ความดี ความงาม และความจริง กับการเปลี่ยนประเทศไทย
เมื่อวาน คุณ @sunit แห่ง ChangeFusion ได้เริ่มโครงการตั้งคำถามว่า อะไรคือ 3 ปัจจัยหลักที่จะเปลี่ยนประเทศไทยในระดับรากฐาน ต่อไปนี้คือคำตอบของผมครับ
——————————
ขอแยกคิดเป็น 2 ส่วน คือ สามสิ่งที่ควรจะเป็น กับ สามสิ่งที่ต้องทำเพื่อให้เป็นอย่างที่หวัง
สามสิ่งที่ควรจะเป็น ขอใช้ภูมิปัญญาโบราณที่คิดว่าเป็นจริงอยู่เสมอ นั่นคือ ความดี ความงาม และความจริง
ความดี ความงาม และความจริง เป็นเส้นทางที่เชื่อมต่อกัน นำไปสู่การพัฒนาของมนุษย์
1. เริ่มต้นด้วยความดี คือเรื่องศีลธรรม มโนสำนึกพื้นฐาน ความถูกต้อง ความชอบธรรม กฎหมาย ระเบียบ สำนึกร่วม เรื่องเหล่านี้ถ้าถูกปลูกฝังให้มีเป็นพื้นฐาน ผ่านสถาบันในสังคมเช่นวัด ศาสนา หรือแม้แต่ชาติ กษัตริย์ ก็จะทำให้แต่ละส่วนในสังคมมีรากฐานที่เข้มแข็ง โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพิงกับ “ระบบ” ที่จะทำให้ Outcome ทางสังคมออกมาดี เช่น ประชาธิปไตย หรือทุนนิยม อย่างไรก็ตาม ระบบเหล่านั้นก็มีส่วนดี แต่ไม่สามารถมาทดแทน “ความดี” ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคิดถึงพัฒนาการระยะยาว
ในประเทศไทย ความดีพื้นฐานเหล่านี้เคยถูกสนับสนุน สร้างเสริม บ่มเพาะ ด้วยสถาบันชาติ ศาสนา กษัตริย์ และชุมชน แต่ปัจจุบัน ทุกสถาบันล้วนง่อนแง่นคลอนแคลน และบิดเบือนไปจาก “หน้าที่” ของสถาบันที่ควรจะเป็น เพราะต่างๆ มุ่งรักษาสถานะของตนเอง และขับเคลื่อนด้วยอวิชชา
2. ความงาม เมื่อมนุษย์มีจิตใจที่มั่นคง ถูกต้อง เที่ยงธรรม โอบอ้อมแล้ว จะนำไปสู่สิ่งที่สวยงามในสังคม นั่นคือสังคมที่ปราศจากสงคราม จัดการกับความขัดแย้งได้ เพราะจิตใจแต่ละคนนั้นละเมียดละไม ทำให้เกิดการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่ประณีต ไม่ว่าจะเป็นความงามภายนอก เช่น วัฒนธรรม ศิลปะ หรือความงามภายใน เช่นจิตใจที่ดีงาม
ในประเทศไทย เมื่อสถาบันที่ยึดเหนี่ยวความดีในสังคมนั้นอ่อนแอลง จิตใจคนจะว้าวุ่น เสื่อมถอย ตกต่ำ ความคิดจะมีแต่ทางอกุศล ติดลบ มุ่งทำให้ตนเองอยู่รอดโดยไม่คำนึงถึงคนอื่น ความหยาบเหล่านี้เติมเชื่อไฟและถ่ายทอดสื่บเนื่องออกไปในสังคมวงกว้าง ทำให้เราลืมและเข้าไม่ถึงอารยธรรม วัฒนธรรม ศิลปะ ที่ช่วยกล่อมเกลาให้จิตใจประณีต พูดง่ายๆ คือขาดสิ่งโน้มนำจิตใจให้ “กลับ” ไปสู่ความดี และ “เดินหน้า” สู่ความจริง
3. ความจริง จิตใจและสภาพแวดล้อมทางสังคมที่ทั้งดี และงาม เป็นพื้นฐานปูทางให้สังคมเห็น “ความจริง” ในแบบที่มันเป็น เพราะคนเรามีใจที่เป็นกลาง (ในความหมายว่าไม่อคติ) และต่างมุ่งหวังให้สังคมก้าวไปในทิศทางที่ดีและงาม นำไปสู่การแก้ปัญหาและพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งตรงนี้ต้องมี “ความรู้” มาประกอบ เพื่อผลักดันให้ก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็วและมีคุณภาพ
ซึ่งในสังคมไทย เมื่อสังคมขาดความดี และความงาม ดวงตาของคนจะถูกบดบังด้วยมายาคติ อคติ และความไม่รู้ ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงและพัฒนาความรู้และปัญญาได้ เช่นเกษตรกรจำนวนมากที่หันออกจากวิถีพอเพียงเลี้ยงตนเอง เพราะใจนั้นหลงติดอยู่กับความอยาก (อันตรงข้ามกับความดี) และความหยาบ (ที่มองไม่เห็นความงามของการพึ่งพาตนเอง) ประกอบกับความไม่รู้ ขาดข้อมูล ความรู้
ดังนั้น เมื่อมองกว้างขึ้นไป ปัญหาของโลกและสังคมไทยในปัจจุบัน คือการที่หน่วยย่อยๆ ในสังคมนั้น ขาดความดี ความงาม และความจริง ด้วยปัจจัยหลายประการ เช่นกระแสวัตถุนิยม (ในบริบท Objectivism หรือการมองทุกอย่างเป็นวัตถุ) เริ่มตั้งแต่ Enlightenment การปฏิวัติอุตสาหกรรม ทุนนิยม วัตถุนิยมวิภาษวิธี จนถึงบริโภคนิยมในปัจจุบัน กระแสเหล่านี้ทำให้เราลืมสิ่งที่เราเคยมี นั่นคือการมองโลกอย่างเป็นจริง ทำให้รากฐานของมนุษย์นั้นบิดเบือนไปสู่ความ “ไม่จริง” ซึ่งเป็นสิ่งประดิษฐ์อันไม่ใช่ธรรมชาติของมนุษย์ที่แท้จริง
ถ้ามองตามวัฎจักร จะพบว่าสังคมไหลไปเป็นรอบ โดยเริ่มที่จุดที่ต่ำว่าจุดสมดุล ไปสู่จุดสมดุล และพ้นจุดสมดุล ทำให้ไม่สมดุล จากนั้นจึงไหลสู่ความสมดุลอีกครั้ง ปรากฏการณ์การขาดความดี ความงาม และความจริงก็เช่นกัน ที่เป็นเพียงการไหลโดยธรรมชาติออกจากความสมดุล ถ้าปล่อยไปเรื่อยๆ สังคมก็อาจกลับมา “ดี” อีกครั้ง แต่กว่าจะถึงจุดนั้น ก็อาจเกิดต้นทุนมหาศาลแก่สังคม ดังนั้น หน้าที่ของเราทุกคน คือการนำสังคมกลับสู่ความสมดุล หรือ “ปกติ” ให้เร็วที่สุด ซึ่งก็เปรียบเหมือนการนำอารยธรรมออกจากยุคมืด ไปสู่ยุดฟื้นฟูศิลปะวัฒนธรรมนั่นเอง
ทีนี้จะพูดถึงวิธีที่จะทำให้สังคม “ค้นพบใหม่ (Rediscover)” ซึ่งความดี ความงาม และความจริง โดยมี 3 วิธี ที่ต้องดำเนินการไปด้วยกัน ได้แก่ นโยบาย ความรู้ และสื่อ
1. นโยบาย หมายถึงการที่รัฐ ซึ่งมีหน้าที่ยึดโยงสังคม ต้องตระหนักถึงปัญหาการขาดความดี ความงาม และความจริง และดำเนินการอย่างเป็นระบบเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว โดยใช้เครื่องไม้เครื่องมือของรัฐ (State Apparatuses) เช่น การสนับสนุนระบบและสถาบันศาสนาที่ตรงกับคำสอนของพระพุทธเจ้า การส่งเสริมคุณค่าและกลไกการพึ่งตนเองหรือแก้ปัญหาในท้องถิ่นด้วยตนเอง การส่งเสริม ฟื้นฟู ประยุกต์ศิลปะวัฒนธรรมที่คนนั้นเข้าใจและเข้าถึงแก่นสารของมันอย่างแท้จริง
2. ความรู้ คือการสนับสนุนทั้งวัตถุดิบและกระบวนการที่นำไปสู่การเรียนรู้เพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาชีวิต โดยอาจอยู่ในรูปแบบที่หลากหลายแต่สนับสนุนซึ่งกันและกัน เช่น คลังความรู้จากส่วนกลางและชุมชน กลไกการสนับสนุนความรู้ในชุมชนและถ่ายทอด แลกเปลี่ยน ต่อยอดความรู้ระหว่างกัน จนถึงระบบการศึกษาที่ส่งเสริมให้คนหาความรู้ด้วยตนเอง และใช้ความรู้นั้นในทางที่ดีและงาม
3. สื่อ เป็นเครื่องมือที่ช่วยถ่ายทอดนโยบายและความรู้ไปในวงกว้าง ที่ผ่านมา สื่อมีบทบาทอย่างมากในการบ่มเพาะระบบคุณค่าที่ขัดแย้งกับความดี ความงาม และความจริง พลังอำนาจของสื่อย่อมสามารถถูกใช้ไปในทางที่ดีได้เช่นเดียวกัน ตั้งแต่การปลูกฝังระบบคุณธรรม จริยธรรม คุณค่าร่วมของชาติ เป้าหมายร่วม การเป็นเครื่องมือในการถ่ายทอด แลกเปลี่ยน ต่อยอดคุณค่าที่ดีของคนกลุ่มต่างๆ สร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน แก้ไขและไกล่เกลี่ยปัญหาความขัดแย้ง ถ่ายทอดข้อมูลความรู้ให้เท่าเทียม เชื่อมโยงข้อมูลความรู้ที่นำไปสู่การแก้ปัญหาต่างๆ จะเห็นว่าสื่อไม่ได้เป็นเพียงผู้นำเสนอข้อมูลข่าวสาร แต่เป็นพื้นที่ในการสร้างวัฒธรรมในความหมายที่กว้าง
เมื่อนโยบาย ความรู้ และสื่อ ผลักดันสังคมของความดี ความงาม และความจริงไปด้วยกันอย่างเป็นระบบ ผลลัพธ์ที่ได้ คือการฟื้นฟูคุณค่าเดิมที่เราเคยมี และต่อยอด ประยุกต์ เป็นทางออกต่อปัญหา และการพัฒนาอย่างยั่งยืน
สิ่งที่ต้องคิดต่อ คือยุทธศาสตร์ที่จะใช้เครื่องมือทั้งสามเพื่อบรรลุผลลัพธ์ครับ

คำตอบของผมคือ อาจเป็นไปได้ระดับหนึ่ง แต่ปัญหาที่สำคัญก็คือ คงไม่มีบริษัทในระบบทุนนิยมใดๆ ที่บ้าพอที่จะทำอุปกรณ์ดังว่าออกมาขาย เพราะความต้องการอ่านหนังสือทั่วโลกมีไม่มากขนาดที่ทำแล้วจะขายได้คุ้มทุน ลองคิดดูเล่นๆ ว่า เมื่อ 10-20 ปีก่อน ยอดพิมพ์หนังสือให้คุ้มทุก คือประมาณ 3,000 เล่ม เวลาผ่านไปหลายทศวรรษ ก็ยังพิมพ์กัน 3,000 เล่มอยู่ ทั้งๆ ที่คนรู้หนังสือกันมากขึ้น จบปริญญากันมากขึ้น เมื่อเทียบกับความจริงข้อนี้ ก็ต้องถือว่า คน (อย่างน้อยก็คนไทย) อ่านหนังสือกันน้อยลง จะไปมี demand ซื้ออุปกรณ์อ่านหนังสือ digital ได้อย่างไร