Entangle

Tag: พุทธศาสนา

เค้าโครงแนวคิด เรื่องความหมายและหนทางสู่ปัญญาตามหลักพระพุทธศาสนา

ด้วยการที่แผนงาน ICT ที่ผมทำงานด้วยอยู่ กำลังดำเนินการพัฒนาแผนงานระยะใหม่ โดยมีจุดมุ่งเน้นไปที่การใช้ ICT เพื่อสร้างเสริมปัญญา ผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านแสดงความสนใจ และเสนอแนะให้ไปศึกษาเรื่องปัญญาในพระพุทธศาสนาให้ถ่องแท้ ผมกับจอยเลยไปลองศึกษาจากหลากหลายแหล่ง และต่อไปนี้เป็นเค้าโครงความคิดเบื้องต้น

ก่อนที่จะเข้าใจเรื่องความหมายและหนทางสู่ปัญญา จะต้องมีความเข้าใจเบื้องต้นก่อน ว่าคำว่า “ปัญญา” นั้นแบ่งออกเป็นสองบริบท คือบริบททาง “โลก” หรือ โลกุตรธรรม และบริบททาง “ธรรม” นั่นคือปรมัตถธรรม โดยการเกิดปัญญาทางโลกนั้นไม่ได้แปลว่าจะเกิดปัญญาทางธรรม แต่ผู้มีปัญญาทางธรรมจะสามารถเข้าถึงสิ่งต่างๆ ด้วยหลักเหตุและผล และเข้าใจตามธรรมชาติที่มันเป็นจริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเกิดและดับ ทำให้สามารถเข้าใจและแก้ปัญหาทางโลกได้

ความเข้าใจพื้นฐานที่สอง คือเป้าหมายของมนุษย์คือการต้องการพ้นทุกข์ และมนุษย์ต้องดำเนินกระบวนการเป็นขั้นตอนเพื่อนำไปสู่การพ้นทุกข์ ซึ่งมีเป้าหมายคือการมีปัญญา (ทางธรรม) ทำให้เห็นและเข้าใจกฏของธรรมชาติ ตามความเป็นจริง อันได้แก่ธรรมชาติของการเกิด-ดับ ซึ่งป.อ.ปยุตฺโตได้ให้คำจำกัดความของคำว่าปัญญาในทางธรรมนี้ไว้ว่า คือ “ความรอบรู้ในกองสังขารมองเห็นตามความเป็นจริง” ซึ่งปรากฏในหลักธรรมต่างๆ ในพระไตรปิฎก ได้แก่ไตรสิกขา, อธิษฐานธรรม 4, อินทรีย์ 5, พละ 5, เวสารัชชกรณธรรม 5, สัทธรรม 7, อริยทรัพย์ 7, และบารมี 10 ส่วนความหมายอื่นๆ ล้วนเป็นความหมายของปัญญาทางโลกทั้งสิ้น เช่น ความรู้ทั่ว, ปรีชาหยั่งรู้เหตุผล, ความรู้เข้าใจชัดเจน, ความรู้เข้าใจหยั่งแยกได้ในเหตุผล ดีชั่ว คุณโทษ ประโยชน์มิใช่ประโยชน์ เป็นต้น และรู้ที่จะจัดแจง จัดสรร จัดการ ดำเนินการให้บรรลุผล ล่วงพ้นปัญหา

มนุษย์แต่ละคนจะสามารถพัฒนาตนเองสู่การพ้นทุกข์ได้ต่างขั้นกัน บางคนมีพื้นฐานมาดีแล้ว ศึกษาทำความเข้าใจไม่เท่าไรก็บรรลุธรรมได้ บางคนพื้นฐานดีแต่หลงผิด ก็ถอยหลังเข้าคลอง บางคนพื้นฐานน้อย แต่มีความพยายามก็บรรลุธรรมได้ บางคนพื้นฐานน้อย สามารถพัฒนาได้ตามปัจจัยที่ตนมี ต้องใช้เวลามากกว่าคนพื้นฐานดี ซึ่งพระพุทธเจ้าได้จำแนกมนุษย์ที่มีพื้นฐานต่างๆ ออกเป็นบุคคล 4 จำพวก หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ บัว 4 เหล่า โดยการที่มนุษย์คนหนึ่งๆ จะเป็นบัวเหล่าใด อยู่ที่กรรมที่กระทำมา ซึ่งตีความได้ทั้งการกระทำในอดีตชาติ และการกระทำในปัจจุบัน (อันนี้ตีความเอง) การสั่งสมบุญบารมีนั่นเองเป็นที่มาของขนบความเชื่อเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ ว่าเป็นผู้สั่งสมบุญบารมีมามาก พร้อมที่จะเป็นผู้นำคนอื่นๆ ให้พ้นทุกข์ (ใกล้เคียงกับแนวคิดเรื่องพระโพธิสัตว์ของมหายาน)

ด้วยความเข้าใจพื้นฐานทั้งสองข้อดังกล่าว มนุษย์จะสามารถพัฒนาตนเองไปสู่การพ้นทุกข์โดยผ่านกระบวนการที่เรียกว่าไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา โดยกระบวนการนี้เป็นกระบวนการเดียวกันกับขนบสากลเรื่องความดี ความงาม ความจริง รวมทั้งกระบวนการที่ท่านพุทธทาสเรียกว่า สะอาด สว่าง สงบ (ซึ่งอันที่จริงน่าจะเรียงว่า สะอาด สงบ สว่าง ถึงจะเข้ากันกับไตรสิกขา และความดี ความงาม ความจริง)

กระบวนการศีล สมาธิ ปัญญา เป็นกระบวนการเส้นตรง หมายความว่าไม่สามารถข้ามขั้นตอนได้ (อย่างไรก็ดี อาจารย์บางท่านอาจเห็นไม่ตรงกันว่าอะไรเกิดก่อนอะไร) เริ่มต้นที่ศีล หรือความดี หรือความสะอาด คือการที่มนุษย์รักษากาย วาจา ให้สะอาด ไม่เบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่น ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ให้แนวทางไว้ว่าควรรักษาให้ได้อย่างน้อย 5 ข้อ คือการเว้นจากทำลายชีวิต เว้นจากถือเอาของที่เขามิได้ให้ เว้นจากประพฤติผิดในกาม เว้นจากพูดเท็จ เว้นจากของเมาเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท หน้าที่ของศีล คือการปูพื้นฐานให้มนุษย์มีความตั้งมั่นในจิตใจที่จะก้าวพ้นความทุกข์ หากขาดศีลแล้ว ก็ยากที่จะพัฒนาเป็นขั้นต่อไปได้ อันจะเห็นจากการที่ท่านพุทธทาสในช่วงบั้นปลายชีวิต ได้ให้ความสำคัญกับการสร้างศีลธรรม จนถึงกับพูดว่า หากศีัลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ

กระบวนการถัดมา คือ สมาธิ หรือความงาม หรือความสงบ โดยพจนานุกรมพุทธศาสน์ของป.อ.ปยุตฺโตได้ให้ความหมายไว้ว่า คือ “ความมีใจตั้งมั่น ความตั้งมั่นแห่งจิต การทำใจให้สงบแน่วแน่ ไม่ฟุ้งซ่าน ภาวะที่จิตตั้งเรียบแน่วแน่อยู่ในอารมณ์คือสิ่งอันหนึ่งอันเดียว สมาธิ เราอาจเข้าใจสมาธิผ่านคำจำกัดความของข้อปฏิบัติเพื่อให้เกิดสมาธิ ที่เรียกว่า อธิจิตตสิกขา ซึ่งคือ “ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรมจิตใจเพื่อให้เกิดสมาธิ ความเข้มแข็งมั่นคงพร้อมทั้งคุณธรรมและคุณสมบัติที่เกื้อกูลทั้งหลาย เช่น สติ ขันติ เมตตา กรุณา สดชื่น เบิกบาน เป็นสุข ผ่องใส อันจะทำให้จิตใจมีสภาพที่เหมาะแก่การใช้งาน [โดย]เฉพาะอย่างยิ่ง ให้เป็นฐานแห่งการเจริญปัญญา

การฝึกสมาธิ หรือสมถะภาวนา คือสิ่งที่เราเรียกกันง่ายๆ ว่า การนั่งสมาธิ ซึ่งมีเป้าหมายทำให้จิตใจนิ่ง สงบ ละเมียด และเบิกบาน พร้อมที่จะฝึก วิปัสนา ซึ่งก็คือการฝึกให้ตามรู้การเกิด-ดับตามความเป็นจริง ซึ่งก็คือปัญญานั่นเอง

หากจะกล่าวว่าสมาธิหรือความสงบ เป็นสิ่งเดียวกับความงาม ก็อาจกล่าวได้ในบริบทว่าความงาม (beauty) คือคุณสมบัติหนึ่งของจิตเมื่อจิตรับรู้ถึงความดี ความมีศีลธรรม คุณธรรม ความเอื้ออาทร และคุณค่าด้านบวกต่างๆ แล้วเกิดความสะเทือนใจ (resonate) อันเป็นการเปิดทัศนะ และกล่อมเกลาจิตใจให้พร้อมในการรับรู้ความจริง (truth)

ขั้นตอนสุดท้าย คือปัญญา หรือความจริง หรือความสว่าง คือการที่มนุษย์เข้าใจและเข้าถึงความจริง ว่าทุกอย่างไม่มีตัวตน (เป็นอนัตตา ไม่ใช่อัตตา) เพราะทุกอย่างมีเกิดและมีดับเป็นธรรมดา ไม่สามารถห้ามหรือหยุดยั้งได้ เมื่อรู้เช่นนั้น ความทุกข์ก็จะหมดลง เพราะความทุกข์ อันที่จริง ก็เป็นเพียงปรากฏการณ์ที่จิตไปจับอยู่กับการรับรู้ของทวารทั้ง 5 และไปปรุงแต่งให้เกิดอารมณ์ บนฐานของความยึดติดว่าสิ่งต่างๆ มีตัวตนเป็นวัตถุ เมื่อเข้าใจเช่นนี้ มนุษย์ก็จะละจากการยึดติดและปรุงแต่ง ทั้งต่ออารมณ์และร่างกาย (เรียกว่า อวิชชา) และนี่คือการบรรลุธรรม หรือนิพพาน อันเป็นเป้าหมายสูงสุดของมนุษย์ตามแนวทางพระพุทธศาสนานั่นเอง

กระบวนการนำไปสู่ปัญญา ทำได้หลายแบบ อันแรก คือมรรคมีองค์ 8 หรือข้อปฏิบัติ 8 ข้อที่สร้างเสริมศีล สมาธิ และปัญญา อันที่สอง คือโยนิโสมนสิการ หรือการคิดพิจารณาอย่างแยบคาย “เพื่อเข้าถึงความจริงโดยสืบค้นหาเหตุผลไปตามลำดับจนถึงต้นเหตุ” ซึ่งจะทำให้เกิดปัญญาจากการคิดพิจารณา (จินตามยปัญญา)

เมื่อเข้าใจเช่นนี้ ย้อนกลับมาที่คำถามตั้งต้นว่า จะใช้ ICT สร้างเสริมปัญญาอย่างไร ก็คงต้องยึดตามไตรสิกขา นั่นคือศีล (ความดี, สะอาด) สมาธิ (ความงาม, สงบ) และ ปัญญา (ความจริง, สว่าง) โดยอาจแบ่งเป็น 3 ยุทธศาสตร์ ดังนี้

1. การใช้ ICT เพื่อสร้างเสริมความดี คุณธรรม จริยธรรม ซึ่งอาจหมายถึงการรณรงค์งดเหล้า บุหรี่ อบายมุข การปลูกฝังสำนึกร่วมของสังคมเพื่อให้คนไม่เบียดเบียนกัน และมาตรการอื่นๆ ที่ทำให้คนเป็นคนดี ไม่เบียดเบียน พึ่งตนเองได้

2. การใช้ ICT เพื่อสร้างเสริมความงาม ความละเอียดอ่อน คุณค่าด้านดีงามในสังคม เช่น ศิลปะ วรรณกรรม วัฒนธรรม ทั้งในเชิงสัญลักษณ์ทางวัตถุ และเชิงจิตใจ

3. การใช้ ICT เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้พุทธศาสนาที่ถูกต้อง นำไปสู่การเข้าถึงความจริง หรืออาจเรียกว่าการ re-discover พุทธศาสนา ซึ่งเคยเป็นรากฐานและสายใยของสังคมไทย แต่สูญหายไปในกระแสทุนนิยม วัตถุนิยม และบริโภคนิยม

ส่วนเรื่องข้อมูล ความรู้ ความฉลาด ระบบคิด ที่เป็นปัญญาด้านโลก ก็สามารถสร้างเสริมได้ไปพร้อมๆ กันโดยอาจเป็นยุทธศาสตร์ที่ 4 แต่ต้องตีความให้แยกออกจากปัญญาทางธรรม

Bartleby กับ “ความไม่ประสงค์” ที่แฝงอยู่ในตัวทุกคน

เพิ่งอ่านนิยายขนาดสั้นเรื่อง Bartleby, the Scrivener: A Story of Wall Street แต่งโดย Herman Melville ซึ่งเป็นคนเดียวกับที่แต่ง Moby Dick อันเลื่องชื่อ ผมยังไม่ได้อ่าน Moby Dick นี่จึงเป็นงานเล่มแรกของ Melville ที่ผมได้อ่าน

คำเตือน: Spoil

———————————————–

Bartleby เขียนขึ้นเมื่อปี 1853 เป็นนิยายขนาดสั้นไม่ถึง 100 หน้า อ่านไม่กี่ชั่วโมงก็จบ เป็นเรื่องเล่าของ “ข้าพเจ้า” ที่เป็นเจ้าของสำนักกฎหมายบนถนน Wall Street สมัยนั้นยังไม่มีแม้แต่เครื่องพิมพ์ดีด ทนายจึงต้องใช้เสมียนเขียนสำเนาของสำนวนคดีด้วยมือ สำนักงานของ “ข้าพเจ้า” มีเสมียนอยู่สองคน พองานล้นมือก็เลยลงประกาศรับเสมียนเพิ่ม จึงได้ Bartleby ซึ่งเป็นชายหนุ่มสุภาพ พูดน้อย ดูท่าทางหยิ่งนิดๆ แต่ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน มาเป็นเสมียนคนใหม่

Bartleby เป็นคนทำงานดีมาก ทำงานเร็วและละเอียด และมีความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย เขาไม่เคยลงไปกินอาหารกลางวัน แต่ละฝากเงินให้เด็กส่งเอกสารไปซื้อขนมมาให้ และแบ่งขนมให้เด็กคนนั้นเป็นการตอบแทนทุกครั้ง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นความประหลาดที่แท้จริงในตัว Bartleby คือบางทีถ้าถูกขอให้คัดสำนวนด่วน หรือให้ลงไปส่งจดหมาย เขาจะปฏิเสธด้วยคำพูดเพียงว่า “ผมไม่ประสงค์ที่จะทำ” โดยไม่ยอมให้เหตุผลว่าทำไมถึง “ไม่ประสงค์” ตัวนายจ้างซึ่งเป็นผู้เล่าเรื่องตอนแรกก็งง แต่อะไรบางอย่างในตัว Bartleby ทำให้เขาไม่ถือสาหาความ อาจจะเป็นเพราะความสงสารว่าถ้าทำตัวถือดีอย่างนี้ ไปเจอนายจ้างคนอื่นอาจโดนไล่ออกไปแล้ว และบุคลิกและความดูไม่ทำร้ายใครของ Bartleby ก็ทำให้ “ข้าพเจ้า” ซึ่งเป็นคนธรรมดาๆ ที่พยายามเป็นคนดีของสังคมไม่ถือสาหาความ Bartleby

การปฏิเสธงานของ Bartleby เป็นหนักขึ้นเรื่อยๆ จนมาวันหนึ่งเขาประกาศว่า “ผมไม่ประสงค์จะคัดสำเนาอีกต่อไป” นายจ้างฟังดังนั้นเลยต้องขอให้ Bartleby ลาออกไป แต่ถึงแม้จะให้เงินช่วยเหลือพิเศษเพื่อเป็นทุนในการเดินทางหรือเลี้ยงชีพแล้ว Bartleby ก็ยังยืนยันว่า “ผมไม่ประสงค์ที่จะไปจากสำนักงานนี้” นี่เป็นสิ่งที่เข้าใจไม่ได้อย่างสิ้นเชิง แต่ “ข้าพเจ้า” ก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร จะเรียกตำรวจมาลากตัวไปก็สงสาร เขาจึงปล่อยให้ Bartleby อยู่ที่สำนักงานต่อไป โดยวันๆ เขาจะยืนจ้องมองรูปปั้น Cicero และไม่ทำอะไรอย่างอื่น “ข้าพเจ้า” มารู้ทีหลังว่า Bartleby กินนอนอยู่ในสำนักงานของเขา เพราะเช้าวันอาทิตย์วันหนึ่งเขาแวะเข้ามาในสำนักงาน และพบ Bartleby อยู่ที่นั่น และ Bartleby กล่าวอย่างนุ่มนวลว่า “ผมไม่ประสงค์ให้ท่านเข้าไป โปรดรอสักครู่”

การดำรงอยู่ของ Bartleby ในสำนักงานกลายเป็นที่โจษจันและหวาดกลัว แขกที่มาธุระที่สำนักงานของ “ข้าพเจ้า” ต่างงุนงงและไม่สบายใจที่เห็น Bartleby ยืนอยู่ที่นั่นตลอดเวลาโดยไม่ทำอะไรเลย จนในที่สุด เมื่อพยายามทุกทางในการเชิญ Bartleby ออกไปแต่ไร้ผล “ข้าพเจ้า” จึงแก้ปัญหาโดยการย้ายสำนักงานออกไปเสียเอง ปล่อยให้ Bartleby อยู่ที่สำนักงานร้างนั้นคนเดียวตามยถากรรม

หลังจากย้ายสำนักงานได้ไม่นาน ก็มีคนมาหา “ข้าพเจ้า” และขอร้องให้ไปจัดการกับ Bartleby เพราะเขายังคงใช้ชีวิตอยู่ในสำนักงานนั้นไม่ยอมย้ายออกไปไหน “ข้าพเจ้า” จึงไปหา Bartleby และเกลี้ยกล่อมสุดตัว จนถึงกับเสนอให้ Bartleby ย้ายไปอยู่กับตน หรือเสนอที่จะออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปยังที่ไหนก็ได้ที่ Bartleby ต้องการ แต่คำตอบที่ได้ก็ยังเหมือนเดิม คือ “ผมไม่ประสงค์ที่จะไป” โดยไม่มีคำอธิบายเพิ่มเติม

เมื่อไม่สามารถไล่ Bartleby ออกไปได้ และไม่รู้ที่มาที่ไปหรือญาติพี่น้อง เจ้าของสำนักงานคนใหม่จึงขอให้ตำรวจจับ Bartleby ออกไป เมื่ออยู่ในคุก “ข้าพเจ้า” ได้เข้าไปเยี่ยม Bartleby และจ่ายเงินพิเศษให้คนทำอาหารในคุกดูแล Bartleby เป็นพิเศษ

แต่ไม่นานต่อมา เมื่อ “ข้าพเจ้า” ไปเยี่ยม Bartleby อีกครั้ง ก็พบเขานอนตายอย่างสงบกลางสนามในคุก เป็นอันจบเรื่องราวของ Bartleby

———————————————–

เรื่องราวของ Bartleby เป็นการสะท้อนแก่นสารของปรัชญา “อัตติภาวนิยม” หรือ Existentialism ที่เห็นว่า มนุษย์อยู่ดีๆ ก็เกิดมาเป็นตัวเป็นตนโดยที่เราไม่มีสิทธิเลือก (อยู่ดีๆ ก็ “ดำรงอยู่” – exist) และการดำรงอยู่ของมนุษย์ก็เป็นภาระที่มนุษย์แต่ละคนที่เป็นเจ้าของชีวิตนั้นจะต้องใส่ความหมายให้กับการดำรงอยู่นั้นด้วยตนเอง ทีนี้การใส่ความหมายของแต่ละคนก็จะต่างกัน สุดแท้แต่ความต้องการและธรรมชาติของแต่ละคน แต่ในระหว่างการใส่ความหมายให้กับตนเอง (ซึ่งบ่อยครั้งมักจะหมายถึงการ “เลือก” ทำหรือไม่ทำอะไร) ความต้องการและการกระทำของแต่ละคนมักจะขัดแย้งกับความคาดหวังของสังคม จนกลายเป็นความไม่ลงรอย การสูญเสียคุณค่าในตนเอง หรือหนักที่สุดคือการที่คนแต่ละคนไม่ค้นพบความหมายที่แท้จริงของการดำรงอยู่ของตนเองจนวันตาย นั่นคือเขาล้มเหลวที่จะใส่ความหมายให้กับการดำรงอยู่ของตนเอง

พฤติกรรมของ Bartleby ที่ไม่ยอมทำอะไรที่ตนไม่ต้องการโดยไม่ต้องให้เหตุผลก็คือการสะท้อนถึงทางเลือกที่คนคนหนึ่งมีอย่างแน่วแน่ว่าเขาต้องการสิ่งใด และปฏิเสธที่จะทำตามความคาดหวังของสังคมเพราะนั่นทำให้เขาต้องสูญเสียตัวตน ฟังๆ อาจจะดูแปลกๆ เพราะเรามักจะเชื่อกันว่าคนในสังคมมีหน้าที่ซึ่งก็และกัน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสมควรอยู่แล้วที่เราต้องทำตามความคาดหวังของสังคมตามบทบาทของเราที่สังคมกำหนดบ้าง แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าความคาดหวังเหล่านั้นมันเป็นไปเพื่อประโยชน์ของคนส่วนมากจริงๆ ในสังคมสมัยใหม่ ทุกคนทำในสิ่งที่สังคมคาดหวัง และแทบทุกคนก็ทุกข์ทรมานกับบทบาทเหล่านั้น แต่ก็ต้องฝืนใจทำจนกลายเป็นเรื่อง “ธรรมชาติ” จนในที่สุดก็ไม่มีใครคิดว่าการทำตามความคาดหวังของสังคมมันจะขัดแย้งกับตัวตนภายในของเราเอง

ส่วนตัวผมคิดว่าอัตติภาวะนิยมได้รับอิทธิพลมาจากทั้งแนวคิดและสภาพสังคมตะวันตกสมัยก่อนสมัยใหม่ (pre-modern) ที่สังคมถูกแบ่งชนชั้น และคนแต่ละกลุ่มก็จะมีบทบาทเฉพาะเจาะจงไม่ต้องทำเพื่ออยู่รอดและได้รับการยอมรับในสังคม แต่โลกสมัยใหม่ (modern) และหลังสมัยใหม่ (post-modern) เริ่มอนุญาตให้คนเหล่านั้นท้าทายกับความเชื่อและขนบแบบเดิมๆ แนวคิดเสรีนิยมเกิดขึ้นโดยเชื่อว่าเสรีภาพในการเลือกของมนุษย์คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีคุณค่าและคุณภาพ สอดคล้องกับทุนนิยมที่เชื่อว่าถ้าทุกฝ่ายเพื่อผลประโยชน์ตัวเอง สุดท้ายสังคมโดยรวมจะหาจุดสมดุล (equilibrium) ที่ทำให้โลกก้าวหน้าและการกระทำการใดๆ เช่นการผลิตมีประสิทธิภาพสูงสุด และสังคมได้รับประโยชน์มากที่สุด ทั้งเสรีนิยมและทุนนิยมน่าจะเป็นแรงบันดาลที่สานต่อมาเป็นอัตติภาวะนิยม และได้นำไปสู่อนาธิปไตย (anarchism) ที่เชื่อว่าหน่วยในสังคมควรถูกปล่อยให้มีชีวิตไปเองโดยไม่ต้องมีใครเช่นรัฐบาลมาวางกฎเกณฑ์หรือควบคุม แต่สังคมจะจัดการกันเองจนพัฒนาแบบแผน (pattern) ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดและเป็นที่พอใจของทุกคนไปเอง เช่นเดียวกับที่มดพัฒนาแบบแผนในการเดินและการสร้างรังโดยไม่มีใครมากำหนด

สุดท้าย ผมคิดว่าแนวคิดทั้งหมดเหล่านี้ก็ยังสอดคล้องกับพุทธศาสนาอย่างน่าประหลาด เพราะเป้าหมายของการปฏิบัติในพุทธศาสนาคือการเข้าใจสิ่งต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกด้วยปัญญา เข้าใจจนรู้ว่าธรรมชาติของสรรพสิ่งคือความไม่ยั่งยืนถาวร และปล่อย ละ วาง สิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป จนท้ายที่สุดก็ไม่ต้องการอะไรอีก เหมือน Bartleby ที่อาจเป็นแบบอย่างของผู้ที่บรรลุธรรมแล้ว ที่ไม่ต้องการอะไรจากใครอีก สิ่งที่เติมเข้ามานอกเหนือจากสิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตเป็นสิ่งที่เขาไม่ต้องการและปฏิเสธอย่างจริงจัง ความสุขของ Bartleby คือการ “วาง” หรือปฏิเสธการได้มาหรือเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่การ “ได้” นั่นหมายความว่าเขาละแล้วซึ่งความรัก โลภ โกรธ หลง และเป็นมนุษย์ที่น่าอิจฉาที่สุดคนหนึ่งเพราะเขาไม่ต้องเดือดร้อนอะไรกับใคร แต่คนรอบข้างและสังคมต่างหากที่ “เลือก” จะไปเดือดร้อนกับความไม่เดือดร้อนของ Bartleby เพียงเพราะสังคมนั้นคุ้นเคยกับการคาดหวังจนลืมคิดไปว่าความคาดหวังเป็น “สิ่งประดิษฐ์” ที่ทำให้เราถอยห่างจากแก่นแท้ของการดำรงอยู่

ลึกๆ แล้วเราทุกคนอาจจะหวังที่จะเป็นได้อย่าง Bartleby ก็ได้

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.