<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	xmlns:georss="http://www.georss.org/georss" xmlns:geo="http://www.w3.org/2003/01/geo/wgs84_pos#" xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/"
	>

<channel>
	<title>Entangled &#187; ทุนนิยม</title>
	<atom:link href="http://guopai.wordpress.com/tag/%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%a2%e0%b8%a1/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://guopai.wordpress.com</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Thu, 31 Dec 2009 16:24:51 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.com/</generator>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<cloud domain='guopai.wordpress.com' port='80' path='/?rsscloud=notify' registerProcedure='' protocol='http-post' />
<image>
		<url>http://www.gravatar.com/blavatar/ca20a0bb77f121829e70e9b98a59fae6?s=96&#038;d=http://s.wordpress.com/i/buttonw-com.png</url>
		<title>Entangled &#187; ทุนนิยม</title>
		<link>http://guopai.wordpress.com</link>
	</image>
	<atom:link rel="search" type="application/opensearchdescription+xml" href="http://guopai.wordpress.com/osd.xml" title="Entangled" />
		<item>
		<title>แรงจูงใจของการบริจาคเนื้อหาเพื่อการศึกษา: กรณีการใช้ครีเอทีฟคอมมอนส์ของ ThaiGoodView.com</title>
		<link>http://guopai.wordpress.com/2009/01/24/%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b9%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://guopai.wordpress.com/2009/01/24/%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b9%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 24 Jan 2009 03:52:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator>guopai</dc:creator>
				<category><![CDATA[การศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[สังคม]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ครีเอทีฟคอมมอนส์]]></category>
		<category><![CDATA[ทุนนิยม]]></category>
		<category><![CDATA[ลิขสิทธิ์]]></category>
		<category><![CDATA[cc]]></category>
		<category><![CDATA[creative commons]]></category>
		<category><![CDATA[thaigoodview.com]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://guopai.wordpress.com/2009/01/24/%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b9%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%99/</guid>
		<description><![CDATA[1.
เมื่อไม่นานมานี้ เว็บ ThaiGoodView.com ซึ่งเป็นเว็บเผยแพร่สื่อการเรียนการสอนระดับประถม-มัธยมได้ตกลงเผยแพร่เนื้อหากว่า 1 ล้านหน้าภายใต้สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ครับ
ผมเองรู้จักกับครูพูนศักดิ์ สักกทัตติยกุล ผู้ก่อตั้งและดำเนินการเว็บ ThaiGoodView เมื่อตอนทำงานกับแผนงาน ICT ประมาณ 2 ปีที่แล้ว โดยตอนนั้นแผนงาน ICT เข้าไปช่วยสนับสนุน ThaiGoodView ในการพัฒนาระบบและหน้าเว็บใหม่ให้มีประสิทธิภาพ ใช้งานง่าย และรองรับจำนวนผู้ใช้งานที่มีมากถึงวันละ 200,000 กว่าครั้ง
ครูพูนศักดิ์เป็นหนึ่งในครู “รุ่นเก่า” จำนวนมากที่อยากทำทุกวิถีทางให้เด็กไทยเข้าถึงสื่อการศึกษาอย่างไม่มีอุปสรรค แต่สิ่งที่ทำให้ครูพูนศักดิ์ประสบความสำเร็จในภารกิจศักดิ์สิทธิ์นี้ คือการมีใจ “รุ่นใหม่” ที่คิดใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมเป็นช่องทางการเผยแพร่เนื้อหา และการรู้จักนำ “แรงจูงใจ” ของครูมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม
2.
Adam Smith บิดาของเศรษฐศาสตร์ทุนนิยม กล่าวว่าสังคมจะได้รับประโยชน์มากที่สุดเมื่อคนและแต่คนในสังคมทำตามสิ่งที่ตนคิดว่าดีที่สุดต่อตนเอง ภายใต้เงื่อนไขที่เท่าเทียม เป็นธรรม และมีคุณธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ตลาดมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ThaiGoodView ก็เหมือนตลาดวิชาที่แรงจูงใจของ “ผู้ขาย” หรือครูผู้ผลิตเนื้อหาวิชาและนำมาเผยแพร่ คือการได้รับความพึงพอใจจากการได้เห็นวิชาของตนเผยแพร่เพื่อลูกศิษย์ทั้งที่เห็นหน้าและไม่เห็นหน้า และการได้รับประโยชน์ส่วนตัว นั่นคือการได้สร้าง เผยแพร่ และรวบรวมผลงานเพื่อโอกาสในการเลื่อนขั้นและความก้าวหน้าทั้งทางอาชีพและสังคม ฝ่ายผู้บริโภคก็คือนักเรียน ได้รับประโยชน์อย่างมหาศาลโดยแทบไม่มีต้นทุนใดๆ
ThaiGoodView และพื้นที่ออนไลน์อื่นอีกนับไม่ถ้วน คือยูโทเปียของทุนนิยมที่ควรจะเป็น
แต่การดำเนินงานของ ThaiGoodView ก็ใช่ว่าจะไร้อุปสรรค แรงจูงใจของครูที่ต้องการสะสมผลงานเลื่อนตำแหน่ง [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=guopai.wordpress.com&blog=1309104&post=167&subd=guopai&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>1.</p>
<p>เมื่อไม่นานมานี้ เว็บ <a href="http://thaigoodview.com" target="_blank">ThaiGoodView.com</a> ซึ่งเป็นเว็บเผยแพร่สื่อการเรียนการสอนระดับประถม-มัธยมได้ตกลงเผยแพร่เนื้อหากว่า 1 ล้านหน้าภายใต้สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ครับ</p>
<p>ผมเองรู้จักกับครูพูนศักดิ์ สักกทัตติยกุล ผู้ก่อตั้งและดำเนินการเว็บ ThaiGoodView เมื่อตอนทำงานกับแผนงาน ICT ประมาณ 2 ปีที่แล้ว โดยตอนนั้นแผนงาน ICT เข้าไปช่วยสนับสนุน ThaiGoodView ในการพัฒนาระบบและหน้าเว็บใหม่ให้มีประสิทธิภาพ ใช้งานง่าย และรองรับจำนวนผู้ใช้งานที่มีมากถึงวันละ 200,000 กว่าครั้ง</p>
<p>ครูพูนศักดิ์เป็นหนึ่งในครู “รุ่นเก่า” จำนวนมากที่อยากทำทุกวิถีทางให้เด็กไทยเข้าถึงสื่อการศึกษาอย่างไม่มีอุปสรรค แต่สิ่งที่ทำให้ครูพูนศักดิ์ประสบความสำเร็จในภารกิจศักดิ์สิทธิ์นี้ คือการมีใจ “รุ่นใหม่” ที่คิดใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมเป็นช่องทางการเผยแพร่เนื้อหา และการรู้จักนำ “แรงจูงใจ” ของครูมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม</p>
<p><a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Adam_smith" target="_blank"><span style="color:#000000;">2.</span></a></p>
<p><a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Adam_smith" target="_blank">Adam Smith</a> บิดาของเศรษฐศาสตร์ทุนนิยม กล่าวว่า<strong>สังคมจะได้รับประโยชน์มากที่สุดเมื่อคนและแต่คนในสังคมทำตามสิ่งที่ตนคิดว่าดีที่สุดต่อตนเอง ภายใต้เงื่อนไขที่เท่าเทียม เป็นธรรม และมีคุณธรรม</strong> โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ตลาดมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ThaiGoodView ก็เหมือนตลาดวิชาที่แรงจูงใจของ “ผู้ขาย” หรือครูผู้ผลิตเนื้อหาวิชาและนำมาเผยแพร่ คือการได้รับความพึงพอใจจากการได้เห็นวิชาของตนเผยแพร่เพื่อลูกศิษย์ทั้งที่เห็นหน้าและไม่เห็นหน้า และการได้รับประโยชน์ส่วนตัว นั่นคือการได้สร้าง เผยแพร่ และรวบรวมผลงานเพื่อโอกาสในการเลื่อนขั้นและความก้าวหน้าทั้งทางอาชีพและสังคม ฝ่ายผู้บริโภคก็คือนักเรียน ได้รับประโยชน์อย่างมหาศาลโดยแทบไม่มีต้นทุนใดๆ</p>
<p><strong>ThaiGoodView และพื้นที่ออนไลน์อื่นอีกนับไม่ถ้วน คือยูโทเปียของทุนนิยมที่ควรจะเป็น</strong></p>
<p>แต่การดำเนินงานของ ThaiGoodView ก็ใช่ว่าจะไร้อุปสรรค แรงจูงใจของครูที่ต้องการสะสมผลงานเลื่อนตำแหน่ง ทำให้มีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่ครูจะต้องสามารถเคลมความเป็นเจ้าของบทเรียนที่เผยแพร่ได้ และเครื่องมือเดียวที่ครูและสังคมไทยรู้จักและยอมรับกัน ก็คือการสงวนลิขสิทธิ์ทุกประการ (Full Copyright)</p>
<p>อย่างไรก็ตาม เมื่อเนื้อหาใน ThaiGoodView (และเว็บอื่นๆ) ถูกสงวนสิทธิ์ตามมาตรฐาน แปลว่าในทางเทคนิค ผู้ชมผลงานไม่สามารถนำผลงานนั้นไปทำซ้ำ ส่งต่อ นำเสนอ หรือดัดแปลงต่อยอดได้โดยไม่ได้รับอนุญาต เว้นแต่จะทำเพื่อการศึกษาที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นไปเพื่อแสวงหาผลกำไร ตามที่พรบ.ลิขสิทธิ์ ปี 2537 กำหนดไว้ สภาวะการณ์เช่นนี้ทำให้เกิดความอีหลักอีเหลื่อของผู้ใช้ ทั้งนักเรียน ครู นักพัฒนาบทเรียน ในการนำเนื้อหาที่เผยแพร่และสามารถเข้าถึงอย่างเสรีใน ThaiGoodView ไปใช้อย่างเสรี ครูที่พัฒนาหลักสูตรต่างต้องคิดบทเรียนขึ้นมาใหม่แทนที่จะนำเนื้อหาในบทเรียนเก่ามาต่อยอดทำให้ลึกและกว้างขึ้น หรือการนำตัวอย่างโจทย์มาประยุกต์ใช้ อันที่จริง ครูบางส่วนก็ทำเช่นนั้นอยู่แล้ว แต่ต่างไม่มีความเชื่อมั่นว่าจะไปละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้สร้างงานหรือไม่ จะโดนจับได้หรือไม่ และอื่นๆ และอื่นๆ…</p>
<p>ความอีหลักอีเหลื่อของการใช้ระบบสงวนลิขสิทธิ์แบบมาตรฐานกับการเผยแพร่เนื้อหาออนไลน์นี่เอง ทำให้ครูบางส่วนลังเลที่จะเผยแพร่บทเรียนบนอินเทอร์เน็ต และครู / นักพัฒนาหลักสูตรอีกบางส่วน ลังเลที่จะนำเนื้อหาที่เผยแพร่มาดัดแปลงต่อยอด ทำให้สังคมและการศึกษาไทยเสียโอกาสมหาศาลที่จะได้สื่อการเรียนรู้ที่หลากหลาย มีคุณภาพ และราคาถูก</p>
<p>3.</p>
<p>หลังจากผมได้รับเลือกให้เป็นผู้ประสานงานครีเอทีฟคอมมอนส์ประเทศไทยไม่นาน ก็มีโอกาสได้คุยกับครูพูนศักดิ์ถึงประเด็นปัญหานี้ ผมจึงถือโอกาสเสนอว่าทางออกต่อปัญหา คือการใช้สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์กับงานทุกชิ้นที่เผยแพร่ใน ThaiGoodView</p>
<p>และเหมือนที่ <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Archimedes">Archimedes</a> ค้นพบว่ามวลของร่างกายจะไปแทนมวลของน้ำในอ่าง ทั้งอาจารย์พูนศักดิ์และผมเกือบจะอุทานว่า Eureka เพราะเห็นว่าครีเอทีฟคอมมอนส์ น่าจะช่วยแก้ปัญหาที่หนักอกมาตลอดได้จริง</p>
<p>สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ (Creative Commons License) เป็นเอกสารกำหนดสิทธิ์ที่เจ้าของงานนำไปใช้กับงานของตนเองได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ เมื่อใช้ครีเอทีฟคอมมอนส์ เจ้าของงานจะสามารถมอบสิทธิ์บางอย่างให้กับสาธารณะได้ เช่น สิทธิ์ในการทำซ้ำ ส่งต่อ จัดแสดง ดัดแปลง โดยไม่ต้องขออนุญาต แต่ในขณะเดียวกันก็เลือกสงวนสิทธิ์บางประการ (Some Rights Reserved) เช่น สิทธิ์ในการได้รับการอ้างอิงว่าเป็นเจ้าของงานต้นฉบับ (Attribution &#8211; by) การห้ามดัดแปลงผลงาน (No Derivative &#8211; nd) การห้ามนำไปใช้เพื่อการค้า (Noncommercial &#8211; nc) และการกำหนดให้ต้องเผยแพร่ผลงานที่ถูกต่อยอดหรือดัดแปลง ภายใต้สัญญาอนุญาตฉบับเดียวกันกับงานต้นฉบับเท่านั้น (Share Alike &#8211; sa) เพื่อทำให้มั่นใจว่าผลงานจะถูกเผยแพร่ต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่ถูกใครสงวนสิทธิ์ทุกประการต่อผลงานที่ดัดแปลงแล้ว (ซึ่งกฎหมายลิขสิทธิ์อนุญาตให้ทำเช่นนั้น)</p>
<p>ยกตัวอย่างเช่น สัญญาอนุญาตที่ ThaiGoodView ใช้ (และที่เราแนะนำให้หน่วยงานต่างๆ ใช้เป็นมาตรฐาน) คือ CC by-nc-sa ซึ่งก็คือ 1) ต้องระบุที่มาของาน 2) ห้ามนำไปใช้เพื่อการค้า และ 3) ต้องเผยแพร่ผลงานต่อยอดดัดแปลงโดยใช้สัญญาเดียวกันกับสัญญาต้นฉบับเท่านั้น ส่วนหน่วยงานอื่นหรือเจ้าของผลงานก็สามารถเลือกสัญญาอนุญาตที่เหมาะสมกับความต้องการของตนเอง เช่นถ้าไม่ต้องการให้ดัดแปลงผลงาน และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้า ก็เลือก CC by-nc-nd เป็นต้น</p>
<p>เมื่อ ThaiGoodView ใช้สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์แล้ว ครูที่เป็นผู้เผยแพร่เนื้อหาก็จะมั่นใจได้ว่าตัวเองจะได้เครดิตและยังคงเป็นเจ้าของผลงานของตนอยู่ แต่ก็รู้ว่าผลงานนั้นจะถูกเผยแพร่และสร้างประโยชน์ให้กับเด็กจำนวนมากทั้งตอนนี้และในอนาคต ส่วนผู้ใช้ผลงาน โดยเฉพาะครู นักพัฒนาหลักสูตร ก็จะมั่นใจได้ว่าสามารถนำผลงานสื่อการเรียนการสอนที่เผยแพร่นั้นมาใช้ต่อได้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ในห้องเรียน การทำข้อสอบ การทำหลักสูตร</p>
<p>อันที่จริง การรับครีเอทีฟคอมมอนส์ไปใช้อย่างรวดเร็วของ ThaiGoodView ทำให้ผมรู้สึกว่า อันที่จริง <strong>สังคมไทยน่าจะเป็นแดนสวรรค์ของครีเอทีฟคอมมอนส์</strong> และมีโอกาสที่ข้อมูล ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และถูกเผยแพร่แลกเปลี่ยนกันได้อย่างเข้มข้นจนทำให้เกิดภูมิปัญญาอย่างยั่งยืน เพราะพื้นฐานของสังคมไทยเต็มไปด้วยการให้ ทั้งการให้อย่างบริสุทธิ์ใจ หรือการทำบุญ ทำความดี (โดยการเผยแพร่เนื้อหาให้คนอื่นได้ประโยชน์) และการให้เพื่อหวังผล เช่นหวังผลบุญ หวังให้ได้รับการยอมรับ หวังให้สามารถเคลมเนื้อหาเพื่อเลื่อนขั้น ซึ่งผลในท้ายที่สุดก็ต่างตกไปอยู่กับสังคมโดยรวม บนเงื่อนไขว่า<strong>สังคมจะต้องมีเครื่องมือที่ทำให้การเคลื่อนไหวของแรงจูงใจเหล่านั้นเป็นธรรม และครีเอทีฟคอมมอนส์เป็นหนึ่งในเครื่องมือนั้น</strong></p>
  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/guopai.wordpress.com/167/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/guopai.wordpress.com/167/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/guopai.wordpress.com/167/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/guopai.wordpress.com/167/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/guopai.wordpress.com/167/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/guopai.wordpress.com/167/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/guopai.wordpress.com/167/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/guopai.wordpress.com/167/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/guopai.wordpress.com/167/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/guopai.wordpress.com/167/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=guopai.wordpress.com&blog=1309104&post=167&subd=guopai&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://guopai.wordpress.com/2009/01/24/%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b9%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/996ed0cee2ef962ddfa3eaa731e0d0c2?s=96&#38;d=http%3A%2F%2F1.gravatar.com%2Favatar%2Fad516503a11cd5ca435acc9bb6523536%3Fs%3D96&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">guopai</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>หลุมพรางการตลาดกับการก้าวพ้นกำแพงของความสมเหตุสมผล: กรณี MacBook Pro 17 นิ้ว</title>
		<link>http://guopai.wordpress.com/2009/01/07/%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%81/</link>
		<comments>http://guopai.wordpress.com/2009/01/07/%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%81/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 06 Jan 2009 23:56:36 +0000</pubDate>
		<dc:creator>guopai</dc:creator>
				<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[apple]]></category>
		<category><![CDATA[การตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[จิตวิทยา]]></category>
		<category><![CDATA[ทุนนิยม]]></category>
		<category><![CDATA[บริโภคนิยม]]></category>
		<category><![CDATA[macbook pro]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://guopai.wordpress.com/?p=141</guid>
		<description><![CDATA[ขอแสดงความคิดเห็นส่วนตัวกับการเปิดตัว MacBook Pro 17 นิ้วรุ่นใหม่ของ Apple ซึ่งถ้าไม่ถูกใจใครก็ขออภัยครับ
Apple เพิ่งเปิดตัว MacBook Pro ขนาดหน้าจอ 17 นิ้วรุ่นใหม่ล่าสุดที่งาน MacWorld ที่มีจุดเด่นตรง battery แบบใหม่ ที่ถอดเปลี่ยนไม่ได้ แต่สามารถใช้งานได้ถึง 8 ชั่วโมง และชาร์จได้ 1,000 ครั้ง
ราคาเริ่มต้นของ Macbook Pro รุ่นนี้ อยู่ที่ $2,799 หรือประมาณ 98,000 บาท แน่นอนว่าถ้าจะคิดให้สมเหตุสมผล คนที่มีกำลังซื้อขนาดนี้น่าจะมีรายได้ไม่น้อยกว่าเดือนละ 100,000 บาท แลกกับสิ่งที่ได้มาคือ laptop จอใหญ่ประสิทธิภาพสูง ที่สามารถใช้งานโดยไม่เสียบปลั๊กได้เป็นเวลานาน
คำถามก็คือ ในประเทศไทย จะมีลูกค้ากลุ่มใดที่มีคุณสมบัติตรงกับคำบรรยายดังกล่าว? จะมีใครที่

มีรายได้มากกว่าเดือนละ 100,000 บาท
ต้องการ laptop จอใหญ่พิเศษ ประสิทธิภาพสูง (ที่มักจะมีประโยชน์กับงาน multimedia เช่นแต่งภาพ แต่งเพลง ติดต่อหนัง) และ
ต้องการใช้งาน laptop [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=guopai.wordpress.com&blog=1309104&post=141&subd=guopai&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>ขอแสดงความคิดเห็น<strong>ส่วนตัว</strong>กับการเปิดตัว MacBook Pro 17 นิ้วรุ่นใหม่ของ Apple ซึ่งถ้าไม่ถูกใจใครก็ขออภัยครับ</p>
<p>Apple เพิ่งเปิดตัว <a href="http://www.apple.com/pr/library/2009/01/06mbp.html" target="_blank">MacBook Pro ขนาดหน้าจอ 17 นิ้วรุ่นใหม่ล่าสุด</a>ที่งาน MacWorld ที่<strong>มีจุดเด่นตรง battery แบบใหม่ ที่ถอดเปลี่ยนไม่ได้ แต่สามารถใช้งานได้ถึง 8 ชั่วโมง และชาร์จได้ 1,000 ครั้ง</strong></p>
<div class="wp-caption alignnone" style="width: 430px"><a href="http://www.apple.com/pr/library/2009/01/06mbp.html"><img title="New 17-inch MacBook Pro" src="http://www.blogcdn.com/www.engadget.com/media/2009/01/2009-01-06mbp17.jpg" alt="New 17-inch MacBook Pro" width="420" height="220" /></a><p class="wp-caption-text">New 17-inch MacBook Pro</p></div>
<p>ราคาเริ่มต้นของ Macbook Pro รุ่นนี้ อยู่ที่ $2,799 หรือประมาณ 98,000 บาท แน่นอนว่าถ้าจะคิดให้สมเหตุสมผล คนที่มีกำลังซื้อขนาดนี้น่าจะมีรายได้ไม่น้อยกว่าเดือนละ 100,000 บาท แลกกับสิ่งที่ได้มาคือ laptop จอใหญ่ประสิทธิภาพสูง ที่สามารถใช้งานโดยไม่เสียบปลั๊กได้เป็นเวลานาน</p>
<p>คำถามก็คือ ในประเทศไทย จะมีลูกค้ากลุ่มใดที่มีคุณสมบัติตรงกับคำบรรยายดังกล่าว? จะมีใครที่</p>
<ol>
<li>มีรายได้มากกว่าเดือนละ 100,000 บาท</li>
<li>ต้องการ laptop จอใหญ่พิเศษ ประสิทธิภาพสูง (ที่มักจะมีประโยชน์กับงาน multimedia เช่นแต่งภาพ แต่งเพลง ติดต่อหนัง) และ</li>
<li>ต้องการใช้งาน laptop ดังกล่าวในลักษณะเคลื่อนที่ ที่ไม่สามารถเสียบปลั๊กไฟเป็นระยะเวลายาวนาน เช่น บนรถ บนเครื่องบิน ในร้านกาแฟ การนำเสนองาน</li>
</ol>
<p>ตามความเข้าใจของผม คนที่มีคุณลักษณะครบ 3 ประการข้างต้นที่เหมาะสม<strong>จริงๆ</strong> กับการเป็นเจ้าของ MacBook Pro รุ่นใหม่นี้ ไม่น่าจะมีมากนัก ถ้าเราเอาข้อแรกคือมีรายได้สูงเป็นที่ตั้ง จะพบว่าส่วนมากคนมีรายได้สูงขนาดนี้ ในประเทศไทย มักมีตำแหน่งบริหาร จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้งาน laptop ในลักษณะ &#8220;professional&#8221; แบบนักวิชาชีพเช่นนักออกแบบ นักแต่งเพลง นักตัดต่อ</p>
<p>ถ้าเอาข้อ 2 ตั้งต้น คือผู้ใช้เป็นนักวิชาชีพที่มีความต้องการเฉพาะเจาะจง ส่วนมากก็จะไม่มีรายได้พอที่จะซื้อ MacBook Pro ได้</p>
<p>และถ้าจะเอาข้อ 3 ตั้งต้น คือต้องการ mobility สูงมากๆ เลยต้องการ battery ใช้ได้นาน ประสิทธิภาพสูง คนเหล่านี้มักต้องการ laptop ขนาดเล็กและเบา เช่นหน้าจอขนาด 13 นิ้วลงไป และน้ำหนักไม่เกิน 2 กิโลกรัม ไม่ใช่ 3 กิโลกรัม (6.6 ปอนด์) แบบ MacBook Pro 17 นิ้ว</p>
<p>แต่ถึงกระนั้น ผมก็ยังเชื่อว่า MacBook Pro รุ่นนี้จะขายได้มากพอสมควร เพราะถึงแม้จะมีความไม่สมเหตุสมผลหลายประการ แต่ Apple มีพลังอำนาจทางการตลาดและจิตวิทยาสูงมาก จนทำให้ผู้ใช้ในประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทยพยายามกระเบียดกระเสียน กู้หนี้ยืมสินมาซื้อผลิตอุปกรณ์ที่มีราคาเท่ากับเงินเดือนเกือบครึ่งปี คนเหล่านี้อาจจะซื้อเพราะมัน &#8220;ดีที่สุด&#8221; หรือเพราะมี &#8220;มีทุกอย่าง&#8221; หรือเพราะมันเท่ห์ การซื้อโดยปัจจัยชี้นำสุดโต่งแบบนี้ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเริ่มก้าวพ้นกำแพงของความสมเหตุสมผล ไม่ต่างกับสาเหตุแห่งวิกฤติ sub-prime ที่ธนาคารปล่อยกู้ให้ลูกค้าอย่างไม่ลืมหูลืมตาด้วยความละโมบ</p>
<p>ยิ่งเมื่อพิจารณาว่า MacBook Pro รุ่นนี้ก็เหมือนกับ iPod และ iPhone ที่ไม่สามารถเปลี่ยน battery ได้ การซื้อ MacBook Pro รุ่นนี้มาใช้เท่ากับการส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างไม่ยั่งยืน เพราะซื้อไปก็รอวัน battery เสื่อม ต้องทิ้งไปในที่สุด แทนที่จะเปลี่ยน battery และใช้งานต่อได้อีกนาน</p>
<p>ผมคิดว่าท้ายที่สุด เราต้องหันกลับมามองการตลาดและบริโภคนิยมสุดขั้วแบบนี้ในมุมมองจากนกบนท้องฟ้า เพื่อค้นพบความไม่สมเหตุสมผลขั้นพื้นฐานที่คนที่เป็นตัวละครหรือผู้เล่นมักมองข้ามไป</p>
  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/guopai.wordpress.com/141/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/guopai.wordpress.com/141/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/guopai.wordpress.com/141/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/guopai.wordpress.com/141/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/guopai.wordpress.com/141/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/guopai.wordpress.com/141/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/guopai.wordpress.com/141/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/guopai.wordpress.com/141/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/guopai.wordpress.com/141/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/guopai.wordpress.com/141/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=guopai.wordpress.com&blog=1309104&post=141&subd=guopai&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://guopai.wordpress.com/2009/01/07/%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>7</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/996ed0cee2ef962ddfa3eaa731e0d0c2?s=96&#38;d=http%3A%2F%2F1.gravatar.com%2Favatar%2Fad516503a11cd5ca435acc9bb6523536%3Fs%3D96&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">guopai</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://www.blogcdn.com/www.engadget.com/media/2009/01/2009-01-06mbp17.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">New 17-inch MacBook Pro</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>Bartleby กับ &#8220;ความไม่ประสงค์&#8221; ที่แฝงอยู่ในตัวทุกคน</title>
		<link>http://guopai.wordpress.com/2008/10/18/bartleby-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b9%8c-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88/</link>
		<comments>http://guopai.wordpress.com/2008/10/18/bartleby-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b9%8c-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 17 Oct 2008 17:48:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>guopai</dc:creator>
				<category><![CDATA[วรรณกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ทุนนิยม]]></category>
		<category><![CDATA[พุทธศาสนา]]></category>
		<category><![CDATA[อนาธิปไตย]]></category>
		<category><![CDATA[อัตติภาวะนิยม]]></category>
		<category><![CDATA[เสรีนิยม]]></category>
		<category><![CDATA[Bartleby]]></category>
		<category><![CDATA[existentialism]]></category>
		<category><![CDATA[Herman Melville]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://guopai.wordpress.com/?p=101</guid>
		<description><![CDATA[เพิ่งอ่านนิยายขนาดสั้นเรื่อง Bartleby, the Scrivener: A Story of Wall Street แต่งโดย Herman Melville ซึ่งเป็นคนเดียวกับที่แต่ง Moby Dick อันเลื่องชื่อ ผมยังไม่ได้อ่าน Moby Dick นี่จึงเป็นงานเล่มแรกของ Melville ที่ผมได้อ่าน
คำเตือน: Spoil
&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211;
Bartleby เขียนขึ้นเมื่อปี 1853 เป็นนิยายขนาดสั้นไม่ถึง 100 หน้า อ่านไม่กี่ชั่วโมงก็จบ เป็นเรื่องเล่าของ &#8220;ข้าพเจ้า&#8221; ที่เป็นเจ้าของสำนักกฎหมายบนถนน Wall Street สมัยนั้นยังไม่มีแม้แต่เครื่องพิมพ์ดีด ทนายจึงต้องใช้เสมียนเขียนสำเนาของสำนวนคดีด้วยมือ สำนักงานของ &#8220;ข้าพเจ้า&#8221; มีเสมียนอยู่สองคน พองานล้นมือก็เลยลงประกาศรับเสมียนเพิ่ม จึงได้ Bartleby ซึ่งเป็นชายหนุ่มสุภาพ พูดน้อย ดูท่าทางหยิ่งนิดๆ แต่ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน มาเป็นเสมียนคนใหม่
Bartleby เป็นคนทำงานดีมาก ทำงานเร็วและละเอียด และมีความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย เขาไม่เคยลงไปกินอาหารกลางวัน แต่ละฝากเงินให้เด็กส่งเอกสารไปซื้อขนมมาให้ และแบ่งขนมให้เด็กคนนั้นเป็นการตอบแทนทุกครั้ง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นความประหลาดที่แท้จริงในตัว [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=guopai.wordpress.com&blog=1309104&post=101&subd=guopai&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>เพิ่งอ่านนิยายขนาดสั้นเรื่อง <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Bartleby_the_Scrivener" target="_blank">Bartleby, the Scrivener: A Story of Wall Street</a> แต่งโดย <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Herman_Melville" target="_blank">Herman Melville</a> ซึ่งเป็นคนเดียวกับที่แต่ง Moby Dick อันเลื่องชื่อ ผมยังไม่ได้อ่าน Moby Dick นี่จึงเป็นงานเล่มแรกของ Melville ที่ผมได้อ่าน</p>
<p><strong>คำเตือน: Spoil</strong></p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211;</p>
<p>Bartleby เขียนขึ้นเมื่อปี 1853 เป็นนิยายขนาดสั้นไม่ถึง 100 หน้า อ่านไม่กี่ชั่วโมงก็จบ เป็นเรื่องเล่าของ &#8220;ข้าพเจ้า&#8221; ที่เป็นเจ้าของสำนักกฎหมายบนถนน Wall Street สมัยนั้นยังไม่มีแม้แต่เครื่องพิมพ์ดีด ทนายจึงต้องใช้เสมียนเขียนสำเนาของสำนวนคดีด้วยมือ สำนักงานของ &#8220;ข้าพเจ้า&#8221; มีเสมียนอยู่สองคน พองานล้นมือก็เลยลงประกาศรับเสมียนเพิ่ม จึงได้ Bartleby ซึ่งเป็นชายหนุ่มสุภาพ พูดน้อย ดูท่าทางหยิ่งนิดๆ แต่ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน มาเป็นเสมียนคนใหม่</p>
<p>Bartleby เป็นคนทำงานดีมาก ทำงานเร็วและละเอียด และมีความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย เขาไม่เคยลงไปกินอาหารกลางวัน แต่ละฝากเงินให้เด็กส่งเอกสารไปซื้อขนมมาให้ และแบ่งขนมให้เด็กคนนั้นเป็นการตอบแทนทุกครั้ง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นความประหลาดที่แท้จริงในตัว Bartleby คือบางทีถ้าถูกขอให้คัดสำนวนด่วน หรือให้ลงไปส่งจดหมาย เขาจะปฏิเสธด้วยคำพูดเพียงว่า <strong>&#8220;ผมไม่ประสงค์ที่จะทำ&#8221;</strong> โดยไม่ยอมให้เหตุผลว่าทำไมถึง &#8220;ไม่ประสงค์&#8221; ตัวนายจ้างซึ่งเป็นผู้เล่าเรื่องตอนแรกก็งง แต่อะไรบางอย่างในตัว Bartleby ทำให้เขาไม่ถือสาหาความ อาจจะเป็นเพราะความสงสารว่าถ้าทำตัวถือดีอย่างนี้ ไปเจอนายจ้างคนอื่นอาจโดนไล่ออกไปแล้ว และบุคลิกและความดูไม่ทำร้ายใครของ Bartleby ก็ทำให้ &#8220;ข้าพเจ้า&#8221; ซึ่งเป็นคนธรรมดาๆ ที่พยายามเป็นคนดีของสังคมไม่ถือสาหาความ Bartleby</p>
<p>การปฏิเสธงานของ Bartleby เป็นหนักขึ้นเรื่อยๆ จนมาวันหนึ่งเขาประกาศว่า &#8220;ผมไม่ประสงค์จะคัดสำเนาอีกต่อไป&#8221; นายจ้างฟังดังนั้นเลยต้องขอให้ Bartleby ลาออกไป แต่ถึงแม้จะให้เงินช่วยเหลือพิเศษเพื่อเป็นทุนในการเดินทางหรือเลี้ยงชีพแล้ว Bartleby ก็ยังยืนยันว่า &#8220;ผมไม่ประสงค์ที่จะไปจากสำนักงานนี้&#8221; นี่เป็นสิ่งที่เข้าใจไม่ได้อย่างสิ้นเชิง แต่ &#8220;ข้าพเจ้า&#8221; ก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร จะเรียกตำรวจมาลากตัวไปก็สงสาร เขาจึงปล่อยให้ Bartleby อยู่ที่สำนักงานต่อไป โดยวันๆ เขาจะยืนจ้องมองรูปปั้น Cicero และไม่ทำอะไรอย่างอื่น &#8220;ข้าพเจ้า&#8221; มารู้ทีหลังว่า Bartleby กินนอนอยู่ในสำนักงานของเขา เพราะเช้าวันอาทิตย์วันหนึ่งเขาแวะเข้ามาในสำนักงาน และพบ Bartleby อยู่ที่นั่น และ Bartleby กล่าวอย่างนุ่มนวลว่า &#8220;ผมไม่ประสงค์ให้ท่านเข้าไป โปรดรอสักครู่&#8221;</p>
<p>การดำรงอยู่ของ Bartleby ในสำนักงานกลายเป็นที่โจษจันและหวาดกลัว แขกที่มาธุระที่สำนักงานของ &#8220;ข้าพเจ้า&#8221; ต่างงุนงงและไม่สบายใจที่เห็น Bartleby ยืนอยู่ที่นั่นตลอดเวลาโดยไม่ทำอะไรเลย จนในที่สุด เมื่อพยายามทุกทางในการเชิญ Bartleby ออกไปแต่ไร้ผล &#8220;ข้าพเจ้า&#8221; จึงแก้ปัญหาโดยการย้ายสำนักงานออกไปเสียเอง ปล่อยให้ Bartleby อยู่ที่สำนักงานร้างนั้นคนเดียวตามยถากรรม</p>
<p>หลังจากย้ายสำนักงานได้ไม่นาน ก็มีคนมาหา &#8220;ข้าพเจ้า&#8221; และขอร้องให้ไปจัดการกับ Bartleby เพราะเขายังคงใช้ชีวิตอยู่ในสำนักงานนั้นไม่ยอมย้ายออกไปไหน &#8220;ข้าพเจ้า&#8221; จึงไปหา Bartleby และเกลี้ยกล่อมสุดตัว จนถึงกับเสนอให้ Bartleby ย้ายไปอยู่กับตน หรือเสนอที่จะออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปยังที่ไหนก็ได้ที่ Bartleby ต้องการ แต่คำตอบที่ได้ก็ยังเหมือนเดิม คือ &#8220;ผมไม่ประสงค์ที่จะไป&#8221; โดยไม่มีคำอธิบายเพิ่มเติม</p>
<p>เมื่อไม่สามารถไล่ Bartleby ออกไปได้ และไม่รู้ที่มาที่ไปหรือญาติพี่น้อง เจ้าของสำนักงานคนใหม่จึงขอให้ตำรวจจับ Bartleby ออกไป เมื่ออยู่ในคุก &#8220;ข้าพเจ้า&#8221; ได้เข้าไปเยี่ยม Bartleby และจ่ายเงินพิเศษให้คนทำอาหารในคุกดูแล Bartleby เป็นพิเศษ</p>
<p>แต่ไม่นานต่อมา เมื่อ &#8220;ข้าพเจ้า&#8221; ไปเยี่ยม Bartleby อีกครั้ง ก็พบเขานอนตายอย่างสงบกลางสนามในคุก เป็นอันจบเรื่องราวของ Bartleby</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211;</p>
<p>เรื่องราวของ Bartleby เป็นการสะท้อนแก่นสารของปรัชญา <strong>&#8220;อัตติภาวนิยม&#8221;</strong> หรือ Existentialism ที่เห็นว่า มนุษย์อยู่ดีๆ ก็เกิดมาเป็นตัวเป็นตนโดยที่เราไม่มีสิทธิเลือก (อยู่ดีๆ ก็ &#8220;ดำรงอยู่&#8221; &#8211; exist) และการดำรงอยู่ของมนุษย์ก็เป็นภาระที่มนุษย์แต่ละคนที่เป็นเจ้าของชีวิตนั้นจะต้องใส่ความหมายให้กับการดำรงอยู่นั้นด้วยตนเอง ทีนี้การใส่ความหมายของแต่ละคนก็จะต่างกัน สุดแท้แต่ความต้องการและธรรมชาติของแต่ละคน แต่ในระหว่างการใส่ความหมายให้กับตนเอง (ซึ่งบ่อยครั้งมักจะหมายถึงการ &#8220;เลือก&#8221; ทำหรือไม่ทำอะไร) ความต้องการและการกระทำของแต่ละคนมักจะขัดแย้งกับความคาดหวังของสังคม จนกลายเป็นความไม่ลงรอย การสูญเสียคุณค่าในตนเอง หรือหนักที่สุดคือการที่คนแต่ละคนไม่ค้นพบความหมายที่แท้จริงของการดำรงอยู่ของตนเองจนวันตาย นั่นคือเขาล้มเหลวที่จะใส่ความหมายให้กับการดำรงอยู่ของตนเอง</p>
<p>พฤติกรรมของ Bartleby ที่ไม่ยอมทำอะไรที่ตนไม่ต้องการโดยไม่ต้องให้เหตุผลก็คือการสะท้อนถึงทางเลือกที่คนคนหนึ่งมีอย่างแน่วแน่ว่าเขาต้องการสิ่งใด และปฏิเสธที่จะทำตามความคาดหวังของสังคมเพราะนั่นทำให้เขาต้องสูญเสียตัวตน ฟังๆ อาจจะดูแปลกๆ เพราะเรามักจะเชื่อกันว่าคนในสังคมมีหน้าที่ซึ่งก็และกัน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสมควรอยู่แล้วที่เราต้องทำตามความคาดหวังของสังคมตามบทบาทของเราที่สังคมกำหนดบ้าง แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าความคาดหวังเหล่านั้นมันเป็นไปเพื่อประโยชน์ของคนส่วนมากจริงๆ ในสังคมสมัยใหม่ ทุกคนทำในสิ่งที่สังคมคาดหวัง และแทบทุกคนก็ทุกข์ทรมานกับบทบาทเหล่านั้น แต่ก็ต้องฝืนใจทำจนกลายเป็นเรื่อง &#8220;ธรรมชาติ&#8221; จนในที่สุดก็ไม่มีใครคิดว่าการทำตามความคาดหวังของสังคมมันจะขัดแย้งกับตัวตนภายในของเราเอง</p>
<p>ส่วนตัวผมคิดว่าอัตติภาวะนิยมได้รับอิทธิพลมาจากทั้งแนวคิดและสภาพสังคมตะวันตกสมัยก่อนสมัยใหม่ (pre-modern) ที่สังคมถูกแบ่งชนชั้น และคนแต่ละกลุ่มก็จะมีบทบาทเฉพาะเจาะจงไม่ต้องทำเพื่ออยู่รอดและได้รับการยอมรับในสังคม แต่โลกสมัยใหม่ (modern) และหลังสมัยใหม่ (post-modern) เริ่มอนุญาตให้คนเหล่านั้นท้าทายกับความเชื่อและขนบแบบเดิมๆ แนวคิด<strong>เสรีนิยม</strong>เกิดขึ้นโดยเชื่อว่าเสรีภาพในการเลือกของมนุษย์คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีคุณค่าและคุณภาพ สอดคล้องกับ<strong>ทุนนิยม</strong>ที่เชื่อว่าถ้าทุกฝ่ายเพื่อผลประโยชน์ตัวเอง สุดท้ายสังคมโดยรวมจะหาจุดสมดุล (equilibrium) ที่ทำให้โลกก้าวหน้าและการกระทำการใดๆ เช่นการผลิตมีประสิทธิภาพสูงสุด และสังคมได้รับประโยชน์มากที่สุด ทั้งเสรีนิยมและทุนนิยมน่าจะเป็นแรงบันดาลที่สานต่อมาเป็นอัตติภาวะนิยม และได้นำไปสู่<strong>อนาธิปไตย</strong> (anarchism) ที่เชื่อว่าหน่วยในสังคมควรถูกปล่อยให้มีชีวิตไปเองโดยไม่ต้องมีใครเช่นรัฐบาลมาวางกฎเกณฑ์หรือควบคุม แต่สังคมจะจัดการกันเองจนพัฒนาแบบแผน (pattern) ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดและเป็นที่พอใจของทุกคนไปเอง เช่นเดียวกับที่มดพัฒนาแบบแผนในการเดินและการสร้างรังโดยไม่มีใครมากำหนด</p>
<p>สุดท้าย ผมคิดว่าแนวคิดทั้งหมดเหล่านี้ก็ยังสอดคล้องกับ<strong>พุทธศาสนา</strong>อย่างน่าประหลาด เพราะเป้าหมายของการปฏิบัติในพุทธศาสนาคือการเข้าใจสิ่งต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกด้วยปัญญา เข้าใจจนรู้ว่าธรรมชาติของสรรพสิ่งคือความไม่ยั่งยืนถาวร และปล่อย ละ วาง สิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป จนท้ายที่สุดก็ไม่ต้องการอะไรอีก เหมือน Bartleby ที่อาจเป็นแบบอย่างของผู้ที่บรรลุธรรมแล้ว ที่ไม่ต้องการอะไรจากใครอีก สิ่งที่เติมเข้ามานอกเหนือจากสิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตเป็นสิ่งที่เขาไม่ต้องการและปฏิเสธอย่างจริงจัง ความสุขของ Bartleby คือการ &#8220;วาง&#8221; หรือปฏิเสธการได้มาหรือเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่การ &#8220;ได้&#8221; นั่นหมายความว่าเขาละแล้วซึ่งความรัก โลภ โกรธ หลง และเป็นมนุษย์ที่น่าอิจฉาที่สุดคนหนึ่งเพราะเขาไม่ต้องเดือดร้อนอะไรกับใคร แต่คนรอบข้างและสังคมต่างหากที่ &#8220;เลือก&#8221; จะไปเดือดร้อนกับความไม่เดือดร้อนของ Bartleby เพียงเพราะสังคมนั้นคุ้นเคยกับการคาดหวังจนลืมคิดไปว่าความคาดหวังเป็น &#8220;สิ่งประดิษฐ์&#8221; ที่ทำให้เราถอยห่างจากแก่นแท้ของการดำรงอยู่</p>
<p><strong>ลึกๆ แล้วเราทุกคนอาจจะหวังที่จะเป็นได้อย่าง Bartleby ก็ได้</strong></p>
  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/guopai.wordpress.com/101/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/guopai.wordpress.com/101/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/guopai.wordpress.com/101/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/guopai.wordpress.com/101/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/guopai.wordpress.com/101/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/guopai.wordpress.com/101/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/guopai.wordpress.com/101/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/guopai.wordpress.com/101/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/guopai.wordpress.com/101/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/guopai.wordpress.com/101/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=guopai.wordpress.com&blog=1309104&post=101&subd=guopai&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://guopai.wordpress.com/2008/10/18/bartleby-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b9%8c-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/996ed0cee2ef962ddfa3eaa731e0d0c2?s=96&#38;d=http%3A%2F%2F1.gravatar.com%2Favatar%2Fad516503a11cd5ca435acc9bb6523536%3Fs%3D96&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">guopai</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>เศรษฐกิจพอเพียงในทัศนะของข้าพเจ้า</title>
		<link>http://guopai.wordpress.com/2008/08/09/%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%9e%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%a8%e0%b8%99%e0%b8%b0/</link>
		<comments>http://guopai.wordpress.com/2008/08/09/%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%9e%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%a8%e0%b8%99%e0%b8%b0/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 09 Aug 2008 04:14:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>guopai</dc:creator>
				<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ทุนนิยม]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจพอเพียง]]></category>
		<category><![CDATA[เสรีนิยม]]></category>
		<category><![CDATA[โลกาภิวัฒน์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://guopai.wordpress.com/?p=65</guid>
		<description><![CDATA[เห็น mk พูดถึงเศรษฐกิจพอเพียง เลยมีแรงบันดาลใจอยากพูดบ้าง
ก่อนที่เราจะวิพากษ์วิจารณ์เศรษฐกิจพอเพียง เราควร &#8220;นิยาม&#8221; มันเสียก่อน ซึ่งบังเอิญเศรษฐกิจพอเพียงเป็นทั้งแนวคิดและหลักปฏิบัติที่ถูก abuse มาเยอะ และไม่มีวรรณกรรมอ้างอิงที่ชัดเจน (หรือมีแต่ไม่มีใครอ่าน) ผมเลยจะขอให้คำนิยมเป็นอรรถาธิบายตามความเข้าใจของผมเอง โดยเริ่มแรกจะแบ่งเศรษฐกิจพอเพียงออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่ เศรษฐกิจพอเพียงระดับปรัชญา และเศรษฐกิจพอเพียงระดับปฏิบัติ
เศรษฐกิจพอเพียงระดับปรัชญา
ผมคิดว่ารากฐานแนวคิดของเศรษฐกิจพอเพียงคือ &#8220;ความพอเพียง&#8221; ซึ่งเชื่อมโยงกับแนวคิดของพุทธศาสนาเรื่อง &#8220;ทางสายกลาง&#8221; ผมไม่คิดว่าความพอเพียงคือการลดการบริโภคลงให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะนั่นคือความ &#8220;ตระหนี่&#8221; (frugality) แต่เป็นการบริโภคอย่างพอดีกับความสามารถในการหาทรัพยากรและความจำเป็นของตนเอง โดยการบริโภคนั้นต้องไม่ทำให้ตนเองหรือผู้อื่นเดือดร้อน
แนวคิดนี้ยังสอดคล้องบางส่วนกับเสรีนิยม ที่บอกว่าคุณจะทำอะไรก็ได้ตราบใดที่ไม่ละเมิดสิทธิ์ของผู้อื่น แต่ขยายความไปถึงการไม่ละเมิด &#8220;สิทธิ์ของตนเอง&#8221; ที่จะอยู่อย่างไม่เดือดร้อนจากการกระทำของตนเอง เช่น การไม่เป็นหนี้
ตัวอย่างเช่น ถ้าผมเป็นหนี้บัตรเครดิต และต้องลำบากลำบนในการหาเงินมาชดเชยหนี้ ทำให้ผมเองเดือดร้อน และคนรอบข้างไม่สบายใจ นั่นคือความไม่พอเพียง
แต่ถ้าคนชนบทอยากมีโทรศัพท์มือถือเอาไว้ติดต่อลูกที่เรียนหนังสืออยู่ในกรุงเทพ และหาเงินซื้อได้โดยไม่เดือดร้อนใคร และใช้ประโยชน์จากโทรศัพท์นั้นได้จริง นั่นคือพอเพียง
แต่ถ้าคนคนเดียวกันต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาซื้อโทรศัพท์ เพื่อเอามาติดต่อกับลูก เราก็ต้องเทียบกันว่า ประโยชน์จากการได้โทรศัพท์ (ติดต่อลูกได้) คุ้มกับต้นทุก (เงินต้น + ดอกเบี้ย + ความยากลำบากของตนและผู้อื่น) หรือไม่ ถ้าคุ้มก็ถือว่าพอเพียง เช่น [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=guopai.wordpress.com&blog=1309104&post=65&subd=guopai&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>เห็น mk พูดถึง<a href="http://www.isriya.com/node/2086/%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%90%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%9E%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87-%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%9A" target="_blank">เศรษฐกิจพอเพียง</a> เลยมีแรงบันดาลใจอยากพูดบ้าง</p>
<p>ก่อนที่เราจะวิพากษ์วิจารณ์เศรษฐกิจพอเพียง เราควร &#8220;นิยาม&#8221; มันเสียก่อน ซึ่งบังเอิญเศรษฐกิจพอเพียงเป็นทั้งแนวคิดและหลักปฏิบัติที่ถูก abuse มาเยอะ และไม่มีวรรณกรรมอ้างอิงที่ชัดเจน (หรือมีแต่ไม่มีใครอ่าน) ผมเลยจะขอให้คำนิยมเป็นอรรถาธิบายตามความเข้าใจของผมเอง โดยเริ่มแรกจะแบ่งเศรษฐกิจพอเพียงออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่ เศรษฐกิจพอเพียงระดับปรัชญา และเศรษฐกิจพอเพียงระดับปฏิบัติ</p>
<p><strong>เศรษฐกิจพอเพียงระดับปรัชญา</strong></p>
<p>ผมคิดว่ารากฐานแนวคิดของเศรษฐกิจพอเพียงคือ &#8220;ความพอเพียง&#8221; ซึ่งเชื่อมโยงกับแนวคิดของพุทธศาสนาเรื่อง &#8220;ทางสายกลาง&#8221; ผมไม่คิดว่าความพอเพียงคือการลดการบริโภคลงให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะนั่นคือความ &#8220;ตระหนี่&#8221; (frugality) <strong>แต่เป็นการบริโภคอย่างพอดีกับ<span style="text-decoration:underline;">ความสามารถในการหาทรัพยากร</span>และ<span style="text-decoration:underline;">ความจำเป็นของตนเอง</span> โดยการบริโภคนั้นต้อง<span style="text-decoration:underline;">ไม่ทำให้ตนเองหรือผู้อื่นเดือดร้อน</span></strong></p>
<p>แนวคิดนี้ยังสอดคล้องบางส่วนกับเสรีนิยม ที่บอกว่าคุณจะทำอะไรก็ได้ตราบใดที่ไม่ละเมิดสิทธิ์ของผู้อื่น แต่ขยายความไปถึงการไม่ละเมิด &#8220;สิทธิ์ของตนเอง&#8221; ที่จะอยู่อย่างไม่เดือดร้อนจากการกระทำของตนเอง เช่น การไม่เป็นหนี้</p>
<p>ตัวอย่างเช่น ถ้าผมเป็นหนี้บัตรเครดิต และต้องลำบากลำบนในการหาเงินมาชดเชยหนี้ ทำให้ผมเองเดือดร้อน และคนรอบข้างไม่สบายใจ นั่นคือความไม่พอเพียง</p>
<p>แต่ถ้าคนชนบทอยากมีโทรศัพท์มือถือเอาไว้ติดต่อลูกที่เรียนหนังสืออยู่ในกรุงเทพ และหาเงินซื้อได้โดยไม่เดือดร้อนใคร และใช้ประโยชน์จากโทรศัพท์นั้นได้จริง นั่นคือพอเพียง</p>
<p>แต่ถ้าคนคนเดียวกันต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาซื้อโทรศัพท์ เพื่อเอามาติดต่อกับลูก เราก็ต้องเทียบกันว่า ประโยชน์จากการได้โทรศัพท์ (ติดต่อลูกได้) คุ้มกับต้นทุก (เงินต้น + ดอกเบี้ย + ความยากลำบากของตนและผู้อื่น) หรือไม่ ถ้าคุ้มก็ถือว่าพอเพียง เช่น การมีมือถือทำให้ทุกคนในบ้านสบายใจตลอดเวลา 4 ปีที่ลูกไปเรียนในเมือง เมื่อประเมินแล้วมีค่ามากกว่าค่าเครื่อง ค่าดอกเบี้ย และความยุ่งยากตอนหาเงินมาคืนเงินต้นและเงินกู้</p>
<p><strong>เศรษฐกิจพอเพียงในทางปฏิบัติ</strong></p>
<p>สิ่งที่เราเห็นในปัจจุบัน คือภาพของเศรษฐกิจพอเพียงเมื่อปฏิบัติแล้ว ก็คือการที่คนชนบทปลูกพืชผักผสมผสาน อยู่ได้โดยไม่ต้องซื้อของจากข้างนอกหมู่บ้าน แลกเปลี่ยนกันเอง ผลิตพลังงานหมุนเวียนใช้เอง นั่นเป็นเพียงแค่เสี้ยวเดียวของเศรษฐกิจพอเพียง</p>
<p>สิ่งที่ผมอยากจะเสนอเมื่อคิดพิจารณาถึงเรื่องนี้ก็คือประเด็นความขัดแย้งระหว่างทุนนิยม-โลกาภิวัฒน์ กับความพอเพียง-การเลี้ยงตนเอง-ความเป็นท้องถิ่น</p>
<p>ผมคิดว่าถ้าเราเชื่อเรื่องทางสายกลาง เราควรจะรับทั้งสองขั้วแนวคิดมาปฏิบัติอย่างเหมาะสม เราไม่สามารถปฏิเสธทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ได้ และมันก็ไม่ใช่ตัวร้ายเหมือนที่ใครๆ พากันระบายสีให้ ทุนนิยมทำให้จำนวนประชาชนโลกที่ตายเพราะอดข้าวมีน้อยลงหลายเท่าตัว มันทำให้ผู้หญิงได้รับการศึกษา อัตราการรู้หนังสือทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 50% เป็น 80% ใน 50 ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามทุนนิยมล้วนๆ ทำให้เกิดการพึ่งพาสินค้าและบริการจากที่ใดที่หนึ่งมากเกินไป โดยเฉพาะจากบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ ในหลายๆ กรณี สินค้าประเภทพืชผักทางการเกษตรสามารถปลูกและบริโภคในท้องถิ่นได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าหรือเคลื่อนย้ายสินค้าระยะไกล อาหารบางชนิดมีในเฉพาะบางพื้นที่ และไม่ใช่ผู้ผลิตรายใหญ่ (ที่ขายของราคาถูก) จะผลิตอย่างปลอดภัยได้มาตรฐานปราศจากสารพิษ</p>
<p>ความล้มเหลวของตลาด (market failure) เป็นคุณสมบัติที่ติดตัวทุนนิยมมาช้านานและยังไม่มีหนทางแก้ไขได้อย่างหมดจด แทนที่ทุนนิยมจะทำให้เกิดการแข่งขันและทางเลือก ในหลายๆ กรณีมันทำให้เกิดการผูกขาด แทนที่ทุนนิยมจะทำให้สินค้าราคาถูก ในหลายๆ กรณีมันแพงกว่าการผลิตในท้องถิ่นเพราะท้องถิ่นในความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบในการผลิต (comparative advantage) ในหลายๆ กรณีแทนที่ทุนนิยมจะทำให้เกิดการลงทุน แต่คนชั้นล่างไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้</p>
<p>ดังนั้น เศรษฐกิจพอเพียงในทางปฏิบัติจึงน่าจะมีคุณลักษณะดังนี้</p>
<ul>
<li>ใช้ได้กับทุกที่ ทั้งในเมือง และชนบท</li>
<li>พึ่งพาตัวเองเฉพาะสินค้าที่จำเป็นกับการดำรงชีวิต และสิ่งที่ท้องถิ่นมีความถนัดและได้เปรียบในการผลิต เช่น น้ำดื่ม ผักสวนครัว ผลไม้ เนื้อสัตว์ พลังงานบางส่วน</li>
<li>สมาชิกของชุมชนเข้าถึงข้อมูล ความก้าวหน้า และทรัพยากรเพื่อประสานตนเองเข้าสู่สังคมโลก เช่น การศึกษา ข่าวสาร เทคโนโลยี ความเข้าใจเกี่ยวกับพื้นที่และชุมชนอื่น ความเข้าใจการเมืองเศรษฐกิจโลก เข้าใจว่ายังมีคนอื่นที่ไม่เหมือนพวกเขา</li>
</ul>
<p>ทั้งหมดนี้คงไม่พ้นบทสรุปว่าเศรษฐกิจพอเพียงคือเสรีนิยมที่รับผิดชอบนั่นเอง กล่าวคือการมีชีวิตอยู่อย่างเข้าใจตนเอง (รู้ว่าเราถนัดอะไร ทำอะไรได้ดี) และเข้าใจผู้อื่น (รู้ว่าคนข้างนอกคิดยังไง ทำอะไร และต่างจากเรา)</p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/guopai.wordpress.com/65/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/guopai.wordpress.com/65/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/guopai.wordpress.com/65/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/guopai.wordpress.com/65/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/guopai.wordpress.com/65/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/guopai.wordpress.com/65/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/guopai.wordpress.com/65/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/guopai.wordpress.com/65/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/guopai.wordpress.com/65/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/guopai.wordpress.com/65/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/guopai.wordpress.com/65/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/guopai.wordpress.com/65/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=guopai.wordpress.com&blog=1309104&post=65&subd=guopai&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://guopai.wordpress.com/2008/08/09/%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%9e%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%a8%e0%b8%99%e0%b8%b0/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/996ed0cee2ef962ddfa3eaa731e0d0c2?s=96&#38;d=http%3A%2F%2F1.gravatar.com%2Favatar%2Fad516503a11cd5ca435acc9bb6523536%3Fs%3D96&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">guopai</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>คนรุ่นใหม่ผู้หลงมัวเมาอยู่กับ &#8220;เสรีภาพ&#8221;</title>
		<link>http://guopai.wordpress.com/2008/04/01/%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://guopai.wordpress.com/2008/04/01/%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 31 Mar 2008 17:36:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>guopai</dc:creator>
				<category><![CDATA[สังคม]]></category>
		<category><![CDATA[คนรุ่นใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[ทางสายกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[ทุนนิยม]]></category>
		<category><![CDATA[ศีลธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[อารยธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[เสรีภาพ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://guopai.wordpress.com/?p=43</guid>
		<description><![CDATA[วันนี้อยากเขียนบันทึก แต่นึกไม่ออกว่ามีประเด็นอะไรให้เขียนได้ชัดๆ มีแต่ &#8220;กระแสความคิด&#8221; ไหลไปมา เลยลองเขียนดูว่าจะเป็นยังไง (กระแสความคิด เป็นคำที่ผมประดิษฐ์เอง มาจาก กระแสสำนึก &#8211; stream of consciousness ซึ่งเป็นกลวิธีการเล่าเรื่องแบบหนึ่งที่ Marcel Proust และ James Joyce ชอบใช้)
- คนรุ่นใหม่กำลังหลงอยู่กับคำว่า &#8220;เสรีภาพ&#8221; โดยแทนที่จะคิดว่ามีเสรีภาพเพื่ออะไร พวกเขากลับคิดว่าคนเราต้องมีเสรีภาพเพราะเราเกิดมาพร้อมกับเสรีภาพ (freedom for freedom&#8217;s sake) คนพวกนี้ไม่สนใจบรรทัดฐานและความถูกต้องพื้นฐานที่คนธรรมดาที่มีมโนสำนึกจะคิดได้ แต่ชอบที่จะเล่นแร่แปรธาตุกับคำและสถานการณ์เพื่อสนับสนุนอะไรก็ตามที่ไปด้วยกันได้กับ &#8220;เสรีภาพ&#8221; เช่นการแข่งขันเสรี การเบียดเบียนเพื่ออยู่รอด การแย่งตลาดและลูกค้า และ &#8220;ธรรมชาติ&#8221; ของมนุษย์
- ผมอยากถามต่อว่า ถ้าปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตาม &#8220;ธรรมชาติ&#8221; แล้วการดำรงอยู่ของอารยธรรมและวิวัฒนาการจะมีความหมายอันใด? เราจะต่างอะไรกับสัตว์ป่า?
- มนุษย์เกิดมาเพื่อกล่อมเกลาตัวเองและสังคมให้พัฒนายิ่งๆ ขึ้นไป นั่นเป็นที่มาของ &#8220;ศีลธรรม&#8221; &#8220;บรรทัดฐาน&#8221; และ &#8220;ระเบียบแบบแผน&#8221; ซึ่งถ้าใช้ให้สอดคล้องกับ &#8220;ข้อมูล&#8221; &#8220;ความรู้&#8221; และ &#8220;ปัญญา&#8221; [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=guopai.wordpress.com&blog=1309104&post=43&subd=guopai&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>วันนี้อยากเขียนบันทึก แต่นึกไม่ออกว่ามีประเด็นอะไรให้เขียนได้ชัดๆ มีแต่ &#8220;กระแสความคิด&#8221; ไหลไปมา เลยลองเขียนดูว่าจะเป็นยังไง (กระแสความคิด เป็นคำที่ผมประดิษฐ์เอง มาจาก กระแสสำนึก &#8211; stream of consciousness ซึ่งเป็นกลวิธีการเล่าเรื่องแบบหนึ่งที่ Marcel Proust และ James Joyce ชอบใช้)</p>
<p>- คนรุ่นใหม่กำลังหลงอยู่กับคำว่า &#8220;เสรีภาพ&#8221; โดยแทนที่จะคิดว่ามีเสรีภาพเพื่ออะไร พวกเขากลับคิดว่าคนเราต้องมีเสรีภาพเพราะเราเกิดมาพร้อมกับเสรีภาพ (freedom for freedom&#8217;s sake) คนพวกนี้ไม่สนใจบรรทัดฐานและความถูกต้องพื้นฐานที่คนธรรมดาที่มีมโนสำนึกจะคิดได้ แต่ชอบที่จะเล่นแร่แปรธาตุกับคำและสถานการณ์เพื่อสนับสนุนอะไรก็ตามที่ไปด้วยกันได้กับ &#8220;เสรีภาพ&#8221; เช่นการแข่งขันเสรี การเบียดเบียนเพื่ออยู่รอด การแย่งตลาดและลูกค้า และ &#8220;ธรรมชาติ&#8221; ของมนุษย์</p>
<p>- ผมอยากถามต่อว่า <b>ถ้าปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตาม &#8220;ธรรมชาติ&#8221; แล้วการดำรงอยู่ของอารยธรรมและวิวัฒนาการจะมีความหมายอันใด?</b> เราจะต่างอะไรกับสัตว์ป่า?</p>
<p>- มนุษย์เกิดมาเพื่อกล่อมเกลาตัวเองและสังคมให้พัฒนายิ่งๆ ขึ้นไป นั่นเป็นที่มาของ &#8220;ศีลธรรม&#8221; &#8220;บรรทัดฐาน&#8221; และ &#8220;ระเบียบแบบแผน&#8221; ซึ่งถ้าใช้ให้สอดคล้องกับ &#8220;ข้อมูล&#8221; &#8220;ความรู้&#8221; และ &#8220;ปัญญา&#8221; จะนำไปสู่ &#8220;อารยธรรม&#8221;</p>
<p>- ทุนนิยมและเสรีนิยมเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุด ที่ &#8220;คนรุ่นใหม่&#8221; เหล่านั้นอ้างว่าสอดคล้องกับ &#8220;ธรรมชาติ&#8221; (อันดิบ เถื่อน และยังไม่ถูกกล่อมเกลา) ของมนุษย์</p>
<p>- ผมเชื่อในทางสายกลาง (moderation) และการคิดอย่างใตร่ตรอง (consideration) ก่อนที่จะพูดหรือทำอะไร</p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/guopai.wordpress.com/43/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/guopai.wordpress.com/43/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/guopai.wordpress.com/43/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/guopai.wordpress.com/43/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/guopai.wordpress.com/43/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/guopai.wordpress.com/43/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/guopai.wordpress.com/43/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/guopai.wordpress.com/43/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/guopai.wordpress.com/43/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/guopai.wordpress.com/43/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/guopai.wordpress.com/43/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/guopai.wordpress.com/43/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=guopai.wordpress.com&blog=1309104&post=43&subd=guopai&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://guopai.wordpress.com/2008/04/01/%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>10</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/996ed0cee2ef962ddfa3eaa731e0d0c2?s=96&#38;d=http%3A%2F%2F1.gravatar.com%2Favatar%2Fad516503a11cd5ca435acc9bb6523536%3Fs%3D96&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">guopai</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>ทำไมรัฐบาลต้องการให้คุณใช้เงินเยอะๆ (และทำไมคุณไม่ควรเชื่อรัฐบาล)</title>
		<link>http://guopai.wordpress.com/2008/03/09/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%84%e0%b8%b8/</link>
		<comments>http://guopai.wordpress.com/2008/03/09/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%84%e0%b8%b8/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 09 Mar 2008 10:10:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>guopai</dc:creator>
				<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ทุนนิยม]]></category>
		<category><![CDATA[หนี้สิน]]></category>
		<category><![CDATA[multiplier effect]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://guopai.wordpress.com/?p=36</guid>
		<description><![CDATA[ที่จริงผมเรียนจบเศรษฐศาสตร์ แต่ไม่เคยทำงานเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจเลย อย่างไรก็ตามก็พอมีความรู้อยู่บ้าง เลยอยากเขียนเรื่องนี้ขึ้นมา
ในยามที่เศรษฐกิจเติบโตน้อย ชะงักงัน หรือถดถอย รัฐบาลในระบบทุนนิยมจะสนับสนุนให้คนใช้จ่ายเยอะๆ (= เก็บเงินน้อยๆ) โดยวิธีการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการลดดอกเบี้ย (เพื่อส่งเสริมให้กู้ และไม่ส่งเสริมให้เก็บเงินในธนาคาร) การใช้งบการคลังกระจายไปยังภาคต่าง (เช่นให้เงินอุดหนุน เร่งจ้างงานเพื่อสร้างโครงการขนาดใหญ่) จนไปถึงการโฆษณาชวนเชื่อ และการ &#8220;ทำ&#8221; โดย &#8220;ไม่ทำ&#8221; เช่น ไม่กระตือรือร้นในการรณรงค์ไม่ให้คนเป็นหนี้
การกระทำเช่นนี้มีเหตุผลในทางเศรษฐศาสตร์ ผมเลยอยากลองอธิบายง่ายๆ ให้คนที่ไม่ได้เรียนเศรษฐศาสตร์เข้าใจ (แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าผมเห็นด้วยกับทฤษฎีดังกล่าว!)
โดยปกติ เวลาคนเราได้เงินมา เราจะนำเงินนั้นไปทำ 2 อย่าง คือ &#8220;ใช้&#8221; หรือไม่ก็ &#8220;เก็บ&#8221;

สมมติว่าผมได้เงินมา 100 บาท ผมเก็บเงินไว้ 10 บาท อีก 90 บาทไปซื้อข้าวหน้าเป็ดกิน
คนขายข้าวหน้าเป็ด ได้เงินจากผมไป 90 บาท เก็บไว้เอง 9 บาท อีก 81 บาทเอาไปซื้อเป็ดจากคนขายเป็ด
คนขายเป็ด ได้เงินจากคนขายเข้าหน้าเป็ดมา 81 บาท เก็บไว้ [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=guopai.wordpress.com&blog=1309104&post=36&subd=guopai&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>ที่จริงผมเรียนจบเศรษฐศาสตร์ แต่ไม่เคยทำงานเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจเลย อย่างไรก็ตามก็พอมีความรู้อยู่บ้าง เลยอยากเขียนเรื่องนี้ขึ้นมา</p>
<p>ในยามที่เศรษฐกิจเติบโตน้อย ชะงักงัน หรือถดถอย รัฐบาลในระบบทุนนิยมจะสนับสนุนให้คนใช้จ่ายเยอะๆ (= เก็บเงินน้อยๆ) โดยวิธีการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการลดดอกเบี้ย (เพื่อส่งเสริมให้กู้ และไม่ส่งเสริมให้เก็บเงินในธนาคาร) การใช้งบการคลังกระจายไปยังภาคต่าง (เช่นให้เงินอุดหนุน เร่งจ้างงานเพื่อสร้างโครงการขนาดใหญ่) จนไปถึงการโฆษณาชวนเชื่อ และการ &#8220;ทำ&#8221; โดย &#8220;ไม่ทำ&#8221; เช่น ไม่กระตือรือร้นในการรณรงค์ไม่ให้คนเป็นหนี้</p>
<p>การกระทำเช่นนี้มีเหตุผลในทางเศรษฐศาสตร์ ผมเลยอยากลองอธิบายง่ายๆ ให้คนที่ไม่ได้เรียนเศรษฐศาสตร์เข้าใจ (แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าผมเห็นด้วยกับทฤษฎีดังกล่าว!)</p>
<p>โดยปกติ เวลาคนเราได้เงินมา เราจะนำเงินนั้นไปทำ 2 อย่าง คือ &#8220;ใช้&#8221; หรือไม่ก็ &#8220;เก็บ&#8221;</p>
<ul>
<li>สมมติว่าผมได้เงินมา 100 บาท ผมเก็บเงินไว้ <i>10</i> บาท อีก <b>90</b> บาทไปซื้อข้าวหน้าเป็ดกิน</li>
<li>คนขายข้าวหน้าเป็ด ได้เงินจากผมไป 90 บาท เก็บไว้เอง <i>9</i> บาท อีก <b>81</b> บาทเอาไปซื้อเป็ดจากคนขายเป็ด</li>
<li>คนขายเป็ด ได้เงินจากคนขายเข้าหน้าเป็ดมา 81 บาท เก็บไว้ <i>8</i> บาท เหลือ <b>72</b> บาท เอาไปซื้อเหล้า</li>
<li>คนขายเหล้า ได้เงิน 72 บาทจากคนขายเป็ด เก็บไว้ <i>7</i> บาท อีก <b>65</b> บาทนำไปใช้ต่อ&#8230;</li>
</ul>
<p><b>ถ้าเรายุติวงจรการใช้เงินที่จุดนี้ จะพบว่า เงินตั้งต้น 100 บาทของผม ทำให้เกิด &#8220;มูลค่า&#8221; ที่เกิดจากการที่เงินเปลี่ยนมือในระบบเศรษฐกิจ ถึง 90 + 81 + 72 + 65= 308 บาท</b></p>
<p>การที่เงินเปลี่ยนมือ ทำให้มูลค่า 100 บาท กลายเป็น 300 บาทกระบวนการนี้เรียกว่า <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Multiplier_effect" target="_blank">multiplier effect </a>โดยเงิน 300 บาทที่เกิดขึ้นก็คือ &#8220;รายได้ประชาชาติ&#8221; หรือ national income นั่นเอง ซึ่งมีความสัมพันธ์โดยตรงกับ &#8220;ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ&#8221; หรือ GDP &#8211; gross domestic product เพราะคนมีรายได้ ก็ต้องใช้ เมื่อคนต้องการใช้ ก็ต้องผลิต นั่นคือต้องเกิด &#8220;ผลิตภัณฑ์&#8221; ที่เมื่อผลิตแล้วมี &#8220;มูลค่า&#8221;</p>
<p>ทีนี้ เวลาเศรษฐกิจฝืดเคือง (แปลว่าคนไม่ซื้อของ เพราะของแพง หรือไม่มีเงิน ไม่มีรายได้) รัฐต้องกระตุ้นให้คนซื้อของมากขึ้น เช่น แทนที่ผมมีเงิน 100 บาท จะเก็บ 10 บาท ก็เปลี่ยนมาเก็บแค่ 5 บาท จะได้จ่ายมากขึ้น 5 บาท เป็น 95 บาท แทนที่จะเป็น 90 บาท</p>
<p>ถ้าทุกคนเก็บเงินน้อยลง จ่ายมากขึ้น นั่นหมายความว่า จะมีเงินมากขึ้นเป็นทวีคูณในระบบผ่านกระบวนการ multiplier หมายถึงคนใช้จ่ายมากขึ้น ทำให้เกิดการผลิตมากขึ้น เกิดการซื้อวัตถุดิบมากขึ้น เกิด demand หรือความต้องการซื้อมากขึ้น ราคาผลผลิตก็จะดีขึ้น อย่างนี้ไปเรื่อยๆ&#8230;</p>
<p>ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเชื่อว่า การใช้มาก ผลิตมาก ทำให้เศรษฐกิจเจริญรุ่งเ้รือง ทำให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดี เป็นโลกที่น่าอภิรมย์</p>
<p>แต่ถ้าการใช้มาก หมายถึงการ &#8220;กู้&#8221; หรือ &#8220;ผ่อน&#8221; มาก และถ้าคนกู้กับผ่อน ไม่ได้มีความสามารถ หรือแรงจูงใจ หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่จะพัฒนาตนเองให้มีรายได้ในอนาคตมากพอที่จะคืนเงินกู้เหล่านั้นได้ สังคมจะเป็นอย่างไร</p>
<p>และการผลิตมากขึ้น ที่ทำให้ต้องใช้ทรัพยากรมากขึ้นอย่างไม่ยังยืน และทำลายสิ่งแวดล้อม คุณได้คิด &#8220;ต้นทุน&#8221; เหล่านี้เข้าไปในสมการหรือยัง หรือมันเป็นเรื่องระยะยาวเกินไปที่จะคิดได้</p>
<p><b>และนี่คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ณ เวลานี้อย่างชัดแจ้งแบบที่ไม่เคยชัดกว่านี้มาก่อน </b></p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/guopai.wordpress.com/36/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/guopai.wordpress.com/36/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/guopai.wordpress.com/36/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/guopai.wordpress.com/36/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/guopai.wordpress.com/36/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/guopai.wordpress.com/36/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/guopai.wordpress.com/36/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/guopai.wordpress.com/36/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/guopai.wordpress.com/36/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/guopai.wordpress.com/36/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/guopai.wordpress.com/36/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/guopai.wordpress.com/36/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=guopai.wordpress.com&blog=1309104&post=36&subd=guopai&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://guopai.wordpress.com/2008/03/09/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%84%e0%b8%b8/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>5</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/996ed0cee2ef962ddfa3eaa731e0d0c2?s=96&#38;d=http%3A%2F%2F1.gravatar.com%2Favatar%2Fad516503a11cd5ca435acc9bb6523536%3Fs%3D96&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">guopai</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>ทัศนะ &#8220;รักตัวเองดีที่สุด&#8221; กับโลกทุนนิยมเสรี</title>
		<link>http://guopai.wordpress.com/2008/02/19/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%a8%e0%b8%99%e0%b8%b0-%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b8/</link>
		<comments>http://guopai.wordpress.com/2008/02/19/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%a8%e0%b8%99%e0%b8%b0-%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b8/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 19 Feb 2008 15:37:09 +0000</pubDate>
		<dc:creator>guopai</dc:creator>
				<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[สังคม]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ข้อมูล]]></category>
		<category><![CDATA[ความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ทัศนคติ]]></category>
		<category><![CDATA[ทุนนิยม]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[รักตัวเอง]]></category>
		<category><![CDATA[วัยรุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[อนาธิปไตย]]></category>
		<category><![CDATA[อารยธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[เสรีภาพ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://guopai.wordpress.com/?p=24</guid>
		<description><![CDATA[หลังจากที่ได้สอนนักศึกษาปริญญาตรีมา 3 เทอม ผมพบสิ่งที่น่าสังเกตอย่างหนึ่ง ก็คือคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะที่มีความรู้ มีการศึกษา มักมีทัศนะ &#8220;รักตัวเองดีที่สุด&#8221;
ทัศนะ &#8220;รักตัวเองดีที่สุด&#8221; มันจะถูกเอ่ยหรือแสดงออกเมื่อคนคนนั้นผ่านเหตุการณ์อะไรสักอย่างในชีวิตที่สะเทือนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความผิดหวังเรื่องความรัก พวกเขามักจะคิดว่า ไม่มีใครรักเราจริง (เว้นเสียต่อพ่อแม่พี่น้อง) ดังนั้น เราควรจะรักตัวเอง ใส่ใจตัวเอง ไม่เอาตัวเราไปเกาะยึด หรือตั้งความหวังกับใคร
ทัศนะรักตัวเอง มักจะมาคู่กับความต้องการที่จะมีชีวิตอิสระ ทั้งแบบที่ทำได้จริง (ที่บ้านปล่อยเสรีอยู่แล้ว) กับแบบที่อยากจะทำ (ที่บ้านเข้มงวด) ซึ่งเป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจได้ เนื่องจากการถูกกดทับโดยระบบสังคม และใจแบบวัยรุ่นที่ไม่ต้องการกรอบมาจำกัดจินตนาการและพัฒนาการของตน
ผมบอกไม่ได้ว่าทัศนะรักตัวเอง หรือความต้องการเสรีภาพสุดโต่ง ดีหรือไม่ และจะส่งผลต่อสังคมโดยรวมในอนาคต เมื่อคนเหล่านี้เติบโตเป็นผู้ใหญ่อย่างไร แต่อยากจะตั้งข้อสังเกตว่า ทั้งความรักตัวเอง และความต้องการเสรีภาพ อันที่จริงมีความสอดคล้องกับแนวคิดทางการเมืองและเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเสรีและอนาธิปไตย ที่เคลื่อนไหวบนพื้นฐานว่ามนุษย์ทุกคนควรทำสิ่งที่คิดว่าดีที่สุดสำหรับตน โดยปราศจากกลไกปกครองหรือควบคุม แล้วโลกจะเคลื่อนเข้าสู่ดุลยภาพและดำเนินไปได้ด้วยดีอย่างมีประสิทธิภาพเอง ซึ่งจุดนี้ ผมพอจะมีจุดยืนที่ชัดระดับหนึ่งว่า ไม่เห็นด้วย
ผมเชื่อว่า โลกทุนนิยมและเสรีนิยมสุดโต่งกำลังนำเราสู่ขาลงของอารยธรรม เริ่มตั้งแต่กระบวนการผลิตที่ตอบสนองความต้องการของคนส่วนมาก (ที่ไม่จำเป็นต้องฉลาด) ในระบบอุตสาหกรรม นำมาสู่สินค้าเช่นอาหารที่ไม่ใช่ &#8220;อาหาร&#8221; อีกต่อไป วัฒนธรรมและความอ่อนช้อยที่ถูกสืบทอดมา กำลังถูกแทนที่ด้วยประสิทธิภาพและความ &#8220;เหมือนๆ กันหมด&#8221; ความลึกซึ้งของภูมิปัญญาถูกแทนที่ด้วย &#8220;ข้อมูล&#8221; [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=guopai.wordpress.com&blog=1309104&post=24&subd=guopai&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>หลังจากที่ได้สอนนักศึกษาปริญญาตรีมา 3 เทอม ผมพบสิ่งที่น่าสังเกตอย่างหนึ่ง ก็คือคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะที่มีความรู้ มีการศึกษา มักมีทัศนะ &#8220;รักตัวเองดีที่สุด&#8221;</p>
<p>ทัศนะ &#8220;รักตัวเองดีที่สุด&#8221; มันจะถูกเอ่ยหรือแสดงออกเมื่อคนคนนั้นผ่านเหตุการณ์อะไรสักอย่างในชีวิตที่สะเทือนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความผิดหวังเรื่องความรัก พวกเขามักจะคิดว่า ไม่มีใครรักเราจริง (เว้นเสียต่อพ่อแม่พี่น้อง) ดังนั้น เราควรจะรักตัวเอง ใส่ใจตัวเอง ไม่เอาตัวเราไปเกาะยึด หรือตั้งความหวังกับใคร</p>
<p>ทัศนะรักตัวเอง มักจะมาคู่กับความต้องการที่จะมีชีวิตอิสระ ทั้งแบบที่ทำได้จริง (ที่บ้านปล่อยเสรีอยู่แล้ว) กับแบบที่อยากจะทำ (ที่บ้านเข้มงวด) ซึ่งเป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจได้ เนื่องจากการถูกกดทับโดยระบบสังคม และใจแบบวัยรุ่นที่ไม่ต้องการกรอบมาจำกัดจินตนาการและพัฒนาการของตน</p>
<p>ผมบอกไม่ได้ว่าทัศนะรักตัวเอง หรือความต้องการเสรีภาพสุดโต่ง ดีหรือไม่ และจะส่งผลต่อสังคมโดยรวมในอนาคต เมื่อคนเหล่านี้เติบโตเป็นผู้ใหญ่อย่างไร แต่อยากจะตั้งข้อสังเกตว่า ทั้งความรักตัวเอง และความต้องการเสรีภาพ อันที่จริงมีความสอดคล้องกับแนวคิดทางการเมืองและเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเสรีและอนาธิปไตย ที่เคลื่อนไหวบนพื้นฐานว่ามนุษย์ทุกคนควรทำสิ่งที่คิดว่าดีที่สุดสำหรับตน โดยปราศจากกลไกปกครองหรือควบคุม แล้วโลกจะเคลื่อนเข้าสู่ดุลยภาพและดำเนินไปได้ด้วยดีอย่างมีประสิทธิภาพเอง ซึ่งจุดนี้ ผมพอจะมีจุดยืนที่ชัดระดับหนึ่งว่า ไม่เห็นด้วย</p>
<p>ผมเชื่อว่า โลกทุนนิยมและเสรีนิยมสุดโต่งกำลังนำเราสู่ขาลงของอารยธรรม เริ่มตั้งแต่กระบวนการผลิตที่ตอบสนองความต้องการของคนส่วนมาก (ที่ไม่จำเป็นต้องฉลาด) ในระบบอุตสาหกรรม นำมาสู่สินค้าเช่นอาหารที่ไม่ใช่ &#8220;อาหาร&#8221; อีกต่อไป วัฒนธรรมและความอ่อนช้อยที่ถูกสืบทอดมา กำลังถูกแทนที่ด้วยประสิทธิภาพและความ &#8220;เหมือนๆ กันหมด&#8221; ความลึกซึ้งของภูมิปัญญาถูกแทนที่ด้วย &#8220;ข้อมูล&#8221; จำนวนมหาศาลที่คนหลงคิดว่ามันคือ &#8220;ความรู้&#8221; หรือ &#8220;ปัญญา&#8221; สิ่งที่มีค่ากับสังคมและมนุษย์กำลังจะหายไป สิ่งแวดล้อมและธรรมชาติถูกทำลาย สักวัน เราอาจมีชีวิตอยู่ใน Galactic Empire ที่ยิ่งใหญ่ แต่ต้องมุดไปอยู่ใต้ดินและกินยีสต์แทนอาหารจริงเหมือนในนิยายของ Isaac Asimov ก็เป็นได้ นั่นเป็นชีวิตที่น่าอยู่หรือ?</p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/guopai.wordpress.com/24/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/guopai.wordpress.com/24/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/guopai.wordpress.com/24/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/guopai.wordpress.com/24/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/guopai.wordpress.com/24/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/guopai.wordpress.com/24/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/guopai.wordpress.com/24/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/guopai.wordpress.com/24/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/guopai.wordpress.com/24/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/guopai.wordpress.com/24/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/guopai.wordpress.com/24/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/guopai.wordpress.com/24/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=guopai.wordpress.com&blog=1309104&post=24&subd=guopai&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://guopai.wordpress.com/2008/02/19/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%a8%e0%b8%99%e0%b8%b0-%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b8/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/996ed0cee2ef962ddfa3eaa731e0d0c2?s=96&#38;d=http%3A%2F%2F1.gravatar.com%2Favatar%2Fad516503a11cd5ca435acc9bb6523536%3Fs%3D96&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">guopai</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>การฉุดกระชากลากถูของทุนนิยม</title>
		<link>http://guopai.wordpress.com/2008/01/21/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%89%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%96%e0%b8%b9%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8/</link>
		<comments>http://guopai.wordpress.com/2008/01/21/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%89%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%96%e0%b8%b9%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 20 Jan 2008 17:40:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>guopai</dc:creator>
				<category><![CDATA[สังคม]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ทุนนิยม]]></category>
		<category><![CDATA[เงิน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://guopai.wordpress.com/2008/01/21/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%89%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%96%e0%b8%b9%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8/</guid>
		<description><![CDATA[พักหลังๆ เริ่มรู้ตัวว่าใช้เงินเกินตัว ส่วนมากใช้ไปกับเรื่องที่หมดเปลืองไปโดยไม่ได้อะไรยั่งยืน เช่น กิน ดื่ม เที่ยว ซื้อของ (โดยเฉพาะอุปกรณ์ IT ทั้งหลาย)
ลองคิดๆ ดู จริงๆ สมัยก่อนเราก็อยู่ได้ด้วยเงินเพียงเล็กน้อย ตอนเรียนได้เงินจากที่บ้านนิดเดียว ทำงานหาเงินเองบ้าง ไม่ว่าจะเป็นสอนดนตรี แปลหนังสือ รับแปลเอกสาร หรือทำนิตยสาร ทำไมตอนนี้เราทำอย่างนั้นไม่ได้
ส่วนหนึ่งก็คงเพราะอยู่ในสังคมที่คนอื่นใช้เงินกัน ใครซื้ออะไรก็ซื้อตามกัน (ถึงแม้จะเป็นของดีจริงก็ตาม) และชอบกินชอบเที่ยว ก็เลยเป็น network effect ส่งผมต่อพฤติกรรมคนข้างเคียงต่อๆ กัน อีกส่วนก็คงเพราะมีความรับผิดชอบมากขึ้นต่อผู้อื่น (ที่บางเวลาก็มีมากกว่า 1 คน เหอะๆ) ทำไปทำมาเลยติดเป็นนิสัย ประมาณว่าจมไม่ลง แต่ไม่เป็นไร รู้ตัวตอนนี้ยังแก้ไขทัน
พอคิดเรื่องตัวเองก็เลยคิดต่อว่าคนอื่นๆ เค้ามีชีวิตทางการเงินยังไงกันบ้าง ก็รู้สึกว่าสังคมกำลังดำดิ่งสู่จุดแตกดับ ด้วยการกระตุ้นให้เกิดระบบเงิน สินเชื่อ และการจูงใจที่เป็นทุนนิยมเต็มรูปแบบที่ไร้รากฐาน ลองคิดดูว่า รายได้คนไทยเดือนหนึ่งๆ น้อยกว่าประเทศในยุโรปตะวันตกหรืออเมริกาเหนือ 4-5 เท่า แต่เราซื้อสินค้าเทคโนโลยีและเครื่องใช้ไฟฟ้าในราคาเท่ากันหรือสูงกว่าเขา ทุกร้านค้าสนับสนุนให้ลูกค้า &#8220;แบ่งจ่าย&#8221; ก็เป็นหนี้กันถ้วนหน้า ระบบสินเชื่อเฟื่องฟู แทบทุกคนจ่ายเกินรายรับในขณะเวลาหนึ่งๆ ข้าราชการและพนักงานบริษัทก็ต้องรักษาสถานะทางสังคมโดยการซื้อ [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=guopai.wordpress.com&blog=1309104&post=14&subd=guopai&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>พักหลังๆ เริ่มรู้ตัวว่าใช้เงินเกินตัว ส่วนมากใช้ไปกับเรื่องที่หมดเปลืองไปโดยไม่ได้อะไรยั่งยืน เช่น กิน ดื่ม เที่ยว ซื้อของ (โดยเฉพาะอุปกรณ์ IT ทั้งหลาย)</p>
<p>ลองคิดๆ ดู จริงๆ สมัยก่อนเราก็อยู่ได้ด้วยเงินเพียงเล็กน้อย ตอนเรียนได้เงินจากที่บ้านนิดเดียว ทำงานหาเงินเองบ้าง ไม่ว่าจะเป็นสอนดนตรี แปลหนังสือ รับแปลเอกสาร หรือทำนิตยสาร ทำไมตอนนี้เราทำอย่างนั้นไม่ได้</p>
<p>ส่วนหนึ่งก็คงเพราะอยู่ในสังคมที่คนอื่นใช้เงินกัน ใครซื้ออะไรก็ซื้อตามกัน (ถึงแม้จะเป็นของดีจริงก็ตาม) และชอบกินชอบเที่ยว ก็เลยเป็น network effect ส่งผมต่อพฤติกรรมคนข้างเคียงต่อๆ กัน อีกส่วนก็คงเพราะมีความรับผิดชอบมากขึ้นต่อผู้อื่น (ที่บางเวลาก็มีมากกว่า 1 คน เหอะๆ) ทำไปทำมาเลยติดเป็นนิสัย ประมาณว่าจมไม่ลง แต่ไม่เป็นไร รู้ตัวตอนนี้ยังแก้ไขทัน</p>
<p>พอคิดเรื่องตัวเองก็เลยคิดต่อว่าคนอื่นๆ เค้ามีชีวิตทางการเงินยังไงกันบ้าง ก็รู้สึกว่าสังคมกำลังดำดิ่งสู่จุดแตกดับ ด้วยการกระตุ้นให้เกิดระบบเงิน สินเชื่อ และการจูงใจที่เป็นทุนนิยมเต็มรูปแบบที่ไร้รากฐาน ลองคิดดูว่า รายได้คนไทยเดือนหนึ่งๆ น้อยกว่าประเทศในยุโรปตะวันตกหรืออเมริกาเหนือ 4-5 เท่า แต่เราซื้อสินค้าเทคโนโลยีและเครื่องใช้ไฟฟ้าในราคาเท่ากันหรือสูงกว่าเขา ทุกร้านค้าสนับสนุนให้ลูกค้า &#8220;แบ่งจ่าย&#8221; ก็เป็นหนี้กันถ้วนหน้า ระบบสินเชื่อเฟื่องฟู แทบทุกคนจ่ายเกินรายรับในขณะเวลาหนึ่งๆ ข้าราชการและพนักงานบริษัทก็ต้องรักษาสถานะทางสังคมโดยการซื้อ ซื้อ และซื้อ และแก้ไขปัญหาโดยการ &#8220;หมุนเงิน&#8221; คือการกู้ที่หนึ่งมาโปะอีกที่หนึ่งไปเป็นทอดๆ ส่วนคนจนก็อยากมีอยากได้ เช่นถ้าเขยฝรั่งสร้างบ้านให้ถือว่าเป็นดี หรือขับรถกลับบ้านที่อีสานถือว่าประสบความสำเร็จในชีวิต อย่างนี้เป็นต้น</p>
<p>มีใครเคยตั้งคำถามกับตัวเองบ้างหรือไม่ ว่า ชีวิตที่ดี คืออะไรกันแน่ มันคือชีวิตที่ต้องซื้อ ซื้อ ซื้อ เพื่อ มี มี มี และอวด อวด อวด อย่างไม่มีจุดสิ้นสุด อย่างนั้นหรือ หรือคือชีวิตที่กิน กิน กิน และ เสพ เสพ เสพ แบบรถยนต์ที่ต้องคอยหาน้ำมันมาเติมตลอดเวลา อย่างนั้นหรือ นี่คนเราฉลาดขึ้นหรือโง่ลง กลไกวิวัฒนาการที่สิ่งต่างๆ จะดีขึ้นเรื่อยๆ อาจใช้ไม่ได้แล้วในโลกปัจจุบัน เช่นนั้นหรือ</p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/guopai.wordpress.com/14/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/guopai.wordpress.com/14/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/guopai.wordpress.com/14/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/guopai.wordpress.com/14/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/guopai.wordpress.com/14/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/guopai.wordpress.com/14/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/guopai.wordpress.com/14/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/guopai.wordpress.com/14/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/guopai.wordpress.com/14/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/guopai.wordpress.com/14/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/guopai.wordpress.com/14/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/guopai.wordpress.com/14/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=guopai.wordpress.com&blog=1309104&post=14&subd=guopai&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://guopai.wordpress.com/2008/01/21/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%89%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%96%e0%b8%b9%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/996ed0cee2ef962ddfa3eaa731e0d0c2?s=96&#38;d=http%3A%2F%2F1.gravatar.com%2Favatar%2Fad516503a11cd5ca435acc9bb6523536%3Fs%3D96&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">guopai</media:title>
		</media:content>
	</item>
	</channel>
</rss>