Entangle

A written expression

Tag: อารยธรรม

ภาพสะท้อนของอารยะ

มนุษย์เกิดมาเพื่อพัฒนาสู่ความเป็น “อารยชน” อันกอรปด้วย “วิทยาการ” และ “ศิลปะ”

เขาเหล่านั้นปลูกสร้างเจดีย์เพื่อสะท้อนความรักต่อพระศาสดา

เขาตื้นตันต่อความรักอันไร้การจำกัดด้วยสันถารและเวลาของสิทธารถะ

และความรักอันไร้รูปนามนั่นเองคือข้อบ่งชี้ว่ามนุษย์คือผู้มีอารยะแล้ว…

——————————————

(ภาพถ่ายขาวดำ ลงสีด้วยมือ โดยชัยพงษ์ กิตตินราดร)

คนรุ่นใหม่ผู้หลงมัวเมาอยู่กับ “เสรีภาพ”

วันนี้อยากเขียนบันทึก แต่นึกไม่ออกว่ามีประเด็นอะไรให้เขียนได้ชัดๆ มีแต่ “กระแสความคิด” ไหลไปมา เลยลองเขียนดูว่าจะเป็นยังไง (กระแสความคิด เป็นคำที่ผมประดิษฐ์เอง มาจาก กระแสสำนึก – stream of consciousness ซึ่งเป็นกลวิธีการเล่าเรื่องแบบหนึ่งที่ Marcel Proust และ James Joyce ชอบใช้)

- คนรุ่นใหม่กำลังหลงอยู่กับคำว่า “เสรีภาพ” โดยแทนที่จะคิดว่ามีเสรีภาพเพื่ออะไร พวกเขากลับคิดว่าคนเราต้องมีเสรีภาพเพราะเราเกิดมาพร้อมกับเสรีภาพ (freedom for freedom’s sake) คนพวกนี้ไม่สนใจบรรทัดฐานและความถูกต้องพื้นฐานที่คนธรรมดาที่มีมโนสำนึกจะคิดได้ แต่ชอบที่จะเล่นแร่แปรธาตุกับคำและสถานการณ์เพื่อสนับสนุนอะไรก็ตามที่ไปด้วยกันได้กับ “เสรีภาพ” เช่นการแข่งขันเสรี การเบียดเบียนเพื่ออยู่รอด การแย่งตลาดและลูกค้า และ “ธรรมชาติ” ของมนุษย์

- ผมอยากถามต่อว่า ถ้าปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตาม “ธรรมชาติ” แล้วการดำรงอยู่ของอารยธรรมและวิวัฒนาการจะมีความหมายอันใด? เราจะต่างอะไรกับสัตว์ป่า?

- มนุษย์เกิดมาเพื่อกล่อมเกลาตัวเองและสังคมให้พัฒนายิ่งๆ ขึ้นไป นั่นเป็นที่มาของ “ศีลธรรม” “บรรทัดฐาน” และ “ระเบียบแบบแผน” ซึ่งถ้าใช้ให้สอดคล้องกับ “ข้อมูล” “ความรู้” และ “ปัญญา” จะนำไปสู่ “อารยธรรม”

- ทุนนิยมและเสรีนิยมเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุด ที่ “คนรุ่นใหม่” เหล่านั้นอ้างว่าสอดคล้องกับ “ธรรมชาติ” (อันดิบ เถื่อน และยังไม่ถูกกล่อมเกลา) ของมนุษย์

- ผมเชื่อในทางสายกลาง (moderation) และการคิดอย่างใตร่ตรอง (consideration) ก่อนที่จะพูดหรือทำอะไร

ทัศนะ “รักตัวเองดีที่สุด” กับโลกทุนนิยมเสรี

หลังจากที่ได้สอนนักศึกษาปริญญาตรีมา 3 เทอม ผมพบสิ่งที่น่าสังเกตอย่างหนึ่ง ก็คือคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะที่มีความรู้ มีการศึกษา มักมีทัศนะ “รักตัวเองดีที่สุด”

ทัศนะ “รักตัวเองดีที่สุด” มันจะถูกเอ่ยหรือแสดงออกเมื่อคนคนนั้นผ่านเหตุการณ์อะไรสักอย่างในชีวิตที่สะเทือนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความผิดหวังเรื่องความรัก พวกเขามักจะคิดว่า ไม่มีใครรักเราจริง (เว้นเสียต่อพ่อแม่พี่น้อง) ดังนั้น เราควรจะรักตัวเอง ใส่ใจตัวเอง ไม่เอาตัวเราไปเกาะยึด หรือตั้งความหวังกับใคร

ทัศนะรักตัวเอง มักจะมาคู่กับความต้องการที่จะมีชีวิตอิสระ ทั้งแบบที่ทำได้จริง (ที่บ้านปล่อยเสรีอยู่แล้ว) กับแบบที่อยากจะทำ (ที่บ้านเข้มงวด) ซึ่งเป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจได้ เนื่องจากการถูกกดทับโดยระบบสังคม และใจแบบวัยรุ่นที่ไม่ต้องการกรอบมาจำกัดจินตนาการและพัฒนาการของตน

ผมบอกไม่ได้ว่าทัศนะรักตัวเอง หรือความต้องการเสรีภาพสุดโต่ง ดีหรือไม่ และจะส่งผลต่อสังคมโดยรวมในอนาคต เมื่อคนเหล่านี้เติบโตเป็นผู้ใหญ่อย่างไร แต่อยากจะตั้งข้อสังเกตว่า ทั้งความรักตัวเอง และความต้องการเสรีภาพ อันที่จริงมีความสอดคล้องกับแนวคิดทางการเมืองและเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเสรีและอนาธิปไตย ที่เคลื่อนไหวบนพื้นฐานว่ามนุษย์ทุกคนควรทำสิ่งที่คิดว่าดีที่สุดสำหรับตน โดยปราศจากกลไกปกครองหรือควบคุม แล้วโลกจะเคลื่อนเข้าสู่ดุลยภาพและดำเนินไปได้ด้วยดีอย่างมีประสิทธิภาพเอง ซึ่งจุดนี้ ผมพอจะมีจุดยืนที่ชัดระดับหนึ่งว่า ไม่เห็นด้วย

ผมเชื่อว่า โลกทุนนิยมและเสรีนิยมสุดโต่งกำลังนำเราสู่ขาลงของอารยธรรม เริ่มตั้งแต่กระบวนการผลิตที่ตอบสนองความต้องการของคนส่วนมาก (ที่ไม่จำเป็นต้องฉลาด) ในระบบอุตสาหกรรม นำมาสู่สินค้าเช่นอาหารที่ไม่ใช่ “อาหาร” อีกต่อไป วัฒนธรรมและความอ่อนช้อยที่ถูกสืบทอดมา กำลังถูกแทนที่ด้วยประสิทธิภาพและความ “เหมือนๆ กันหมด” ความลึกซึ้งของภูมิปัญญาถูกแทนที่ด้วย “ข้อมูล” จำนวนมหาศาลที่คนหลงคิดว่ามันคือ “ความรู้” หรือ “ปัญญา” สิ่งที่มีค่ากับสังคมและมนุษย์กำลังจะหายไป สิ่งแวดล้อมและธรรมชาติถูกทำลาย สักวัน เราอาจมีชีวิตอยู่ใน Galactic Empire ที่ยิ่งใหญ่ แต่ต้องมุดไปอยู่ใต้ดินและกินยีสต์แทนอาหารจริงเหมือนในนิยายของ Isaac Asimov ก็เป็นได้ นั่นเป็นชีวิตที่น่าอยู่หรือ?

ด้านกลับของเทคโนโลยี

ผมทำงานเกี่ยวกับเทคโนโลยีโดยตรง แต่หลังๆ เริ่มไม่ศรัทธาเทคโนโลยี ผมคิดว่าเทคโนโลยีอาจส่งผลร้ายเทียบเท่าหรือมากกว่าผลดี มันอาจจุดชนวนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่แก่อารยธรรมมนุษย์ยิ่งกว่าการพัฒนาแท่นพิมพ์ Gutenberg แต่ผมไม่แน่ใจว่าพัฒนาการนั้นจะนำโลกไปสู่อะไรกันแน่

สิ่งที่ผมเห็นก็คือ โลกที่ข้อมูลล้นหลาม หยิบฉวยได้ทุกเมื่อ ปัญหาเดิมของการพัฒนมนุษย์และสังคม คือ การเข้าไม่ถึงข้อมูล แต่ตอนนี้ ทุกคนเข้าถึงข้อมูลได้ ปัญหาอยู่ที่ว่า จะจัดการกับข้อมูลปริมาณมหาศาลเหล่านั้นได้อย่างไร

ปัญหานี้อาจตอบไม่ยาก เรามีบริษัท Google ที่มีภารกิจ “จัดการข้อมูลโลกให้เข้าถึงได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยทุกๆ คน” เรามีความพยายามมากมายที่จะพัฒนาทั้งเทคนิคและนโยบายที่จะทำให้ข้อมูลที่คนคนหนึ่งต้องการ ถูกรวบรวม เชื่อมโยง อย่างมีความหมาย ให้เข้าถึงได้เมื่อต้องการภายในเสี้ยววินาที

แต่เรื่องที่ยากกว่าและยังไม่มีใครตอบได้ คือ “คนจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเมื่อเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นหรือไม่” นี่เป็นคำถามที่ Subjective มาก เพราะเราต้องมานั่งถามว่า แล้ว “คุณภาพชีวิต” ที่ว่านั่นมันคืออะไร?

ผมเองก็ไม่มีคำตอบให้ แต่ให้ลองจินตนาการถึงสังคมที่เด็กไม่ต้องใช้จินตนาการวาดภาพประเทศอื่นๆ เพราะเข้าเน็ตก็มีรูปให้ดู ลองคิดถึงเด็กมัธยมที่เวลาจะทำการบ้านการแค่เข้าไปหาคำตอบสำเร็จรูปในเน็ต หรือไม่ก็ใช้ระบบถามตอบให้คนอื่นมาช่วย ลองคิดถึงหนุ่มสาวที่ไม่รู้รสละเมียดละไมและความรู้สึกของการรอคอยเมื่อเขียนจดหมายรักหากัน ทุกคนจะใจร้อน ใจเร็ว รอไม่เป็นกับทุกๆ เรื่อง เพราะเคยชินกับการฉวยจับทุกๆ อย่างได้ภายในเสี้ยววินาที ลองคิดถึงนักวิจัยที่เก็บนิดนี่หน่อยจากเน็ต แล้วเอามาผสมกันเป็นงานวิจัยอลังการ แทนที่จะค้นคว้าเจาะลึก ทำความเข้าใจเรื่องนั้นๆ อย่างถึงรากด้วยตัวของตัวเอง ห้องสมุดจะไม่มีความหมาย ความตรากตรำจะไม่เป็นที่รู้จัก และอื่นๆ และอื่นๆ…

สรุปก็คือ เทคโนโลยีมีด้านกลับ อันได้แก่การทำให้ทุกอย่าง “ง่าย” เกินไปจนกลายเป็นความจับจด ความไม่มีสมาธิ ความตื้นเขินไร้ “ปัญญา” ผมว่าเราต้องคิดเรื่องนี้กันก่อนจะสายเกินไป ไม่อย่างนั้น เราอาจกำลังมีชีวิตอยู่ในวาระสุดท้ายของโลกที่คนมี “ปัญญา” ก็ได้ ใครจะรู้

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: