Entangle

A written expression

Tag: ความสุข

New Year’s resolution 2011 (หรือ Lifestyle แบบไตรสิกขา)

ผมคิดว่าประโยชน์ที่สำคัญของการมีวันขึ้นปีใหม่ คือการที่คนเราจะมีจุด “รู้ตัว” โดยการหันมามองตนเองว่าที่ผ่านมาได้ทำอะไร รู้สึกอะไร และอยากทำอะไร ให้ชีวิตของตนเองนั้นมีความทุกข์น้อยลง หรือมีความสุขยิ่งขึ้น

ดังนั้น นี่คือข้อสรุปที่ได้เรียนรู้ และตั้งใจจะพัฒนาในปีนี้ครับ

1. สำรวม กาย วาจา ใจ

ปัญหาที่พบในชีวิตจำนวนมาก เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์กับผู้อื่น เรามักจะหวังว่าเหตุผลของเราจะชนะเหตุผลของผู้อื่น หรือถึงกับอยากเปลี่ยนแปลงผู้อื่น แต่ในความเป็นจริง การเปลี่ยนผู้อื่นนั้นทำได้ยากยิ่ง อันที่จริงมันคือการฉายความหลงผิดว่าเรามีตัวตน (ที่ใหญ่กว่าคนอื่น) และความโลภ อยากให้มี อยากให้เป็น

การคิดมุ่งเปลี่ยนแปลงผู้อื่น จึงไม่ใช่ทางที่เราจะพ้นจากความทุกข์ และไม่ใช่ทางที่จะทำให้สังคมโดยรวมดีขึ้นมาได้เสมอไป เพราะสังคมประกอบไปด้วยองค์ประกอบต่างๆ ที่มาสัมพันธ์กันอย่างซับซ้อนเป็นระบบ (Systems) การเปลี่ยนแปลงสังคมจึงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงที่ตัวองค์ประกอบได้โดยตรง แต่ต้องเปลี่ยนที่ปัจจัย (Factors) ต่างๆ ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบหรือผลลัพธ์ของระบบ

ดังนั้น จะเห็นว่าก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมรอบข้างได้ จะต้องเอาชนะความหลงผิดในตัวเราให้ได้ก่อน คนเราใช้ชีวิตที่ถูกห่อหุ้มด้วยความหลงผิดต่างๆ แทบจะตลอดเวลา ตั้งแต่หลงว่าร่างกายของเรานั้นสวยงาม แข็งแรง ไม่เจ็บไม่ป่วย หลงใช้ความรุนแรง แสดงอาการที่ไม่สมควรและไม่เกิดประโยชน์อันใดกับใคร หลงพูดจาบั่นทอนจิตใจ กำลังใจ ความรู้สึกของผู้อื่น เพื่อตอบสนองความต้องการเอาชนะของตนเอง หลงคิดว่าตัวเราเก่ง เราดีกว่าคนอื่น ซึ่งไม่ได้ช่วยให้งานสำเร็จมากขึ้น รังแต่จะไปข่มเหงผู้อื่นให้รู้สึกด้อยค่าและไม่อยากทำงานร่วมด้วย หลงในความสุข ความพึงพอใจชั่วครู่ ที่ตามมาด้วยผลลัพธ์ทั้งทางร่างกายและจิตใจ

ความหลงเหล่านี้คือสิ่งที่เราต้องตระหนัก และฝ่าฟันไปให้ได้ โดยการมีสติ รู้ตัว และสำรวมทั้งกาย วาจา ใจ นั่นคือการรู้ตัวก่อน ระหว่าง และหลังจากการกระทำทุกอย่าง โดยการพิจารณาถึงความถูกต้อง ความเหมาะสม ผลกระทบที่จะมีทั้งต่อร่างกายและจิตใจของตนเองและผู้อื่น รวมทั้งผลลัพธ์ในบั้นปลายของการกระทำนั้นๆ โดยเครื่องมือที่จะทำให้เรารู้ตัวและไม่กระทำสิ่งเหล่านี้ อาจมีได้หลายอย่าง ได้แก่การฝึกความรู้ตัว (วิปัสสนา) ประกอบกับการมีคุณธรรมพื้นฐาน เช่น ความอดทนอดกลั้น ความเมตตา การมีศีล การให้ เพื่อเป็นกรอบในการกระทำ และเป็นการกล่อมเกลากาย วาจา ใจ ของตนเอง

2. ทำจิตใจให้สงบ ผ่องใส ละเอียด

ความสุขทั้งปวงล้วนเกิดจากจิตใจของเราทั้งสิ้น ผมพบว่ายิ่งเราใช้ชีวิต อายุมากขึ้น เรายิ่งมีความทุกข์มากขึ้น ทั้งๆ ที่ถ้ามองในแง่วัตถุ เรามีเงินมากขึ้น ได้กินได้ใช้แทบจะเท่าที่ใจปรารถนา ได้ทำงานที่มีประโยชน์ มีคนยอมรับนับถือ แต่ทำไมจิตใจเราถึงมีความทุกข์มากขึ้นเรื่อยๆ ทุกวัน

นั่นเป็นเพราะว่า ความสำเร็จและความสะดวกสบายภายนอกนั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลยกับความสุข ความจริงข้อนี้เรียบง่ายเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็เป็นสิ่งที่คนส่วนมากในโลกนั้นมองข้ามและไม่เข้าใจตราบจนวันตาย ถ้าลองไปถามคนที่ประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน ได้เป็นอาจารย์ มีตำแหน่ง เป็นข้าราชการระดับสูง เป็นนักธุรกิจร่ำรวยในบ้านและทรัพย์สินใหญ่โต ใช้ชีวิตหรูหรา พวกเขาไม่น่าจะมีความสุขไปมากกว่านักศึกษาจนๆ ที่รักและในสิ่งที่ตนเองเรียน และต้องขวนขวายหาปัจจัยมาเลี้ยงชีพ ตรงกันข้าม นักศึกษาคนนั้นอาจจะมีความสุขมากกว่าตัวเขาเองในอีกหลายสิบปีที่ประสบความสำเร็จทางอาชีพและชื่อเสียงแล้ว

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? เพราะความเป็นจริงคือ เงินทองและความสำเร็จ ไม่ได้เป็นแก่นสารของชีวิตที่ดีเลย หากแต่เป็นปัจจัยและผลพลอยได้ (By-product) ของชีวิตที่ดีเท่านั้น เงินทำให้เรามีชีวิตอยู่รอดได้โดยไม่ต้องใช้เวลาและความพยายามทั้งหมดไปหาอาหารประทังความหิวทางร่างกาย ทำให้เรามีเวลาและโอกาสในการมีจิตใจที่สงบเย็น ปลอดจากความกังวล ความวุ่นวายใจ เป็นรากฐานในการพัฒนาจิตใจให้สงบ ผ่องใส กลมกล่อม ละเอียด

จิตใจที่สงบ ผ่องใส กลมกล่อม และละเอียดนี้ นอกจากจะช่วยให้เรามีความสัมพันธ์กับผู้อื่นได้อย่างสร้างสรรค์ ยังมีผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของตัวเราเอง เพราะความสุขล้วนเกิดขึ้นในใจทั้งสิ้น เราจะเห็นความจริงข้อนี้ในบางห้วงเวลาของชีวิต (Moment) ที่เราปลอดจากความกังวลทางโลก เช่นเมื่อห้วงเวลาแรกหลังตื่นนอน ที่เรายังไม่ทันได้คิดกังวลเรื่องต่างๆ ห้วงเวลาที่เราตื่นเต้น หรือซาบซึ้งไปกับความรักทั้งที่เรามีให้และที่เราได้รับ ห้วงเวลาที่เราได้ฟังเพลง หรืออ่านหนังสือที่ชอบ ห้วงเวลาที่ทำอาหาร และรู้สึกว่าทั้งหมดใกล้ที่จะเสร็จเป็นอาหารจานอร่อย ห้วงเวลาที่ล้างรถ และเห็นคราบสกปรกถูกชะล้างกลายเป็นความผ่องใส สะอาด เกลี้ยงเกลา

ดังนั้น เป้าหมายในการมีจิตใจที่เป็นสุข คือการจัดการให้ชีวิตของเรา สัมผัสห้วงเวลาที่ทำให้จิตใจเรามีความสงบ ผ่องใส กลมกล่อม และละเอียด เช่นห้วงเวลาต่างๆ ที่กล่าวไปนี้ อย่างไรก็ตาม ไม่จำเป็นที่จะต้องยึดติดกับกิจกรรมที่เป็นรูปแบบ หรือจงใจพยายามทำกิจกรรมเหล่านั้นจนกลายเป็นความกังวล ความพยายามอยากจะทำ แต่เราสามารถฝึกให้ช่วงเวลาเหล่านั้นอยู่กับเราได้ไม่ว่าจะทำอะไรอยู่ หนึ่งในเครื่องมือ คือการฝึกสมถะสมาธิ ซึ่งก็คือการกำหนดรู้ ให้จิตใจได้พัก หยุด ผ่อนคลาย โดยสามารถทำได้ทุกเมื่อ ส่วนอีกวิธี คือการมีสัมมาทิษฐิ หรือความเห็นถูกต่อธรรมชาติของมนุษย์และสรรพสิ่ง ว่าทั้งไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่มีตัวตน ความเข้าใจธรรมชาติอย่างลึกซึ้งด้วยหัวใจเช่นนี้ จะส่งผลย้อนกลับมายังจิตใจให้พ้นจากพันธนาการของความตึงเครียด การขวนขวาย และความอยากไปโดยปริยาย

3. เรียนรู้ ฝึกปฏิบัติความรู้ที่สนใจและจำเป็น และใช้ความรู้นั้นทำสิ่งที่สร้างสรรค์

สำหรับผมแล้ว วันที่ผมมีความสุข คือวันที่นอกจากจิตใจสงบสุข ยังได้เรียนรู้เรื่องใหม่ๆ และถ้าจะให้ดีที่สุด คือวันที่ได้ใช้ความรู้ของเราสร้างสรรค์อะไรบางอย่าง สิ่งสร้างสรรค์ (Creation) นั้นอาจเป็นสิ่งเล็กๆ น้อย เช่น การพูดให้คนอื่นสบายใจ มีความรู้มากขึ้น การเขียนบล็อก บทความ จนไปถึงเรื่องใหญ่ๆ เช่นการทำงานสำเร็จเสร็จสิ้น การเห็นผลอันเกิดจากงานของเรา

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า การมีความสุขจากจิตใจที่สงบ (ภาวะหยุดนิ่ง) อย่างเดียวนั้นเป็นเพียงความสุขครึ่งเดียวของมนุษย์ ความสุขอีกครึ่งหนึ่งที่เหลือ คือความสุขจากการเรียนรู้และการกระทำ (ภาวะเคลื่อนไหว) ชีวิตจึงจะเป็๋นทางสายกลาง เป็นความสมดุล กลมกล่อม หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นจุดดุลยภาพของความสุขนั่นเอง โดยจุดดุลยภาพของความหยุดนิ่ง (ข้อ 2) และความเคลื่อนไหว (ข้อ 1) นี้ จะต้องเกิดบนรากฐานของกาย วาจา ใจที่สะอาด (ข้อ 1) เท่านั้น มิฉะนั้น ผลกระทบจากความสกปรกของกาย วาจา ใจของเรา จะกีดกันไม่ให้เกิดความสงบ และไม่ให้เกิดการเคลื่อนไหวที่มีคุณค่า มีคุณภาพได้เลย

On happiness

อ่าน Thinking of Answers: Questions in the Philosophy of Everyday Life ของ A.C.Grayling เรื่อง “ความสุข” พบแง่มุมที่น่าสนใจ ว่าถ้าเราเชื่อว่าความสุขคือเป้าหมายของชีวิต เครื่องมือที่จะช่วยให้บรรลุถึงความสุขที่ดีที่สุด คือการศึกษาที่ให้เครื่องมือแก่ผู้เรียน ในการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข (ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละคน) ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาเพื่อให้คนคิดเป็น ใตร่ตรอง เปรียบเทียบ หาข้อมูล และใช้ข้อมูลให้เกิดประโยชน์ หรือการศึกษาประวัติศาสตร์ วรรณกรรม วัฒนธรรม ศิลปะ เพื่อเป็นฐานในการนำมาคิดใตร่ตรองเพื่อตอบสนองความท้าทายในชีวิต การศึกษาแบบนี้ เพิ่มโอกาสให้ผู้เรียนสามารถมีชีวิตที่มีความสุขได้มากกว่าการศึกษาที่เน้นการเรียนจบเพื่อประกอบอาชีพ

อย่างไรก็ตาม วิธีการที่จะมอบเครื่องมือแห่งความสุขแก่ผู้เรียน ไม่ใช่การยัดเยียดความสุขให้ตรงๆ แต่เป็นการทำให้คนเห็นคุณค่าขององค์ประกอบที่ทำให้ชีวิตมีความสุข เช่น การเห็นคุณค่าของอาชีพที่ดีและมีคุณค่า คุณค่าของการให้และการช่วยเหลือผู้อื่น คุณค่าของครอบครัวและชุมชน คุณค่าของการแสวงหาความสุขส่วนตัวด้วยการทำกิจกรรมสร้างสรรค์

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: