<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	xmlns:georss="http://www.georss.org/georss" xmlns:geo="http://www.w3.org/2003/01/geo/wgs84_pos#" xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/"
	>

<channel>
	<title>Entangled &#187; อนาธิปไตย</title>
	<atom:link href="http://guopai.wordpress.com/tag/%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%9b%e0%b9%84%e0%b8%95%e0%b8%a2/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://guopai.wordpress.com</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Thu, 31 Dec 2009 16:24:51 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.com/</generator>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<cloud domain='guopai.wordpress.com' port='80' path='/?rsscloud=notify' registerProcedure='' protocol='http-post' />
<image>
		<url>http://www.gravatar.com/blavatar/ca20a0bb77f121829e70e9b98a59fae6?s=96&#038;d=http://s.wordpress.com/i/buttonw-com.png</url>
		<title>Entangled &#187; อนาธิปไตย</title>
		<link>http://guopai.wordpress.com</link>
	</image>
	<atom:link rel="search" type="application/opensearchdescription+xml" href="http://guopai.wordpress.com/osd.xml" title="Entangled" />
		<item>
		<title>Bartleby กับ &#8220;ความไม่ประสงค์&#8221; ที่แฝงอยู่ในตัวทุกคน</title>
		<link>http://guopai.wordpress.com/2008/10/18/bartleby-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b9%8c-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88/</link>
		<comments>http://guopai.wordpress.com/2008/10/18/bartleby-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b9%8c-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 17 Oct 2008 17:48:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>guopai</dc:creator>
				<category><![CDATA[วรรณกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ทุนนิยม]]></category>
		<category><![CDATA[พุทธศาสนา]]></category>
		<category><![CDATA[อนาธิปไตย]]></category>
		<category><![CDATA[อัตติภาวะนิยม]]></category>
		<category><![CDATA[เสรีนิยม]]></category>
		<category><![CDATA[Bartleby]]></category>
		<category><![CDATA[existentialism]]></category>
		<category><![CDATA[Herman Melville]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://guopai.wordpress.com/?p=101</guid>
		<description><![CDATA[เพิ่งอ่านนิยายขนาดสั้นเรื่อง Bartleby, the Scrivener: A Story of Wall Street แต่งโดย Herman Melville ซึ่งเป็นคนเดียวกับที่แต่ง Moby Dick อันเลื่องชื่อ ผมยังไม่ได้อ่าน Moby Dick นี่จึงเป็นงานเล่มแรกของ Melville ที่ผมได้อ่าน
คำเตือน: Spoil
&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211;
Bartleby เขียนขึ้นเมื่อปี 1853 เป็นนิยายขนาดสั้นไม่ถึง 100 หน้า อ่านไม่กี่ชั่วโมงก็จบ เป็นเรื่องเล่าของ &#8220;ข้าพเจ้า&#8221; ที่เป็นเจ้าของสำนักกฎหมายบนถนน Wall Street สมัยนั้นยังไม่มีแม้แต่เครื่องพิมพ์ดีด ทนายจึงต้องใช้เสมียนเขียนสำเนาของสำนวนคดีด้วยมือ สำนักงานของ &#8220;ข้าพเจ้า&#8221; มีเสมียนอยู่สองคน พองานล้นมือก็เลยลงประกาศรับเสมียนเพิ่ม จึงได้ Bartleby ซึ่งเป็นชายหนุ่มสุภาพ พูดน้อย ดูท่าทางหยิ่งนิดๆ แต่ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน มาเป็นเสมียนคนใหม่
Bartleby เป็นคนทำงานดีมาก ทำงานเร็วและละเอียด และมีความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย เขาไม่เคยลงไปกินอาหารกลางวัน แต่ละฝากเงินให้เด็กส่งเอกสารไปซื้อขนมมาให้ และแบ่งขนมให้เด็กคนนั้นเป็นการตอบแทนทุกครั้ง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นความประหลาดที่แท้จริงในตัว [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=guopai.wordpress.com&blog=1309104&post=101&subd=guopai&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>เพิ่งอ่านนิยายขนาดสั้นเรื่อง <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Bartleby_the_Scrivener" target="_blank">Bartleby, the Scrivener: A Story of Wall Street</a> แต่งโดย <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Herman_Melville" target="_blank">Herman Melville</a> ซึ่งเป็นคนเดียวกับที่แต่ง Moby Dick อันเลื่องชื่อ ผมยังไม่ได้อ่าน Moby Dick นี่จึงเป็นงานเล่มแรกของ Melville ที่ผมได้อ่าน</p>
<p><strong>คำเตือน: Spoil</strong></p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211;</p>
<p>Bartleby เขียนขึ้นเมื่อปี 1853 เป็นนิยายขนาดสั้นไม่ถึง 100 หน้า อ่านไม่กี่ชั่วโมงก็จบ เป็นเรื่องเล่าของ &#8220;ข้าพเจ้า&#8221; ที่เป็นเจ้าของสำนักกฎหมายบนถนน Wall Street สมัยนั้นยังไม่มีแม้แต่เครื่องพิมพ์ดีด ทนายจึงต้องใช้เสมียนเขียนสำเนาของสำนวนคดีด้วยมือ สำนักงานของ &#8220;ข้าพเจ้า&#8221; มีเสมียนอยู่สองคน พองานล้นมือก็เลยลงประกาศรับเสมียนเพิ่ม จึงได้ Bartleby ซึ่งเป็นชายหนุ่มสุภาพ พูดน้อย ดูท่าทางหยิ่งนิดๆ แต่ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน มาเป็นเสมียนคนใหม่</p>
<p>Bartleby เป็นคนทำงานดีมาก ทำงานเร็วและละเอียด และมีความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย เขาไม่เคยลงไปกินอาหารกลางวัน แต่ละฝากเงินให้เด็กส่งเอกสารไปซื้อขนมมาให้ และแบ่งขนมให้เด็กคนนั้นเป็นการตอบแทนทุกครั้ง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นความประหลาดที่แท้จริงในตัว Bartleby คือบางทีถ้าถูกขอให้คัดสำนวนด่วน หรือให้ลงไปส่งจดหมาย เขาจะปฏิเสธด้วยคำพูดเพียงว่า <strong>&#8220;ผมไม่ประสงค์ที่จะทำ&#8221;</strong> โดยไม่ยอมให้เหตุผลว่าทำไมถึง &#8220;ไม่ประสงค์&#8221; ตัวนายจ้างซึ่งเป็นผู้เล่าเรื่องตอนแรกก็งง แต่อะไรบางอย่างในตัว Bartleby ทำให้เขาไม่ถือสาหาความ อาจจะเป็นเพราะความสงสารว่าถ้าทำตัวถือดีอย่างนี้ ไปเจอนายจ้างคนอื่นอาจโดนไล่ออกไปแล้ว และบุคลิกและความดูไม่ทำร้ายใครของ Bartleby ก็ทำให้ &#8220;ข้าพเจ้า&#8221; ซึ่งเป็นคนธรรมดาๆ ที่พยายามเป็นคนดีของสังคมไม่ถือสาหาความ Bartleby</p>
<p>การปฏิเสธงานของ Bartleby เป็นหนักขึ้นเรื่อยๆ จนมาวันหนึ่งเขาประกาศว่า &#8220;ผมไม่ประสงค์จะคัดสำเนาอีกต่อไป&#8221; นายจ้างฟังดังนั้นเลยต้องขอให้ Bartleby ลาออกไป แต่ถึงแม้จะให้เงินช่วยเหลือพิเศษเพื่อเป็นทุนในการเดินทางหรือเลี้ยงชีพแล้ว Bartleby ก็ยังยืนยันว่า &#8220;ผมไม่ประสงค์ที่จะไปจากสำนักงานนี้&#8221; นี่เป็นสิ่งที่เข้าใจไม่ได้อย่างสิ้นเชิง แต่ &#8220;ข้าพเจ้า&#8221; ก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร จะเรียกตำรวจมาลากตัวไปก็สงสาร เขาจึงปล่อยให้ Bartleby อยู่ที่สำนักงานต่อไป โดยวันๆ เขาจะยืนจ้องมองรูปปั้น Cicero และไม่ทำอะไรอย่างอื่น &#8220;ข้าพเจ้า&#8221; มารู้ทีหลังว่า Bartleby กินนอนอยู่ในสำนักงานของเขา เพราะเช้าวันอาทิตย์วันหนึ่งเขาแวะเข้ามาในสำนักงาน และพบ Bartleby อยู่ที่นั่น และ Bartleby กล่าวอย่างนุ่มนวลว่า &#8220;ผมไม่ประสงค์ให้ท่านเข้าไป โปรดรอสักครู่&#8221;</p>
<p>การดำรงอยู่ของ Bartleby ในสำนักงานกลายเป็นที่โจษจันและหวาดกลัว แขกที่มาธุระที่สำนักงานของ &#8220;ข้าพเจ้า&#8221; ต่างงุนงงและไม่สบายใจที่เห็น Bartleby ยืนอยู่ที่นั่นตลอดเวลาโดยไม่ทำอะไรเลย จนในที่สุด เมื่อพยายามทุกทางในการเชิญ Bartleby ออกไปแต่ไร้ผล &#8220;ข้าพเจ้า&#8221; จึงแก้ปัญหาโดยการย้ายสำนักงานออกไปเสียเอง ปล่อยให้ Bartleby อยู่ที่สำนักงานร้างนั้นคนเดียวตามยถากรรม</p>
<p>หลังจากย้ายสำนักงานได้ไม่นาน ก็มีคนมาหา &#8220;ข้าพเจ้า&#8221; และขอร้องให้ไปจัดการกับ Bartleby เพราะเขายังคงใช้ชีวิตอยู่ในสำนักงานนั้นไม่ยอมย้ายออกไปไหน &#8220;ข้าพเจ้า&#8221; จึงไปหา Bartleby และเกลี้ยกล่อมสุดตัว จนถึงกับเสนอให้ Bartleby ย้ายไปอยู่กับตน หรือเสนอที่จะออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปยังที่ไหนก็ได้ที่ Bartleby ต้องการ แต่คำตอบที่ได้ก็ยังเหมือนเดิม คือ &#8220;ผมไม่ประสงค์ที่จะไป&#8221; โดยไม่มีคำอธิบายเพิ่มเติม</p>
<p>เมื่อไม่สามารถไล่ Bartleby ออกไปได้ และไม่รู้ที่มาที่ไปหรือญาติพี่น้อง เจ้าของสำนักงานคนใหม่จึงขอให้ตำรวจจับ Bartleby ออกไป เมื่ออยู่ในคุก &#8220;ข้าพเจ้า&#8221; ได้เข้าไปเยี่ยม Bartleby และจ่ายเงินพิเศษให้คนทำอาหารในคุกดูแล Bartleby เป็นพิเศษ</p>
<p>แต่ไม่นานต่อมา เมื่อ &#8220;ข้าพเจ้า&#8221; ไปเยี่ยม Bartleby อีกครั้ง ก็พบเขานอนตายอย่างสงบกลางสนามในคุก เป็นอันจบเรื่องราวของ Bartleby</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211;</p>
<p>เรื่องราวของ Bartleby เป็นการสะท้อนแก่นสารของปรัชญา <strong>&#8220;อัตติภาวนิยม&#8221;</strong> หรือ Existentialism ที่เห็นว่า มนุษย์อยู่ดีๆ ก็เกิดมาเป็นตัวเป็นตนโดยที่เราไม่มีสิทธิเลือก (อยู่ดีๆ ก็ &#8220;ดำรงอยู่&#8221; &#8211; exist) และการดำรงอยู่ของมนุษย์ก็เป็นภาระที่มนุษย์แต่ละคนที่เป็นเจ้าของชีวิตนั้นจะต้องใส่ความหมายให้กับการดำรงอยู่นั้นด้วยตนเอง ทีนี้การใส่ความหมายของแต่ละคนก็จะต่างกัน สุดแท้แต่ความต้องการและธรรมชาติของแต่ละคน แต่ในระหว่างการใส่ความหมายให้กับตนเอง (ซึ่งบ่อยครั้งมักจะหมายถึงการ &#8220;เลือก&#8221; ทำหรือไม่ทำอะไร) ความต้องการและการกระทำของแต่ละคนมักจะขัดแย้งกับความคาดหวังของสังคม จนกลายเป็นความไม่ลงรอย การสูญเสียคุณค่าในตนเอง หรือหนักที่สุดคือการที่คนแต่ละคนไม่ค้นพบความหมายที่แท้จริงของการดำรงอยู่ของตนเองจนวันตาย นั่นคือเขาล้มเหลวที่จะใส่ความหมายให้กับการดำรงอยู่ของตนเอง</p>
<p>พฤติกรรมของ Bartleby ที่ไม่ยอมทำอะไรที่ตนไม่ต้องการโดยไม่ต้องให้เหตุผลก็คือการสะท้อนถึงทางเลือกที่คนคนหนึ่งมีอย่างแน่วแน่ว่าเขาต้องการสิ่งใด และปฏิเสธที่จะทำตามความคาดหวังของสังคมเพราะนั่นทำให้เขาต้องสูญเสียตัวตน ฟังๆ อาจจะดูแปลกๆ เพราะเรามักจะเชื่อกันว่าคนในสังคมมีหน้าที่ซึ่งก็และกัน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสมควรอยู่แล้วที่เราต้องทำตามความคาดหวังของสังคมตามบทบาทของเราที่สังคมกำหนดบ้าง แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าความคาดหวังเหล่านั้นมันเป็นไปเพื่อประโยชน์ของคนส่วนมากจริงๆ ในสังคมสมัยใหม่ ทุกคนทำในสิ่งที่สังคมคาดหวัง และแทบทุกคนก็ทุกข์ทรมานกับบทบาทเหล่านั้น แต่ก็ต้องฝืนใจทำจนกลายเป็นเรื่อง &#8220;ธรรมชาติ&#8221; จนในที่สุดก็ไม่มีใครคิดว่าการทำตามความคาดหวังของสังคมมันจะขัดแย้งกับตัวตนภายในของเราเอง</p>
<p>ส่วนตัวผมคิดว่าอัตติภาวะนิยมได้รับอิทธิพลมาจากทั้งแนวคิดและสภาพสังคมตะวันตกสมัยก่อนสมัยใหม่ (pre-modern) ที่สังคมถูกแบ่งชนชั้น และคนแต่ละกลุ่มก็จะมีบทบาทเฉพาะเจาะจงไม่ต้องทำเพื่ออยู่รอดและได้รับการยอมรับในสังคม แต่โลกสมัยใหม่ (modern) และหลังสมัยใหม่ (post-modern) เริ่มอนุญาตให้คนเหล่านั้นท้าทายกับความเชื่อและขนบแบบเดิมๆ แนวคิด<strong>เสรีนิยม</strong>เกิดขึ้นโดยเชื่อว่าเสรีภาพในการเลือกของมนุษย์คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีคุณค่าและคุณภาพ สอดคล้องกับ<strong>ทุนนิยม</strong>ที่เชื่อว่าถ้าทุกฝ่ายเพื่อผลประโยชน์ตัวเอง สุดท้ายสังคมโดยรวมจะหาจุดสมดุล (equilibrium) ที่ทำให้โลกก้าวหน้าและการกระทำการใดๆ เช่นการผลิตมีประสิทธิภาพสูงสุด และสังคมได้รับประโยชน์มากที่สุด ทั้งเสรีนิยมและทุนนิยมน่าจะเป็นแรงบันดาลที่สานต่อมาเป็นอัตติภาวะนิยม และได้นำไปสู่<strong>อนาธิปไตย</strong> (anarchism) ที่เชื่อว่าหน่วยในสังคมควรถูกปล่อยให้มีชีวิตไปเองโดยไม่ต้องมีใครเช่นรัฐบาลมาวางกฎเกณฑ์หรือควบคุม แต่สังคมจะจัดการกันเองจนพัฒนาแบบแผน (pattern) ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดและเป็นที่พอใจของทุกคนไปเอง เช่นเดียวกับที่มดพัฒนาแบบแผนในการเดินและการสร้างรังโดยไม่มีใครมากำหนด</p>
<p>สุดท้าย ผมคิดว่าแนวคิดทั้งหมดเหล่านี้ก็ยังสอดคล้องกับ<strong>พุทธศาสนา</strong>อย่างน่าประหลาด เพราะเป้าหมายของการปฏิบัติในพุทธศาสนาคือการเข้าใจสิ่งต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกด้วยปัญญา เข้าใจจนรู้ว่าธรรมชาติของสรรพสิ่งคือความไม่ยั่งยืนถาวร และปล่อย ละ วาง สิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป จนท้ายที่สุดก็ไม่ต้องการอะไรอีก เหมือน Bartleby ที่อาจเป็นแบบอย่างของผู้ที่บรรลุธรรมแล้ว ที่ไม่ต้องการอะไรจากใครอีก สิ่งที่เติมเข้ามานอกเหนือจากสิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตเป็นสิ่งที่เขาไม่ต้องการและปฏิเสธอย่างจริงจัง ความสุขของ Bartleby คือการ &#8220;วาง&#8221; หรือปฏิเสธการได้มาหรือเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่การ &#8220;ได้&#8221; นั่นหมายความว่าเขาละแล้วซึ่งความรัก โลภ โกรธ หลง และเป็นมนุษย์ที่น่าอิจฉาที่สุดคนหนึ่งเพราะเขาไม่ต้องเดือดร้อนอะไรกับใคร แต่คนรอบข้างและสังคมต่างหากที่ &#8220;เลือก&#8221; จะไปเดือดร้อนกับความไม่เดือดร้อนของ Bartleby เพียงเพราะสังคมนั้นคุ้นเคยกับการคาดหวังจนลืมคิดไปว่าความคาดหวังเป็น &#8220;สิ่งประดิษฐ์&#8221; ที่ทำให้เราถอยห่างจากแก่นแท้ของการดำรงอยู่</p>
<p><strong>ลึกๆ แล้วเราทุกคนอาจจะหวังที่จะเป็นได้อย่าง Bartleby ก็ได้</strong></p>
  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/guopai.wordpress.com/101/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/guopai.wordpress.com/101/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/guopai.wordpress.com/101/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/guopai.wordpress.com/101/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/guopai.wordpress.com/101/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/guopai.wordpress.com/101/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/guopai.wordpress.com/101/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/guopai.wordpress.com/101/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/guopai.wordpress.com/101/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/guopai.wordpress.com/101/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=guopai.wordpress.com&blog=1309104&post=101&subd=guopai&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://guopai.wordpress.com/2008/10/18/bartleby-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b9%8c-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/996ed0cee2ef962ddfa3eaa731e0d0c2?s=96&#38;d=http%3A%2F%2F1.gravatar.com%2Favatar%2Fad516503a11cd5ca435acc9bb6523536%3Fs%3D96&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">guopai</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>ทัศนะ &#8220;รักตัวเองดีที่สุด&#8221; กับโลกทุนนิยมเสรี</title>
		<link>http://guopai.wordpress.com/2008/02/19/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%a8%e0%b8%99%e0%b8%b0-%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b8/</link>
		<comments>http://guopai.wordpress.com/2008/02/19/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%a8%e0%b8%99%e0%b8%b0-%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b8/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 19 Feb 2008 15:37:09 +0000</pubDate>
		<dc:creator>guopai</dc:creator>
				<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[สังคม]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ข้อมูล]]></category>
		<category><![CDATA[ความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ทัศนคติ]]></category>
		<category><![CDATA[ทุนนิยม]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[รักตัวเอง]]></category>
		<category><![CDATA[วัยรุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[อนาธิปไตย]]></category>
		<category><![CDATA[อารยธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[เสรีภาพ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://guopai.wordpress.com/?p=24</guid>
		<description><![CDATA[หลังจากที่ได้สอนนักศึกษาปริญญาตรีมา 3 เทอม ผมพบสิ่งที่น่าสังเกตอย่างหนึ่ง ก็คือคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะที่มีความรู้ มีการศึกษา มักมีทัศนะ &#8220;รักตัวเองดีที่สุด&#8221;
ทัศนะ &#8220;รักตัวเองดีที่สุด&#8221; มันจะถูกเอ่ยหรือแสดงออกเมื่อคนคนนั้นผ่านเหตุการณ์อะไรสักอย่างในชีวิตที่สะเทือนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความผิดหวังเรื่องความรัก พวกเขามักจะคิดว่า ไม่มีใครรักเราจริง (เว้นเสียต่อพ่อแม่พี่น้อง) ดังนั้น เราควรจะรักตัวเอง ใส่ใจตัวเอง ไม่เอาตัวเราไปเกาะยึด หรือตั้งความหวังกับใคร
ทัศนะรักตัวเอง มักจะมาคู่กับความต้องการที่จะมีชีวิตอิสระ ทั้งแบบที่ทำได้จริง (ที่บ้านปล่อยเสรีอยู่แล้ว) กับแบบที่อยากจะทำ (ที่บ้านเข้มงวด) ซึ่งเป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจได้ เนื่องจากการถูกกดทับโดยระบบสังคม และใจแบบวัยรุ่นที่ไม่ต้องการกรอบมาจำกัดจินตนาการและพัฒนาการของตน
ผมบอกไม่ได้ว่าทัศนะรักตัวเอง หรือความต้องการเสรีภาพสุดโต่ง ดีหรือไม่ และจะส่งผลต่อสังคมโดยรวมในอนาคต เมื่อคนเหล่านี้เติบโตเป็นผู้ใหญ่อย่างไร แต่อยากจะตั้งข้อสังเกตว่า ทั้งความรักตัวเอง และความต้องการเสรีภาพ อันที่จริงมีความสอดคล้องกับแนวคิดทางการเมืองและเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเสรีและอนาธิปไตย ที่เคลื่อนไหวบนพื้นฐานว่ามนุษย์ทุกคนควรทำสิ่งที่คิดว่าดีที่สุดสำหรับตน โดยปราศจากกลไกปกครองหรือควบคุม แล้วโลกจะเคลื่อนเข้าสู่ดุลยภาพและดำเนินไปได้ด้วยดีอย่างมีประสิทธิภาพเอง ซึ่งจุดนี้ ผมพอจะมีจุดยืนที่ชัดระดับหนึ่งว่า ไม่เห็นด้วย
ผมเชื่อว่า โลกทุนนิยมและเสรีนิยมสุดโต่งกำลังนำเราสู่ขาลงของอารยธรรม เริ่มตั้งแต่กระบวนการผลิตที่ตอบสนองความต้องการของคนส่วนมาก (ที่ไม่จำเป็นต้องฉลาด) ในระบบอุตสาหกรรม นำมาสู่สินค้าเช่นอาหารที่ไม่ใช่ &#8220;อาหาร&#8221; อีกต่อไป วัฒนธรรมและความอ่อนช้อยที่ถูกสืบทอดมา กำลังถูกแทนที่ด้วยประสิทธิภาพและความ &#8220;เหมือนๆ กันหมด&#8221; ความลึกซึ้งของภูมิปัญญาถูกแทนที่ด้วย &#8220;ข้อมูล&#8221; [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=guopai.wordpress.com&blog=1309104&post=24&subd=guopai&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>หลังจากที่ได้สอนนักศึกษาปริญญาตรีมา 3 เทอม ผมพบสิ่งที่น่าสังเกตอย่างหนึ่ง ก็คือคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะที่มีความรู้ มีการศึกษา มักมีทัศนะ &#8220;รักตัวเองดีที่สุด&#8221;</p>
<p>ทัศนะ &#8220;รักตัวเองดีที่สุด&#8221; มันจะถูกเอ่ยหรือแสดงออกเมื่อคนคนนั้นผ่านเหตุการณ์อะไรสักอย่างในชีวิตที่สะเทือนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความผิดหวังเรื่องความรัก พวกเขามักจะคิดว่า ไม่มีใครรักเราจริง (เว้นเสียต่อพ่อแม่พี่น้อง) ดังนั้น เราควรจะรักตัวเอง ใส่ใจตัวเอง ไม่เอาตัวเราไปเกาะยึด หรือตั้งความหวังกับใคร</p>
<p>ทัศนะรักตัวเอง มักจะมาคู่กับความต้องการที่จะมีชีวิตอิสระ ทั้งแบบที่ทำได้จริง (ที่บ้านปล่อยเสรีอยู่แล้ว) กับแบบที่อยากจะทำ (ที่บ้านเข้มงวด) ซึ่งเป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจได้ เนื่องจากการถูกกดทับโดยระบบสังคม และใจแบบวัยรุ่นที่ไม่ต้องการกรอบมาจำกัดจินตนาการและพัฒนาการของตน</p>
<p>ผมบอกไม่ได้ว่าทัศนะรักตัวเอง หรือความต้องการเสรีภาพสุดโต่ง ดีหรือไม่ และจะส่งผลต่อสังคมโดยรวมในอนาคต เมื่อคนเหล่านี้เติบโตเป็นผู้ใหญ่อย่างไร แต่อยากจะตั้งข้อสังเกตว่า ทั้งความรักตัวเอง และความต้องการเสรีภาพ อันที่จริงมีความสอดคล้องกับแนวคิดทางการเมืองและเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเสรีและอนาธิปไตย ที่เคลื่อนไหวบนพื้นฐานว่ามนุษย์ทุกคนควรทำสิ่งที่คิดว่าดีที่สุดสำหรับตน โดยปราศจากกลไกปกครองหรือควบคุม แล้วโลกจะเคลื่อนเข้าสู่ดุลยภาพและดำเนินไปได้ด้วยดีอย่างมีประสิทธิภาพเอง ซึ่งจุดนี้ ผมพอจะมีจุดยืนที่ชัดระดับหนึ่งว่า ไม่เห็นด้วย</p>
<p>ผมเชื่อว่า โลกทุนนิยมและเสรีนิยมสุดโต่งกำลังนำเราสู่ขาลงของอารยธรรม เริ่มตั้งแต่กระบวนการผลิตที่ตอบสนองความต้องการของคนส่วนมาก (ที่ไม่จำเป็นต้องฉลาด) ในระบบอุตสาหกรรม นำมาสู่สินค้าเช่นอาหารที่ไม่ใช่ &#8220;อาหาร&#8221; อีกต่อไป วัฒนธรรมและความอ่อนช้อยที่ถูกสืบทอดมา กำลังถูกแทนที่ด้วยประสิทธิภาพและความ &#8220;เหมือนๆ กันหมด&#8221; ความลึกซึ้งของภูมิปัญญาถูกแทนที่ด้วย &#8220;ข้อมูล&#8221; จำนวนมหาศาลที่คนหลงคิดว่ามันคือ &#8220;ความรู้&#8221; หรือ &#8220;ปัญญา&#8221; สิ่งที่มีค่ากับสังคมและมนุษย์กำลังจะหายไป สิ่งแวดล้อมและธรรมชาติถูกทำลาย สักวัน เราอาจมีชีวิตอยู่ใน Galactic Empire ที่ยิ่งใหญ่ แต่ต้องมุดไปอยู่ใต้ดินและกินยีสต์แทนอาหารจริงเหมือนในนิยายของ Isaac Asimov ก็เป็นได้ นั่นเป็นชีวิตที่น่าอยู่หรือ?</p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/guopai.wordpress.com/24/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/guopai.wordpress.com/24/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/guopai.wordpress.com/24/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/guopai.wordpress.com/24/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/guopai.wordpress.com/24/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/guopai.wordpress.com/24/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/guopai.wordpress.com/24/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/guopai.wordpress.com/24/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/guopai.wordpress.com/24/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/guopai.wordpress.com/24/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/guopai.wordpress.com/24/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/guopai.wordpress.com/24/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=guopai.wordpress.com&blog=1309104&post=24&subd=guopai&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://guopai.wordpress.com/2008/02/19/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%a8%e0%b8%99%e0%b8%b0-%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b8/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/996ed0cee2ef962ddfa3eaa731e0d0c2?s=96&#38;d=http%3A%2F%2F1.gravatar.com%2Favatar%2Fad516503a11cd5ca435acc9bb6523536%3Fs%3D96&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">guopai</media:title>
		</media:content>
	</item>
	</channel>
</rss>