Entangle

A written expression

Tag: ความรู้

ความดี ความงาม และความจริง กับการเปลี่ยนประเทศไทย

เมื่อวาน คุณ @sunit แห่ง ChangeFusion ได้เริ่มโครงการตั้งคำถามว่า อะไรคือ 3 ปัจจัยหลักที่จะเปลี่ยนประเทศไทยในระดับรากฐาน ต่อไปนี้คือคำตอบของผมครับ

——————————

ขอแยกคิดเป็น 2 ส่วน คือ สามสิ่งที่ควรจะเป็น กับ สามสิ่งที่ต้องทำเพื่อให้เป็นอย่างที่หวัง

สามสิ่งที่ควรจะเป็น ขอใช้ภูมิปัญญาโบราณที่คิดว่าเป็นจริงอยู่เสมอ นั่นคือ ความดี ความงาม และความจริง

ความดี ความงาม และความจริง เป็นเส้นทางที่เชื่อมต่อกัน นำไปสู่การพัฒนาของมนุษย์

1. เริ่มต้นด้วยความดี คือเรื่องศีลธรรม มโนสำนึกพื้นฐาน ความถูกต้อง ความชอบธรรม กฎหมาย ระเบียบ สำนึกร่วม เรื่องเหล่านี้ถ้าถูกปลูกฝังให้มีเป็นพื้นฐาน ผ่านสถาบันในสังคมเช่นวัด ศาสนา หรือแม้แต่ชาติ กษัตริย์ ก็จะทำให้แต่ละส่วนในสังคมมีรากฐานที่เข้มแข็ง โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพิงกับ “ระบบ” ที่จะทำให้ Outcome ทางสังคมออกมาดี เช่น ประชาธิปไตย หรือทุนนิยม อย่างไรก็ตาม ระบบเหล่านั้นก็มีส่วนดี แต่ไม่สามารถมาทดแทน “ความดี” ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคิดถึงพัฒนาการระยะยาว

ในประเทศไทย ความดีพื้นฐานเหล่านี้เคยถูกสนับสนุน สร้างเสริม บ่มเพาะ ด้วยสถาบันชาติ ศาสนา กษัตริย์ และชุมชน แต่ปัจจุบัน ทุกสถาบันล้วนง่อนแง่นคลอนแคลน และบิดเบือนไปจาก “หน้าที่” ของสถาบันที่ควรจะเป็น เพราะต่างๆ มุ่งรักษาสถานะของตนเอง และขับเคลื่อนด้วยอวิชชา

2. ความงาม เมื่อมนุษย์มีจิตใจที่มั่นคง ถูกต้อง เที่ยงธรรม โอบอ้อมแล้ว จะนำไปสู่สิ่งที่สวยงามในสังคม นั่นคือสังคมที่ปราศจากสงคราม จัดการกับความขัดแย้งได้ เพราะจิตใจแต่ละคนนั้นละเมียดละไม ทำให้เกิดการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่ประณีต ไม่ว่าจะเป็นความงามภายนอก เช่น วัฒนธรรม ศิลปะ หรือความงามภายใน เช่นจิตใจที่ดีงาม

ในประเทศไทย เมื่อสถาบันที่ยึดเหนี่ยวความดีในสังคมนั้นอ่อนแอลง จิตใจคนจะว้าวุ่น เสื่อมถอย ตกต่ำ ความคิดจะมีแต่ทางอกุศล ติดลบ มุ่งทำให้ตนเองอยู่รอดโดยไม่คำนึงถึงคนอื่น ความหยาบเหล่านี้เติมเชื่อไฟและถ่ายทอดสื่บเนื่องออกไปในสังคมวงกว้าง ทำให้เราลืมและเข้าไม่ถึงอารยธรรม วัฒนธรรม ศิลปะ ที่ช่วยกล่อมเกลาให้จิตใจประณีต พูดง่ายๆ คือขาดสิ่งโน้มนำจิตใจให้ “กลับ” ไปสู่ความดี และ “เดินหน้า” สู่ความจริง

3. ความจริง จิตใจและสภาพแวดล้อมทางสังคมที่ทั้งดี และงาม เป็นพื้นฐานปูทางให้สังคมเห็น “ความจริง” ในแบบที่มันเป็น เพราะคนเรามีใจที่เป็นกลาง (ในความหมายว่าไม่อคติ) และต่างมุ่งหวังให้สังคมก้าวไปในทิศทางที่ดีและงาม นำไปสู่การแก้ปัญหาและพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งตรงนี้ต้องมี “ความรู้” มาประกอบ เพื่อผลักดันให้ก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็วและมีคุณภาพ

ซึ่งในสังคมไทย เมื่อสังคมขาดความดี และความงาม ดวงตาของคนจะถูกบดบังด้วยมายาคติ อคติ และความไม่รู้ ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงและพัฒนาความรู้และปัญญาได้ เช่นเกษตรกรจำนวนมากที่หันออกจากวิถีพอเพียงเลี้ยงตนเอง เพราะใจนั้นหลงติดอยู่กับความอยาก (อันตรงข้ามกับความดี) และความหยาบ (ที่มองไม่เห็นความงามของการพึ่งพาตนเอง) ประกอบกับความไม่รู้ ขาดข้อมูล ความรู้

ดังนั้น เมื่อมองกว้างขึ้นไป ปัญหาของโลกและสังคมไทยในปัจจุบัน คือการที่หน่วยย่อยๆ ในสังคมนั้น ขาดความดี ความงาม และความจริง ด้วยปัจจัยหลายประการ เช่นกระแสวัตถุนิยม (ในบริบท Objectivism หรือการมองทุกอย่างเป็นวัตถุ) เริ่มตั้งแต่ Enlightenment การปฏิวัติอุตสาหกรรม ทุนนิยม วัตถุนิยมวิภาษวิธี จนถึงบริโภคนิยมในปัจจุบัน กระแสเหล่านี้ทำให้เราลืมสิ่งที่เราเคยมี นั่นคือการมองโลกอย่างเป็นจริง ทำให้รากฐานของมนุษย์นั้นบิดเบือนไปสู่ความ “ไม่จริง” ซึ่งเป็นสิ่งประดิษฐ์อันไม่ใช่ธรรมชาติของมนุษย์ที่แท้จริง

ถ้ามองตามวัฎจักร จะพบว่าสังคมไหลไปเป็นรอบ โดยเริ่มที่จุดที่ต่ำว่าจุดสมดุล ไปสู่จุดสมดุล และพ้นจุดสมดุล ทำให้ไม่สมดุล จากนั้นจึงไหลสู่ความสมดุลอีกครั้ง ปรากฏการณ์การขาดความดี ความงาม และความจริงก็เช่นกัน ที่เป็นเพียงการไหลโดยธรรมชาติออกจากความสมดุล ถ้าปล่อยไปเรื่อยๆ สังคมก็อาจกลับมา “ดี” อีกครั้ง แต่กว่าจะถึงจุดนั้น ก็อาจเกิดต้นทุนมหาศาลแก่สังคม ดังนั้น หน้าที่ของเราทุกคน คือการนำสังคมกลับสู่ความสมดุล หรือ “ปกติ” ให้เร็วที่สุด ซึ่งก็เปรียบเหมือนการนำอารยธรรมออกจากยุคมืด ไปสู่ยุดฟื้นฟูศิลปะวัฒนธรรมนั่นเอง

ทีนี้จะพูดถึงวิธีที่จะทำให้สังคม “ค้นพบใหม่ (Rediscover)” ซึ่งความดี ความงาม และความจริง โดยมี 3 วิธี ที่ต้องดำเนินการไปด้วยกัน ได้แก่ นโยบาย ความรู้ และสื่อ

1. นโยบาย หมายถึงการที่รัฐ ซึ่งมีหน้าที่ยึดโยงสังคม ต้องตระหนักถึงปัญหาการขาดความดี ความงาม และความจริง และดำเนินการอย่างเป็นระบบเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว โดยใช้เครื่องไม้เครื่องมือของรัฐ (State Apparatuses) เช่น การสนับสนุนระบบและสถาบันศาสนาที่ตรงกับคำสอนของพระพุทธเจ้า การส่งเสริมคุณค่าและกลไกการพึ่งตนเองหรือแก้ปัญหาในท้องถิ่นด้วยตนเอง การส่งเสริม ฟื้นฟู ประยุกต์ศิลปะวัฒนธรรมที่คนนั้นเข้าใจและเข้าถึงแก่นสารของมันอย่างแท้จริง

2. ความรู้ คือการสนับสนุนทั้งวัตถุดิบและกระบวนการที่นำไปสู่การเรียนรู้เพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาชีวิต โดยอาจอยู่ในรูปแบบที่หลากหลายแต่สนับสนุนซึ่งกันและกัน เช่น คลังความรู้จากส่วนกลางและชุมชน กลไกการสนับสนุนความรู้ในชุมชนและถ่ายทอด แลกเปลี่ยน ต่อยอดความรู้ระหว่างกัน จนถึงระบบการศึกษาที่ส่งเสริมให้คนหาความรู้ด้วยตนเอง และใช้ความรู้นั้นในทางที่ดีและงาม

3. สื่อ เป็นเครื่องมือที่ช่วยถ่ายทอดนโยบายและความรู้ไปในวงกว้าง ที่ผ่านมา สื่อมีบทบาทอย่างมากในการบ่มเพาะระบบคุณค่าที่ขัดแย้งกับความดี ความงาม และความจริง พลังอำนาจของสื่อย่อมสามารถถูกใช้ไปในทางที่ดีได้เช่นเดียวกัน ตั้งแต่การปลูกฝังระบบคุณธรรม จริยธรรม คุณค่าร่วมของชาติ เป้าหมายร่วม การเป็นเครื่องมือในการถ่ายทอด แลกเปลี่ยน ต่อยอดคุณค่าที่ดีของคนกลุ่มต่างๆ สร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน แก้ไขและไกล่เกลี่ยปัญหาความขัดแย้ง ถ่ายทอดข้อมูลความรู้ให้เท่าเทียม เชื่อมโยงข้อมูลความรู้ที่นำไปสู่การแก้ปัญหาต่างๆ จะเห็นว่าสื่อไม่ได้เป็นเพียงผู้นำเสนอข้อมูลข่าวสาร แต่เป็นพื้นที่ในการสร้างวัฒธรรมในความหมายที่กว้าง

เมื่อนโยบาย ความรู้ และสื่อ ผลักดันสังคมของความดี ความงาม และความจริงไปด้วยกันอย่างเป็นระบบ ผลลัพธ์ที่ได้ คือการฟื้นฟูคุณค่าเดิมที่เราเคยมี และต่อยอด ประยุกต์ เป็นทางออกต่อปัญหา และการพัฒนาอย่างยั่งยืน

สิ่งที่ต้องคิดต่อ คือยุทธศาสตร์ที่จะใช้เครื่องมือทั้งสามเพื่อบรรลุผลลัพธ์ครับ

ปัญญาที่หายไป (และทำยังไงให้ไม่หาย)

ผมเคยจินตนาการว่ากำลังยืนอยู่หน้าชั้นหนังสือของปราชญ์ท่านหนึ่ง ในชั้นประกอบด้วยงานเขียนทั้งที่เป็นหนังสือ จดหมาย และบันทึกลายมือ กระดาษเป็นสีเหลืองกรอบ ฝุ่นจับหนา

ฉับพลันนั้น ผมร้องไห้ เพราะทั้งปีติที่ได้เห็นกองความรู้ (ที่กลั่นออกมาแล้ว) ขนาดมหาศาล และสะเทือนใจ ที่หนังสือเหล่านั้นก็ยังคงอยู่ในห้องเล็กๆ นั่น และตายไปพร้อมๆ กับชีวิตของปราชญ์ท่านนั้น

จุดก้าวกระโดดที่ทำให้มนุษยชาติมีความรู้กันถ้วนหน้าโดยฉับพลัน คือการประดิษฐ์แท่นพิมพ์ Gutenburg ที่ทำให้คนทั่วไปเข้าถึงความรู้และข้อมูลได้ง่าย พอมาถึงตอนนี้ อินเทอร์เน็ตเป็นก้าวกระโดดก้าวที่สอง ที่ลดปราการการเข้าถึงความรู้ แต่สิ่งที่เราเห็นบนอินเทอร์เน็ต (โดยเฉพาะในไทย) คือข้อมูลขยะและความรู้ปลอม (Pseudo-science) การเผยแพร่อบายมุขและการแสดงออกอย่างไร้สำนึก อินเทอร์เน็ตในฐานะ “พาหะ” ในการเผยแพร่และกระจายความรู้ กลับถูกใช้ไปอีกทาง

คำถามคือ จะทำอย่างไรให้อินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือในการสร้างความรู้และปัญญาอย่างแท้จริง?

ผมจินตนาการถึงระบบที่บันทึกความรู้ที่เป็นข้อมูล เช่น งานวิจัย สถิติ และความรู้ที่เป็นทัศนะอันทรงภูมิ ของ “ปราชญ์” หรือผู้รู้ในสายนั้นๆ และเผยแพร่ให้ใครก็ได้สามารถเข้าถึงและนำไปใช้ เป็นจุดตั้งต้น และแรงบันดาลใจที่จะศึกษาหาความรู้ในเรื่องนั้นๆ ต่อไป

ดังนั้น ถ้าคุณอยากรู้เรื่องเกษตรปราณีต คุณอาจไม่ต้องไปถามดอกเตอร์ด้านการเกษตร แต่ไปถามเกษตรกรที่ทำเรื่องนี้จริงๆ

ผมจินตนาการถึงระบบที่บันทึกความรู้และทัศนะที่ปราณีต คือ มีหลักคิดที่ชัดเจน ลึกซึ้ง หลักแหลม และรอบด้าน ไม่ใช่ความรู้แดกด่วนที่ได้มาจากการตัดแปะ

ผมจินตนาการถึงระบบที่เมื่อคนเข้ามาใช้ อ่าน ดู แล้วจะเกิดแรงบันดาลใจให้คิดต่อ ค้นต่อ ศึกษาต่อ และแลกเปลี่ยนความสนใจนั้นกับคนอื่น

บางคนอาจจะบอกว่า wikipedia คือคำตอบ แต่ที่ผ่านมาเราก็รู้กันว่าแนวคิด the wisdom of crowds ใช้ได้กับสังคมที่คนกระตือรือร้นและเป็นฝ่ายรุก และคนส่วนมากมีปัญญาความคิดพอสมควร

แต่นั่นไม่ใช่ลักษณะของสังคมไทย

หากเราเชื่อเรื่องทางสายกลาง ผมคิดว่าแนวคิดการทำระบบเก็บข้อมูลและความรู้ของผู้รู้ ตามประเด็นที่น่าสนใจ ผสานกับการให้ผู้ใช้มีส่วนร่วมในการคัดเลือกประเด็น ถกเถียง แลกเปลี่ยน น่าจะเป็นคำตอบที่สมดุลของการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อพัฒนาความรู้และปัญญา ในบริบทของประเทศไทย

นี่คือสิ่งหลักๆ ที่ผมอยากจะทำให้สำเร็จก่อนตาย

และเรากำลังวางแผนที่จะทำจริงๆ ครับ อ่านเพิ่มเติมที่บันทึก การเก็บปัญญาดิจิตอลของคนไทยไว้เพื่อคนในอนาคต (และปัจจุบัน) ของคุณสุนิตย์ได้เลย

ทัศนะ “รักตัวเองดีที่สุด” กับโลกทุนนิยมเสรี

หลังจากที่ได้สอนนักศึกษาปริญญาตรีมา 3 เทอม ผมพบสิ่งที่น่าสังเกตอย่างหนึ่ง ก็คือคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะที่มีความรู้ มีการศึกษา มักมีทัศนะ “รักตัวเองดีที่สุด”

ทัศนะ “รักตัวเองดีที่สุด” มันจะถูกเอ่ยหรือแสดงออกเมื่อคนคนนั้นผ่านเหตุการณ์อะไรสักอย่างในชีวิตที่สะเทือนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความผิดหวังเรื่องความรัก พวกเขามักจะคิดว่า ไม่มีใครรักเราจริง (เว้นเสียต่อพ่อแม่พี่น้อง) ดังนั้น เราควรจะรักตัวเอง ใส่ใจตัวเอง ไม่เอาตัวเราไปเกาะยึด หรือตั้งความหวังกับใคร

ทัศนะรักตัวเอง มักจะมาคู่กับความต้องการที่จะมีชีวิตอิสระ ทั้งแบบที่ทำได้จริง (ที่บ้านปล่อยเสรีอยู่แล้ว) กับแบบที่อยากจะทำ (ที่บ้านเข้มงวด) ซึ่งเป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจได้ เนื่องจากการถูกกดทับโดยระบบสังคม และใจแบบวัยรุ่นที่ไม่ต้องการกรอบมาจำกัดจินตนาการและพัฒนาการของตน

ผมบอกไม่ได้ว่าทัศนะรักตัวเอง หรือความต้องการเสรีภาพสุดโต่ง ดีหรือไม่ และจะส่งผลต่อสังคมโดยรวมในอนาคต เมื่อคนเหล่านี้เติบโตเป็นผู้ใหญ่อย่างไร แต่อยากจะตั้งข้อสังเกตว่า ทั้งความรักตัวเอง และความต้องการเสรีภาพ อันที่จริงมีความสอดคล้องกับแนวคิดทางการเมืองและเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเสรีและอนาธิปไตย ที่เคลื่อนไหวบนพื้นฐานว่ามนุษย์ทุกคนควรทำสิ่งที่คิดว่าดีที่สุดสำหรับตน โดยปราศจากกลไกปกครองหรือควบคุม แล้วโลกจะเคลื่อนเข้าสู่ดุลยภาพและดำเนินไปได้ด้วยดีอย่างมีประสิทธิภาพเอง ซึ่งจุดนี้ ผมพอจะมีจุดยืนที่ชัดระดับหนึ่งว่า ไม่เห็นด้วย

ผมเชื่อว่า โลกทุนนิยมและเสรีนิยมสุดโต่งกำลังนำเราสู่ขาลงของอารยธรรม เริ่มตั้งแต่กระบวนการผลิตที่ตอบสนองความต้องการของคนส่วนมาก (ที่ไม่จำเป็นต้องฉลาด) ในระบบอุตสาหกรรม นำมาสู่สินค้าเช่นอาหารที่ไม่ใช่ “อาหาร” อีกต่อไป วัฒนธรรมและความอ่อนช้อยที่ถูกสืบทอดมา กำลังถูกแทนที่ด้วยประสิทธิภาพและความ “เหมือนๆ กันหมด” ความลึกซึ้งของภูมิปัญญาถูกแทนที่ด้วย “ข้อมูล” จำนวนมหาศาลที่คนหลงคิดว่ามันคือ “ความรู้” หรือ “ปัญญา” สิ่งที่มีค่ากับสังคมและมนุษย์กำลังจะหายไป สิ่งแวดล้อมและธรรมชาติถูกทำลาย สักวัน เราอาจมีชีวิตอยู่ใน Galactic Empire ที่ยิ่งใหญ่ แต่ต้องมุดไปอยู่ใต้ดินและกินยีสต์แทนอาหารจริงเหมือนในนิยายของ Isaac Asimov ก็เป็นได้ นั่นเป็นชีวิตที่น่าอยู่หรือ?

เทคโนโลยีช่วยให้คน “อ่านหนังสือ” มากขึ้นไม่ได้

ระยะนี้กำลังถกกับคนรอบข้างถึงแนวโน้มการอ่านหนังสือของคน และบทบาทของเทคโนโลยีกับการอ่านหนังสือ ได้ข้อสรุป (ที่สรุปเอง) บางประการ

เดิมหลายๆ คนเชื่อว่า อินเทอร์เน็ตจะทำให้คนอ่านมากขึ้น แต่เมื่อลองคิดดีๆ แล้ว คนอ่านมากไม่ได้หมายความว่าคนจะอ่านอย่าง “มีคุณภาพ” หรืออ่านแล้วได้ความรู้ พัฒนาตัวตน เพราะการอ่านหรือการรับสารใดๆ มี 2 เป้าหมาย คือ อ่านเพื่อรับข้อมูล กับ อ่านเพื่อสร้างความรู้และปัญญา ทั้งสองอย่างนั้นต่างกันมาก เช่น การอ่านข่าวเพื่อรับข้อมูลเป็นหลัก การอ่านค้นหาเนื้อหาในเว็บเพื่อรับข้อมูลเป็นหลัก

การอ่านบนเว็บ คนมักจะใช้เวลาสั้น และอ่านหลายอย่างในระยะเวลาหนึ่งๆ ไม่เหมือนกับการอ่านหนังสือ ที่ใช้เวลานาน อ่านเป็นเรื่องๆ เรื่องหนึ่งหลายร้อยหน้า ผมเชื่อว่าการอ่านอย่างหลังจะส่งผลให้เกิดความรู้และปัญญามากกว่าการอ่านแบบแรก เพราะข้อมูลจะถูกซึมซับไปทีละน้อย แต่ลึก ต่างจากการอ่านฉาบฉวย ที่ได้ข้อมูลเอาไปใช้งานระยะสั้นได้จริง แต่ไม่ได้สร้างองค์ความรู้หรือทำให้เราได้คิดอะไรจริงๆ จังๆ

แล้วทำไมพฤติกรรมการอ่านบนเว็บถึงเป็นอย่างนั้น ก็มีหลายเหตุผล เหตุผลหลักน่าจะเป็นธรรมชาติของเว็บ ที่เข้าถึงง่าย สร้างเนื้อหาง่าย ทำให้คนโดยเฉลี่ยที่ไม่ใช่คนที่ถนัดทางการเขียน หรือมีความรู้ลึกซึ้ง สามารถเขียนได้ ในเว็บ เราอ่านสิ่งที่คนจำนวนมากเขียน ซึ่งต่างคนต่างก็รู้เรื่องที่ตนรู้ มารวมกัน ปะติดปะต่อกัน กลายเป็นชิ้นส่วนของข้อมูล หรือกลายเป็นองค์ความรู้ในที่สุด

ธรรมชาติของเว็บอีกข้อ คือการเชื่อมโยง (link) ที่ทำได้ง่ายดาย เมื่อเราอ่านเรื่องหนึ่งๆ อยู่ เราสามารถคลิกไปเรื่องอื่นที่สนใจได้อย่างรวดเร็ว ทำให้มักจะไม่สามารถอ่านเรื่องเรื่องหนึ่งได้ตั้งแต่ต้นจนจบ แต่จะรู้กว้าง รู้หลายเรื่อง แต่ไม่รู้ลึก

เหตุผลอีกข้อที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน คือข้อจำกัดเรื่องอุปกรณ์ การอ่านจากหน้าจอเป็นเวลานานๆ ต่อเนื่องทำให้ตาล้า เพราะหน้าจอถูกออกแบบมาเพื่อแสดงผลหลากหลายประเภท โดยเฉพาะภาพ ภาพเคลื่อนไหว ที่มี contrast มาก แต่การอ่านต้องการจอที่ contrast ต่ำ และใช้แสงธรรมชาติถ้าเป็นไปได้ ธรรมชาติของร่างกายจึงปฏิเสธการอ่านบนหน้าจอเป็นระยะเวลานาน

คำถามที่สำคัญในขั้นนี้ คือถ้ามีการพัฒนาอุปกรณ์อ่านหนังสือโดยเฉพาะ (เช่น Amazon’s Kindle) ที่มีหน้าจอที่ออกแบบมาให้อ่านข้อความ และตัวเครื่องที่ขนาดและรูปร่างใกล้เคียงกับหนังสือ สามารถใช้งานได้นานโดยไม่ต้องชาร์จ คนจะอ่านหนังสือ digital อย่างมีคุณภาพเหมือนหนังสือธรรมดาหรือไม่

Amazon’s Kindleคำตอบของผมคือ อาจเป็นไปได้ระดับหนึ่ง แต่ปัญหาที่สำคัญก็คือ คงไม่มีบริษัทในระบบทุนนิยมใดๆ ที่บ้าพอที่จะทำอุปกรณ์ดังว่าออกมาขาย เพราะความต้องการอ่านหนังสือทั่วโลกมีไม่มากขนาดที่ทำแล้วจะขายได้คุ้มทุน ลองคิดดูเล่นๆ ว่า เมื่อ 10-20 ปีก่อน ยอดพิมพ์หนังสือให้คุ้มทุก คือประมาณ 3,000 เล่ม เวลาผ่านไปหลายทศวรรษ ก็ยังพิมพ์กัน 3,000 เล่มอยู่ ทั้งๆ ที่คนรู้หนังสือกันมากขึ้น จบปริญญากันมากขึ้น เมื่อเทียบกับความจริงข้อนี้ ก็ต้องถือว่า คน (อย่างน้อยก็คนไทย) อ่านหนังสือกันน้อยลง จะไปมี demand ซื้ออุปกรณ์อ่านหนังสือ digital ได้อย่างไร

สรุปความเห็นของผมก็คือ เทคโนโลยีทำให้คน “อ่าน” มากขึ้น แต่ “อ่านหนังสือ” น้อยลง เพราะการอ่านส่วนมากจะเป็นไปเพื่อเอา “ข้อมูล” ไม่ใช่สร้าง “ความรู้” ซึ่งอินเทอร์เน็ตและหน้าจอเหมาะมากกับการอ่านเอาข้อมูล แต่ไม่เหมาะเลยกับการอ่านเอาความรู้ การ “อ่านหนังสือ” ทั้งบนกระดาษและบนอุปกรณ์อื่นๆจะมีแนวโน้มลดลง คนจะเรียนรู้กันโดยการดูและฟังมากขึ้น อย่างที่เราเพิ่งเห็นว่าความนิยมเว็บ YouTube แซงหน้า Google ไปแล้ว

แต่จะมีการเรียนรู้แบบใดที่ทำให้คนละเอียด ลึกซึ้ง และนำไปสู่ปัญญาได้เท่าหนังสือกระดาษ…

ความไม่รู้เกิดจากการ “ขาดทัศนคติต่อการเข้าถึงความรู้”

ความหมกมุ่นที่เกี่ยวกับเรื่องงานของผม ในระยะหลังๆ คนหนีไม่พ้นคำถามที่ว่า ทำอย่างไรจะทำให้คนมี “ปัญญา” กันมากขึ้น และมีอย่างมีคุณภาพ

แน่นอน การมีปัญญาประกอบด้วยปัจจัยหลายประการ ซึ่งเท่าที่สรุปเอง ได้แก่

  1. การคิดอย่างเสรี ไร้กรอบ
  2. การคิดอย่างวิพากษ์ มีเหตุผล ลึกซึ้ง
  3. การคิดอย่างมีข้อมูล

ในที่นี่จะขอพูดถึงปัญหาเรื่อง “การคิดอย่างมีข้อมูล” โดยปัญหาที่พบคือ คนจำนวนมากคิดไม่เป็น แก้ปัญหาไม่ได้ ไม่รู้จักพัฒนา (aka ไม่มีปัญญา) คำอธิบายพื้นฐานที่ตอบปัญหาข้อนี้ได้ ก็คือคนจำนวนมากเข้าไม่ถึงข้อมูล

ลองมาคิดดูว่าคำอธิบายนี้เป็นจริงหรือไม่ ในโลกที่ข้อมูลอยู่ใกล้ หยิบจับได้เพียงแค่คลิก เรายังเห็นคนจำนวนมากไม่สนใจที่จะหยิบจับ หรือแม้แต่ “เริ่มคิด” ที่จะหยิบจับข้อมูลเหล่านั้น มาใช้แก้ปัญหาหรือพัฒนาตัวเองและสิ่งรอบข้าง ส่วนจำนวนมากทำอะไรซ้ำซาก ไม่ขวนขวายหาสิ่งใหม่ ทั้งๆ ที่ถ้าคิดจะขวนขวาย ข้อมูลเหล่านั้นก็ได้มาง่ายเหลือเกิน ไม่ว่าจากการถาม จากสื่อ ทั้งสื่อเก่า และสื่อใหม่ เช่นอินเทอร์เน็ต

นั่งคิดๆ ก็สรุปพอได้ว่า ปัญหาไม่ใช่คนเข้าไม่ถึงข้อมูลและความรู้ แต่ปัญหาคือคน “ขาดทัศนคติต่อการเข้าถึงข้อมูลและความรู้” กล่าวคือ ไม่เห็นความสำคัญและไม่ใส่ใจที่จะเข้าถึงสิ่งเหล่านั้น

แล้วทำอย่างไรคนถึงจะกระตือรือร้นในการเข้าถึงข้อมูลเพื่อเรียนรู้ แก้ปัญหา และพัฒนา ด้วยตัวเอง ผมเชื่อว่าคนเราจะทำอะไร ต้องเกิดจากแรงกระตุ้น “ภายใน” มากกว่าแรงกระตุ้นภายนอก เช่น ทำตามๆ กัน หรือแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ คนเราจะทำอะไรจริงๆ จังๆ เพราะ “อยากทำ” จากข้างใน เช่น อยากเล่นดนตรีเพราะฟังเพลงแล้วมีความสุข มากกว่าอยากเล่นเพราะทำเป็นอาชีพได้ อยากทำอาหารเพราะมีความสุขเวลาผัดกับข้าว มากกว่าอยากทำเพราะราคาถูกกว่าซื้อ อยากทำงานเพราะเป็นสิ่งที่เราสนใจ มากกว่าอยากทำงานเพราะได้เงิน อยากเรียนรู้เพราะการได้คิดและได้รู้ทำให้เราเข้าใจโลกมากขึ้น มากกว่าอยากรู้เพราะจะทำให้เราดูฉลาดในสายตาเพื่อน

ดังนั้น การให้การศึกษาเพื่อทำให้คนมีทัศนคติต่อการเข้าถึงความรู้เพื่อเรียนรู้ จึงควรมุ่งเน้นไปที่การชี้ให้เห็นว่า “การรู้” ทำให้เราเข้าใจโลก ชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหา และพัฒนา มากกว่าการรู้เพื่อประกอบอาชีพ หรือรู้เพื่อเป็นการปูทางไปสู่ความสำเร็จอื่น

ขออภัยที่เขียนสั้นมาก จริงๆ อยากขยายความเกือบทุกบรรทัด แต่หมดแรงแล้วตอนนี้ ขอให้อ่าน between-the-line ละกันครับ

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: