Entangle

A written expression

Tag: การทำงาน

ทำงานด้วยจิตว่าง

ทำไมคนส่วนมากถึงไม่อยากทำงาน? หลายคนพยายามหลีกเลี่ยงการพูดถึงงาน ข้องเกี่ยวกับงาน หรือแม้แต่คิดถึงงาน ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ? แต่ไปนี้คือคำอธิบายที่ผมลองเรียบเรียงดู:

1. เกลียดงาน เพราะปรุงแต่งว่าไม่ชอบงาน ถ้าถามคนส่วนมากว่ารู้สึกอย่างไรกับงาน คำตอบอาจจะเป็น “น่าเบื่อ” “เครียด” “กดดัน” ทั้งหมดล้วนเป็นความไม่รู้สึกที่ไม่น่าพึงพอใจ เก็บสะสมมากเข้ามากเข้า กลายเป็นการตอบสนองด้านลบทันทีเมื่อพูดถึงเรื่องงาน ทำให้ไม่อยากคิดถึงงาน ไม่อยากยุ่งกับงาน (Maturation of unwholesome seeds)

2. รู้สึกไม่ชอบงาน เพราะการให้ค่ากับเหตุการณ์ที่พบว่าไม่ดี เดือดร้อนใจ เดือดร้อนกาย เรามักตีค่าสิ่งที่พบในมุมมองของตัวตนของเรา ว่ามันเดือดร้อนเราหรือไม่ สะดวกกับเราหรือไม่ ถ้าคำตอบคือ “ไม่” ต่อตัวเรา ก็จะปรุงแต่งกลายเป็นความไม่ชอบ (Valuation of perception on the basis of misunderstand of ‘self’)

3. ให้ค่ากับเหตุการณ์ เพราะขาดความเข้าใจถึงกฏธรรมชาติ ว่าทั้งงานและเราต่างไม่มีตัวตน เปลี่ยนแปลงเสมอ ทำให้เรายึดติดกับความสำเร็จ ความล้มเหลว ว่าเป็นของเรา เป็นตัวตน เป็นกลุ่มก้อน เปลี่ยนแปลงไม่ได้ พัฒนากลายเป็นการให้ค่าต่อเหตุการณ์ต่างๆ ในข้อสอง ที่สะสมกลายเป็นความเกลียด ความกลัวในข้อแรก (Perception of self as a result from ignorance from the ultimate truth of impermanence and non-self)

4. ไม่เข้าใจกฏธรรมชาติว่าทุกสี่งไม่เที่ยงและไม่มีตัวตน เพราะขาดสติ ตามเห็นปรากฏการณ์ต่างๆ ตามความเป็นจริงด้วยใจเป็นกลางอย่างเป็นเหตุเป็นผลต่อเนื่องซึ่งกันและกัน (Ignorance due to the lack of un-biased attention)

5. ขาดสติเพราะการแสดงอาการที่ปรุงแต่งแล้วจนเคยตัวเป็นนิสัย เช่นเกลียดงาน กลัวล้มเหลว อยากสำเร็จ การแสดงอาการเหล่านี้เติมเชื้อให้กับกิเลสที่นอนเนื่องอยู่ ทำให้กิเลสผุดขึ้นมาบดบังสติที่มีอยู่ตามธรรมชาติ (Compromised un-biased attention due to habitual manifestation of unwholesome seeds)

จะเห็นว่าทั้งห้าข้อนั้นเกี่ยวข้องเป็นเหตุผลซึ่งกันและกัน หมุนเวียนกันเป็นวงกลม นั่นคือเกลียดงานเพราะปรุงแต่ง ปรุงแต่งเพราะให้ค่า ให้ค่าเพราะไม่เข้าใจธรรมชาติ ไม่เข้าใจธรรมชาติเพราะขาดสติอันเป็นฐานของปัญญา ขาดสติเพราะแสดงความเกลียดออกมา หมุนวนกลับที่เดิมแต่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ

ถ้าเข้าใจอย่างนี้ หนทางแก้ไขก็ง่ายมาก นั่นคือการแก้ที่ต้นทาง นั่นคือการมีสติ หมุนวงล้อย้อนกลับเพื่อทำลายความหลงผิด การให้ค่า การปรุงแต่ง และความเกลียดกลัว อันที่จริง ปัญหาทุกอย่างที่เกิดกับตัวเรา ล้วนแก้ได้ด้วยตัวเราเองโดยใช้วิธีนี้ทั้งสิ้น (สนใจเพิ่มตาม อ่านเกี่ยวกับ ปฏิจฺจสมุปฺบาท)

นี่คือความหมายและคุณค่าของการทำงานด้วยจิตว่าง นั่นคือการมีสติ จึงเกิดปัญญาเห็นความจริงของธรรมชาติ ว่าไม่เที่ยง ไม่มีตัวตน เห็นว่าการปรุงแต่งเป็นทุกข์ จึงเลิกให้ค่ากับเหตุการณ์หรือปรากฏการณ์ ทำให้ไม่ต้องกลัวหรือเกลียดอะไรอีกต่อไป ไม่กลัวความล้มเหลว เพราะความล้มเหลวไม่ถาวร และไม่ใช่ความล้มเหลวของเรา เพราะไม่มีเรา เมื่อมองเห็นอย่างนั้น เราจะทำงานด้วยจิตที่ว่างจากการปรุงแต่ง มีแต่การเห็นสถานการณ์ เงื่อนไข เหตุ ปัจจัยของงานตามที่มันเป็นด้วยใจเป็นกลาง ทำให้สามารถตัดสินใจตามสถานการณ์ เงื่อนไข เหตุ ปัจจัย ได้อย่างเที่ยงตรง แม่นยำ ไม่เอาความชอบ ไม่ชอบ ทุกข์ ไม่ทุกข์ของตัวเองมามีส่วนประกอบ จึงไม่ต้องเกลียดกลัวงานอีกต่อไป

ทำงานอย่างไร?

วันนี้มีเรื่องให้ต้องคิดต้องสรุป ว่าคนทำงานไม่เป็น หมายถึงอะไร และทำงานเป็น ต้องเป็นอย่างไร เลยอยากลองเขียนออกมาให้เป็นข้อๆ

คนทำงานเป็น:

1. มีสติอยู่กับงานในเวลาที่ทำงาน ข้อนี้สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ถ้าขาดสติแล้ว จะไม่รู้ตัว ไม่สังเกต ไม่ใส่ใจ ยากที่จะทำงานได้แม้งานพื้นฐานง่ายสักเพียงใดก็ตาม

2. รับผิดชอบหน้าที่ แต่ไม่ทำแค่หน้าที่ ความรับผิดชอบต่อหน้าที่เป็นสิ่งพื้นฐานและจำเป็น แต่ถ้ายึดความรับผิดชอบแต่ถ่ายเดียวก็จะขาด Common sense ที่จะแก้ปัญหาที่อยู่นอกเหนือขอบเขตที่คุ้นเคย หรือปรับปรุง เปลี่ยนแปลงงานให้ดีขึ้นได้

3. มองงานตามจริง พูดและทำตามจริง คือการมองเห็นสิ่งที่ต้องทำ มองเห็นว่าอะไรสำคัญไม่สำคัญ และพูดและทำตามนั้น ตามความเป็นจริงและตามที่ตัวเองปฏิบัติ ไม่เว่อร์ ไม่น้อยเกินไป ตรงนี้ทำให้เราเป็นคนซื่อสัตย์ และสื่อสารปัญหา อุปสรรค ข้อเท็จจริงตามที่เป็นจริงๆ เป็นวิธีเดียวที่จะทำงานให้ก้าวหน้า และเป็นวิธีเดียวที่จะสร้างคุณค่าของเราให้ปรากฏอย่างยั่งยืน เพราะมันตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง ไม่ใช่การหลอกลวง

ทั้งสามข้อนี้เป็นพื้นฐานที่สุดที่คนทำงานทุกคน ไม่ว่าจะเป็นระดับไหน งานอะไร ควรทำให้ได้ และทำให้ได้ด้วยใจ ทำอย่างเป็นธรรมชาติ ถ้าทำได้อย่างนี้ ความก้าวหน้าจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนทั้งต่อตัวเองและต่องานที่ทำ

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: