ด้านกลับของเทคโนโลยี
ผมทำงานเกี่ยวกับเทคโนโลยีโดยตรง แต่หลังๆ เริ่มไม่ศรัทธาเทคโนโลยี ผมคิดว่าเทคโนโลยีอาจส่งผลร้ายเทียบเท่าหรือมากกว่าผลดี มันอาจจุดชนวนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่แก่อารยธรรมมนุษย์ยิ่งกว่าการพัฒนาแท่นพิมพ์ Gutenberg แต่ผมไม่แน่ใจว่าพัฒนาการนั้นจะนำโลกไปสู่อะไรกันแน่
สิ่งที่ผมเห็นก็คือ โลกที่ข้อมูลล้นหลาม หยิบฉวยได้ทุกเมื่อ ปัญหาเดิมของการพัฒนมนุษย์และสังคม คือ การเข้าไม่ถึงข้อมูล แต่ตอนนี้ ทุกคนเข้าถึงข้อมูลได้ ปัญหาอยู่ที่ว่า จะจัดการกับข้อมูลปริมาณมหาศาลเหล่านั้นได้อย่างไร
ปัญหานี้อาจตอบไม่ยาก เรามีบริษัท Google ที่มีภารกิจ “จัดการข้อมูลโลกให้เข้าถึงได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยทุกๆ คน” เรามีความพยายามมากมายที่จะพัฒนาทั้งเทคนิคและนโยบายที่จะทำให้ข้อมูลที่คนคนหนึ่งต้องการ ถูกรวบรวม เชื่อมโยง อย่างมีความหมาย ให้เข้าถึงได้เมื่อต้องการภายในเสี้ยววินาที
แต่เรื่องที่ยากกว่าและยังไม่มีใครตอบได้ คือ “คนจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเมื่อเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นหรือไม่” นี่เป็นคำถามที่ Subjective มาก เพราะเราต้องมานั่งถามว่า แล้ว “คุณภาพชีวิต” ที่ว่านั่นมันคืออะไร?
ผมเองก็ไม่มีคำตอบให้ แต่ให้ลองจินตนาการถึงสังคมที่เด็กไม่ต้องใช้จินตนาการวาดภาพประเทศอื่นๆ เพราะเข้าเน็ตก็มีรูปให้ดู ลองคิดถึงเด็กมัธยมที่เวลาจะทำการบ้านการแค่เข้าไปหาคำตอบสำเร็จรูปในเน็ต หรือไม่ก็ใช้ระบบถามตอบให้คนอื่นมาช่วย ลองคิดถึงหนุ่มสาวที่ไม่รู้รสละเมียดละไมและความรู้สึกของการรอคอยเมื่อเขียนจดหมายรักหากัน ทุกคนจะใจร้อน ใจเร็ว รอไม่เป็นกับทุกๆ เรื่อง เพราะเคยชินกับการฉวยจับทุกๆ อย่างได้ภายในเสี้ยววินาที ลองคิดถึงนักวิจัยที่เก็บนิดนี่หน่อยจากเน็ต แล้วเอามาผสมกันเป็นงานวิจัยอลังการ แทนที่จะค้นคว้าเจาะลึก ทำความเข้าใจเรื่องนั้นๆ อย่างถึงรากด้วยตัวของตัวเอง ห้องสมุดจะไม่มีความหมาย ความตรากตรำจะไม่เป็นที่รู้จัก และอื่นๆ และอื่นๆ…
สรุปก็คือ เทคโนโลยีมีด้านกลับ อันได้แก่การทำให้ทุกอย่าง “ง่าย” เกินไปจนกลายเป็นความจับจด ความไม่มีสมาธิ ความตื้นเขินไร้ “ปัญญา” ผมว่าเราต้องคิดเรื่องนี้กันก่อนจะสายเกินไป ไม่อย่างนั้น เราอาจกำลังมีชีวิตอยู่ในวาระสุดท้ายของโลกที่คนมี “ปัญญา” ก็ได้ ใครจะรู้
