Entangle

A written expression

Tag: ปัญญา

แก้ปัญหาด้วยอะไร?

วันนี้ผมแก้ปัญหาในชีวิตที่สำคัญได้สองปัญหา ปัญหาหนึ่งเป็นเรื่องส่วนตัว อีกปัญหาเป็นเรื่องงาน ทั้งสองปัญหานี้ค้างคาในใจ กลายเป็นแรงกดดันเหมือนแบกโลกไว้มานานนับปี

มองย้อนไป อยากลองสรุปไว้ว่า ปัญหาทั้งสองนั้นแก้ได้โดยใช้อะไรบ้าง?

1. ความเด็ดเดี่ยว ตั้งมั่นว่าจะแก้ปัญหาให้ได้ (Focus)

2. มองให้ออกว่าปัจจัยที่แท้จริงที่ทำให้เกิดปัญหานั้นคืออะไร ตีแผ่ให้แตก (Identification of causes and factors)

3. หาจุดแทรกแซงที่จะแก้ปัญหานั้น (Identification of effective intervention point)

4. แทรกแซงด้วยวิธีการที่เหมาะสมที่จะได้ผลลัพธ์ โดยคำนึงว่าวิธีการที่เลือกจะต้องสอดคล้องกับระบบของปัญหานั้นๆ คือไหลไปกับระบบ ไม่ขวางระบบ บางที วิธีการอาจจะเป็นเพียงคำพูดคำเดียว ที่จี้ตรงจุดและทำให้เกิดการคิดนอกกรอบหรือคิดในสิ่งที่ไม่เคยคิด (Employ the appropriate method of intervention)

ถ้าแก้ถูกจุด กฏธรรมชาติจะจัดสรรทางออกเอง ตามกลไกของเหตุปัจจัย โดยเราไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเติม เพียงแค่ทำในส่วนเริ่มต้นให้ถูกต้อง สอดคล้องกับความเป็นจริงเท่านั้น แต่จะเริ่มให้ถูกได้ ต้องอาศัยจิตที่มีทั้งสติ คือตื่นตัว รู้ตัว รู้สถานการณ์ รู้ความเป็นจริง มีสมาธิคือความตั้งมั่น แน่วแน่ มั่นคงต่อ Subject ซึ่งก็คือปัญหาที่กำลังเผชิญ และมีปัญญา คือการมองเห็นความจริงทะลุปรุโปร่ง เข้าใจเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อแทรกแซงได้ถูกจุด

Of wisdom

Of wisdom, therefore, which all men by nature desire to know and seek with such mental application, one can know only that it is higher than all knowledge and thus unknowable, unutterable in any words, unintelligible to any intellect, unmeasurable by any measure, unlimitable by any limit . . . unaffirmable by any affirmation, undeniable by any negation, indubitable by any doubt, and no opinion can be held about it.

- Nicholas of Cusa, De sapientia, quoted in Stephen S. Hall, Wisdom: from philosophy to neuroscience

เค้าโครงแนวคิด เรื่องความหมายและหนทางสู่ปัญญาตามหลักพระพุทธศาสนา

ด้วยการที่แผนงาน ICT ที่ผมทำงานด้วยอยู่ กำลังดำเนินการพัฒนาแผนงานระยะใหม่ โดยมีจุดมุ่งเน้นไปที่การใช้ ICT เพื่อสร้างเสริมปัญญา ผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านแสดงความสนใจ และเสนอแนะให้ไปศึกษาเรื่องปัญญาในพระพุทธศาสนาให้ถ่องแท้ ผมกับจอยเลยไปลองศึกษาจากหลากหลายแหล่ง และต่อไปนี้เป็นเค้าโครงความคิดเบื้องต้น

ก่อนที่จะเข้าใจเรื่องความหมายและหนทางสู่ปัญญา จะต้องมีความเข้าใจเบื้องต้นก่อน ว่าคำว่า “ปัญญา” นั้นแบ่งออกเป็นสองบริบท คือบริบททาง “โลก” หรือ โลกุตรธรรม และบริบททาง “ธรรม” นั่นคือปรมัตถธรรม โดยการเกิดปัญญาทางโลกนั้นไม่ได้แปลว่าจะเกิดปัญญาทางธรรม แต่ผู้มีปัญญาทางธรรมจะสามารถเข้าถึงสิ่งต่างๆ ด้วยหลักเหตุและผล และเข้าใจตามธรรมชาติที่มันเป็นจริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเกิดและดับ ทำให้สามารถเข้าใจและแก้ปัญหาทางโลกได้

ความเข้าใจพื้นฐานที่สอง คือเป้าหมายของมนุษย์คือการต้องการพ้นทุกข์ และมนุษย์ต้องดำเนินกระบวนการเป็นขั้นตอนเพื่อนำไปสู่การพ้นทุกข์ ซึ่งมีเป้าหมายคือการมีปัญญา (ทางธรรม) ทำให้เห็นและเข้าใจกฏของธรรมชาติ ตามความเป็นจริง อันได้แก่ธรรมชาติของการเกิด-ดับ ซึ่งป.อ.ปยุตฺโตได้ให้คำจำกัดความของคำว่าปัญญาในทางธรรมนี้ไว้ว่า คือ “ความรอบรู้ในกองสังขารมองเห็นตามความเป็นจริง” ซึ่งปรากฏในหลักธรรมต่างๆ ในพระไตรปิฎก ได้แก่ไตรสิกขา, อธิษฐานธรรม 4, อินทรีย์ 5, พละ 5, เวสารัชชกรณธรรม 5, สัทธรรม 7, อริยทรัพย์ 7, และบารมี 10 ส่วนความหมายอื่นๆ ล้วนเป็นความหมายของปัญญาทางโลกทั้งสิ้น เช่น ความรู้ทั่ว, ปรีชาหยั่งรู้เหตุผล, ความรู้เข้าใจชัดเจน, ความรู้เข้าใจหยั่งแยกได้ในเหตุผล ดีชั่ว คุณโทษ ประโยชน์มิใช่ประโยชน์ เป็นต้น และรู้ที่จะจัดแจง จัดสรร จัดการ ดำเนินการให้บรรลุผล ล่วงพ้นปัญหา

มนุษย์แต่ละคนจะสามารถพัฒนาตนเองสู่การพ้นทุกข์ได้ต่างขั้นกัน บางคนมีพื้นฐานมาดีแล้ว ศึกษาทำความเข้าใจไม่เท่าไรก็บรรลุธรรมได้ บางคนพื้นฐานดีแต่หลงผิด ก็ถอยหลังเข้าคลอง บางคนพื้นฐานน้อย แต่มีความพยายามก็บรรลุธรรมได้ บางคนพื้นฐานน้อย สามารถพัฒนาได้ตามปัจจัยที่ตนมี ต้องใช้เวลามากกว่าคนพื้นฐานดี ซึ่งพระพุทธเจ้าได้จำแนกมนุษย์ที่มีพื้นฐานต่างๆ ออกเป็นบุคคล 4 จำพวก หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ บัว 4 เหล่า โดยการที่มนุษย์คนหนึ่งๆ จะเป็นบัวเหล่าใด อยู่ที่กรรมที่กระทำมา ซึ่งตีความได้ทั้งการกระทำในอดีตชาติ และการกระทำในปัจจุบัน (อันนี้ตีความเอง) การสั่งสมบุญบารมีนั่นเองเป็นที่มาของขนบความเชื่อเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ ว่าเป็นผู้สั่งสมบุญบารมีมามาก พร้อมที่จะเป็นผู้นำคนอื่นๆ ให้พ้นทุกข์ (ใกล้เคียงกับแนวคิดเรื่องพระโพธิสัตว์ของมหายาน)

ด้วยความเข้าใจพื้นฐานทั้งสองข้อดังกล่าว มนุษย์จะสามารถพัฒนาตนเองไปสู่การพ้นทุกข์โดยผ่านกระบวนการที่เรียกว่าไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา โดยกระบวนการนี้เป็นกระบวนการเดียวกันกับขนบสากลเรื่องความดี ความงาม ความจริง รวมทั้งกระบวนการที่ท่านพุทธทาสเรียกว่า สะอาด สว่าง สงบ (ซึ่งอันที่จริงน่าจะเรียงว่า สะอาด สงบ สว่าง ถึงจะเข้ากันกับไตรสิกขา และความดี ความงาม ความจริง)

กระบวนการศีล สมาธิ ปัญญา เป็นกระบวนการเส้นตรง หมายความว่าไม่สามารถข้ามขั้นตอนได้ (อย่างไรก็ดี อาจารย์บางท่านอาจเห็นไม่ตรงกันว่าอะไรเกิดก่อนอะไร) เริ่มต้นที่ศีล หรือความดี หรือความสะอาด คือการที่มนุษย์รักษากาย วาจา ให้สะอาด ไม่เบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่น ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ให้แนวทางไว้ว่าควรรักษาให้ได้อย่างน้อย 5 ข้อ คือการเว้นจากทำลายชีวิต เว้นจากถือเอาของที่เขามิได้ให้ เว้นจากประพฤติผิดในกาม เว้นจากพูดเท็จ เว้นจากของเมาเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท หน้าที่ของศีล คือการปูพื้นฐานให้มนุษย์มีความตั้งมั่นในจิตใจที่จะก้าวพ้นความทุกข์ หากขาดศีลแล้ว ก็ยากที่จะพัฒนาเป็นขั้นต่อไปได้ อันจะเห็นจากการที่ท่านพุทธทาสในช่วงบั้นปลายชีวิต ได้ให้ความสำคัญกับการสร้างศีลธรรม จนถึงกับพูดว่า หากศีัลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ

กระบวนการถัดมา คือ สมาธิ หรือความงาม หรือความสงบ โดยพจนานุกรมพุทธศาสน์ของป.อ.ปยุตฺโตได้ให้ความหมายไว้ว่า คือ “ความมีใจตั้งมั่น ความตั้งมั่นแห่งจิต การทำใจให้สงบแน่วแน่ ไม่ฟุ้งซ่าน ภาวะที่จิตตั้งเรียบแน่วแน่อยู่ในอารมณ์คือสิ่งอันหนึ่งอันเดียว สมาธิ เราอาจเข้าใจสมาธิผ่านคำจำกัดความของข้อปฏิบัติเพื่อให้เกิดสมาธิ ที่เรียกว่า อธิจิตตสิกขา ซึ่งคือ “ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรมจิตใจเพื่อให้เกิดสมาธิ ความเข้มแข็งมั่นคงพร้อมทั้งคุณธรรมและคุณสมบัติที่เกื้อกูลทั้งหลาย เช่น สติ ขันติ เมตตา กรุณา สดชื่น เบิกบาน เป็นสุข ผ่องใส อันจะทำให้จิตใจมีสภาพที่เหมาะแก่การใช้งาน [โดย]เฉพาะอย่างยิ่ง ให้เป็นฐานแห่งการเจริญปัญญา

การฝึกสมาธิ หรือสมถะภาวนา คือสิ่งที่เราเรียกกันง่ายๆ ว่า การนั่งสมาธิ ซึ่งมีเป้าหมายทำให้จิตใจนิ่ง สงบ ละเมียด และเบิกบาน พร้อมที่จะฝึก วิปัสนา ซึ่งก็คือการฝึกให้ตามรู้การเกิด-ดับตามความเป็นจริง ซึ่งก็คือปัญญานั่นเอง

หากจะกล่าวว่าสมาธิหรือความสงบ เป็นสิ่งเดียวกับความงาม ก็อาจกล่าวได้ในบริบทว่าความงาม (beauty) คือคุณสมบัติหนึ่งของจิตเมื่อจิตรับรู้ถึงความดี ความมีศีลธรรม คุณธรรม ความเอื้ออาทร และคุณค่าด้านบวกต่างๆ แล้วเกิดความสะเทือนใจ (resonate) อันเป็นการเปิดทัศนะ และกล่อมเกลาจิตใจให้พร้อมในการรับรู้ความจริง (truth)

ขั้นตอนสุดท้าย คือปัญญา หรือความจริง หรือความสว่าง คือการที่มนุษย์เข้าใจและเข้าถึงความจริง ว่าทุกอย่างไม่มีตัวตน (เป็นอนัตตา ไม่ใช่อัตตา) เพราะทุกอย่างมีเกิดและมีดับเป็นธรรมดา ไม่สามารถห้ามหรือหยุดยั้งได้ เมื่อรู้เช่นนั้น ความทุกข์ก็จะหมดลง เพราะความทุกข์ อันที่จริง ก็เป็นเพียงปรากฏการณ์ที่จิตไปจับอยู่กับการรับรู้ของทวารทั้ง 5 และไปปรุงแต่งให้เกิดอารมณ์ บนฐานของความยึดติดว่าสิ่งต่างๆ มีตัวตนเป็นวัตถุ เมื่อเข้าใจเช่นนี้ มนุษย์ก็จะละจากการยึดติดและปรุงแต่ง ทั้งต่ออารมณ์และร่างกาย (เรียกว่า อวิชชา) และนี่คือการบรรลุธรรม หรือนิพพาน อันเป็นเป้าหมายสูงสุดของมนุษย์ตามแนวทางพระพุทธศาสนานั่นเอง

กระบวนการนำไปสู่ปัญญา ทำได้หลายแบบ อันแรก คือมรรคมีองค์ 8 หรือข้อปฏิบัติ 8 ข้อที่สร้างเสริมศีล สมาธิ และปัญญา อันที่สอง คือโยนิโสมนสิการ หรือการคิดพิจารณาอย่างแยบคาย “เพื่อเข้าถึงความจริงโดยสืบค้นหาเหตุผลไปตามลำดับจนถึงต้นเหตุ” ซึ่งจะทำให้เกิดปัญญาจากการคิดพิจารณา (จินตามยปัญญา)

เมื่อเข้าใจเช่นนี้ ย้อนกลับมาที่คำถามตั้งต้นว่า จะใช้ ICT สร้างเสริมปัญญาอย่างไร ก็คงต้องยึดตามไตรสิกขา นั่นคือศีล (ความดี, สะอาด) สมาธิ (ความงาม, สงบ) และ ปัญญา (ความจริง, สว่าง) โดยอาจแบ่งเป็น 3 ยุทธศาสตร์ ดังนี้

1. การใช้ ICT เพื่อสร้างเสริมความดี คุณธรรม จริยธรรม ซึ่งอาจหมายถึงการรณรงค์งดเหล้า บุหรี่ อบายมุข การปลูกฝังสำนึกร่วมของสังคมเพื่อให้คนไม่เบียดเบียนกัน และมาตรการอื่นๆ ที่ทำให้คนเป็นคนดี ไม่เบียดเบียน พึ่งตนเองได้

2. การใช้ ICT เพื่อสร้างเสริมความงาม ความละเอียดอ่อน คุณค่าด้านดีงามในสังคม เช่น ศิลปะ วรรณกรรม วัฒนธรรม ทั้งในเชิงสัญลักษณ์ทางวัตถุ และเชิงจิตใจ

3. การใช้ ICT เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้พุทธศาสนาที่ถูกต้อง นำไปสู่การเข้าถึงความจริง หรืออาจเรียกว่าการ re-discover พุทธศาสนา ซึ่งเคยเป็นรากฐานและสายใยของสังคมไทย แต่สูญหายไปในกระแสทุนนิยม วัตถุนิยม และบริโภคนิยม

ส่วนเรื่องข้อมูล ความรู้ ความฉลาด ระบบคิด ที่เป็นปัญญาด้านโลก ก็สามารถสร้างเสริมได้ไปพร้อมๆ กันโดยอาจเป็นยุทธศาสตร์ที่ 4 แต่ต้องตีความให้แยกออกจากปัญญาทางธรรม

ปัญญาที่หายไป (และทำยังไงให้ไม่หาย)

ผมเคยจินตนาการว่ากำลังยืนอยู่หน้าชั้นหนังสือของปราชญ์ท่านหนึ่ง ในชั้นประกอบด้วยงานเขียนทั้งที่เป็นหนังสือ จดหมาย และบันทึกลายมือ กระดาษเป็นสีเหลืองกรอบ ฝุ่นจับหนา

ฉับพลันนั้น ผมร้องไห้ เพราะทั้งปีติที่ได้เห็นกองความรู้ (ที่กลั่นออกมาแล้ว) ขนาดมหาศาล และสะเทือนใจ ที่หนังสือเหล่านั้นก็ยังคงอยู่ในห้องเล็กๆ นั่น และตายไปพร้อมๆ กับชีวิตของปราชญ์ท่านนั้น

จุดก้าวกระโดดที่ทำให้มนุษยชาติมีความรู้กันถ้วนหน้าโดยฉับพลัน คือการประดิษฐ์แท่นพิมพ์ Gutenburg ที่ทำให้คนทั่วไปเข้าถึงความรู้และข้อมูลได้ง่าย พอมาถึงตอนนี้ อินเทอร์เน็ตเป็นก้าวกระโดดก้าวที่สอง ที่ลดปราการการเข้าถึงความรู้ แต่สิ่งที่เราเห็นบนอินเทอร์เน็ต (โดยเฉพาะในไทย) คือข้อมูลขยะและความรู้ปลอม (Pseudo-science) การเผยแพร่อบายมุขและการแสดงออกอย่างไร้สำนึก อินเทอร์เน็ตในฐานะ “พาหะ” ในการเผยแพร่และกระจายความรู้ กลับถูกใช้ไปอีกทาง

คำถามคือ จะทำอย่างไรให้อินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือในการสร้างความรู้และปัญญาอย่างแท้จริง?

ผมจินตนาการถึงระบบที่บันทึกความรู้ที่เป็นข้อมูล เช่น งานวิจัย สถิติ และความรู้ที่เป็นทัศนะอันทรงภูมิ ของ “ปราชญ์” หรือผู้รู้ในสายนั้นๆ และเผยแพร่ให้ใครก็ได้สามารถเข้าถึงและนำไปใช้ เป็นจุดตั้งต้น และแรงบันดาลใจที่จะศึกษาหาความรู้ในเรื่องนั้นๆ ต่อไป

ดังนั้น ถ้าคุณอยากรู้เรื่องเกษตรปราณีต คุณอาจไม่ต้องไปถามดอกเตอร์ด้านการเกษตร แต่ไปถามเกษตรกรที่ทำเรื่องนี้จริงๆ

ผมจินตนาการถึงระบบที่บันทึกความรู้และทัศนะที่ปราณีต คือ มีหลักคิดที่ชัดเจน ลึกซึ้ง หลักแหลม และรอบด้าน ไม่ใช่ความรู้แดกด่วนที่ได้มาจากการตัดแปะ

ผมจินตนาการถึงระบบที่เมื่อคนเข้ามาใช้ อ่าน ดู แล้วจะเกิดแรงบันดาลใจให้คิดต่อ ค้นต่อ ศึกษาต่อ และแลกเปลี่ยนความสนใจนั้นกับคนอื่น

บางคนอาจจะบอกว่า wikipedia คือคำตอบ แต่ที่ผ่านมาเราก็รู้กันว่าแนวคิด the wisdom of crowds ใช้ได้กับสังคมที่คนกระตือรือร้นและเป็นฝ่ายรุก และคนส่วนมากมีปัญญาความคิดพอสมควร

แต่นั่นไม่ใช่ลักษณะของสังคมไทย

หากเราเชื่อเรื่องทางสายกลาง ผมคิดว่าแนวคิดการทำระบบเก็บข้อมูลและความรู้ของผู้รู้ ตามประเด็นที่น่าสนใจ ผสานกับการให้ผู้ใช้มีส่วนร่วมในการคัดเลือกประเด็น ถกเถียง แลกเปลี่ยน น่าจะเป็นคำตอบที่สมดุลของการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อพัฒนาความรู้และปัญญา ในบริบทของประเทศไทย

นี่คือสิ่งหลักๆ ที่ผมอยากจะทำให้สำเร็จก่อนตาย

และเรากำลังวางแผนที่จะทำจริงๆ ครับ อ่านเพิ่มเติมที่บันทึก การเก็บปัญญาดิจิตอลของคนไทยไว้เพื่อคนในอนาคต (และปัจจุบัน) ของคุณสุนิตย์ได้เลย

ทัศนะ “รักตัวเองดีที่สุด” กับโลกทุนนิยมเสรี

หลังจากที่ได้สอนนักศึกษาปริญญาตรีมา 3 เทอม ผมพบสิ่งที่น่าสังเกตอย่างหนึ่ง ก็คือคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะที่มีความรู้ มีการศึกษา มักมีทัศนะ “รักตัวเองดีที่สุด”

ทัศนะ “รักตัวเองดีที่สุด” มันจะถูกเอ่ยหรือแสดงออกเมื่อคนคนนั้นผ่านเหตุการณ์อะไรสักอย่างในชีวิตที่สะเทือนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความผิดหวังเรื่องความรัก พวกเขามักจะคิดว่า ไม่มีใครรักเราจริง (เว้นเสียต่อพ่อแม่พี่น้อง) ดังนั้น เราควรจะรักตัวเอง ใส่ใจตัวเอง ไม่เอาตัวเราไปเกาะยึด หรือตั้งความหวังกับใคร

ทัศนะรักตัวเอง มักจะมาคู่กับความต้องการที่จะมีชีวิตอิสระ ทั้งแบบที่ทำได้จริง (ที่บ้านปล่อยเสรีอยู่แล้ว) กับแบบที่อยากจะทำ (ที่บ้านเข้มงวด) ซึ่งเป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจได้ เนื่องจากการถูกกดทับโดยระบบสังคม และใจแบบวัยรุ่นที่ไม่ต้องการกรอบมาจำกัดจินตนาการและพัฒนาการของตน

ผมบอกไม่ได้ว่าทัศนะรักตัวเอง หรือความต้องการเสรีภาพสุดโต่ง ดีหรือไม่ และจะส่งผลต่อสังคมโดยรวมในอนาคต เมื่อคนเหล่านี้เติบโตเป็นผู้ใหญ่อย่างไร แต่อยากจะตั้งข้อสังเกตว่า ทั้งความรักตัวเอง และความต้องการเสรีภาพ อันที่จริงมีความสอดคล้องกับแนวคิดทางการเมืองและเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเสรีและอนาธิปไตย ที่เคลื่อนไหวบนพื้นฐานว่ามนุษย์ทุกคนควรทำสิ่งที่คิดว่าดีที่สุดสำหรับตน โดยปราศจากกลไกปกครองหรือควบคุม แล้วโลกจะเคลื่อนเข้าสู่ดุลยภาพและดำเนินไปได้ด้วยดีอย่างมีประสิทธิภาพเอง ซึ่งจุดนี้ ผมพอจะมีจุดยืนที่ชัดระดับหนึ่งว่า ไม่เห็นด้วย

ผมเชื่อว่า โลกทุนนิยมและเสรีนิยมสุดโต่งกำลังนำเราสู่ขาลงของอารยธรรม เริ่มตั้งแต่กระบวนการผลิตที่ตอบสนองความต้องการของคนส่วนมาก (ที่ไม่จำเป็นต้องฉลาด) ในระบบอุตสาหกรรม นำมาสู่สินค้าเช่นอาหารที่ไม่ใช่ “อาหาร” อีกต่อไป วัฒนธรรมและความอ่อนช้อยที่ถูกสืบทอดมา กำลังถูกแทนที่ด้วยประสิทธิภาพและความ “เหมือนๆ กันหมด” ความลึกซึ้งของภูมิปัญญาถูกแทนที่ด้วย “ข้อมูล” จำนวนมหาศาลที่คนหลงคิดว่ามันคือ “ความรู้” หรือ “ปัญญา” สิ่งที่มีค่ากับสังคมและมนุษย์กำลังจะหายไป สิ่งแวดล้อมและธรรมชาติถูกทำลาย สักวัน เราอาจมีชีวิตอยู่ใน Galactic Empire ที่ยิ่งใหญ่ แต่ต้องมุดไปอยู่ใต้ดินและกินยีสต์แทนอาหารจริงเหมือนในนิยายของ Isaac Asimov ก็เป็นได้ นั่นเป็นชีวิตที่น่าอยู่หรือ?

เทคโนโลยีช่วยให้คน “อ่านหนังสือ” มากขึ้นไม่ได้

ระยะนี้กำลังถกกับคนรอบข้างถึงแนวโน้มการอ่านหนังสือของคน และบทบาทของเทคโนโลยีกับการอ่านหนังสือ ได้ข้อสรุป (ที่สรุปเอง) บางประการ

เดิมหลายๆ คนเชื่อว่า อินเทอร์เน็ตจะทำให้คนอ่านมากขึ้น แต่เมื่อลองคิดดีๆ แล้ว คนอ่านมากไม่ได้หมายความว่าคนจะอ่านอย่าง “มีคุณภาพ” หรืออ่านแล้วได้ความรู้ พัฒนาตัวตน เพราะการอ่านหรือการรับสารใดๆ มี 2 เป้าหมาย คือ อ่านเพื่อรับข้อมูล กับ อ่านเพื่อสร้างความรู้และปัญญา ทั้งสองอย่างนั้นต่างกันมาก เช่น การอ่านข่าวเพื่อรับข้อมูลเป็นหลัก การอ่านค้นหาเนื้อหาในเว็บเพื่อรับข้อมูลเป็นหลัก

การอ่านบนเว็บ คนมักจะใช้เวลาสั้น และอ่านหลายอย่างในระยะเวลาหนึ่งๆ ไม่เหมือนกับการอ่านหนังสือ ที่ใช้เวลานาน อ่านเป็นเรื่องๆ เรื่องหนึ่งหลายร้อยหน้า ผมเชื่อว่าการอ่านอย่างหลังจะส่งผลให้เกิดความรู้และปัญญามากกว่าการอ่านแบบแรก เพราะข้อมูลจะถูกซึมซับไปทีละน้อย แต่ลึก ต่างจากการอ่านฉาบฉวย ที่ได้ข้อมูลเอาไปใช้งานระยะสั้นได้จริง แต่ไม่ได้สร้างองค์ความรู้หรือทำให้เราได้คิดอะไรจริงๆ จังๆ

แล้วทำไมพฤติกรรมการอ่านบนเว็บถึงเป็นอย่างนั้น ก็มีหลายเหตุผล เหตุผลหลักน่าจะเป็นธรรมชาติของเว็บ ที่เข้าถึงง่าย สร้างเนื้อหาง่าย ทำให้คนโดยเฉลี่ยที่ไม่ใช่คนที่ถนัดทางการเขียน หรือมีความรู้ลึกซึ้ง สามารถเขียนได้ ในเว็บ เราอ่านสิ่งที่คนจำนวนมากเขียน ซึ่งต่างคนต่างก็รู้เรื่องที่ตนรู้ มารวมกัน ปะติดปะต่อกัน กลายเป็นชิ้นส่วนของข้อมูล หรือกลายเป็นองค์ความรู้ในที่สุด

ธรรมชาติของเว็บอีกข้อ คือการเชื่อมโยง (link) ที่ทำได้ง่ายดาย เมื่อเราอ่านเรื่องหนึ่งๆ อยู่ เราสามารถคลิกไปเรื่องอื่นที่สนใจได้อย่างรวดเร็ว ทำให้มักจะไม่สามารถอ่านเรื่องเรื่องหนึ่งได้ตั้งแต่ต้นจนจบ แต่จะรู้กว้าง รู้หลายเรื่อง แต่ไม่รู้ลึก

เหตุผลอีกข้อที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน คือข้อจำกัดเรื่องอุปกรณ์ การอ่านจากหน้าจอเป็นเวลานานๆ ต่อเนื่องทำให้ตาล้า เพราะหน้าจอถูกออกแบบมาเพื่อแสดงผลหลากหลายประเภท โดยเฉพาะภาพ ภาพเคลื่อนไหว ที่มี contrast มาก แต่การอ่านต้องการจอที่ contrast ต่ำ และใช้แสงธรรมชาติถ้าเป็นไปได้ ธรรมชาติของร่างกายจึงปฏิเสธการอ่านบนหน้าจอเป็นระยะเวลานาน

คำถามที่สำคัญในขั้นนี้ คือถ้ามีการพัฒนาอุปกรณ์อ่านหนังสือโดยเฉพาะ (เช่น Amazon’s Kindle) ที่มีหน้าจอที่ออกแบบมาให้อ่านข้อความ และตัวเครื่องที่ขนาดและรูปร่างใกล้เคียงกับหนังสือ สามารถใช้งานได้นานโดยไม่ต้องชาร์จ คนจะอ่านหนังสือ digital อย่างมีคุณภาพเหมือนหนังสือธรรมดาหรือไม่

Amazon’s Kindleคำตอบของผมคือ อาจเป็นไปได้ระดับหนึ่ง แต่ปัญหาที่สำคัญก็คือ คงไม่มีบริษัทในระบบทุนนิยมใดๆ ที่บ้าพอที่จะทำอุปกรณ์ดังว่าออกมาขาย เพราะความต้องการอ่านหนังสือทั่วโลกมีไม่มากขนาดที่ทำแล้วจะขายได้คุ้มทุน ลองคิดดูเล่นๆ ว่า เมื่อ 10-20 ปีก่อน ยอดพิมพ์หนังสือให้คุ้มทุก คือประมาณ 3,000 เล่ม เวลาผ่านไปหลายทศวรรษ ก็ยังพิมพ์กัน 3,000 เล่มอยู่ ทั้งๆ ที่คนรู้หนังสือกันมากขึ้น จบปริญญากันมากขึ้น เมื่อเทียบกับความจริงข้อนี้ ก็ต้องถือว่า คน (อย่างน้อยก็คนไทย) อ่านหนังสือกันน้อยลง จะไปมี demand ซื้ออุปกรณ์อ่านหนังสือ digital ได้อย่างไร

สรุปความเห็นของผมก็คือ เทคโนโลยีทำให้คน “อ่าน” มากขึ้น แต่ “อ่านหนังสือ” น้อยลง เพราะการอ่านส่วนมากจะเป็นไปเพื่อเอา “ข้อมูล” ไม่ใช่สร้าง “ความรู้” ซึ่งอินเทอร์เน็ตและหน้าจอเหมาะมากกับการอ่านเอาข้อมูล แต่ไม่เหมาะเลยกับการอ่านเอาความรู้ การ “อ่านหนังสือ” ทั้งบนกระดาษและบนอุปกรณ์อื่นๆจะมีแนวโน้มลดลง คนจะเรียนรู้กันโดยการดูและฟังมากขึ้น อย่างที่เราเพิ่งเห็นว่าความนิยมเว็บ YouTube แซงหน้า Google ไปแล้ว

แต่จะมีการเรียนรู้แบบใดที่ทำให้คนละเอียด ลึกซึ้ง และนำไปสู่ปัญญาได้เท่าหนังสือกระดาษ…

ความไม่รู้เกิดจากการ “ขาดทัศนคติต่อการเข้าถึงความรู้”

ความหมกมุ่นที่เกี่ยวกับเรื่องงานของผม ในระยะหลังๆ คนหนีไม่พ้นคำถามที่ว่า ทำอย่างไรจะทำให้คนมี “ปัญญา” กันมากขึ้น และมีอย่างมีคุณภาพ

แน่นอน การมีปัญญาประกอบด้วยปัจจัยหลายประการ ซึ่งเท่าที่สรุปเอง ได้แก่

  1. การคิดอย่างเสรี ไร้กรอบ
  2. การคิดอย่างวิพากษ์ มีเหตุผล ลึกซึ้ง
  3. การคิดอย่างมีข้อมูล

ในที่นี่จะขอพูดถึงปัญหาเรื่อง “การคิดอย่างมีข้อมูล” โดยปัญหาที่พบคือ คนจำนวนมากคิดไม่เป็น แก้ปัญหาไม่ได้ ไม่รู้จักพัฒนา (aka ไม่มีปัญญา) คำอธิบายพื้นฐานที่ตอบปัญหาข้อนี้ได้ ก็คือคนจำนวนมากเข้าไม่ถึงข้อมูล

ลองมาคิดดูว่าคำอธิบายนี้เป็นจริงหรือไม่ ในโลกที่ข้อมูลอยู่ใกล้ หยิบจับได้เพียงแค่คลิก เรายังเห็นคนจำนวนมากไม่สนใจที่จะหยิบจับ หรือแม้แต่ “เริ่มคิด” ที่จะหยิบจับข้อมูลเหล่านั้น มาใช้แก้ปัญหาหรือพัฒนาตัวเองและสิ่งรอบข้าง ส่วนจำนวนมากทำอะไรซ้ำซาก ไม่ขวนขวายหาสิ่งใหม่ ทั้งๆ ที่ถ้าคิดจะขวนขวาย ข้อมูลเหล่านั้นก็ได้มาง่ายเหลือเกิน ไม่ว่าจากการถาม จากสื่อ ทั้งสื่อเก่า และสื่อใหม่ เช่นอินเทอร์เน็ต

นั่งคิดๆ ก็สรุปพอได้ว่า ปัญหาไม่ใช่คนเข้าไม่ถึงข้อมูลและความรู้ แต่ปัญหาคือคน “ขาดทัศนคติต่อการเข้าถึงข้อมูลและความรู้” กล่าวคือ ไม่เห็นความสำคัญและไม่ใส่ใจที่จะเข้าถึงสิ่งเหล่านั้น

แล้วทำอย่างไรคนถึงจะกระตือรือร้นในการเข้าถึงข้อมูลเพื่อเรียนรู้ แก้ปัญหา และพัฒนา ด้วยตัวเอง ผมเชื่อว่าคนเราจะทำอะไร ต้องเกิดจากแรงกระตุ้น “ภายใน” มากกว่าแรงกระตุ้นภายนอก เช่น ทำตามๆ กัน หรือแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ คนเราจะทำอะไรจริงๆ จังๆ เพราะ “อยากทำ” จากข้างใน เช่น อยากเล่นดนตรีเพราะฟังเพลงแล้วมีความสุข มากกว่าอยากเล่นเพราะทำเป็นอาชีพได้ อยากทำอาหารเพราะมีความสุขเวลาผัดกับข้าว มากกว่าอยากทำเพราะราคาถูกกว่าซื้อ อยากทำงานเพราะเป็นสิ่งที่เราสนใจ มากกว่าอยากทำงานเพราะได้เงิน อยากเรียนรู้เพราะการได้คิดและได้รู้ทำให้เราเข้าใจโลกมากขึ้น มากกว่าอยากรู้เพราะจะทำให้เราดูฉลาดในสายตาเพื่อน

ดังนั้น การให้การศึกษาเพื่อทำให้คนมีทัศนคติต่อการเข้าถึงความรู้เพื่อเรียนรู้ จึงควรมุ่งเน้นไปที่การชี้ให้เห็นว่า “การรู้” ทำให้เราเข้าใจโลก ชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหา และพัฒนา มากกว่าการรู้เพื่อประกอบอาชีพ หรือรู้เพื่อเป็นการปูทางไปสู่ความสำเร็จอื่น

ขออภัยที่เขียนสั้นมาก จริงๆ อยากขยายความเกือบทุกบรรทัด แต่หมดแรงแล้วตอนนี้ ขอให้อ่าน between-the-line ละกันครับ

ด้านกลับของเทคโนโลยี

ผมทำงานเกี่ยวกับเทคโนโลยีโดยตรง แต่หลังๆ เริ่มไม่ศรัทธาเทคโนโลยี ผมคิดว่าเทคโนโลยีอาจส่งผลร้ายเทียบเท่าหรือมากกว่าผลดี มันอาจจุดชนวนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่แก่อารยธรรมมนุษย์ยิ่งกว่าการพัฒนาแท่นพิมพ์ Gutenberg แต่ผมไม่แน่ใจว่าพัฒนาการนั้นจะนำโลกไปสู่อะไรกันแน่

สิ่งที่ผมเห็นก็คือ โลกที่ข้อมูลล้นหลาม หยิบฉวยได้ทุกเมื่อ ปัญหาเดิมของการพัฒนมนุษย์และสังคม คือ การเข้าไม่ถึงข้อมูล แต่ตอนนี้ ทุกคนเข้าถึงข้อมูลได้ ปัญหาอยู่ที่ว่า จะจัดการกับข้อมูลปริมาณมหาศาลเหล่านั้นได้อย่างไร

ปัญหานี้อาจตอบไม่ยาก เรามีบริษัท Google ที่มีภารกิจ “จัดการข้อมูลโลกให้เข้าถึงได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยทุกๆ คน” เรามีความพยายามมากมายที่จะพัฒนาทั้งเทคนิคและนโยบายที่จะทำให้ข้อมูลที่คนคนหนึ่งต้องการ ถูกรวบรวม เชื่อมโยง อย่างมีความหมาย ให้เข้าถึงได้เมื่อต้องการภายในเสี้ยววินาที

แต่เรื่องที่ยากกว่าและยังไม่มีใครตอบได้ คือ “คนจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเมื่อเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นหรือไม่” นี่เป็นคำถามที่ Subjective มาก เพราะเราต้องมานั่งถามว่า แล้ว “คุณภาพชีวิต” ที่ว่านั่นมันคืออะไร?

ผมเองก็ไม่มีคำตอบให้ แต่ให้ลองจินตนาการถึงสังคมที่เด็กไม่ต้องใช้จินตนาการวาดภาพประเทศอื่นๆ เพราะเข้าเน็ตก็มีรูปให้ดู ลองคิดถึงเด็กมัธยมที่เวลาจะทำการบ้านการแค่เข้าไปหาคำตอบสำเร็จรูปในเน็ต หรือไม่ก็ใช้ระบบถามตอบให้คนอื่นมาช่วย ลองคิดถึงหนุ่มสาวที่ไม่รู้รสละเมียดละไมและความรู้สึกของการรอคอยเมื่อเขียนจดหมายรักหากัน ทุกคนจะใจร้อน ใจเร็ว รอไม่เป็นกับทุกๆ เรื่อง เพราะเคยชินกับการฉวยจับทุกๆ อย่างได้ภายในเสี้ยววินาที ลองคิดถึงนักวิจัยที่เก็บนิดนี่หน่อยจากเน็ต แล้วเอามาผสมกันเป็นงานวิจัยอลังการ แทนที่จะค้นคว้าเจาะลึก ทำความเข้าใจเรื่องนั้นๆ อย่างถึงรากด้วยตัวของตัวเอง ห้องสมุดจะไม่มีความหมาย ความตรากตรำจะไม่เป็นที่รู้จัก และอื่นๆ และอื่นๆ…

สรุปก็คือ เทคโนโลยีมีด้านกลับ อันได้แก่การทำให้ทุกอย่าง “ง่าย” เกินไปจนกลายเป็นความจับจด ความไม่มีสมาธิ ความตื้นเขินไร้ “ปัญญา” ผมว่าเราต้องคิดเรื่องนี้กันก่อนจะสายเกินไป ไม่อย่างนั้น เราอาจกำลังมีชีวิตอยู่ในวาระสุดท้ายของโลกที่คนมี “ปัญญา” ก็ได้ ใครจะรู้

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: