Entangle

หมวดหมู่: เศรษฐกิจ

แรงจูงใจของการบริจาคเนื้อหาเพื่อการศึกษา: กรณีการใช้ครีเอทีฟคอมมอนส์ของ ThaiGoodView.com

1.

เมื่อไม่นานมานี้ เว็บ ThaiGoodView.com ซึ่งเป็นเว็บเผยแพร่สื่อการเรียนการสอนระดับประถม-มัธยมได้ตกลงเผยแพร่เนื้อหากว่า 1 ล้านหน้าภายใต้สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ครับ

ผมเองรู้จักกับครูพูนศักดิ์ สักกทัตติยกุล ผู้ก่อตั้งและดำเนินการเว็บ ThaiGoodView เมื่อตอนทำงานกับแผนงาน ICT ประมาณ 2 ปีที่แล้ว โดยตอนนั้นแผนงาน ICT เข้าไปช่วยสนับสนุน ThaiGoodView ในการพัฒนาระบบและหน้าเว็บใหม่ให้มีประสิทธิภาพ ใช้งานง่าย และรองรับจำนวนผู้ใช้งานที่มีมากถึงวันละ 200,000 กว่าครั้ง

ครูพูนศักดิ์เป็นหนึ่งในครู “รุ่นเก่า” จำนวนมากที่อยากทำทุกวิถีทางให้เด็กไทยเข้าถึงสื่อการศึกษาอย่างไม่มีอุปสรรค แต่สิ่งที่ทำให้ครูพูนศักดิ์ประสบความสำเร็จในภารกิจศักดิ์สิทธิ์นี้ คือการมีใจ “รุ่นใหม่” ที่คิดใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมเป็นช่องทางการเผยแพร่เนื้อหา และการรู้จักนำ “แรงจูงใจ” ของครูมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม

2.

Adam Smith บิดาของเศรษฐศาสตร์ทุนนิยม กล่าวว่าสังคมจะได้รับประโยชน์มากที่สุดเมื่อคนและแต่คนในสังคมทำตามสิ่งที่ตนคิดว่าดีที่สุดต่อตนเอง ภายใต้เงื่อนไขที่เท่าเทียม เป็นธรรม และมีคุณธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ตลาดมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ThaiGoodView ก็เหมือนตลาดวิชาที่แรงจูงใจของ “ผู้ขาย” หรือครูผู้ผลิตเนื้อหาวิชาและนำมาเผยแพร่ คือการได้รับความพึงพอใจจากการได้เห็นวิชาของตนเผยแพร่เพื่อลูกศิษย์ทั้งที่เห็นหน้าและไม่เห็นหน้า และการได้รับประโยชน์ส่วนตัว นั่นคือการได้สร้าง เผยแพร่ และรวบรวมผลงานเพื่อโอกาสในการเลื่อนขั้นและความก้าวหน้าทั้งทางอาชีพและสังคม ฝ่ายผู้บริโภคก็คือนักเรียน ได้รับประโยชน์อย่างมหาศาลโดยแทบไม่มีต้นทุนใดๆ

ThaiGoodView และพื้นที่ออนไลน์อื่นอีกนับไม่ถ้วน คือยูโทเปียของทุนนิยมที่ควรจะเป็น

แต่การดำเนินงานของ ThaiGoodView ก็ใช่ว่าจะไร้อุปสรรค แรงจูงใจของครูที่ต้องการสะสมผลงานเลื่อนตำแหน่ง ทำให้มีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่ครูจะต้องสามารถเคลมความเป็นเจ้าของบทเรียนที่เผยแพร่ได้ และเครื่องมือเดียวที่ครูและสังคมไทยรู้จักและยอมรับกัน ก็คือการสงวนลิขสิทธิ์ทุกประการ (Full Copyright)

อย่างไรก็ตาม เมื่อเนื้อหาใน ThaiGoodView (และเว็บอื่นๆ) ถูกสงวนสิทธิ์ตามมาตรฐาน แปลว่าในทางเทคนิค ผู้ชมผลงานไม่สามารถนำผลงานนั้นไปทำซ้ำ ส่งต่อ นำเสนอ หรือดัดแปลงต่อยอดได้โดยไม่ได้รับอนุญาต เว้นแต่จะทำเพื่อการศึกษาที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นไปเพื่อแสวงหาผลกำไร ตามที่พรบ.ลิขสิทธิ์ ปี 2537 กำหนดไว้ สภาวะการณ์เช่นนี้ทำให้เกิดความอีหลักอีเหลื่อของผู้ใช้ ทั้งนักเรียน ครู นักพัฒนาบทเรียน ในการนำเนื้อหาที่เผยแพร่และสามารถเข้าถึงอย่างเสรีใน ThaiGoodView ไปใช้อย่างเสรี ครูที่พัฒนาหลักสูตรต่างต้องคิดบทเรียนขึ้นมาใหม่แทนที่จะนำเนื้อหาในบทเรียนเก่ามาต่อยอดทำให้ลึกและกว้างขึ้น หรือการนำตัวอย่างโจทย์มาประยุกต์ใช้ อันที่จริง ครูบางส่วนก็ทำเช่นนั้นอยู่แล้ว แต่ต่างไม่มีความเชื่อมั่นว่าจะไปละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้สร้างงานหรือไม่ จะโดนจับได้หรือไม่ และอื่นๆ และอื่นๆ…

ความอีหลักอีเหลื่อของการใช้ระบบสงวนลิขสิทธิ์แบบมาตรฐานกับการเผยแพร่เนื้อหาออนไลน์นี่เอง ทำให้ครูบางส่วนลังเลที่จะเผยแพร่บทเรียนบนอินเทอร์เน็ต และครู / นักพัฒนาหลักสูตรอีกบางส่วน ลังเลที่จะนำเนื้อหาที่เผยแพร่มาดัดแปลงต่อยอด ทำให้สังคมและการศึกษาไทยเสียโอกาสมหาศาลที่จะได้สื่อการเรียนรู้ที่หลากหลาย มีคุณภาพ และราคาถูก

3.

หลังจากผมได้รับเลือกให้เป็นผู้ประสานงานครีเอทีฟคอมมอนส์ประเทศไทยไม่นาน ก็มีโอกาสได้คุยกับครูพูนศักดิ์ถึงประเด็นปัญหานี้ ผมจึงถือโอกาสเสนอว่าทางออกต่อปัญหา คือการใช้สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์กับงานทุกชิ้นที่เผยแพร่ใน ThaiGoodView

และเหมือนที่ Archimedes ค้นพบว่ามวลของร่างกายจะไปแทนมวลของน้ำในอ่าง ทั้งอาจารย์พูนศักดิ์และผมเกือบจะอุทานว่า Eureka เพราะเห็นว่าครีเอทีฟคอมมอนส์ น่าจะช่วยแก้ปัญหาที่หนักอกมาตลอดได้จริง

สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ (Creative Commons License) เป็นเอกสารกำหนดสิทธิ์ที่เจ้าของงานนำไปใช้กับงานของตนเองได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ เมื่อใช้ครีเอทีฟคอมมอนส์ เจ้าของงานจะสามารถมอบสิทธิ์บางอย่างให้กับสาธารณะได้ เช่น สิทธิ์ในการทำซ้ำ ส่งต่อ จัดแสดง ดัดแปลง โดยไม่ต้องขออนุญาต แต่ในขณะเดียวกันก็เลือกสงวนสิทธิ์บางประการ (Some Rights Reserved) เช่น สิทธิ์ในการได้รับการอ้างอิงว่าเป็นเจ้าของงานต้นฉบับ (Attribution – by) การห้ามดัดแปลงผลงาน (No Derivative – nd) การห้ามนำไปใช้เพื่อการค้า (Noncommercial – nc) และการกำหนดให้ต้องเผยแพร่ผลงานที่ถูกต่อยอดหรือดัดแปลง ภายใต้สัญญาอนุญาตฉบับเดียวกันกับงานต้นฉบับเท่านั้น (Share Alike – sa) เพื่อทำให้มั่นใจว่าผลงานจะถูกเผยแพร่ต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่ถูกใครสงวนสิทธิ์ทุกประการต่อผลงานที่ดัดแปลงแล้ว (ซึ่งกฎหมายลิขสิทธิ์อนุญาตให้ทำเช่นนั้น)

ยกตัวอย่างเช่น สัญญาอนุญาตที่ ThaiGoodView ใช้ (และที่เราแนะนำให้หน่วยงานต่างๆ ใช้เป็นมาตรฐาน) คือ CC by-nc-sa ซึ่งก็คือ 1) ต้องระบุที่มาของาน 2) ห้ามนำไปใช้เพื่อการค้า และ 3) ต้องเผยแพร่ผลงานต่อยอดดัดแปลงโดยใช้สัญญาเดียวกันกับสัญญาต้นฉบับเท่านั้น ส่วนหน่วยงานอื่นหรือเจ้าของผลงานก็สามารถเลือกสัญญาอนุญาตที่เหมาะสมกับความต้องการของตนเอง เช่นถ้าไม่ต้องการให้ดัดแปลงผลงาน และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้า ก็เลือก CC by-nc-nd เป็นต้น

เมื่อ ThaiGoodView ใช้สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์แล้ว ครูที่เป็นผู้เผยแพร่เนื้อหาก็จะมั่นใจได้ว่าตัวเองจะได้เครดิตและยังคงเป็นเจ้าของผลงานของตนอยู่ แต่ก็รู้ว่าผลงานนั้นจะถูกเผยแพร่และสร้างประโยชน์ให้กับเด็กจำนวนมากทั้งตอนนี้และในอนาคต ส่วนผู้ใช้ผลงาน โดยเฉพาะครู นักพัฒนาหลักสูตร ก็จะมั่นใจได้ว่าสามารถนำผลงานสื่อการเรียนการสอนที่เผยแพร่นั้นมาใช้ต่อได้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ในห้องเรียน การทำข้อสอบ การทำหลักสูตร

อันที่จริง การรับครีเอทีฟคอมมอนส์ไปใช้อย่างรวดเร็วของ ThaiGoodView ทำให้ผมรู้สึกว่า อันที่จริง สังคมไทยน่าจะเป็นแดนสวรรค์ของครีเอทีฟคอมมอนส์ และมีโอกาสที่ข้อมูล ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และถูกเผยแพร่แลกเปลี่ยนกันได้อย่างเข้มข้นจนทำให้เกิดภูมิปัญญาอย่างยั่งยืน เพราะพื้นฐานของสังคมไทยเต็มไปด้วยการให้ ทั้งการให้อย่างบริสุทธิ์ใจ หรือการทำบุญ ทำความดี (โดยการเผยแพร่เนื้อหาให้คนอื่นได้ประโยชน์) และการให้เพื่อหวังผล เช่นหวังผลบุญ หวังให้ได้รับการยอมรับ หวังให้สามารถเคลมเนื้อหาเพื่อเลื่อนขั้น ซึ่งผลในท้ายที่สุดก็ต่างตกไปอยู่กับสังคมโดยรวม บนเงื่อนไขว่าสังคมจะต้องมีเครื่องมือที่ทำให้การเคลื่อนไหวของแรงจูงใจเหล่านั้นเป็นธรรม และครีเอทีฟคอมมอนส์เป็นหนึ่งในเครื่องมือนั้น

ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างภูมิอากาศกับความเจริญของภูมิภาค

สองวันนี้อากาศหนาวผิดปกติ ในกรุงเทพตอนเช้าอุณหภูมิเพียง 15-17 C ทั้งๆ ที่ ค่าเฉลี่ย 30 ปีของอุณภูมิต่ำสุดเดือนมกราคมในกรุงเทพ (บางนา) อยู่ที่ 21 C (ข้อมูลจากเว็บกรมอุตุนิยมวิทยา)

สำหรับคนไทยที่ไม่ค่อยเจออากาศหนาวๆ อย่างนี้ ลองสังเกตไหมครับว่าตอนหนาวจะรู้สึกกระฉับกระเฉง อยากทำโน่นทำนี่เป็นพิเศษ ขัดกับคำพูดแบบ anecdote ทั่วไปว่าหนาวๆ แล้วอยากนอน ไม่อยากทำอะไร ตรงกันข้าม เราจะกระตือรือร้นมากกว่าตอนอากาศร้อน

จำได้ว่าตอนเริ่มเรียนเศรษฐศาสตร์ ผมเคยอ่านหนังสือชื่อ The Wealth and Poverty of Nations เขียนโดย David Landes ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ที่ Harvard เขาพยายามอธิบายว่าทำไมกลุ่มประเทศที่พัฒนามากกว่าประเทศอื่น (อย่างชี้วัดได้ทางเศรษฐกิจและตัวเลขอย่างอื่น) เช่นกลุ่มยุโรป อเมริกาเหนือ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย รวมทั้งอู่ข้าวอู่น้ำทางวัฒนธรรมเช่น Mesopotemia, กรีกโบราณ ถึงมีการเติบโตและพัฒนาเช่นนั้น

หนึ่งในคำอธิบาย คือสภาพอากาศครับ Landes ตั้งข้อสังเกตว่า ประเทศที่พัฒนามากๆ ส่วนมากล้วนอยู่ในเขตอากาศ “เย็นกำลังดี” หรือ temperate zone ไม่ใช่เขตร้อนชื้น (tropical) หรือเขตหนาวจัด (arctic) เหตุผลก็คือกฎฟิสิกส์ว่าด้วยการอนุรักษ์พลังงาน (Law of Conservation of Energy) ที่กล่าวว่าในระบบใดๆ พลังงานรวมของระบบจะรักษาระดับเท่าเดิม ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์หรือแรงกระตุ้นใดๆ ขึ้น สิ่งที่เปลี่ยนแปลงจะเป็นเพียงการเปลี่ยนรูปของพลังงานเพื่อรักษาสมดุลของระดับพลังงานเอาไว้ ยกตัวอย่างเช่นการเคลื่อนที่แปรเปลี่ยนเป็นความร้อน

เมื่ออากาศเย็นลง ระดับอุณหภูมิในร่างกายกับสภาพแวดล้อมภายนอกจะแตกต่างกันมากขึ้น ทำให้ร่างกายต้องพยายามรักษาสมดุลของระดับพลังงานใน “สภาพแวดล้อม” ซึ่งก็คือคนและอากาศที่ล้อมตัวตน โดยการกระตุ้นให้ร่างกายออกแรง ทำสิ่งต่างๆ มากขึ้น สิ่งที่ตามมาก็คือคนไม่อยู่เฉย จะหาเรื่องคิด เรื่องทำตลอดเวลา ต่างกับเขตร้อนที่คนไม่อยากทำอะไร (สังเกตว่าเวลาร้อนๆ ชอบนอนมากกว่าตอนหนาวเสียอีก) ผมไม่ได้มีความรู้ด้านฟิสิกส์มากนัก จึงไม่สามารถอธิบายกระบวนการได้ชัดเจนมากกว่านี้ แต่เข้าใจว่าหลักการคร่าวๆ เป็นดังที่กล่าวไป

ทีนี้ สิ่งที่ตามมาก็คือ (อันนี้ผมคิดเอง ไม่แน่ใจว่า Landes กล่าวไว้อย่างไรเพราะอ่านมานานมากแล้ว) ตลอดประวัติศาสตร์ในระยะยาว คนที่ถูกกระตุ้นด้วยสภาพอากาศก็จะมีนิสัยและวัฒนธรรมที่ “ขยัน” สืบทอดกันเป็นรุ่นๆ ไปโดยปริยาย จนกลายเป็นบรรทัดฐานของสังคม คนไม่ขยันจะอยู่ไม่ได้เพราะไม่ได้รับการยอมรับในสังคม จากเหตุแห่งธรรมชาติจึงกลายมาเป็นเหตุแห่งสังคมและวัฒนธรรมตามธรรมดาของสัตว์สังคมอย่างมนุษย์

อีกเหตุผลหนึ่งของความก้าวหน้าของสังคมที่อากาศหนาว ก็คือการที่คนต้องหาวิธีเอาชนะธรรมชาติ โดยเฉพาะเรื่องอาหารที่ไม่อุดมสมบูรณ์เหมือนประเทศเขตร้อน ถ้าอยู่กันสบายๆ ไม่ทำอะไรก็ไม่สามารถมีชีวิตรอดได้ เลยเป็นแรงกดดันให้ต้องสร้าง “นวัตกรรม” ต่างๆ ขึ้นมาแก้ปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการเกษตรที่มีประสิทธิภาพ เทคโนโลยีการคมนาคมและสื่อสารที่เอาชนะหิมะและน้ำแข็ง (โทรศัพท์มือถือถูกพัฒนาขึ้นใน Finland เพื่อใช้สื่อสารกันข้ามทุ่งหิมะ) ข้อจำกัดของทรัพยากรในโลกตะวันตกทำให้ประเทศเหล่านั้นต้องขยายอาณานิคมแบบลัทธิ Mercantilism ที่มุ่งเน้นการหาทรัพยากรจากแดนไกลมาป้อนให้กับประเทศ เป็นอีกปัจจัยที่ส่งเสริมให้ประเทศเหล่านั้นมี “อำนาจ” อันเป็น “ทุนทางสังคม” ในเวลาต่อมาของประวัติศาสตร์โดยปริยาย

ถ้าจะว่าด้วยความสัตย์จริง ผมไม่เคยภูมิใจหรือดีใจที่ประเทศไทยอุดมสมบูรณ์ ผู้คน “มีความสุข” หรือไม่เคยตกเป็นอาณานิคมของใคร ไม่เคยผ่านสงครามขนานใหญ่ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นแรงกดดันที่ทำให้เราต้องคิดไปข้างหน้าเพื่อแก้ปัญหา ญี่ปุ่นจะไม่มีวันเจริญเติบโตและส่งออกวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ได้ถึงเพียงนี้ถ้าไม่ได้เป็นผู้แพ้สงครามโลกครั้งที่สอง บทเรียนของเรื่องนี้ก็ไม่ต่างจากเรื่องของอากาศ คือปัญหาเป็นตัวกระตุ้นและโอกาสชั้นดีในการพัฒนา เราต้องเอาตัวของเราวิ่งเข้าสู่ปัญหาและหาทางแก้ ไม่ใช่หลีกเลี่ยงไม่ยอมรับว่าปัญหานั้นดำรงอยู่จริง

เศรษฐกิจพอเพียงในทัศนะของข้าพเจ้า

เห็น mk พูดถึงเศรษฐกิจพอเพียง เลยมีแรงบันดาลใจอยากพูดบ้าง

ก่อนที่เราจะวิพากษ์วิจารณ์เศรษฐกิจพอเพียง เราควร “นิยาม” มันเสียก่อน ซึ่งบังเอิญเศรษฐกิจพอเพียงเป็นทั้งแนวคิดและหลักปฏิบัติที่ถูก abuse มาเยอะ และไม่มีวรรณกรรมอ้างอิงที่ชัดเจน (หรือมีแต่ไม่มีใครอ่าน) ผมเลยจะขอให้คำนิยมเป็นอรรถาธิบายตามความเข้าใจของผมเอง โดยเริ่มแรกจะแบ่งเศรษฐกิจพอเพียงออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่ เศรษฐกิจพอเพียงระดับปรัชญา และเศรษฐกิจพอเพียงระดับปฏิบัติ

เศรษฐกิจพอเพียงระดับปรัชญา

ผมคิดว่ารากฐานแนวคิดของเศรษฐกิจพอเพียงคือ “ความพอเพียง” ซึ่งเชื่อมโยงกับแนวคิดของพุทธศาสนาเรื่อง “ทางสายกลาง” ผมไม่คิดว่าความพอเพียงคือการลดการบริโภคลงให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะนั่นคือความ “ตระหนี่” (frugality) แต่เป็นการบริโภคอย่างพอดีกับความสามารถในการหาทรัพยากรและความจำเป็นของตนเอง โดยการบริโภคนั้นต้องไม่ทำให้ตนเองหรือผู้อื่นเดือดร้อน

แนวคิดนี้ยังสอดคล้องบางส่วนกับเสรีนิยม ที่บอกว่าคุณจะทำอะไรก็ได้ตราบใดที่ไม่ละเมิดสิทธิ์ของผู้อื่น แต่ขยายความไปถึงการไม่ละเมิด “สิทธิ์ของตนเอง” ที่จะอยู่อย่างไม่เดือดร้อนจากการกระทำของตนเอง เช่น การไม่เป็นหนี้

ตัวอย่างเช่น ถ้าผมเป็นหนี้บัตรเครดิต และต้องลำบากลำบนในการหาเงินมาชดเชยหนี้ ทำให้ผมเองเดือดร้อน และคนรอบข้างไม่สบายใจ นั่นคือความไม่พอเพียง

แต่ถ้าคนชนบทอยากมีโทรศัพท์มือถือเอาไว้ติดต่อลูกที่เรียนหนังสืออยู่ในกรุงเทพ และหาเงินซื้อได้โดยไม่เดือดร้อนใคร และใช้ประโยชน์จากโทรศัพท์นั้นได้จริง นั่นคือพอเพียง

แต่ถ้าคนคนเดียวกันต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาซื้อโทรศัพท์ เพื่อเอามาติดต่อกับลูก เราก็ต้องเทียบกันว่า ประโยชน์จากการได้โทรศัพท์ (ติดต่อลูกได้) คุ้มกับต้นทุก (เงินต้น + ดอกเบี้ย + ความยากลำบากของตนและผู้อื่น) หรือไม่ ถ้าคุ้มก็ถือว่าพอเพียง เช่น การมีมือถือทำให้ทุกคนในบ้านสบายใจตลอดเวลา 4 ปีที่ลูกไปเรียนในเมือง เมื่อประเมินแล้วมีค่ามากกว่าค่าเครื่อง ค่าดอกเบี้ย และความยุ่งยากตอนหาเงินมาคืนเงินต้นและเงินกู้

เศรษฐกิจพอเพียงในทางปฏิบัติ

สิ่งที่เราเห็นในปัจจุบัน คือภาพของเศรษฐกิจพอเพียงเมื่อปฏิบัติแล้ว ก็คือการที่คนชนบทปลูกพืชผักผสมผสาน อยู่ได้โดยไม่ต้องซื้อของจากข้างนอกหมู่บ้าน แลกเปลี่ยนกันเอง ผลิตพลังงานหมุนเวียนใช้เอง นั่นเป็นเพียงแค่เสี้ยวเดียวของเศรษฐกิจพอเพียง

สิ่งที่ผมอยากจะเสนอเมื่อคิดพิจารณาถึงเรื่องนี้ก็คือประเด็นความขัดแย้งระหว่างทุนนิยม-โลกาภิวัฒน์ กับความพอเพียง-การเลี้ยงตนเอง-ความเป็นท้องถิ่น

ผมคิดว่าถ้าเราเชื่อเรื่องทางสายกลาง เราควรจะรับทั้งสองขั้วแนวคิดมาปฏิบัติอย่างเหมาะสม เราไม่สามารถปฏิเสธทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ได้ และมันก็ไม่ใช่ตัวร้ายเหมือนที่ใครๆ พากันระบายสีให้ ทุนนิยมทำให้จำนวนประชาชนโลกที่ตายเพราะอดข้าวมีน้อยลงหลายเท่าตัว มันทำให้ผู้หญิงได้รับการศึกษา อัตราการรู้หนังสือทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 50% เป็น 80% ใน 50 ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามทุนนิยมล้วนๆ ทำให้เกิดการพึ่งพาสินค้าและบริการจากที่ใดที่หนึ่งมากเกินไป โดยเฉพาะจากบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ ในหลายๆ กรณี สินค้าประเภทพืชผักทางการเกษตรสามารถปลูกและบริโภคในท้องถิ่นได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าหรือเคลื่อนย้ายสินค้าระยะไกล อาหารบางชนิดมีในเฉพาะบางพื้นที่ และไม่ใช่ผู้ผลิตรายใหญ่ (ที่ขายของราคาถูก) จะผลิตอย่างปลอดภัยได้มาตรฐานปราศจากสารพิษ

ความล้มเหลวของตลาด (market failure) เป็นคุณสมบัติที่ติดตัวทุนนิยมมาช้านานและยังไม่มีหนทางแก้ไขได้อย่างหมดจด แทนที่ทุนนิยมจะทำให้เกิดการแข่งขันและทางเลือก ในหลายๆ กรณีมันทำให้เกิดการผูกขาด แทนที่ทุนนิยมจะทำให้สินค้าราคาถูก ในหลายๆ กรณีมันแพงกว่าการผลิตในท้องถิ่นเพราะท้องถิ่นในความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบในการผลิต (comparative advantage) ในหลายๆ กรณีแทนที่ทุนนิยมจะทำให้เกิดการลงทุน แต่คนชั้นล่างไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้

ดังนั้น เศรษฐกิจพอเพียงในทางปฏิบัติจึงน่าจะมีคุณลักษณะดังนี้

  • ใช้ได้กับทุกที่ ทั้งในเมือง และชนบท
  • พึ่งพาตัวเองเฉพาะสินค้าที่จำเป็นกับการดำรงชีวิต และสิ่งที่ท้องถิ่นมีความถนัดและได้เปรียบในการผลิต เช่น น้ำดื่ม ผักสวนครัว ผลไม้ เนื้อสัตว์ พลังงานบางส่วน
  • สมาชิกของชุมชนเข้าถึงข้อมูล ความก้าวหน้า และทรัพยากรเพื่อประสานตนเองเข้าสู่สังคมโลก เช่น การศึกษา ข่าวสาร เทคโนโลยี ความเข้าใจเกี่ยวกับพื้นที่และชุมชนอื่น ความเข้าใจการเมืองเศรษฐกิจโลก เข้าใจว่ายังมีคนอื่นที่ไม่เหมือนพวกเขา

ทั้งหมดนี้คงไม่พ้นบทสรุปว่าเศรษฐกิจพอเพียงคือเสรีนิยมที่รับผิดชอบนั่นเอง กล่าวคือการมีชีวิตอยู่อย่างเข้าใจตนเอง (รู้ว่าเราถนัดอะไร ทำอะไรได้ดี) และเข้าใจผู้อื่น (รู้ว่าคนข้างนอกคิดยังไง ทำอะไร และต่างจากเรา)

ทำไมรัฐบาลต้องการให้คุณใช้เงินเยอะๆ (และทำไมคุณไม่ควรเชื่อรัฐบาล)

ที่จริงผมเรียนจบเศรษฐศาสตร์ แต่ไม่เคยทำงานเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจเลย อย่างไรก็ตามก็พอมีความรู้อยู่บ้าง เลยอยากเขียนเรื่องนี้ขึ้นมา

ในยามที่เศรษฐกิจเติบโตน้อย ชะงักงัน หรือถดถอย รัฐบาลในระบบทุนนิยมจะสนับสนุนให้คนใช้จ่ายเยอะๆ (= เก็บเงินน้อยๆ) โดยวิธีการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการลดดอกเบี้ย (เพื่อส่งเสริมให้กู้ และไม่ส่งเสริมให้เก็บเงินในธนาคาร) การใช้งบการคลังกระจายไปยังภาคต่าง (เช่นให้เงินอุดหนุน เร่งจ้างงานเพื่อสร้างโครงการขนาดใหญ่) จนไปถึงการโฆษณาชวนเชื่อ และการ “ทำ” โดย “ไม่ทำ” เช่น ไม่กระตือรือร้นในการรณรงค์ไม่ให้คนเป็นหนี้

การกระทำเช่นนี้มีเหตุผลในทางเศรษฐศาสตร์ ผมเลยอยากลองอธิบายง่ายๆ ให้คนที่ไม่ได้เรียนเศรษฐศาสตร์เข้าใจ (แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าผมเห็นด้วยกับทฤษฎีดังกล่าว!)

โดยปกติ เวลาคนเราได้เงินมา เราจะนำเงินนั้นไปทำ 2 อย่าง คือ “ใช้” หรือไม่ก็ “เก็บ”

  • สมมติว่าผมได้เงินมา 100 บาท ผมเก็บเงินไว้ 10 บาท อีก 90 บาทไปซื้อข้าวหน้าเป็ดกิน
  • คนขายข้าวหน้าเป็ด ได้เงินจากผมไป 90 บาท เก็บไว้เอง 9 บาท อีก 81 บาทเอาไปซื้อเป็ดจากคนขายเป็ด
  • คนขายเป็ด ได้เงินจากคนขายเข้าหน้าเป็ดมา 81 บาท เก็บไว้ 8 บาท เหลือ 72 บาท เอาไปซื้อเหล้า
  • คนขายเหล้า ได้เงิน 72 บาทจากคนขายเป็ด เก็บไว้ 7 บาท อีก 65 บาทนำไปใช้ต่อ…

ถ้าเรายุติวงจรการใช้เงินที่จุดนี้ จะพบว่า เงินตั้งต้น 100 บาทของผม ทำให้เกิด “มูลค่า” ที่เกิดจากการที่เงินเปลี่ยนมือในระบบเศรษฐกิจ ถึง 90 + 81 + 72 + 65= 308 บาท

การที่เงินเปลี่ยนมือ ทำให้มูลค่า 100 บาท กลายเป็น 300 บาทกระบวนการนี้เรียกว่า multiplier effect โดยเงิน 300 บาทที่เกิดขึ้นก็คือ “รายได้ประชาชาติ” หรือ national income นั่นเอง ซึ่งมีความสัมพันธ์โดยตรงกับ “ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ” หรือ GDP – gross domestic product เพราะคนมีรายได้ ก็ต้องใช้ เมื่อคนต้องการใช้ ก็ต้องผลิต นั่นคือต้องเกิด “ผลิตภัณฑ์” ที่เมื่อผลิตแล้วมี “มูลค่า”

ทีนี้ เวลาเศรษฐกิจฝืดเคือง (แปลว่าคนไม่ซื้อของ เพราะของแพง หรือไม่มีเงิน ไม่มีรายได้) รัฐต้องกระตุ้นให้คนซื้อของมากขึ้น เช่น แทนที่ผมมีเงิน 100 บาท จะเก็บ 10 บาท ก็เปลี่ยนมาเก็บแค่ 5 บาท จะได้จ่ายมากขึ้น 5 บาท เป็น 95 บาท แทนที่จะเป็น 90 บาท

ถ้าทุกคนเก็บเงินน้อยลง จ่ายมากขึ้น นั่นหมายความว่า จะมีเงินมากขึ้นเป็นทวีคูณในระบบผ่านกระบวนการ multiplier หมายถึงคนใช้จ่ายมากขึ้น ทำให้เกิดการผลิตมากขึ้น เกิดการซื้อวัตถุดิบมากขึ้น เกิด demand หรือความต้องการซื้อมากขึ้น ราคาผลผลิตก็จะดีขึ้น อย่างนี้ไปเรื่อยๆ…

ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเชื่อว่า การใช้มาก ผลิตมาก ทำให้เศรษฐกิจเจริญรุ่งเ้รือง ทำให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดี เป็นโลกที่น่าอภิรมย์

แต่ถ้าการใช้มาก หมายถึงการ “กู้” หรือ “ผ่อน” มาก และถ้าคนกู้กับผ่อน ไม่ได้มีความสามารถ หรือแรงจูงใจ หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่จะพัฒนาตนเองให้มีรายได้ในอนาคตมากพอที่จะคืนเงินกู้เหล่านั้นได้ สังคมจะเป็นอย่างไร

และการผลิตมากขึ้น ที่ทำให้ต้องใช้ทรัพยากรมากขึ้นอย่างไม่ยังยืน และทำลายสิ่งแวดล้อม คุณได้คิด “ต้นทุน” เหล่านี้เข้าไปในสมการหรือยัง หรือมันเป็นเรื่องระยะยาวเกินไปที่จะคิดได้

และนี่คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ณ เวลานี้อย่างชัดแจ้งแบบที่ไม่เคยชัดกว่านี้มาก่อน

ทัศนะ “รักตัวเองดีที่สุด” กับโลกทุนนิยมเสรี

หลังจากที่ได้สอนนักศึกษาปริญญาตรีมา 3 เทอม ผมพบสิ่งที่น่าสังเกตอย่างหนึ่ง ก็คือคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะที่มีความรู้ มีการศึกษา มักมีทัศนะ “รักตัวเองดีที่สุด”

ทัศนะ “รักตัวเองดีที่สุด” มันจะถูกเอ่ยหรือแสดงออกเมื่อคนคนนั้นผ่านเหตุการณ์อะไรสักอย่างในชีวิตที่สะเทือนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความผิดหวังเรื่องความรัก พวกเขามักจะคิดว่า ไม่มีใครรักเราจริง (เว้นเสียต่อพ่อแม่พี่น้อง) ดังนั้น เราควรจะรักตัวเอง ใส่ใจตัวเอง ไม่เอาตัวเราไปเกาะยึด หรือตั้งความหวังกับใคร

ทัศนะรักตัวเอง มักจะมาคู่กับความต้องการที่จะมีชีวิตอิสระ ทั้งแบบที่ทำได้จริง (ที่บ้านปล่อยเสรีอยู่แล้ว) กับแบบที่อยากจะทำ (ที่บ้านเข้มงวด) ซึ่งเป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจได้ เนื่องจากการถูกกดทับโดยระบบสังคม และใจแบบวัยรุ่นที่ไม่ต้องการกรอบมาจำกัดจินตนาการและพัฒนาการของตน

ผมบอกไม่ได้ว่าทัศนะรักตัวเอง หรือความต้องการเสรีภาพสุดโต่ง ดีหรือไม่ และจะส่งผลต่อสังคมโดยรวมในอนาคต เมื่อคนเหล่านี้เติบโตเป็นผู้ใหญ่อย่างไร แต่อยากจะตั้งข้อสังเกตว่า ทั้งความรักตัวเอง และความต้องการเสรีภาพ อันที่จริงมีความสอดคล้องกับแนวคิดทางการเมืองและเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเสรีและอนาธิปไตย ที่เคลื่อนไหวบนพื้นฐานว่ามนุษย์ทุกคนควรทำสิ่งที่คิดว่าดีที่สุดสำหรับตน โดยปราศจากกลไกปกครองหรือควบคุม แล้วโลกจะเคลื่อนเข้าสู่ดุลยภาพและดำเนินไปได้ด้วยดีอย่างมีประสิทธิภาพเอง ซึ่งจุดนี้ ผมพอจะมีจุดยืนที่ชัดระดับหนึ่งว่า ไม่เห็นด้วย

ผมเชื่อว่า โลกทุนนิยมและเสรีนิยมสุดโต่งกำลังนำเราสู่ขาลงของอารยธรรม เริ่มตั้งแต่กระบวนการผลิตที่ตอบสนองความต้องการของคนส่วนมาก (ที่ไม่จำเป็นต้องฉลาด) ในระบบอุตสาหกรรม นำมาสู่สินค้าเช่นอาหารที่ไม่ใช่ “อาหาร” อีกต่อไป วัฒนธรรมและความอ่อนช้อยที่ถูกสืบทอดมา กำลังถูกแทนที่ด้วยประสิทธิภาพและความ “เหมือนๆ กันหมด” ความลึกซึ้งของภูมิปัญญาถูกแทนที่ด้วย “ข้อมูล” จำนวนมหาศาลที่คนหลงคิดว่ามันคือ “ความรู้” หรือ “ปัญญา” สิ่งที่มีค่ากับสังคมและมนุษย์กำลังจะหายไป สิ่งแวดล้อมและธรรมชาติถูกทำลาย สักวัน เราอาจมีชีวิตอยู่ใน Galactic Empire ที่ยิ่งใหญ่ แต่ต้องมุดไปอยู่ใต้ดินและกินยีสต์แทนอาหารจริงเหมือนในนิยายของ Isaac Asimov ก็เป็นได้ นั่นเป็นชีวิตที่น่าอยู่หรือ?

การฉุดกระชากลากถูของทุนนิยม

พักหลังๆ เริ่มรู้ตัวว่าใช้เงินเกินตัว ส่วนมากใช้ไปกับเรื่องที่หมดเปลืองไปโดยไม่ได้อะไรยั่งยืน เช่น กิน ดื่ม เที่ยว ซื้อของ (โดยเฉพาะอุปกรณ์ IT ทั้งหลาย)

ลองคิดๆ ดู จริงๆ สมัยก่อนเราก็อยู่ได้ด้วยเงินเพียงเล็กน้อย ตอนเรียนได้เงินจากที่บ้านนิดเดียว ทำงานหาเงินเองบ้าง ไม่ว่าจะเป็นสอนดนตรี แปลหนังสือ รับแปลเอกสาร หรือทำนิตยสาร ทำไมตอนนี้เราทำอย่างนั้นไม่ได้

ส่วนหนึ่งก็คงเพราะอยู่ในสังคมที่คนอื่นใช้เงินกัน ใครซื้ออะไรก็ซื้อตามกัน (ถึงแม้จะเป็นของดีจริงก็ตาม) และชอบกินชอบเที่ยว ก็เลยเป็น network effect ส่งผมต่อพฤติกรรมคนข้างเคียงต่อๆ กัน อีกส่วนก็คงเพราะมีความรับผิดชอบมากขึ้นต่อผู้อื่น (ที่บางเวลาก็มีมากกว่า 1 คน เหอะๆ) ทำไปทำมาเลยติดเป็นนิสัย ประมาณว่าจมไม่ลง แต่ไม่เป็นไร รู้ตัวตอนนี้ยังแก้ไขทัน

พอคิดเรื่องตัวเองก็เลยคิดต่อว่าคนอื่นๆ เค้ามีชีวิตทางการเงินยังไงกันบ้าง ก็รู้สึกว่าสังคมกำลังดำดิ่งสู่จุดแตกดับ ด้วยการกระตุ้นให้เกิดระบบเงิน สินเชื่อ และการจูงใจที่เป็นทุนนิยมเต็มรูปแบบที่ไร้รากฐาน ลองคิดดูว่า รายได้คนไทยเดือนหนึ่งๆ น้อยกว่าประเทศในยุโรปตะวันตกหรืออเมริกาเหนือ 4-5 เท่า แต่เราซื้อสินค้าเทคโนโลยีและเครื่องใช้ไฟฟ้าในราคาเท่ากันหรือสูงกว่าเขา ทุกร้านค้าสนับสนุนให้ลูกค้า “แบ่งจ่าย” ก็เป็นหนี้กันถ้วนหน้า ระบบสินเชื่อเฟื่องฟู แทบทุกคนจ่ายเกินรายรับในขณะเวลาหนึ่งๆ ข้าราชการและพนักงานบริษัทก็ต้องรักษาสถานะทางสังคมโดยการซื้อ ซื้อ และซื้อ และแก้ไขปัญหาโดยการ “หมุนเงิน” คือการกู้ที่หนึ่งมาโปะอีกที่หนึ่งไปเป็นทอดๆ ส่วนคนจนก็อยากมีอยากได้ เช่นถ้าเขยฝรั่งสร้างบ้านให้ถือว่าเป็นดี หรือขับรถกลับบ้านที่อีสานถือว่าประสบความสำเร็จในชีวิต อย่างนี้เป็นต้น

มีใครเคยตั้งคำถามกับตัวเองบ้างหรือไม่ ว่า ชีวิตที่ดี คืออะไรกันแน่ มันคือชีวิตที่ต้องซื้อ ซื้อ ซื้อ เพื่อ มี มี มี และอวด อวด อวด อย่างไม่มีจุดสิ้นสุด อย่างนั้นหรือ หรือคือชีวิตที่กิน กิน กิน และ เสพ เสพ เสพ แบบรถยนต์ที่ต้องคอยหาน้ำมันมาเติมตลอดเวลา อย่างนั้นหรือ นี่คนเราฉลาดขึ้นหรือโง่ลง กลไกวิวัฒนาการที่สิ่งต่างๆ จะดีขึ้นเรื่อยๆ อาจใช้ไม่ได้แล้วในโลกปัจจุบัน เช่นนั้นหรือ

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.