ความรัก
ความรักไม่ได้ประกอบขึ้นจากความงามทางกาย เพราะนั่นไม่จีรัง
ความรักไม่ได้ประกอบขึ้นจากความบังเอิญ เพราะนั่นไม่จีรัง
ความรักไม่ได้ประกอบขึ้นจากชาติตระกูล เพราะนั่นไม่จีรัง
แต่ความรักประกอบขึ้นจากทัศนคติ เพราะนั่นคือภาพสะท้อนของตัวตนที่เป็นจีรัง
ความรักไม่ได้ประกอบขึ้นจากความงามทางกาย เพราะนั่นไม่จีรัง
ความรักไม่ได้ประกอบขึ้นจากความบังเอิญ เพราะนั่นไม่จีรัง
ความรักไม่ได้ประกอบขึ้นจากชาติตระกูล เพราะนั่นไม่จีรัง
แต่ความรักประกอบขึ้นจากทัศนคติ เพราะนั่นคือภาพสะท้อนของตัวตนที่เป็นจีรัง
หลังจากที่ได้สอนนักศึกษาปริญญาตรีมา 3 เทอม ผมพบสิ่งที่น่าสังเกตอย่างหนึ่ง ก็คือคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะที่มีความรู้ มีการศึกษา มักมีทัศนะ “รักตัวเองดีที่สุด”
ทัศนะ “รักตัวเองดีที่สุด” มันจะถูกเอ่ยหรือแสดงออกเมื่อคนคนนั้นผ่านเหตุการณ์อะไรสักอย่างในชีวิตที่สะเทือนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความผิดหวังเรื่องความรัก พวกเขามักจะคิดว่า ไม่มีใครรักเราจริง (เว้นเสียต่อพ่อแม่พี่น้อง) ดังนั้น เราควรจะรักตัวเอง ใส่ใจตัวเอง ไม่เอาตัวเราไปเกาะยึด หรือตั้งความหวังกับใคร
ทัศนะรักตัวเอง มักจะมาคู่กับความต้องการที่จะมีชีวิตอิสระ ทั้งแบบที่ทำได้จริง (ที่บ้านปล่อยเสรีอยู่แล้ว) กับแบบที่อยากจะทำ (ที่บ้านเข้มงวด) ซึ่งเป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจได้ เนื่องจากการถูกกดทับโดยระบบสังคม และใจแบบวัยรุ่นที่ไม่ต้องการกรอบมาจำกัดจินตนาการและพัฒนาการของตน
ผมบอกไม่ได้ว่าทัศนะรักตัวเอง หรือความต้องการเสรีภาพสุดโต่ง ดีหรือไม่ และจะส่งผลต่อสังคมโดยรวมในอนาคต เมื่อคนเหล่านี้เติบโตเป็นผู้ใหญ่อย่างไร แต่อยากจะตั้งข้อสังเกตว่า ทั้งความรักตัวเอง และความต้องการเสรีภาพ อันที่จริงมีความสอดคล้องกับแนวคิดทางการเมืองและเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเสรีและอนาธิปไตย ที่เคลื่อนไหวบนพื้นฐานว่ามนุษย์ทุกคนควรทำสิ่งที่คิดว่าดีที่สุดสำหรับตน โดยปราศจากกลไกปกครองหรือควบคุม แล้วโลกจะเคลื่อนเข้าสู่ดุลยภาพและดำเนินไปได้ด้วยดีอย่างมีประสิทธิภาพเอง ซึ่งจุดนี้ ผมพอจะมีจุดยืนที่ชัดระดับหนึ่งว่า ไม่เห็นด้วย
ผมเชื่อว่า โลกทุนนิยมและเสรีนิยมสุดโต่งกำลังนำเราสู่ขาลงของอารยธรรม เริ่มตั้งแต่กระบวนการผลิตที่ตอบสนองความต้องการของคนส่วนมาก (ที่ไม่จำเป็นต้องฉลาด) ในระบบอุตสาหกรรม นำมาสู่สินค้าเช่นอาหารที่ไม่ใช่ “อาหาร” อีกต่อไป วัฒนธรรมและความอ่อนช้อยที่ถูกสืบทอดมา กำลังถูกแทนที่ด้วยประสิทธิภาพและความ “เหมือนๆ กันหมด” ความลึกซึ้งของภูมิปัญญาถูกแทนที่ด้วย “ข้อมูล” จำนวนมหาศาลที่คนหลงคิดว่ามันคือ “ความรู้” หรือ “ปัญญา” สิ่งที่มีค่ากับสังคมและมนุษย์กำลังจะหายไป สิ่งแวดล้อมและธรรมชาติถูกทำลาย สักวัน เราอาจมีชีวิตอยู่ใน Galactic Empire ที่ยิ่งใหญ่ แต่ต้องมุดไปอยู่ใต้ดินและกินยีสต์แทนอาหารจริงเหมือนในนิยายของ Isaac Asimov ก็เป็นได้ นั่นเป็นชีวิตที่น่าอยู่หรือ?
ความหมกมุ่นที่เกี่ยวกับเรื่องงานของผม ในระยะหลังๆ คนหนีไม่พ้นคำถามที่ว่า ทำอย่างไรจะทำให้คนมี “ปัญญา” กันมากขึ้น และมีอย่างมีคุณภาพ
แน่นอน การมีปัญญาประกอบด้วยปัจจัยหลายประการ ซึ่งเท่าที่สรุปเอง ได้แก่
ในที่นี่จะขอพูดถึงปัญหาเรื่อง “การคิดอย่างมีข้อมูล” โดยปัญหาที่พบคือ คนจำนวนมากคิดไม่เป็น แก้ปัญหาไม่ได้ ไม่รู้จักพัฒนา (aka ไม่มีปัญญา) คำอธิบายพื้นฐานที่ตอบปัญหาข้อนี้ได้ ก็คือคนจำนวนมากเข้าไม่ถึงข้อมูล
ลองมาคิดดูว่าคำอธิบายนี้เป็นจริงหรือไม่ ในโลกที่ข้อมูลอยู่ใกล้ หยิบจับได้เพียงแค่คลิก เรายังเห็นคนจำนวนมากไม่สนใจที่จะหยิบจับ หรือแม้แต่ “เริ่มคิด” ที่จะหยิบจับข้อมูลเหล่านั้น มาใช้แก้ปัญหาหรือพัฒนาตัวเองและสิ่งรอบข้าง ส่วนจำนวนมากทำอะไรซ้ำซาก ไม่ขวนขวายหาสิ่งใหม่ ทั้งๆ ที่ถ้าคิดจะขวนขวาย ข้อมูลเหล่านั้นก็ได้มาง่ายเหลือเกิน ไม่ว่าจากการถาม จากสื่อ ทั้งสื่อเก่า และสื่อใหม่ เช่นอินเทอร์เน็ต
นั่งคิดๆ ก็สรุปพอได้ว่า ปัญหาไม่ใช่คนเข้าไม่ถึงข้อมูลและความรู้ แต่ปัญหาคือคน “ขาดทัศนคติต่อการเข้าถึงข้อมูลและความรู้” กล่าวคือ ไม่เห็นความสำคัญและไม่ใส่ใจที่จะเข้าถึงสิ่งเหล่านั้น
แล้วทำอย่างไรคนถึงจะกระตือรือร้นในการเข้าถึงข้อมูลเพื่อเรียนรู้ แก้ปัญหา และพัฒนา ด้วยตัวเอง ผมเชื่อว่าคนเราจะทำอะไร ต้องเกิดจากแรงกระตุ้น “ภายใน” มากกว่าแรงกระตุ้นภายนอก เช่น ทำตามๆ กัน หรือแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ คนเราจะทำอะไรจริงๆ จังๆ เพราะ “อยากทำ” จากข้างใน เช่น อยากเล่นดนตรีเพราะฟังเพลงแล้วมีความสุข มากกว่าอยากเล่นเพราะทำเป็นอาชีพได้ อยากทำอาหารเพราะมีความสุขเวลาผัดกับข้าว มากกว่าอยากทำเพราะราคาถูกกว่าซื้อ อยากทำงานเพราะเป็นสิ่งที่เราสนใจ มากกว่าอยากทำงานเพราะได้เงิน อยากเรียนรู้เพราะการได้คิดและได้รู้ทำให้เราเข้าใจโลกมากขึ้น มากกว่าอยากรู้เพราะจะทำให้เราดูฉลาดในสายตาเพื่อน
ดังนั้น การให้การศึกษาเพื่อทำให้คนมีทัศนคติต่อการเข้าถึงความรู้เพื่อเรียนรู้ จึงควรมุ่งเน้นไปที่การชี้ให้เห็นว่า “การรู้” ทำให้เราเข้าใจโลก ชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหา และพัฒนา มากกว่าการรู้เพื่อประกอบอาชีพ หรือรู้เพื่อเป็นการปูทางไปสู่ความสำเร็จอื่น
ขออภัยที่เขียนสั้นมาก จริงๆ อยากขยายความเกือบทุกบรรทัด แต่หมดแรงแล้วตอนนี้ ขอให้อ่าน between-the-line ละกันครับ