ด้วยการที่แผนงาน ICT ที่ผมทำงานด้วยอยู่ กำลังดำเนินการพัฒนาแผนงานระยะใหม่ โดยมีจุดมุ่งเน้นไปที่การใช้ ICT เพื่อสร้างเสริมปัญญา ผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านแสดงความสนใจ และเสนอแนะให้ไปศึกษาเรื่องปัญญาในพระพุทธศาสนาให้ถ่องแท้ ผมกับจอยเลยไปลองศึกษาจากหลากหลายแหล่ง และต่อไปนี้เป็นเค้าโครงความคิดเบื้องต้น
ก่อนที่จะเข้าใจเรื่องความหมายและหนทางสู่ปัญญา จะต้องมีความเข้าใจเบื้องต้นก่อน ว่าคำว่า “ปัญญา” นั้นแบ่งออกเป็นสองบริบท คือบริบททาง “โลก” หรือ โลกุตรธรรม และบริบททาง “ธรรม” นั่นคือปรมัตถธรรม โดยการเกิดปัญญาทางโลกนั้นไม่ได้แปลว่าจะเกิดปัญญาทางธรรม แต่ผู้มีปัญญาทางธรรมจะสามารถเข้าถึงสิ่งต่างๆ ด้วยหลักเหตุและผล และเข้าใจตามธรรมชาติที่มันเป็นจริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเกิดและดับ ทำให้สามารถเข้าใจและแก้ปัญหาทางโลกได้
ความเข้าใจพื้นฐานที่สอง คือเป้าหมายของมนุษย์คือการต้องการพ้นทุกข์ และมนุษย์ต้องดำเนินกระบวนการเป็นขั้นตอนเพื่อนำไปสู่การพ้นทุกข์ ซึ่งมีเป้าหมายคือการมีปัญญา (ทางธรรม) ทำให้เห็นและเข้าใจกฏของธรรมชาติ ตามความเป็นจริง อันได้แก่ธรรมชาติของการเกิด-ดับ ซึ่งป.อ.ปยุตฺโตได้ให้คำจำกัดความของคำว่าปัญญาในทางธรรมนี้ไว้ว่า คือ “ความรอบรู้ในกองสังขารมองเห็นตามความเป็นจริง” ซึ่งปรากฏในหลักธรรมต่างๆ ในพระไตรปิฎก ได้แก่ไตรสิกขา, อธิษฐานธรรม 4, อินทรีย์ 5, พละ 5, เวสารัชชกรณธรรม 5, สัทธรรม 7, อริยทรัพย์ 7, และบารมี 10 ส่วนความหมายอื่นๆ ล้วนเป็นความหมายของปัญญาทางโลกทั้งสิ้น เช่น ความรู้ทั่ว, ปรีชาหยั่งรู้เหตุผล, ความรู้เข้าใจชัดเจน, ความรู้เข้าใจหยั่งแยกได้ในเหตุผล ดีชั่ว คุณโทษ ประโยชน์มิใช่ประโยชน์ เป็นต้น และรู้ที่จะจัดแจง จัดสรร จัดการ ดำเนินการให้บรรลุผล ล่วงพ้นปัญหา
มนุษย์แต่ละคนจะสามารถพัฒนาตนเองสู่การพ้นทุกข์ได้ต่างขั้นกัน บางคนมีพื้นฐานมาดีแล้ว ศึกษาทำความเข้าใจไม่เท่าไรก็บรรลุธรรมได้ บางคนพื้นฐานดีแต่หลงผิด ก็ถอยหลังเข้าคลอง บางคนพื้นฐานน้อย แต่มีความพยายามก็บรรลุธรรมได้ บางคนพื้นฐานน้อย สามารถพัฒนาได้ตามปัจจัยที่ตนมี ต้องใช้เวลามากกว่าคนพื้นฐานดี ซึ่งพระพุทธเจ้าได้จำแนกมนุษย์ที่มีพื้นฐานต่างๆ ออกเป็นบุคคล 4 จำพวก หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ บัว 4 เหล่า โดยการที่มนุษย์คนหนึ่งๆ จะเป็นบัวเหล่าใด อยู่ที่กรรมที่กระทำมา ซึ่งตีความได้ทั้งการกระทำในอดีตชาติ และการกระทำในปัจจุบัน (อันนี้ตีความเอง) การสั่งสมบุญบารมีนั่นเองเป็นที่มาของขนบความเชื่อเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ ว่าเป็นผู้สั่งสมบุญบารมีมามาก พร้อมที่จะเป็นผู้นำคนอื่นๆ ให้พ้นทุกข์ (ใกล้เคียงกับแนวคิดเรื่องพระโพธิสัตว์ของมหายาน)
ด้วยความเข้าใจพื้นฐานทั้งสองข้อดังกล่าว มนุษย์จะสามารถพัฒนาตนเองไปสู่การพ้นทุกข์โดยผ่านกระบวนการที่เรียกว่าไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา โดยกระบวนการนี้เป็นกระบวนการเดียวกันกับขนบสากลเรื่องความดี ความงาม ความจริง รวมทั้งกระบวนการที่ท่านพุทธทาสเรียกว่า สะอาด สว่าง สงบ (ซึ่งอันที่จริงน่าจะเรียงว่า สะอาด สงบ สว่าง ถึงจะเข้ากันกับไตรสิกขา และความดี ความงาม ความจริง)
กระบวนการศีล สมาธิ ปัญญา เป็นกระบวนการเส้นตรง หมายความว่าไม่สามารถข้ามขั้นตอนได้ (อย่างไรก็ดี อาจารย์บางท่านอาจเห็นไม่ตรงกันว่าอะไรเกิดก่อนอะไร) เริ่มต้นที่ศีล หรือความดี หรือความสะอาด คือการที่มนุษย์รักษากาย วาจา ให้สะอาด ไม่เบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่น ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ให้แนวทางไว้ว่าควรรักษาให้ได้อย่างน้อย 5 ข้อ คือการเว้นจากทำลายชีวิต เว้นจากถือเอาของที่เขามิได้ให้ เว้นจากประพฤติผิดในกาม เว้นจากพูดเท็จ เว้นจากของเมาเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท หน้าที่ของศีล คือการปูพื้นฐานให้มนุษย์มีความตั้งมั่นในจิตใจที่จะก้าวพ้นความทุกข์ หากขาดศีลแล้ว ก็ยากที่จะพัฒนาเป็นขั้นต่อไปได้ อันจะเห็นจากการที่ท่านพุทธทาสในช่วงบั้นปลายชีวิต ได้ให้ความสำคัญกับการสร้างศีลธรรม จนถึงกับพูดว่า หากศีัลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ
กระบวนการถัดมา คือ สมาธิ หรือความงาม หรือความสงบ โดยพจนานุกรมพุทธศาสน์ของป.อ.ปยุตฺโตได้ให้ความหมายไว้ว่า คือ “ความมีใจตั้งมั่น ความตั้งมั่นแห่งจิต การทำใจให้สงบแน่วแน่ ไม่ฟุ้งซ่าน ภาวะที่จิตตั้งเรียบแน่วแน่อยู่ในอารมณ์คือสิ่งอันหนึ่งอันเดียว สมาธิ เราอาจเข้าใจสมาธิผ่านคำจำกัดความของข้อปฏิบัติเพื่อให้เกิดสมาธิ ที่เรียกว่า อธิจิตตสิกขา ซึ่งคือ “ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรมจิตใจเพื่อให้เกิดสมาธิ ความเข้มแข็งมั่นคงพร้อมทั้งคุณธรรมและคุณสมบัติที่เกื้อกูลทั้งหลาย เช่น สติ ขันติ เมตตา กรุณา สดชื่น เบิกบาน เป็นสุข ผ่องใส อันจะทำให้จิตใจมีสภาพที่เหมาะแก่การใช้งาน [โดย]เฉพาะอย่างยิ่ง ให้เป็นฐานแห่งการเจริญปัญญา
การฝึกสมาธิ หรือสมถะภาวนา คือสิ่งที่เราเรียกกันง่ายๆ ว่า การนั่งสมาธิ ซึ่งมีเป้าหมายทำให้จิตใจนิ่ง สงบ ละเมียด และเบิกบาน พร้อมที่จะฝึก วิปัสนา ซึ่งก็คือการฝึกให้ตามรู้การเกิด-ดับตามความเป็นจริง ซึ่งก็คือปัญญานั่นเอง
หากจะกล่าวว่าสมาธิหรือความสงบ เป็นสิ่งเดียวกับความงาม ก็อาจกล่าวได้ในบริบทว่าความงาม (beauty) คือคุณสมบัติหนึ่งของจิตเมื่อจิตรับรู้ถึงความดี ความมีศีลธรรม คุณธรรม ความเอื้ออาทร และคุณค่าด้านบวกต่างๆ แล้วเกิดความสะเทือนใจ (resonate) อันเป็นการเปิดทัศนะ และกล่อมเกลาจิตใจให้พร้อมในการรับรู้ความจริง (truth)
ขั้นตอนสุดท้าย คือปัญญา หรือความจริง หรือความสว่าง คือการที่มนุษย์เข้าใจและเข้าถึงความจริง ว่าทุกอย่างไม่มีตัวตน (เป็นอนัตตา ไม่ใช่อัตตา) เพราะทุกอย่างมีเกิดและมีดับเป็นธรรมดา ไม่สามารถห้ามหรือหยุดยั้งได้ เมื่อรู้เช่นนั้น ความทุกข์ก็จะหมดลง เพราะความทุกข์ อันที่จริง ก็เป็นเพียงปรากฏการณ์ที่จิตไปจับอยู่กับการรับรู้ของทวารทั้ง 5 และไปปรุงแต่งให้เกิดอารมณ์ บนฐานของความยึดติดว่าสิ่งต่างๆ มีตัวตนเป็นวัตถุ เมื่อเข้าใจเช่นนี้ มนุษย์ก็จะละจากการยึดติดและปรุงแต่ง ทั้งต่ออารมณ์และร่างกาย (เรียกว่า อวิชชา) และนี่คือการบรรลุธรรม หรือนิพพาน อันเป็นเป้าหมายสูงสุดของมนุษย์ตามแนวทางพระพุทธศาสนานั่นเอง
กระบวนการนำไปสู่ปัญญา ทำได้หลายแบบ อันแรก คือมรรคมีองค์ 8 หรือข้อปฏิบัติ 8 ข้อที่สร้างเสริมศีล สมาธิ และปัญญา อันที่สอง คือโยนิโสมนสิการ หรือการคิดพิจารณาอย่างแยบคาย “เพื่อเข้าถึงความจริงโดยสืบค้นหาเหตุผลไปตามลำดับจนถึงต้นเหตุ” ซึ่งจะทำให้เกิดปัญญาจากการคิดพิจารณา (จินตามยปัญญา)
เมื่อเข้าใจเช่นนี้ ย้อนกลับมาที่คำถามตั้งต้นว่า จะใช้ ICT สร้างเสริมปัญญาอย่างไร ก็คงต้องยึดตามไตรสิกขา นั่นคือศีล (ความดี, สะอาด) สมาธิ (ความงาม, สงบ) และ ปัญญา (ความจริง, สว่าง) โดยอาจแบ่งเป็น 3 ยุทธศาสตร์ ดังนี้
1. การใช้ ICT เพื่อสร้างเสริมความดี คุณธรรม จริยธรรม ซึ่งอาจหมายถึงการรณรงค์งดเหล้า บุหรี่ อบายมุข การปลูกฝังสำนึกร่วมของสังคมเพื่อให้คนไม่เบียดเบียนกัน และมาตรการอื่นๆ ที่ทำให้คนเป็นคนดี ไม่เบียดเบียน พึ่งตนเองได้
2. การใช้ ICT เพื่อสร้างเสริมความงาม ความละเอียดอ่อน คุณค่าด้านดีงามในสังคม เช่น ศิลปะ วรรณกรรม วัฒนธรรม ทั้งในเชิงสัญลักษณ์ทางวัตถุ และเชิงจิตใจ
3. การใช้ ICT เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้พุทธศาสนาที่ถูกต้อง นำไปสู่การเข้าถึงความจริง หรืออาจเรียกว่าการ re-discover พุทธศาสนา ซึ่งเคยเป็นรากฐานและสายใยของสังคมไทย แต่สูญหายไปในกระแสทุนนิยม วัตถุนิยม และบริโภคนิยม
ส่วนเรื่องข้อมูล ความรู้ ความฉลาด ระบบคิด ที่เป็นปัญญาด้านโลก ก็สามารถสร้างเสริมได้ไปพร้อมๆ กันโดยอาจเป็นยุทธศาสตร์ที่ 4 แต่ต้องตีความให้แยกออกจากปัญญาทางธรรม
Like this:
Like Loading...