Entangle

A written expression

Tag: ไตรสิกขา

วัดความสำเร็จของชีวิตด้วยมาตรวัดภายใน

คนเราชอบที่จะประเมินตนเองด้วยหลายเหตุผล บางทีการประเมินตนเองก็เป็นไปเพื่อสร้างความรู้สึกปลอดภัย อุ่นใจ มั่นคง เมื่อเรารู้ว่าเราเป็นคนที่เกิดมาแล้วมีความหมาย มีคุณค่า ซึ่งอันที่จริงความต้องการความรู้สึกมีคุณค่านี้ก็เกิดจากเราที่รักตัวเองมากนั่นเอง

แต่ไม่ว่าอย่างไร เราคนธรรมดาก็ยังหนีไม่พ้นความกลัวและความต้องการที่จะมีคุณค่า เราอยากตอบได้ว่าเมื่อเรากำลังจะตาย เรามองย้อนกลับไปทั้งชีวิต เราได้ทำอะไรสำเร็จบ้าง ได้ทิ้งคุณค่าหรือพัฒนาอะไรไว้บ้าง

การประเมินค่าความสำเร็จของชีวิตไม่ใช่เรื่องผิดหรือแปลกอะไร แต่สิ่งที่เป็นปัญหาคือการที่เรามักใช้ปัจจัยภายนอกมาชี้วัดคุณค่าซึ่งเป็นเรื่องภายใน เป็นเรื่องปัจเจกของเรา เรามักคิดว่าต้องทำงานให้ได้ผลสำเร็จ ต้องยิ่งใหญ่เป็นที่ยอมรับ ต้องทิ้งผลงานที่คนจะจดจำ ต้องได้รับการยอมรับจากที่ทำงานและคนรอบข้าง

ลองคิดดูดีๆ ว่าสิ่งเหล่านี้เมื่อเราทำสำเร็จแล้วในระดับหนึ่งๆ เรารู้สึกอย่างไรกับ “ชีวิตของเรา” ต้องเน้นว่ารู้สึกอย่างไร “กับชีวิตของเรา” ไม่ใช่ “รู้สึกอย่างไรกับความสำเร็จนั้น” เพราะมันเป็นคนละเรื่องกัน คนส่วนมากทำงานจนสำเร็จเมื่อวัดจากมาตรวัดภายนอก แต่ภายในกลับยังรู้สึกเป็นทุกข์ ว่างเปล่า และหลอกตัวเองไปวันๆ ว่าชีวิตของฉันนั้นเต็มและมีคุณค่า ทั้งๆ ที่ลึกๆ แล้วไม่ใช่ แต่ตัวเองไม่เคยยอมรับ

การใช้ปัจจัยภายนอกมาประเมินความสำเร็จของชีวิตนั้นเป็นข้อผิดพลาดอย่างยิ่งของคนจำนวนมาก โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่เหินห่างจากการมองโลกภายใน ใช้ชีวิต “ภายนอก” จนตายไปก็ยังไม่รู้ว่าความหมายของชีวิต “ของตน” นั้นคืออะไร ปรากฏการณ์นี้เป็นโรคระบาดที่แสดงออกผ่านวาทกรรมเรื่อง “ความกลวงเปล่าของชีวิต” ที่แพร่หลายในวรรณกรรม ดนตรี ภาพยนต์ และศิลปะต่างๆ ในยุคสมัยใหม่และหลังจากนั้นเป็นต้นมา

แล้วอะไรคือตัวชี้วัดความสำเร็จของชีวิตที่แท้จริง? อะไรคือตัวชี้วัดที่เราควรหันหน้าไปหาและพัฒนาไปในทางดังกล่าว เพื่อทำให้ชีวิตมีความสุขอย่างแท้จริง?

ผมคิดว่า ตัวชี้วัดดังกล่าวนั้น คือสภาวะของจิตใจเรานี่เอง จิตใจเป็นเรื่องที่อยู่ใกล้ตัวมากที่สุด เป็นเรื่องภายในมากที่สุด และเป็นเรื่องที่กระทบต่อชีวิตทั้งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้มากที่สุด ดังนั้น คำถามที่ว่าชีวิตจะสำเร็จหรือไม่ ควรทำความเข้าใจว่าความสำเร็จของชีวิตนั่นคือความสุข และสิ่งที่ชี้วัดความสุขได้ดีที่สุด คือสภาพจิตที่เป็นสุขนั่นเอง

ทีนี้ คำถามต่อไปก็คือ สภาพจิตที่เป็นสุขนั้นควรมีหน้าตาเป็นอย่างไร เราควรรู้สึกอย่างไรถึงจะเรียกว่ามีจิตใจที่เป็นสุข วิธีการตอบคำถามนี้ ให้ลองคิดว่าจิตใจแบบไหนที่ไม่เป็นสุข แล้วหาสภาวะที่ตรงกันข้าม ยกตัวอย่างเช่น จิตใจที่โกรธนั้นไม่เป็นสุข ดังนั้น สภาวะจิตที่เป็นสุขคือความสงบ เบิกบาน ให้อภัย เป็นต้น

ด้วยวิธีการนี้ เราก็จะได้รายการของตัวชี้วัด “ภายใน” ที่ทำให้จิตใจเป็นสุข ซึ่งก็คือความสำเร็จของชีวิตนั่นเอง แต่ตัวชี้วัดที่ได้นั้นคงมีเยอะมากมาย และพูดๆ ไปก็ซ้ำซาก ดูแบนๆ เพราะดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็รู้ เช่น ต้องมีจิตใจสงบ แจ่มใส เบิกบาน มีจิตใจดี เมตตา ให้อภัย และอื่นๆ ฟังๆ ดูไม่ต่างจากหนังสือธรรมะหรือหนังสือสอนคุณธรรม

ดังนั้น ผมจึงคิดว่า เราควรรวมกลุ่มตัวชี้วัดเหล่านี้ไว้ด้วยกัน จัดระบบให้เป็นหมวด โดยแต่ละหมวดมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน และมีเหตุผลรองรับในตัวเองอย่างชัดแจ้ง นอกจากนั้น ยังควรหาตัวอย่างเหตุการณ์หรือสภาวะที่ทำให้เราเกิดสภาวะจิตใจที่สอดคล้องกับหมวดนั้นๆ เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนได้

จึงอยากลองสรุปตัวชี้วัดความสำเร็จในชีวิตของผม ซึ่งก็ไม่จำเป็นต้องเหมือนกับใคร

1. มีจิตใจแช่มชื่นเบิกบาน: ข้อนี้สำคัญตรงที่เป็นพื้นฐานของการพัฒนาจิตใจอื่นๆ ถ้าลองพิจารณาดีๆ จะพบว่า ถึงแม้เราจะมีจิตใจที่ตั้งมั่น แน่วแน่ ฉลาดหลักแหลม ทำอะไรได้ดีและสำเร็จแค่ไหนก็ตาม ส่วนมากเรายังคงรู้สึกหม่นหมองในใจ อยากหาอะไรมาทำให้ใจตัวเองโล่งเบาสบาย นั่นเป็นเพราะความสำเร็จหรือการได้มาซึ่งสิ่งต่างๆ นั้น เป็นเรื่องภายนอก เป็นเรื่องวัตถุทั้งสิ้น เราต้องฝึกวางสภาพจิตใจ (Mental alignment) ให้ “เป็นปกติ” ซึ่งหมายถึงการที่จิตใจไม่มีเรื่องทุกข์ร้อนหรือแรงเสียดทาน เช่น ความอยากและความกลัว เป็นต้น เมื่อจิตใจปลอดจากแรงเสียดทานพวกนี้ มันจะเข้าสู่สภาพปกติ นั่นคือสภาพที่ว่าง แจ่มใส เบิกบานนั่นเอง

2. มีจิตใจละเอียดประณีต: ข้อนี้มีความสำคัญสองประการ ประการแรก คือความสำคัญโดยตัวมันเอง การมีจิตใจละเอียดประณีต ทำให้เกิดสมาธิที่มีคุณภาพ ซึ่งเมื่อเราอยู่ในสภาวะที่มีสมาธิอย่างมีคุณภาพนั้นจะทำให้จิตใจมีความสุขเป็นอย่างมาก ลองนึกถึงตอนทำอาหาร สร้างงานศิลปะ ทำงานที่ต้องใช้ความละเอียดประณีต ช่วงเวลาเหล่านั้นทำให้เรามีความสุข เราสามารถขยายสภาวะของความมีสมาธินี้ไปยังช่วงเวลาอื่นๆ โดยไม่จำเป็นต้องทำให้เกิดเฉพาะในช่วงที่ทำกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิแต่อย่างเดียว

ความสำคัญประการที่สอง นั่นคือสภาวะจิตที่ละเอียดประณีต เป็นทางเชื่อมไปสู่การพัฒนาจิตขั้นที่สูงขึ้น นั่นคือจิตใจที่ถูกฝึกให้ละเอียดนั้นจะทำให้เรามองเห็นความเป็นจริงของธรรมชาติได้มากขึ้น ตรงขึ้น ชัดขึ้น การเห็นความจริงอย่างชัดและตรงนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง และเป็นปลายทางของการพัฒนาจิต ซึ่งก็คือปลายทางของความสุขนั่นเอง โดยจะอธิบายในส่วนถัดไป

3. มีจิตใจเที่ยงตรง มองเห็นความจริงตามที่เป็นอย่างทะลุปรุโปร่ง การมองเห็นและเข้าใจปรากฏการณ์ทุกอย่างตามความเป็นจริง ตามเหตุตามผลที่แท้จริงโดยปราศจากอคติ เป็นปลายทางของการพัฒนาจิต โดยต้องอาศัยจิตใจที่เบิกบานและตั้งมั่นละเอียด เป็นพื้นฐาน การเข้าใจความจริงอย่างถึงที่สุดนี้ ทำให้ใจเราเองปลอดจากการกระทบเสียดแทง เพราะเราเห็นเหตุหรือที่มาของทุกๆ ปรากฏการณ์ เห็นห่วงโซ่ของเหตุการณ์ที่มาลงเอยเป็นปรากฏการณ์ปัจจุบัน ความเข้าใจเหล่านี้จะไปหักล้างกับแรงเสียดทานระหว่างเรากับปรากฏการณ์ภายนอก เพราะเรามองเห็นและเข้าใจหมดว่าอะไรคืออะไร มองทุกอย่างด้วยสายตาของผู้สังเกต ไม่ใช่ผู้ร่วมอยู่ในเหตุการณ์ ทำให้เราไม่เอาตัวเราเข้าไปร่วมอยู่ในวงของแรงกระทบต่างๆ แต่จะมองผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับแรงกระทบนั้นอย่างเมตตา อย่างเข้าอกเข้าใจ และที่สำคัญที่สุด คือทำให้เราหาทางออกและการปฏิบัติที่สอดคล้องกับเงื่อนไขของธรรมชาติมากที่สุดโดยปราศจากอคติ ทั้งหมดนี้ อาจสรุปด้วยคำคำเดียว ว่าคือการมีปัญญานั่นเอง

อันที่จริง สภาวะจิตทั้งสามนี้ อาจเรียกได้ว่าเป็นกระบวนพัฒนาศีล สมาธิ ปัญญา ตามหลักไตรสิกขา ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วพัฒนาคู่ขนานกันไปได้ และจะเสริมสร้างซึ่งกันและกันอย่างไม่มีข้อจำกัด แปลง่ายๆ ว่าทำอะไรก่อนได้ก็ทำเลย แต่ควรตรวจสอบตนเองอยู่เสมอๆ ว่าแต่ละข้อทำได้มาก บ่อย หรือมีคุณภาพเพียงใด

New Year’s resolution 2011 (หรือ Lifestyle แบบไตรสิกขา)

ผมคิดว่าประโยชน์ที่สำคัญของการมีวันขึ้นปีใหม่ คือการที่คนเราจะมีจุด “รู้ตัว” โดยการหันมามองตนเองว่าที่ผ่านมาได้ทำอะไร รู้สึกอะไร และอยากทำอะไร ให้ชีวิตของตนเองนั้นมีความทุกข์น้อยลง หรือมีความสุขยิ่งขึ้น

ดังนั้น นี่คือข้อสรุปที่ได้เรียนรู้ และตั้งใจจะพัฒนาในปีนี้ครับ

1. สำรวม กาย วาจา ใจ

ปัญหาที่พบในชีวิตจำนวนมาก เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์กับผู้อื่น เรามักจะหวังว่าเหตุผลของเราจะชนะเหตุผลของผู้อื่น หรือถึงกับอยากเปลี่ยนแปลงผู้อื่น แต่ในความเป็นจริง การเปลี่ยนผู้อื่นนั้นทำได้ยากยิ่ง อันที่จริงมันคือการฉายความหลงผิดว่าเรามีตัวตน (ที่ใหญ่กว่าคนอื่น) และความโลภ อยากให้มี อยากให้เป็น

การคิดมุ่งเปลี่ยนแปลงผู้อื่น จึงไม่ใช่ทางที่เราจะพ้นจากความทุกข์ และไม่ใช่ทางที่จะทำให้สังคมโดยรวมดีขึ้นมาได้เสมอไป เพราะสังคมประกอบไปด้วยองค์ประกอบต่างๆ ที่มาสัมพันธ์กันอย่างซับซ้อนเป็นระบบ (Systems) การเปลี่ยนแปลงสังคมจึงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงที่ตัวองค์ประกอบได้โดยตรง แต่ต้องเปลี่ยนที่ปัจจัย (Factors) ต่างๆ ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบหรือผลลัพธ์ของระบบ

ดังนั้น จะเห็นว่าก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมรอบข้างได้ จะต้องเอาชนะความหลงผิดในตัวเราให้ได้ก่อน คนเราใช้ชีวิตที่ถูกห่อหุ้มด้วยความหลงผิดต่างๆ แทบจะตลอดเวลา ตั้งแต่หลงว่าร่างกายของเรานั้นสวยงาม แข็งแรง ไม่เจ็บไม่ป่วย หลงใช้ความรุนแรง แสดงอาการที่ไม่สมควรและไม่เกิดประโยชน์อันใดกับใคร หลงพูดจาบั่นทอนจิตใจ กำลังใจ ความรู้สึกของผู้อื่น เพื่อตอบสนองความต้องการเอาชนะของตนเอง หลงคิดว่าตัวเราเก่ง เราดีกว่าคนอื่น ซึ่งไม่ได้ช่วยให้งานสำเร็จมากขึ้น รังแต่จะไปข่มเหงผู้อื่นให้รู้สึกด้อยค่าและไม่อยากทำงานร่วมด้วย หลงในความสุข ความพึงพอใจชั่วครู่ ที่ตามมาด้วยผลลัพธ์ทั้งทางร่างกายและจิตใจ

ความหลงเหล่านี้คือสิ่งที่เราต้องตระหนัก และฝ่าฟันไปให้ได้ โดยการมีสติ รู้ตัว และสำรวมทั้งกาย วาจา ใจ นั่นคือการรู้ตัวก่อน ระหว่าง และหลังจากการกระทำทุกอย่าง โดยการพิจารณาถึงความถูกต้อง ความเหมาะสม ผลกระทบที่จะมีทั้งต่อร่างกายและจิตใจของตนเองและผู้อื่น รวมทั้งผลลัพธ์ในบั้นปลายของการกระทำนั้นๆ โดยเครื่องมือที่จะทำให้เรารู้ตัวและไม่กระทำสิ่งเหล่านี้ อาจมีได้หลายอย่าง ได้แก่การฝึกความรู้ตัว (วิปัสสนา) ประกอบกับการมีคุณธรรมพื้นฐาน เช่น ความอดทนอดกลั้น ความเมตตา การมีศีล การให้ เพื่อเป็นกรอบในการกระทำ และเป็นการกล่อมเกลากาย วาจา ใจ ของตนเอง

2. ทำจิตใจให้สงบ ผ่องใส ละเอียด

ความสุขทั้งปวงล้วนเกิดจากจิตใจของเราทั้งสิ้น ผมพบว่ายิ่งเราใช้ชีวิต อายุมากขึ้น เรายิ่งมีความทุกข์มากขึ้น ทั้งๆ ที่ถ้ามองในแง่วัตถุ เรามีเงินมากขึ้น ได้กินได้ใช้แทบจะเท่าที่ใจปรารถนา ได้ทำงานที่มีประโยชน์ มีคนยอมรับนับถือ แต่ทำไมจิตใจเราถึงมีความทุกข์มากขึ้นเรื่อยๆ ทุกวัน

นั่นเป็นเพราะว่า ความสำเร็จและความสะดวกสบายภายนอกนั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลยกับความสุข ความจริงข้อนี้เรียบง่ายเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็เป็นสิ่งที่คนส่วนมากในโลกนั้นมองข้ามและไม่เข้าใจตราบจนวันตาย ถ้าลองไปถามคนที่ประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน ได้เป็นอาจารย์ มีตำแหน่ง เป็นข้าราชการระดับสูง เป็นนักธุรกิจร่ำรวยในบ้านและทรัพย์สินใหญ่โต ใช้ชีวิตหรูหรา พวกเขาไม่น่าจะมีความสุขไปมากกว่านักศึกษาจนๆ ที่รักและในสิ่งที่ตนเองเรียน และต้องขวนขวายหาปัจจัยมาเลี้ยงชีพ ตรงกันข้าม นักศึกษาคนนั้นอาจจะมีความสุขมากกว่าตัวเขาเองในอีกหลายสิบปีที่ประสบความสำเร็จทางอาชีพและชื่อเสียงแล้ว

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? เพราะความเป็นจริงคือ เงินทองและความสำเร็จ ไม่ได้เป็นแก่นสารของชีวิตที่ดีเลย หากแต่เป็นปัจจัยและผลพลอยได้ (By-product) ของชีวิตที่ดีเท่านั้น เงินทำให้เรามีชีวิตอยู่รอดได้โดยไม่ต้องใช้เวลาและความพยายามทั้งหมดไปหาอาหารประทังความหิวทางร่างกาย ทำให้เรามีเวลาและโอกาสในการมีจิตใจที่สงบเย็น ปลอดจากความกังวล ความวุ่นวายใจ เป็นรากฐานในการพัฒนาจิตใจให้สงบ ผ่องใส กลมกล่อม ละเอียด

จิตใจที่สงบ ผ่องใส กลมกล่อม และละเอียดนี้ นอกจากจะช่วยให้เรามีความสัมพันธ์กับผู้อื่นได้อย่างสร้างสรรค์ ยังมีผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของตัวเราเอง เพราะความสุขล้วนเกิดขึ้นในใจทั้งสิ้น เราจะเห็นความจริงข้อนี้ในบางห้วงเวลาของชีวิต (Moment) ที่เราปลอดจากความกังวลทางโลก เช่นเมื่อห้วงเวลาแรกหลังตื่นนอน ที่เรายังไม่ทันได้คิดกังวลเรื่องต่างๆ ห้วงเวลาที่เราตื่นเต้น หรือซาบซึ้งไปกับความรักทั้งที่เรามีให้และที่เราได้รับ ห้วงเวลาที่เราได้ฟังเพลง หรืออ่านหนังสือที่ชอบ ห้วงเวลาที่ทำอาหาร และรู้สึกว่าทั้งหมดใกล้ที่จะเสร็จเป็นอาหารจานอร่อย ห้วงเวลาที่ล้างรถ และเห็นคราบสกปรกถูกชะล้างกลายเป็นความผ่องใส สะอาด เกลี้ยงเกลา

ดังนั้น เป้าหมายในการมีจิตใจที่เป็นสุข คือการจัดการให้ชีวิตของเรา สัมผัสห้วงเวลาที่ทำให้จิตใจเรามีความสงบ ผ่องใส กลมกล่อม และละเอียด เช่นห้วงเวลาต่างๆ ที่กล่าวไปนี้ อย่างไรก็ตาม ไม่จำเป็นที่จะต้องยึดติดกับกิจกรรมที่เป็นรูปแบบ หรือจงใจพยายามทำกิจกรรมเหล่านั้นจนกลายเป็นความกังวล ความพยายามอยากจะทำ แต่เราสามารถฝึกให้ช่วงเวลาเหล่านั้นอยู่กับเราได้ไม่ว่าจะทำอะไรอยู่ หนึ่งในเครื่องมือ คือการฝึกสมถะสมาธิ ซึ่งก็คือการกำหนดรู้ ให้จิตใจได้พัก หยุด ผ่อนคลาย โดยสามารถทำได้ทุกเมื่อ ส่วนอีกวิธี คือการมีสัมมาทิษฐิ หรือความเห็นถูกต่อธรรมชาติของมนุษย์และสรรพสิ่ง ว่าทั้งไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่มีตัวตน ความเข้าใจธรรมชาติอย่างลึกซึ้งด้วยหัวใจเช่นนี้ จะส่งผลย้อนกลับมายังจิตใจให้พ้นจากพันธนาการของความตึงเครียด การขวนขวาย และความอยากไปโดยปริยาย

3. เรียนรู้ ฝึกปฏิบัติความรู้ที่สนใจและจำเป็น และใช้ความรู้นั้นทำสิ่งที่สร้างสรรค์

สำหรับผมแล้ว วันที่ผมมีความสุข คือวันที่นอกจากจิตใจสงบสุข ยังได้เรียนรู้เรื่องใหม่ๆ และถ้าจะให้ดีที่สุด คือวันที่ได้ใช้ความรู้ของเราสร้างสรรค์อะไรบางอย่าง สิ่งสร้างสรรค์ (Creation) นั้นอาจเป็นสิ่งเล็กๆ น้อย เช่น การพูดให้คนอื่นสบายใจ มีความรู้มากขึ้น การเขียนบล็อก บทความ จนไปถึงเรื่องใหญ่ๆ เช่นการทำงานสำเร็จเสร็จสิ้น การเห็นผลอันเกิดจากงานของเรา

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า การมีความสุขจากจิตใจที่สงบ (ภาวะหยุดนิ่ง) อย่างเดียวนั้นเป็นเพียงความสุขครึ่งเดียวของมนุษย์ ความสุขอีกครึ่งหนึ่งที่เหลือ คือความสุขจากการเรียนรู้และการกระทำ (ภาวะเคลื่อนไหว) ชีวิตจึงจะเป็๋นทางสายกลาง เป็นความสมดุล กลมกล่อม หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นจุดดุลยภาพของความสุขนั่นเอง โดยจุดดุลยภาพของความหยุดนิ่ง (ข้อ 2) และความเคลื่อนไหว (ข้อ 1) นี้ จะต้องเกิดบนรากฐานของกาย วาจา ใจที่สะอาด (ข้อ 1) เท่านั้น มิฉะนั้น ผลกระทบจากความสกปรกของกาย วาจา ใจของเรา จะกีดกันไม่ให้เกิดความสงบ และไม่ให้เกิดการเคลื่อนไหวที่มีคุณค่า มีคุณภาพได้เลย

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: