Entangle

หมวดหมู่: งาน

ทำไมต้องทำงานหนัก

คนหลายคนไม่ชอบทำงานหนัก พยายามหางานที่เบาแรง เบาสมอง หรือหาทางที่จะลดการใช้แรงลงแต่ยังคงได้ผลลัพธ์เหมือนเดิม ผมก็เคยพยายามทำอย่างนั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป ก็พบว่า วิถีทางที่นำมาซึ่งความสุขและผลสำเร็จ คือการทำงานหนัก ไม่ใช่การทำงานเบา

มาลองดูเหตุผลกัน ว่าทำไม คนเราจึงควรทำงานหนัก

1. การทำงานหนัก มักจะได้ผลที่ดีกว่า ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงทำงานหนักแบบใช้แต่แรงแต่ไม่ใช้สมอง แต่เป็นตรงข้าม คือการออกแรงทั้งความคิดและการกระทำอย่างเต็มที่ ทุ่มเท ซึ่งเป็นการกระทำที่พึ่งพาตนเอง ใช้แรงของตนเองเพื่อให้งานของตัวเองสำเร็จ ผมเห็นว่า บุคคลหรือหน่วยงานที่ประสบความสำเร็จในโลกนี้ เกือบทั้งหมดล้วนเริ่มต้นจากการลงมือทำด้วยตนเองอย่างเต็มที่ทั้งสิ้น ส่วนผู้ที่ไม่ลงมือทำด้วยตนเอง ก็อาจสำเร็จได้ แต่ความสำเร็จนั้นมักไม่มีรากที่เป็นรูปธรรม เป็นความสำเร็จบนอากาศ ไม่สร้างคุณค่าที่แท้จริง

2. การทำงานหนัก เติมเต็มคุณค่าของเราในแต่ละวัน ผมพบว่าถ้าวันไหนไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน วันนั้นจะเป็นวันที่น่าเบื่อ รู้สึกไม่มีคุณค่า ไร้ประโยชน์ แต่ถ้าวันไหนได้ทำงานเต็มที่ และเกิดผลสำเร็จ ก็จะทำให้รู้สึกเติมเต็มในวันนั้นๆ มีเรี่ยวแรงและกำลังใจต่อไป

3. การทำงานหนัก เป็นวิธีการเรียนรู้และพัฒนาตนเองที่ดีอย่างยิ่ง การลงมือทำเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ดีที่สุด ไม่ใช่การคิดเอา อ่านเอา ฟังเอา หรือจินตนาการเอา เพราะการกระทำที่แท้จริงจะพาเราไปสู่สภาพแวดล้อมต่างๆ ที่ต้องอาศัยความคิด การกระทำ ที่แก้ไขปัญหา สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมจริง ทำให้เกิดทักษะ ควบคู่ความรู้

โลกทุนนิยมในปัจจุบันส่งเสริมให้คนทำงานเบา ระบบเศรษฐกิจและความมั่งคั่งนั้น มีหลายส่วนที่เกิดจากคุณค่าที่ไม่ใช่คุณค่าแท้ เป็นสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ เป็นมูลค่าที่ไม่ได้เกิดจากคุณค่า เรากำลังเห็นระบบมูลค่านี้ล่มสลายลง เพราะมันเป็นไปตามกฏธรรมชาติ ที่สิ่งที่จะดำรงอยู่ได้ จะต้องมีเหตุให้สิ่งนั้นดำรงอยู่ นั่นก็คือคุณค่าที่สิ่งนั้นมอบให้กับสภาพแวดล้อมนั่นเอง

วันแห่งการเริ่มต้น 3 เรื่องสำคัญ

วันนี้เป็นวันที่เต็มไปด้วยเหตุการณ์สำคัญในชีวิต ที่เป็นเรื่องของการเริ่มต้นเพื่อกำหนดสิ่งที่จะตามมาในระยะยาว จึงจดไว้เตือนความจำ

เรื่องแรก: ตอนเช้า แถลงข่าวเปิดตัว DoctorMe งานเชิงผลิตภัณฑ์ตัวแรกที่ผมเป็นผู้รับผิดชอบการพัฒนา เป็นจุดเริ่มต้นของแนวทางการทำงานที่เน้นผลิตภัณฑ์ที่เห็นประโยชน์เป็นรูปธรรม โดยคงได้มีโอกาสดูแลอีกหลายๆ เรื่องในอนาคต

เรื่องที่สอง: ตอนเย็น ได้สร้างเครือข่ายนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ที่สนใจการสร้างนวัตกรรมทางสังคมที่เน้นเทคโนโลยี เป็นจุดเริ่มต้นที่น่าจะมีส่วนสำคัญในการกำหนดอนาคตของ ChangeTECH ซึ่งผมร่วมงานอยู่

เรื่องที่สาม: ตอนดึก กลับมาบ้าน พบว่าหนังสือ “ฝันอยากเป็นคนธรรมดา” ซึ่งเป็นหนังสือรวมข้อเขียนและภาพถ่ายของคุณพ่อ คุณชัยพงษ์ กิตตินราดร ที่คุณแม่เรียบเรียงขึ้นหลังคุณพ่อเสียชีวิต ได้ตีพิมพ์เป็นรูปเล่มเรียบร้อยสวยงามแล้ว หนังสือเล่มนี้ลุ่มลึก เต็มไปด้วยข้อคิดภายใต้ภาษาที่สละสลวย ประกอบกับภาพถ่ายที่คุณพ่อได้ถ่ายมาทั้งชีวิต การอ่านหนังสือเล่มนี้ไม่ว่าตอนไหนเวลาไหน จะทำให้ผู้อ่านหวนทบทวนคุณค่าและความหมายของการเกิดมาเป็นมนุษย์

วันนี้จึงเป็นวันที่ดี เหนื่อยยาก แต่มีค่า เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของหลายๆ สิ่งที่สร้างสรรค์และสวยงาม

กว่าจะเป็น DoctorMe: iPhone App ฟรีเพื่อการดูแลสุขภาพตัวแรกของไทย

(Cross post จาก http://ictplan.thaihealth.or.th/?p=829)

DoctorMe iPhone App ฟรีเพื่อการดูแลสุขภาพตัวแรกของไทย

คนเราทุกคนล้วนมีปัญหาสุขภาพ บ่อยครั้งที่เราหรือคนในครอบครัวเจ็บป่วย ก็พยายามดูแลกันเอง บางทีก็ปล่อยให้หายเอง บางทีก็ไปซื้อยามากิน จนถึงกับไม่ไหวก็ต้องไปโรงพยาบาล

แน่นอนว่าการช่วยตัวเองเรื่องสุขภาพเป็นเรื่องที่ทุกคนอยากทำได้เอง จะได้บรรเทาอาการ หายเร็ว อาการเจ็บป่วยหรือเหตุฉุกเฉินหลายๆ อย่าง ถ้าเรารู้วิธีการรับมือ ก็สามารถทำได้เองทันที แต่ปัญหาคือจะมีสักกี่คนที่จะมีความรู้พอที่จะดูแลตนเองและคนรอบข้างได้เมื่อถึงคราวจำเป็น ส่วนข้อมูลที่มีในปัจจุบัน ถ้าเป็นหนังสือก็ไม่ได้อยู่กับเราตลอดเวลา ใช้เวลานานกว่าจะค้นแนวทางการปฏิบัติตัวเจอ ส่วนจะหาในอินเทอร์เน็ต ก็ไม่มั่นใจว่าข้อมูลที่มีอยู่มหาศาลนั้นเชื่อถือได้หรือไม่

ในขณะเดียวกัน คนปัจจุบันนิยมใช้ smartphone ติดตัวไปทุกที่ เราใช้โทรศัพท์ทำทุกอย่าง ตั้งแต่โทร แชท เช็คอีเมล ค้นหาข้อมูล เข้าเครือข่ายสังคม ถ่ายรูป ฟังเพลง อ่านข่าว เล่นเกม ยังไม่นับแอปพลิเคชั่นเพิ่มเติมที่มีให้เลือกใช้นับแสน ตั้งแต่ดูทีวี แต่งรูป แชร์ภาพ เช็คอินสถานที่ อ่านหนังสือ ซื้อตั๋วหนัง สั่งพิซซ่า และอื่นๆ อีกมากมาย

จะดีไหมถ้าเราสามารถแก้ปัญหาสุขภาพเบื้องต้นด้วยตนเอง โดยใช้ข้อมูลจากโทรศัพท์ที่เราติดตัวไปทุกที่และใช้ทำทุกอย่าง?

DoctorMe เป็นแอปพลิเคชั่นที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบคำถามข้างต้น พวกเราซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่ชอบเทคโนโลยีและอยากแก้ปัญหาสังคม จึงสร้าง DoctorMe ขึ้นมา โดยมีสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นผู้สนับสนุน ส่วนทีมที่คิดและพัฒนา คือสถาบัน ChangeFusion และบริษัท โอเพ่นดรีม จำกัด ร่วมกับมูลนิธิหมอชาวบ้านซึ่งเป็นผู้ให้เนื้อหามาลงในแอปพลิเคชั่น

เริ่มจากศูนย์

ถึงแม้พวกเราจะคุ้นเคยกับเว็บและระบบข้อมูลที่แสดงผลผ่านจอคอมพิวเตอร์ แต่พอมาถึงแอปพลิเคชั่นบนอุปกรณ์เคลื่อนที่เช่นมือถือ ก็เป็นเรื่องใหม่ที่เรามีประสบการณ์น้อยมากในช่วงเริ่มแรก

การสร้าง DoctorMe เริ่มต้นด้วยแนวคิดกว้างๆ ว่าอยากทำแอปที่ช่วยให้คนดูแลสุขภาพด้วยตนเอง ติดตัวไปทุกที่ ใช้งานได้ง่ายที่สุด เร็วที่สุด โดยไม่จำเป็นต้องต่ออินเทอร์เน็ต เป็นเหมือนคู่มือที่พร้อมใช้ ทั้งเมื่อตนเองหรือคนรอบข้างเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ เช่นเป็นหวัด ปวดหัว ท้องเสีย หรือเจอเหตุฉุกเฉินเช่นตกน้ำ บาดแผล กระดูกหัก หรือต้องปั๊มหัวใจช่วยชีวิต

เราเริ่มด้วยการสำรวจสถานการณ์และตลาดของผู้ใช้ smartphone โดยเลือกสำรวจกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ใช้ไอโฟน พบว่าส่วนมากไม่นิยมจ่ายเงินซื้อแอป และใช้แอปอยู่ไม่กี่ประเภท เช่น ถ่ายรูป เครือข่ายสังคม และเล่นเกม แต่ข้อที่น่าสนใจ คือส่วนมากนิยมหาแอปใหม่ๆ มาลอง และถ้าใช้ได้ดี ตอบความต้องการได้ ก็จะเก็บไว้ใช้

ในขณะเดียวกัน ทีมออกแบบก็ไปศึกษาแนวทางการออกแบบแอปพลิเคชั่นบน iPhone ซึ่งถือว่าเป็น Platform ที่ได้รับความนิยม และคนรุ่นใหม่ใช้มากในขณะนี้ เราไปหาตัวอย่างแอปดีๆ และน่าสนใจที่มีอยู่แล้ว และหาหนังสือเกี่ยวกับการออกแบบ iPhone App มาอ่าน

จากนั้น เราเริ่มออกแบบเค้าโครง ว่าแอปนี้จะทำอะไรได้ หน้าตาเบื้องต้นเป็นอย่างไร กดอะไรไปไหน นี่คือหน้าตาแรกสุดของแอปนี้

ในขณะเดียวกัน แอปพลิเคชั่นต้องมีเนื้อหา เราได้ลองสำรวจดู และพบว่าเนื้อหาที่น่าจะเหมาะกับประชาชนทั่วไป น่าจะอยู่ที่มูลนิธิหมอชาวบ้านซึ่งเราเคยร่วมงานกันมาแล้วในการพัฒนาเว็บไซต์หมอชาวบ้าน (http://doctor.or.th) จนเพิ่มยอดคนเข้าจากวันละหลักสิบเป็นหลายพัน เราเข้าไปคุยกับคุณณีน้อย ปิติเจริญ ผู้จัดการมูลนิธิหมอชาวบ้าน พี่ณีน้อยได้แนะนำให้รู้จักกับ รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ ผู้เขียนหนังสือคู่มือการตรวจวินิจฉัยโรค คู่มือหมอชาวบ้าน และเจ้าของคอลัมน์สารานุกรมทันโรคในนิตยสารหมอชาวบ้าน คุณหมอสุรเกียรติได้เสนอให้นำเนื้อหาในคู่มือหมอชาวบ้าน ไปดัดแปลงใส่ลงในแอป ซึ่งประกอบด้วยการดูแลตนเองจากอาการเจ็บป่วยเบื้องต้น การปฐมพยาบาล ข้อมูลการใช้ยาและสมุนไพร ทีมงานในภายหลังได้ขออนุญาตนำข้อมูลเกี่ยวกับโรคต่างๆ เกือบ 90 โรค จากสารานุกรมทันโรค เข้ามาประกอบด้วย โดยเชื่อมโยงเนื้อหาเข้ากับเนื้อหาเกี่ยวกับอาการในหนังสือคู่มือหมอชาวบ้าน ทำให้ข้อมูลทั้งหมดมีกว่า 200 รายการ

ตลอด 4 เดือนที่พัฒนาเนื้อหา ทีมงานได้ทำงานร่วมกับคุณหมอสุรเกียรติในการเชื่อมโยงเนื้อหาระหว่างอาการกับรายละเอียดของโรค รวมทั้งได้ปรับปรุง แก้ไขเนื้อหาให้ทันสมัยยิ่งขึ้น จนกลายเป็นเนื้อหาที่เห็นในแอปในปัจจุบัน คุณหมอสุรเกียรติ ยังวางแผนจะเขียนเนื้อหาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยจะนำมาอัปเดตในแอปอย่างต่อเนื่อง

ลงมือพัฒนา

กลับมาถึงเรื่องการพัฒนาโปรแกรม ขั้นตอนต่อมาก็นำโครงร่างมาเขียนในคอมพิวเตอร์ เป็นโครงร่างอย่างละเอียด

พอได้โครงร่าง ทีมโปรแกรมก็เริ่มเขียนโปรแกรม จุดที่สำคัญในขั้นนี้ คือเรื่องเนื้อหา ซึ่งทีมโปรแกรมต้องหาวิธีให้ทีมเนื้อหานำข้อมูลมาใส่ จึงพัฒนาเว็บแอปขึ้นมาพิเศษเพื่อใส่ข้อมูลเนื้อหา โดยออกแบบช่องและวิธีการใส่ให้รองรับโครงสร้างเนื้อหา ซึ่งต้องมีการเชื่อมโยง แนะนำเนื้อหา การจัดหมวดหมู่อาการออกตามโซนร่างกายที่เกิดอาการ และรายละเอียดอื่นๆ อีกมากมาย เว็บแอปนี้จะเก็บข้อมูลทั้งหมดลงในระบบฐานข้อมูล ที่เชื่อมกับฐานข้อมูลของแอป เพื่อให้สามารถเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมข้อมูลได้โดยสะดวกในอนาคต

จากนี้ไป กระบวนการพัฒนาจะคู่ขนานกันไป ระหว่างการพัฒนาโปรแกรม กับการพัฒนาเนื้อหา โดยจะมีการเชื่อมกันตลอด ผ่านการ Workshop ร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ

ในส่วนการพัฒนาโปรแกรม ความท้าทายหลักคือการออกแบบส่วนติดต่อกับผู้ใช้ (User Interface) ให้ใช้งานง่าย เป็นธรรมชาติ และเข้าถึงข้อมูลได้จริง และมีเสถียรภาพ ไม่หลุดจากโปรแกรม ทั้งหมดเพื่อให้ผู้ใช้สามารถได้ประโยชน์จริงๆ จากการใช้ ไม่ว่าผู้ใช้จะชอบกดดู (Browse) หรือพิมพ์คำค้น (Search) นอกจากนั้น ยังต้องใส่ใจรายละเอียดเกี่ยวกับการแสดงผลเนื้อหาให้ดูสวยงาม เรียบร้อย

ซึ่งเชื่อมโยงกับส่วนการพัฒนาเนื้อหา ซึ่งทีมเนื้อหาได้แปลงเนื้อหาทั้งหมดเป็นดิจิทัล ตรวจ Proof ความถูกต้องและการจัดรูปแบบอย่างละเอียด (เฉพาะกระบวนการนี้กินเวลาเกือบ 2 เดือน) และนำเอาเนื้อหาเข้าระบบเว็บฟอร์มทีละชิ้น โดยต้องตรวจ Proof และรูปแบบอีกรอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะต้องใส่ใจในการจัดรูปแบบเนื้อหาให้ได้มาตรฐาน HTML เช่น การใส่ย่อหน้า ลำดับชั้นของเนื้อหา List แบบ Bullet และตัวเลข เพื่อให้เนื้อหาดูสวยงาม เป็นระเบียบ และยังทำให้เครื่องอ่าน Screen Reader อ่านเนื้อหาให้คนตาบอดฟังได้อย่างถูกต้องด้วย สิ่งที่สำคัญอีกเรื่อง คือการเชื่อมโยงเนื้อหา ซึ่งใช้วิธีพิเศษ ที่ทีมงานต้องละเอียดกับความถูกต้องของอักขระชนิดห้ามขาดห้ามเกินแม้แต่ตัวเดียว

ในส่วนภาพประกอบ ทีมงานต้องวาดใหม่ทั้งหมด โดยคัดลอกจากต้นฉบับ เพราะภาพต้นฉบับความละเอียดไม่เพียงพอ และมีสีสันไม่สวยงาม

เมื่อเนื้อหาทั้งหมดถูกนำขึ้นและตรวจสอบเสร็จแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการโฟกัสเรื่อง Design โดยเฉพาะหน้าตาของหน้าแรก โทนสี กราฟฟิกในส่วนต่างๆ โดยมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ 1 ครั้ง เพื่อปรับหน้าตาให้ดูเป็นมิตร สบายๆ มากกว่าเดิมซึ่งดูเป็นวิชาการ เป็นหมอมากเกินไป


หน้าตาเดิม

หน้าตาใหม่

ในระหว่างการพัฒนา ทีมงานได้รายงานกับคณะกรรมการของ สสส. ที่ดูแลแผนงานนี้เป็นระยะ และนำความเห็นของกรรมการเข้ามาประกอบการออกแบบและพัฒนา

จากนั้น มาถึงขั้นตอนสุดท้าย คือการทดสอบโดยรวมก่อนเปิดให้ดาวน์โหลด เน้นการทดสอบประสิทธิภาพ ตรวจหา Bug และหาช่องว่างหรือข้อผิดพลาดอื่นๆ (ซึ่งพบเรื่อยๆ) และนำไปแก้ไขจนดีพอที่จะส่งให้ Apple ตรวจพิจารณาให้ปล่อยดาวน์โหลดได้ ซึ่ง Apple ก็ให้ผ่านตั้งแต่ครั้งแรกที่่ส่งตรวจ

เสียงตอบรับ

ทีมบริหาร ทีมออกแบบ และทีมพัฒนาโปรแกรม ได้ทำงานร่วมกับทีมการตลาด ในการวางแผนการตลาดของแอป DoctorMe โดยได้ฝ่าย CSR ของบริษัท DTAC เป็นที่ปรึกษา โดยทาง DTAC ได้ให้คำแนะนำว่าให้เพิ่ม Feature ที่ใช้ประโยชน์จากเครือข่าย 3G เช่นการดูคลิปวิธีการปฐมพยาบาล ทำให้ผู้ใช้จะสามารถเข้าใจวิธีการได้ง่ายกว่าการอ่านแต่อย่างเดียว โดยเฉพาะในเรื่องที่ต้องใช้เทคนิควิธีการในการปฏิบัติ ซึ่งปัจจุบัน ทีมงานกำลังเตรียมเนื้อหาใหม่นี้เพื่อเสริมเข้าไปในแอป จากนั้นจึงจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ โดยในปัจจุบันให้ดาวน์โหลดเป็นเวอร์ชั่นทดลองใช้ก่อน และกำลังเก็บความคิดเห็นจากผู้ใช้ในวงกว้างเพื่อนำมาพัฒนาเป็นตัวสมบูรณ์

ภายหลังการเปิดให้ดาวน์โหลดรุ่นทดสอบ พบว่ามีผู้สนใจจำนวนมาก ภายในไม่กี่ชั่วโมง DoctorMe ได้เป็น iPhone App ฟรีอันดับ 1 ในหมวด Health & Fitness และในวันถัดไปได้อยู่อันดับที่ 3 เมื่อคิดรวมจากทุกหมวด (ไต่มาจากอันดับ 185, 75, 9, และ 8 ในวันก่อนหน้า) โดยได้คะแนนโหวตเฉลี่ยเต็ม 5 ดาว (ณ วันที่ 20 สิงหาคม 2554) ซึ่งน่ายินดีมากว่ามีผู้ให้ความสนใจจำนวนมากและเห็นว่าเป็นแอปที่มีประโยชน์และมีคุณภาพ


อันดับ 1 ในหมวด Health & Fitness


อันดับที่ 3 รวมจากทุกหมวด


ได้คะแนนเฉลี่ยห้าดาวเต็ม

อนาคต

DoctorMe เป็นก้าวแรกขององค์กรบริการสาธารณะอย่าง สสส. ที่ให้บริการเครื่องมือทางเทคโนโลยีสำหรับประชาชนอย่างแพร่หลาย โดยใช้วิธีการทำงานแบบสร้างนวัตกรรมร่วมกันกับเครือข่ายและผู้สนใจ พวกเราหวังว่า แอปพลิเคชั่นลักษณะนี้น่าจะให้ประโยชน์โดยตรงแก่ประชาชน โดยมีแผนจะขยายไปยัง Platform อื่น เช่น Android และเว็บไซต์ทั่วไป ทำให้คนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงได้ และจะขยายความสามารถให้ตอบสนองความท้าทายด้านสุขภาพได้ดีขึ้น เช่น การสามารถให้คำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลตนเองที่สอดคล้องกับอาการเจ็บป่วยที่มีอยู่แล้วหรือ Lifestyle ของผู้ใช้ได้ รวมทั้งการสร้างกิจกรรมบนระบบดิจิทัลที่ช่วยกระตุ้น ส่งเสริม ให้ประชาชนมีวิถีชีวิตที่สร้างเสริมสุขภาพทั้งทางกาย การใจ ทางปัญญา และของทั้งสังคม

ดาวน์โหลด DoctorMe ได้แล้ววันนี้ ฟรี ที่นี่ครับ

แก้ปัญหาด้วยอะไร?

วันนี้ผมแก้ปัญหาในชีวิตที่สำคัญได้สองปัญหา ปัญหาหนึ่งเป็นเรื่องส่วนตัว อีกปัญหาเป็นเรื่องงาน ทั้งสองปัญหานี้ค้างคาในใจ กลายเป็นแรงกดดันเหมือนแบกโลกไว้มานานนับปี

มองย้อนไป อยากลองสรุปไว้ว่า ปัญหาทั้งสองนั้นแก้ได้โดยใช้อะไรบ้าง?

1. ความเด็ดเดี่ยว ตั้งมั่นว่าจะแก้ปัญหาให้ได้ (Focus)

2. มองให้ออกว่าปัจจัยที่แท้จริงที่ทำให้เกิดปัญหานั้นคืออะไร ตีแผ่ให้แตก (Identification of causes and factors)

3. หาจุดแทรกแซงที่จะแก้ปัญหานั้น (Identification of effective intervention point)

4. แทรกแซงด้วยวิธีการที่เหมาะสมที่จะได้ผลลัพธ์ โดยคำนึงว่าวิธีการที่เลือกจะต้องสอดคล้องกับระบบของปัญหานั้นๆ คือไหลไปกับระบบ ไม่ขวางระบบ บางที วิธีการอาจจะเป็นเพียงคำพูดคำเดียว ที่จี้ตรงจุดและทำให้เกิดการคิดนอกกรอบหรือคิดในสิ่งที่ไม่เคยคิด (Employ the appropriate method of intervention)

ถ้าแก้ถูกจุด กฏธรรมชาติจะจัดสรรทางออกเอง ตามกลไกของเหตุปัจจัย โดยเราไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเติม เพียงแค่ทำในส่วนเริ่มต้นให้ถูกต้อง สอดคล้องกับความเป็นจริงเท่านั้น แต่จะเริ่มให้ถูกได้ ต้องอาศัยจิตที่มีทั้งสติ คือตื่นตัว รู้ตัว รู้สถานการณ์ รู้ความเป็นจริง มีสมาธิคือความตั้งมั่น แน่วแน่ มั่นคงต่อ Subject ซึ่งก็คือปัญหาที่กำลังเผชิญ และมีปัญญา คือการมองเห็นความจริงทะลุปรุโปร่ง เข้าใจเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อแทรกแซงได้ถูกจุด

ทำงานด้วยจิตว่าง

ทำไมคนส่วนมากถึงไม่อยากทำงาน? หลายคนพยายามหลีกเลี่ยงการพูดถึงงาน ข้องเกี่ยวกับงาน หรือแม้แต่คิดถึงงาน ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ? แต่ไปนี้คือคำอธิบายที่ผมลองเรียบเรียงดู:

1. เกลียดงาน เพราะปรุงแต่งว่าไม่ชอบงาน ถ้าถามคนส่วนมากว่ารู้สึกอย่างไรกับงาน คำตอบอาจจะเป็น “น่าเบื่อ” “เครียด” “กดดัน” ทั้งหมดล้วนเป็นความไม่รู้สึกที่ไม่น่าพึงพอใจ เก็บสะสมมากเข้ามากเข้า กลายเป็นการตอบสนองด้านลบทันทีเมื่อพูดถึงเรื่องงาน ทำให้ไม่อยากคิดถึงงาน ไม่อยากยุ่งกับงาน (Maturation of unwholesome seeds)

2. รู้สึกไม่ชอบงาน เพราะการให้ค่ากับเหตุการณ์ที่พบว่าไม่ดี เดือดร้อนใจ เดือดร้อนกาย เรามักตีค่าสิ่งที่พบในมุมมองของตัวตนของเรา ว่ามันเดือดร้อนเราหรือไม่ สะดวกกับเราหรือไม่ ถ้าคำตอบคือ “ไม่” ต่อตัวเรา ก็จะปรุงแต่งกลายเป็นความไม่ชอบ (Valuation of perception on the basis of misunderstand of ‘self’)

3. ให้ค่ากับเหตุการณ์ เพราะขาดความเข้าใจถึงกฏธรรมชาติ ว่าทั้งงานและเราต่างไม่มีตัวตน เปลี่ยนแปลงเสมอ ทำให้เรายึดติดกับความสำเร็จ ความล้มเหลว ว่าเป็นของเรา เป็นตัวตน เป็นกลุ่มก้อน เปลี่ยนแปลงไม่ได้ พัฒนากลายเป็นการให้ค่าต่อเหตุการณ์ต่างๆ ในข้อสอง ที่สะสมกลายเป็นความเกลียด ความกลัวในข้อแรก (Perception of self as a result from ignorance from the ultimate truth of impermanence and non-self)

4. ไม่เข้าใจกฏธรรมชาติว่าทุกสี่งไม่เที่ยงและไม่มีตัวตน เพราะขาดสติ ตามเห็นปรากฏการณ์ต่างๆ ตามความเป็นจริงด้วยใจเป็นกลางอย่างเป็นเหตุเป็นผลต่อเนื่องซึ่งกันและกัน (Ignorance due to the lack of un-biased attention)

5. ขาดสติเพราะการแสดงอาการที่ปรุงแต่งแล้วจนเคยตัวเป็นนิสัย เช่นเกลียดงาน กลัวล้มเหลว อยากสำเร็จ การแสดงอาการเหล่านี้เติมเชื้อให้กับกิเลสที่นอนเนื่องอยู่ ทำให้กิเลสผุดขึ้นมาบดบังสติที่มีอยู่ตามธรรมชาติ (Compromised un-biased attention due to habitual manifestation of unwholesome seeds)

จะเห็นว่าทั้งห้าข้อนั้นเกี่ยวข้องเป็นเหตุผลซึ่งกันและกัน หมุนเวียนกันเป็นวงกลม นั่นคือเกลียดงานเพราะปรุงแต่ง ปรุงแต่งเพราะให้ค่า ให้ค่าเพราะไม่เข้าใจธรรมชาติ ไม่เข้าใจธรรมชาติเพราะขาดสติอันเป็นฐานของปัญญา ขาดสติเพราะแสดงความเกลียดออกมา หมุนวนกลับที่เดิมแต่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ

ถ้าเข้าใจอย่างนี้ หนทางแก้ไขก็ง่ายมาก นั่นคือการแก้ที่ต้นทาง นั่นคือการมีสติ หมุนวงล้อย้อนกลับเพื่อทำลายความหลงผิด การให้ค่า การปรุงแต่ง และความเกลียดกลัว อันที่จริง ปัญหาทุกอย่างที่เกิดกับตัวเรา ล้วนแก้ได้ด้วยตัวเราเองโดยใช้วิธีนี้ทั้งสิ้น (สนใจเพิ่มตาม อ่านเกี่ยวกับ ปฏิจฺจสมุปฺบาท)

นี่คือความหมายและคุณค่าของการทำงานด้วยจิตว่าง นั่นคือการมีสติ จึงเกิดปัญญาเห็นความจริงของธรรมชาติ ว่าไม่เที่ยง ไม่มีตัวตน เห็นว่าการปรุงแต่งเป็นทุกข์ จึงเลิกให้ค่ากับเหตุการณ์หรือปรากฏการณ์ ทำให้ไม่ต้องกลัวหรือเกลียดอะไรอีกต่อไป ไม่กลัวความล้มเหลว เพราะความล้มเหลวไม่ถาวร และไม่ใช่ความล้มเหลวของเรา เพราะไม่มีเรา เมื่อมองเห็นอย่างนั้น เราจะทำงานด้วยจิตที่ว่างจากการปรุงแต่ง มีแต่การเห็นสถานการณ์ เงื่อนไข เหตุ ปัจจัยของงานตามที่มันเป็นด้วยใจเป็นกลาง ทำให้สามารถตัดสินใจตามสถานการณ์ เงื่อนไข เหตุ ปัจจัย ได้อย่างเที่ยงตรง แม่นยำ ไม่เอาความชอบ ไม่ชอบ ทุกข์ ไม่ทุกข์ของตัวเองมามีส่วนประกอบ จึงไม่ต้องเกลียดกลัวงานอีกต่อไป

ทำงานอย่างไร?

วันนี้มีเรื่องให้ต้องคิดต้องสรุป ว่าคนทำงานไม่เป็น หมายถึงอะไร และทำงานเป็น ต้องเป็นอย่างไร เลยอยากลองเขียนออกมาให้เป็นข้อๆ

คนทำงานเป็น:

1. มีสติอยู่กับงานในเวลาที่ทำงาน ข้อนี้สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ถ้าขาดสติแล้ว จะไม่รู้ตัว ไม่สังเกต ไม่ใส่ใจ ยากที่จะทำงานได้แม้งานพื้นฐานง่ายสักเพียงใดก็ตาม

2. รับผิดชอบหน้าที่ แต่ไม่ทำแค่หน้าที่ ความรับผิดชอบต่อหน้าที่เป็นสิ่งพื้นฐานและจำเป็น แต่ถ้ายึดความรับผิดชอบแต่ถ่ายเดียวก็จะขาด Common sense ที่จะแก้ปัญหาที่อยู่นอกเหนือขอบเขตที่คุ้นเคย หรือปรับปรุง เปลี่ยนแปลงงานให้ดีขึ้นได้

3. มองงานตามจริง พูดและทำตามจริง คือการมองเห็นสิ่งที่ต้องทำ มองเห็นว่าอะไรสำคัญไม่สำคัญ และพูดและทำตามนั้น ตามความเป็นจริงและตามที่ตัวเองปฏิบัติ ไม่เว่อร์ ไม่น้อยเกินไป ตรงนี้ทำให้เราเป็นคนซื่อสัตย์ และสื่อสารปัญหา อุปสรรค ข้อเท็จจริงตามที่เป็นจริงๆ เป็นวิธีเดียวที่จะทำงานให้ก้าวหน้า และเป็นวิธีเดียวที่จะสร้างคุณค่าของเราให้ปรากฏอย่างยั่งยืน เพราะมันตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง ไม่ใช่การหลอกลวง

ทั้งสามข้อนี้เป็นพื้นฐานที่สุดที่คนทำงานทุกคน ไม่ว่าจะเป็นระดับไหน งานอะไร ควรทำให้ได้ และทำให้ได้ด้วยใจ ทำอย่างเป็นธรรมชาติ ถ้าทำได้อย่างนี้ ความก้าวหน้าจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนทั้งต่อตัวเองและต่องานที่ทำ

เค้าโครงแนวคิด เรื่องความหมายและหนทางสู่ปัญญาตามหลักพระพุทธศาสนา

ด้วยการที่แผนงาน ICT ที่ผมทำงานด้วยอยู่ กำลังดำเนินการพัฒนาแผนงานระยะใหม่ โดยมีจุดมุ่งเน้นไปที่การใช้ ICT เพื่อสร้างเสริมปัญญา ผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านแสดงความสนใจ และเสนอแนะให้ไปศึกษาเรื่องปัญญาในพระพุทธศาสนาให้ถ่องแท้ ผมกับจอยเลยไปลองศึกษาจากหลากหลายแหล่ง และต่อไปนี้เป็นเค้าโครงความคิดเบื้องต้น

ก่อนที่จะเข้าใจเรื่องความหมายและหนทางสู่ปัญญา จะต้องมีความเข้าใจเบื้องต้นก่อน ว่าคำว่า “ปัญญา” นั้นแบ่งออกเป็นสองบริบท คือบริบททาง “โลก” หรือ โลกุตรธรรม และบริบททาง “ธรรม” นั่นคือปรมัตถธรรม โดยการเกิดปัญญาทางโลกนั้นไม่ได้แปลว่าจะเกิดปัญญาทางธรรม แต่ผู้มีปัญญาทางธรรมจะสามารถเข้าถึงสิ่งต่างๆ ด้วยหลักเหตุและผล และเข้าใจตามธรรมชาติที่มันเป็นจริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเกิดและดับ ทำให้สามารถเข้าใจและแก้ปัญหาทางโลกได้

ความเข้าใจพื้นฐานที่สอง คือเป้าหมายของมนุษย์คือการต้องการพ้นทุกข์ และมนุษย์ต้องดำเนินกระบวนการเป็นขั้นตอนเพื่อนำไปสู่การพ้นทุกข์ ซึ่งมีเป้าหมายคือการมีปัญญา (ทางธรรม) ทำให้เห็นและเข้าใจกฏของธรรมชาติ ตามความเป็นจริง อันได้แก่ธรรมชาติของการเกิด-ดับ ซึ่งป.อ.ปยุตฺโตได้ให้คำจำกัดความของคำว่าปัญญาในทางธรรมนี้ไว้ว่า คือ “ความรอบรู้ในกองสังขารมองเห็นตามความเป็นจริง” ซึ่งปรากฏในหลักธรรมต่างๆ ในพระไตรปิฎก ได้แก่ไตรสิกขา, อธิษฐานธรรม 4, อินทรีย์ 5, พละ 5, เวสารัชชกรณธรรม 5, สัทธรรม 7, อริยทรัพย์ 7, และบารมี 10 ส่วนความหมายอื่นๆ ล้วนเป็นความหมายของปัญญาทางโลกทั้งสิ้น เช่น ความรู้ทั่ว, ปรีชาหยั่งรู้เหตุผล, ความรู้เข้าใจชัดเจน, ความรู้เข้าใจหยั่งแยกได้ในเหตุผล ดีชั่ว คุณโทษ ประโยชน์มิใช่ประโยชน์ เป็นต้น และรู้ที่จะจัดแจง จัดสรร จัดการ ดำเนินการให้บรรลุผล ล่วงพ้นปัญหา

มนุษย์แต่ละคนจะสามารถพัฒนาตนเองสู่การพ้นทุกข์ได้ต่างขั้นกัน บางคนมีพื้นฐานมาดีแล้ว ศึกษาทำความเข้าใจไม่เท่าไรก็บรรลุธรรมได้ บางคนพื้นฐานดีแต่หลงผิด ก็ถอยหลังเข้าคลอง บางคนพื้นฐานน้อย แต่มีความพยายามก็บรรลุธรรมได้ บางคนพื้นฐานน้อย สามารถพัฒนาได้ตามปัจจัยที่ตนมี ต้องใช้เวลามากกว่าคนพื้นฐานดี ซึ่งพระพุทธเจ้าได้จำแนกมนุษย์ที่มีพื้นฐานต่างๆ ออกเป็นบุคคล 4 จำพวก หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ บัว 4 เหล่า โดยการที่มนุษย์คนหนึ่งๆ จะเป็นบัวเหล่าใด อยู่ที่กรรมที่กระทำมา ซึ่งตีความได้ทั้งการกระทำในอดีตชาติ และการกระทำในปัจจุบัน (อันนี้ตีความเอง) การสั่งสมบุญบารมีนั่นเองเป็นที่มาของขนบความเชื่อเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ ว่าเป็นผู้สั่งสมบุญบารมีมามาก พร้อมที่จะเป็นผู้นำคนอื่นๆ ให้พ้นทุกข์ (ใกล้เคียงกับแนวคิดเรื่องพระโพธิสัตว์ของมหายาน)

ด้วยความเข้าใจพื้นฐานทั้งสองข้อดังกล่าว มนุษย์จะสามารถพัฒนาตนเองไปสู่การพ้นทุกข์โดยผ่านกระบวนการที่เรียกว่าไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา โดยกระบวนการนี้เป็นกระบวนการเดียวกันกับขนบสากลเรื่องความดี ความงาม ความจริง รวมทั้งกระบวนการที่ท่านพุทธทาสเรียกว่า สะอาด สว่าง สงบ (ซึ่งอันที่จริงน่าจะเรียงว่า สะอาด สงบ สว่าง ถึงจะเข้ากันกับไตรสิกขา และความดี ความงาม ความจริง)

กระบวนการศีล สมาธิ ปัญญา เป็นกระบวนการเส้นตรง หมายความว่าไม่สามารถข้ามขั้นตอนได้ (อย่างไรก็ดี อาจารย์บางท่านอาจเห็นไม่ตรงกันว่าอะไรเกิดก่อนอะไร) เริ่มต้นที่ศีล หรือความดี หรือความสะอาด คือการที่มนุษย์รักษากาย วาจา ให้สะอาด ไม่เบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่น ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ให้แนวทางไว้ว่าควรรักษาให้ได้อย่างน้อย 5 ข้อ คือการเว้นจากทำลายชีวิต เว้นจากถือเอาของที่เขามิได้ให้ เว้นจากประพฤติผิดในกาม เว้นจากพูดเท็จ เว้นจากของเมาเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท หน้าที่ของศีล คือการปูพื้นฐานให้มนุษย์มีความตั้งมั่นในจิตใจที่จะก้าวพ้นความทุกข์ หากขาดศีลแล้ว ก็ยากที่จะพัฒนาเป็นขั้นต่อไปได้ อันจะเห็นจากการที่ท่านพุทธทาสในช่วงบั้นปลายชีวิต ได้ให้ความสำคัญกับการสร้างศีลธรรม จนถึงกับพูดว่า หากศีัลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ

กระบวนการถัดมา คือ สมาธิ หรือความงาม หรือความสงบ โดยพจนานุกรมพุทธศาสน์ของป.อ.ปยุตฺโตได้ให้ความหมายไว้ว่า คือ “ความมีใจตั้งมั่น ความตั้งมั่นแห่งจิต การทำใจให้สงบแน่วแน่ ไม่ฟุ้งซ่าน ภาวะที่จิตตั้งเรียบแน่วแน่อยู่ในอารมณ์คือสิ่งอันหนึ่งอันเดียว สมาธิ เราอาจเข้าใจสมาธิผ่านคำจำกัดความของข้อปฏิบัติเพื่อให้เกิดสมาธิ ที่เรียกว่า อธิจิตตสิกขา ซึ่งคือ “ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรมจิตใจเพื่อให้เกิดสมาธิ ความเข้มแข็งมั่นคงพร้อมทั้งคุณธรรมและคุณสมบัติที่เกื้อกูลทั้งหลาย เช่น สติ ขันติ เมตตา กรุณา สดชื่น เบิกบาน เป็นสุข ผ่องใส อันจะทำให้จิตใจมีสภาพที่เหมาะแก่การใช้งาน [โดย]เฉพาะอย่างยิ่ง ให้เป็นฐานแห่งการเจริญปัญญา

การฝึกสมาธิ หรือสมถะภาวนา คือสิ่งที่เราเรียกกันง่ายๆ ว่า การนั่งสมาธิ ซึ่งมีเป้าหมายทำให้จิตใจนิ่ง สงบ ละเมียด และเบิกบาน พร้อมที่จะฝึก วิปัสนา ซึ่งก็คือการฝึกให้ตามรู้การเกิด-ดับตามความเป็นจริง ซึ่งก็คือปัญญานั่นเอง

หากจะกล่าวว่าสมาธิหรือความสงบ เป็นสิ่งเดียวกับความงาม ก็อาจกล่าวได้ในบริบทว่าความงาม (beauty) คือคุณสมบัติหนึ่งของจิตเมื่อจิตรับรู้ถึงความดี ความมีศีลธรรม คุณธรรม ความเอื้ออาทร และคุณค่าด้านบวกต่างๆ แล้วเกิดความสะเทือนใจ (resonate) อันเป็นการเปิดทัศนะ และกล่อมเกลาจิตใจให้พร้อมในการรับรู้ความจริง (truth)

ขั้นตอนสุดท้าย คือปัญญา หรือความจริง หรือความสว่าง คือการที่มนุษย์เข้าใจและเข้าถึงความจริง ว่าทุกอย่างไม่มีตัวตน (เป็นอนัตตา ไม่ใช่อัตตา) เพราะทุกอย่างมีเกิดและมีดับเป็นธรรมดา ไม่สามารถห้ามหรือหยุดยั้งได้ เมื่อรู้เช่นนั้น ความทุกข์ก็จะหมดลง เพราะความทุกข์ อันที่จริง ก็เป็นเพียงปรากฏการณ์ที่จิตไปจับอยู่กับการรับรู้ของทวารทั้ง 5 และไปปรุงแต่งให้เกิดอารมณ์ บนฐานของความยึดติดว่าสิ่งต่างๆ มีตัวตนเป็นวัตถุ เมื่อเข้าใจเช่นนี้ มนุษย์ก็จะละจากการยึดติดและปรุงแต่ง ทั้งต่ออารมณ์และร่างกาย (เรียกว่า อวิชชา) และนี่คือการบรรลุธรรม หรือนิพพาน อันเป็นเป้าหมายสูงสุดของมนุษย์ตามแนวทางพระพุทธศาสนานั่นเอง

กระบวนการนำไปสู่ปัญญา ทำได้หลายแบบ อันแรก คือมรรคมีองค์ 8 หรือข้อปฏิบัติ 8 ข้อที่สร้างเสริมศีล สมาธิ และปัญญา อันที่สอง คือโยนิโสมนสิการ หรือการคิดพิจารณาอย่างแยบคาย “เพื่อเข้าถึงความจริงโดยสืบค้นหาเหตุผลไปตามลำดับจนถึงต้นเหตุ” ซึ่งจะทำให้เกิดปัญญาจากการคิดพิจารณา (จินตามยปัญญา)

เมื่อเข้าใจเช่นนี้ ย้อนกลับมาที่คำถามตั้งต้นว่า จะใช้ ICT สร้างเสริมปัญญาอย่างไร ก็คงต้องยึดตามไตรสิกขา นั่นคือศีล (ความดี, สะอาด) สมาธิ (ความงาม, สงบ) และ ปัญญา (ความจริง, สว่าง) โดยอาจแบ่งเป็น 3 ยุทธศาสตร์ ดังนี้

1. การใช้ ICT เพื่อสร้างเสริมความดี คุณธรรม จริยธรรม ซึ่งอาจหมายถึงการรณรงค์งดเหล้า บุหรี่ อบายมุข การปลูกฝังสำนึกร่วมของสังคมเพื่อให้คนไม่เบียดเบียนกัน และมาตรการอื่นๆ ที่ทำให้คนเป็นคนดี ไม่เบียดเบียน พึ่งตนเองได้

2. การใช้ ICT เพื่อสร้างเสริมความงาม ความละเอียดอ่อน คุณค่าด้านดีงามในสังคม เช่น ศิลปะ วรรณกรรม วัฒนธรรม ทั้งในเชิงสัญลักษณ์ทางวัตถุ และเชิงจิตใจ

3. การใช้ ICT เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้พุทธศาสนาที่ถูกต้อง นำไปสู่การเข้าถึงความจริง หรืออาจเรียกว่าการ re-discover พุทธศาสนา ซึ่งเคยเป็นรากฐานและสายใยของสังคมไทย แต่สูญหายไปในกระแสทุนนิยม วัตถุนิยม และบริโภคนิยม

ส่วนเรื่องข้อมูล ความรู้ ความฉลาด ระบบคิด ที่เป็นปัญญาด้านโลก ก็สามารถสร้างเสริมได้ไปพร้อมๆ กันโดยอาจเป็นยุทธศาสตร์ที่ 4 แต่ต้องตีความให้แยกออกจากปัญญาทางธรรม

เครื่องมือสำหรับที่ปรึกษา เพื่อการออกแบบโครงการ

ในงานที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการภาคีหรือลูกค้า เพื่อพัฒนาโครงการร่วมกัน ที่ปรึกษาที่เป็นผู้ติดต่อกับลูกค้ามักจะต้องเป็นผู้นำในกระบวนการทำงานร่วมกับลูกค้า โดยกระบวนการอาจแบ่งได้เป็น 3 ส่วน ได้แก่ คิด พัฒนา และสื่อสาร (นอกเหนือจากการติดตามโครงการ ซึ่งเป็นกระบวนการส่วนหลังที่ยังไม่ขอพูดในที่นี้)

กระบวนการทั้ง 3 ล้วนเกี่ยวข้องกับคนอื่น ไมว่าจะเป็นลูกค้า หรือทีมงานของที่ปรึกษาเอง ดังนั้น เครื่องมือที่จะช่วยกระบวนการเหล่านั้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสื่อสาร ย่อมมีความสำคัญ ในที่นี้จึงจะขอแนะนำเครื่องมือ 3 ชิ้น ที่จะช่วยที่ปรึกษาในกระบวนการเหล่านี้ได้

1. FreeMind: วางเค้าโครงของงาน

งานออกแบบโครงการส่วนมากมักเริ่มต้นด้วยการวางเค้าโครงของส่วนประกอบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับงาน เครื่องมือที่เกี่ยวข้องคือ “แผนผังความคิด” หรือ Mind Map ซึ่งก็คือแผนภูมิต้นไม้ แจกแจงองค์ประกอบต่างๆ และความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบ แผนภูมิต้นไม้นี้จะช่วยให้ทั้งทีมงาน รวมทั้งลูกค้า เห็นภาพรวมทั้งหมดของงานที่กำลังจะทำ ว่าประกอบด้วยองค์ประกอบ ปัจจัยอะไรบ้างอย่างเป็นลำดับชั้น

โดยซอฟท์แวร์คอมพิวเตอร์ที่ผมใช้ในการสร้างแผนผังความคิด คือ FreeMind ซึ่งเป็นโปรแกรม Open-source

FreeMind

ผมมักใช้ FreeMind ขึ้นหน้าจอ Projector เวลาทีมงานต้องการระดมสมองเพื่อแจกแจงงานว่าใครต้องทำอะไรบ้าง หรือเพื่อวางโครงสร้างของงานเพื่อความสะดวกในการบริหารจัดการ

2. yEd Graph Editor: วางโครงสร้างของระบบ

เมื่อได้ภาพรวมของงาน ก็ถึงเวลาที่จะวางโครงสร้างของระบบ ว่าองค์ประกอบต่างๆ นั้นมีความสัมพันธ์อย่างเป็นลำดับชั้นกับองค์ประกอบใดบ้าง ซึ่งในที่นี้ผมมักจะใช้ yEd Graph Editor ซึ่งเป็น Open-source เช่นกัน

yEd Graph Editor

3. VUE: แสดงการไหลของระบบ

การวางโครงสร้างของงานต้องตามด้วยการวิเคราะห์การไหล (Flow) ของระบบ ตั้งแต่ต้นจนจบ ว่ากระบวนการที่เกิดขึ้นนั้นมีอะไรบ้าง ผ่านอะไรบ้าง ซึ่งจะทำให้เห็นกระบวนการทำงานที่แท้จริง ไม่ใช่แค่เค้าโครงหรือโครงสร้าง

โปรแกรม VUE หรือ Visual Understanding Environment สามารถสร้างแผนผัง Flow ได้โดยง่าย โดยสามารถแสดง Reinforcement Loop หรือเส้นทางย้อนกลับไปเสริม/ลดแรงของ Node ก่อนหน้าได้โดยง่าย

VUE

เครื่องมือทั้ง 3 นี้จะช่วยกระบวนการออกแบบโครงการได้อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การวางเค้าโครงความคิดโดยใช้ FreeMind ตามด้วยการวางโครงสร้างของโครงการด้วย yEd Graph Editor และพัฒนามิติด้านการไหลของระบบด้วย VUE โดยที่ปรึกษาที่ใช้เครื่องมือเหล่านี้หรือเครื่องมืออื่นๆ จะสามารถคิดและวางแผนโครงการได้อย่างชัดเจน เป็นระบบ รวมทั้งสามารถสื่อสารโครงสร้างและกระบวนเหล่านี้ไปยังลูกค้าเพื่อทำให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันและทำงานร่วมกันได้อย่างสะดวกรวดเร็ว

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.