ปัญญาที่หายไป (และทำยังไงให้ไม่หาย)
ผมเคยจินตนาการว่ากำลังยืนอยู่หน้าชั้นหนังสือของปราชญ์ท่านหนึ่ง ในชั้นประกอบด้วยงานเขียนทั้งที่เป็นหนังสือ จดหมาย และบันทึกลายมือ กระดาษเป็นสีเหลืองกรอบ ฝุ่นจับหนา
ฉับพลันนั้น ผมร้องไห้ เพราะทั้งปีติที่ได้เห็นกองความรู้ (ที่กลั่นออกมาแล้ว) ขนาดมหาศาล และสะเทือนใจ ที่หนังสือเหล่านั้นก็ยังคงอยู่ในห้องเล็กๆ นั่น และตายไปพร้อมๆ กับชีวิตของปราชญ์ท่านนั้น
จุดก้าวกระโดดที่ทำให้มนุษยชาติมีความรู้กันถ้วนหน้าโดยฉับพลัน คือการประดิษฐ์แท่นพิมพ์ Gutenburg ที่ทำให้คนทั่วไปเข้าถึงความรู้และข้อมูลได้ง่าย พอมาถึงตอนนี้ อินเทอร์เน็ตเป็นก้าวกระโดดก้าวที่สอง ที่ลดปราการการเข้าถึงความรู้ แต่สิ่งที่เราเห็นบนอินเทอร์เน็ต (โดยเฉพาะในไทย) คือข้อมูลขยะและความรู้ปลอม (Pseudo-science) การเผยแพร่อบายมุขและการแสดงออกอย่างไร้สำนึก อินเทอร์เน็ตในฐานะ “พาหะ” ในการเผยแพร่และกระจายความรู้ กลับถูกใช้ไปอีกทาง
คำถามคือ จะทำอย่างไรให้อินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือในการสร้างความรู้และปัญญาอย่างแท้จริง?
ผมจินตนาการถึงระบบที่บันทึกความรู้ที่เป็นข้อมูล เช่น งานวิจัย สถิติ และความรู้ที่เป็นทัศนะอันทรงภูมิ ของ “ปราชญ์” หรือผู้รู้ในสายนั้นๆ และเผยแพร่ให้ใครก็ได้สามารถเข้าถึงและนำไปใช้ เป็นจุดตั้งต้น และแรงบันดาลใจที่จะศึกษาหาความรู้ในเรื่องนั้นๆ ต่อไป
ดังนั้น ถ้าคุณอยากรู้เรื่องเกษตรปราณีต คุณอาจไม่ต้องไปถามดอกเตอร์ด้านการเกษตร แต่ไปถามเกษตรกรที่ทำเรื่องนี้จริงๆ
ผมจินตนาการถึงระบบที่บันทึกความรู้และทัศนะที่ปราณีต คือ มีหลักคิดที่ชัดเจน ลึกซึ้ง หลักแหลม และรอบด้าน ไม่ใช่ความรู้แดกด่วนที่ได้มาจากการตัดแปะ
ผมจินตนาการถึงระบบที่เมื่อคนเข้ามาใช้ อ่าน ดู แล้วจะเกิดแรงบันดาลใจให้คิดต่อ ค้นต่อ ศึกษาต่อ และแลกเปลี่ยนความสนใจนั้นกับคนอื่น
บางคนอาจจะบอกว่า wikipedia คือคำตอบ แต่ที่ผ่านมาเราก็รู้กันว่าแนวคิด the wisdom of crowds ใช้ได้กับสังคมที่คนกระตือรือร้นและเป็นฝ่ายรุก และคนส่วนมากมีปัญญาความคิดพอสมควร
แต่นั่นไม่ใช่ลักษณะของสังคมไทย
หากเราเชื่อเรื่องทางสายกลาง ผมคิดว่าแนวคิดการทำระบบเก็บข้อมูลและความรู้ของผู้รู้ ตามประเด็นที่น่าสนใจ ผสานกับการให้ผู้ใช้มีส่วนร่วมในการคัดเลือกประเด็น ถกเถียง แลกเปลี่ยน น่าจะเป็นคำตอบที่สมดุลของการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อพัฒนาความรู้และปัญญา ในบริบทของประเทศไทย
นี่คือสิ่งหลักๆ ที่ผมอยากจะทำให้สำเร็จก่อนตาย
และเรากำลังวางแผนที่จะทำจริงๆ ครับ อ่านเพิ่มเติมที่บันทึก การเก็บปัญญาดิจิตอลของคนไทยไว้เพื่อคนในอนาคต (และปัจจุบัน) ของคุณสุนิตย์ได้เลย

คำตอบของผมคือ อาจเป็นไปได้ระดับหนึ่ง แต่ปัญหาที่สำคัญก็คือ คงไม่มีบริษัทในระบบทุนนิยมใดๆ ที่บ้าพอที่จะทำอุปกรณ์ดังว่าออกมาขาย เพราะความต้องการอ่านหนังสือทั่วโลกมีไม่มากขนาดที่ทำแล้วจะขายได้คุ้มทุน ลองคิดดูเล่นๆ ว่า เมื่อ 10-20 ปีก่อน ยอดพิมพ์หนังสือให้คุ้มทุก คือประมาณ 3,000 เล่ม เวลาผ่านไปหลายทศวรรษ ก็ยังพิมพ์กัน 3,000 เล่มอยู่ ทั้งๆ ที่คนรู้หนังสือกันมากขึ้น จบปริญญากันมากขึ้น เมื่อเทียบกับความจริงข้อนี้ ก็ต้องถือว่า คน (อย่างน้อยก็คนไทย) อ่านหนังสือกันน้อยลง จะไปมี demand ซื้ออุปกรณ์อ่านหนังสือ digital ได้อย่างไร