งมาโดยผู้ใช้ชื่อ University of Leicester เมื่อตอบรับแล้วเข้าไปดู profile ก็เป็นดังนี้

leicester-facebook2

สังเกตว่า University of Leicester มีเพื่อน 579 คน มีข้อมูลเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยที่เขียนโดยใช้ภาษาไม่เป็นทางการนัก

เท่าที่ดู รู้สึกว่ามหาวิทยาลัยสมัยใหม่เริ่มปรับตัวในหลายๆ ด้าน แนวโน้มคือการเข้าถึงนักศึกษามากขึ้นโดยใช้นโยบายและวิธีการสื่อสารที่ทันสมัย เป็นมิตร เช่นการส่งเสริมและอำนวยความสะดวกให้นักศึกษาที่พิการและเจ็บป่วย (ตอนสมัครมีใบให้กรอกว่ามีความต้องการพิเศษด้านไหนบ้าง และมีนโยบายบอกชัดเจนว่าส่งเสริมให้นักศึกษาจากพื้นเพแตกต่างกันมาสมัคร) จนถึงการสื่อสารกับนักศึกษาด้วยอีเมลและ Facebook แบบที่เห็น

ลองหันมาดูมหาวิทยาลัยในไทยกันบ้างดีไหมครับ :-)

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.