Entangle

Tag: เสรีนิยม

Bartleby กับ “ความไม่ประสงค์” ที่แฝงอยู่ในตัวทุกคน

เพิ่งอ่านนิยายขนาดสั้นเรื่อง Bartleby, the Scrivener: A Story of Wall Street แต่งโดย Herman Melville ซึ่งเป็นคนเดียวกับที่แต่ง Moby Dick อันเลื่องชื่อ ผมยังไม่ได้อ่าน Moby Dick นี่จึงเป็นงานเล่มแรกของ Melville ที่ผมได้อ่าน

คำเตือน: Spoil

———————————————–

Bartleby เขียนขึ้นเมื่อปี 1853 เป็นนิยายขนาดสั้นไม่ถึง 100 หน้า อ่านไม่กี่ชั่วโมงก็จบ เป็นเรื่องเล่าของ “ข้าพเจ้า” ที่เป็นเจ้าของสำนักกฎหมายบนถนน Wall Street สมัยนั้นยังไม่มีแม้แต่เครื่องพิมพ์ดีด ทนายจึงต้องใช้เสมียนเขียนสำเนาของสำนวนคดีด้วยมือ สำนักงานของ “ข้าพเจ้า” มีเสมียนอยู่สองคน พองานล้นมือก็เลยลงประกาศรับเสมียนเพิ่ม จึงได้ Bartleby ซึ่งเป็นชายหนุ่มสุภาพ พูดน้อย ดูท่าทางหยิ่งนิดๆ แต่ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน มาเป็นเสมียนคนใหม่

Bartleby เป็นคนทำงานดีมาก ทำงานเร็วและละเอียด และมีความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย เขาไม่เคยลงไปกินอาหารกลางวัน แต่ละฝากเงินให้เด็กส่งเอกสารไปซื้อขนมมาให้ และแบ่งขนมให้เด็กคนนั้นเป็นการตอบแทนทุกครั้ง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นความประหลาดที่แท้จริงในตัว Bartleby คือบางทีถ้าถูกขอให้คัดสำนวนด่วน หรือให้ลงไปส่งจดหมาย เขาจะปฏิเสธด้วยคำพูดเพียงว่า “ผมไม่ประสงค์ที่จะทำ” โดยไม่ยอมให้เหตุผลว่าทำไมถึง “ไม่ประสงค์” ตัวนายจ้างซึ่งเป็นผู้เล่าเรื่องตอนแรกก็งง แต่อะไรบางอย่างในตัว Bartleby ทำให้เขาไม่ถือสาหาความ อาจจะเป็นเพราะความสงสารว่าถ้าทำตัวถือดีอย่างนี้ ไปเจอนายจ้างคนอื่นอาจโดนไล่ออกไปแล้ว และบุคลิกและความดูไม่ทำร้ายใครของ Bartleby ก็ทำให้ “ข้าพเจ้า” ซึ่งเป็นคนธรรมดาๆ ที่พยายามเป็นคนดีของสังคมไม่ถือสาหาความ Bartleby

การปฏิเสธงานของ Bartleby เป็นหนักขึ้นเรื่อยๆ จนมาวันหนึ่งเขาประกาศว่า “ผมไม่ประสงค์จะคัดสำเนาอีกต่อไป” นายจ้างฟังดังนั้นเลยต้องขอให้ Bartleby ลาออกไป แต่ถึงแม้จะให้เงินช่วยเหลือพิเศษเพื่อเป็นทุนในการเดินทางหรือเลี้ยงชีพแล้ว Bartleby ก็ยังยืนยันว่า “ผมไม่ประสงค์ที่จะไปจากสำนักงานนี้” นี่เป็นสิ่งที่เข้าใจไม่ได้อย่างสิ้นเชิง แต่ “ข้าพเจ้า” ก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร จะเรียกตำรวจมาลากตัวไปก็สงสาร เขาจึงปล่อยให้ Bartleby อยู่ที่สำนักงานต่อไป โดยวันๆ เขาจะยืนจ้องมองรูปปั้น Cicero และไม่ทำอะไรอย่างอื่น “ข้าพเจ้า” มารู้ทีหลังว่า Bartleby กินนอนอยู่ในสำนักงานของเขา เพราะเช้าวันอาทิตย์วันหนึ่งเขาแวะเข้ามาในสำนักงาน และพบ Bartleby อยู่ที่นั่น และ Bartleby กล่าวอย่างนุ่มนวลว่า “ผมไม่ประสงค์ให้ท่านเข้าไป โปรดรอสักครู่”

การดำรงอยู่ของ Bartleby ในสำนักงานกลายเป็นที่โจษจันและหวาดกลัว แขกที่มาธุระที่สำนักงานของ “ข้าพเจ้า” ต่างงุนงงและไม่สบายใจที่เห็น Bartleby ยืนอยู่ที่นั่นตลอดเวลาโดยไม่ทำอะไรเลย จนในที่สุด เมื่อพยายามทุกทางในการเชิญ Bartleby ออกไปแต่ไร้ผล “ข้าพเจ้า” จึงแก้ปัญหาโดยการย้ายสำนักงานออกไปเสียเอง ปล่อยให้ Bartleby อยู่ที่สำนักงานร้างนั้นคนเดียวตามยถากรรม

หลังจากย้ายสำนักงานได้ไม่นาน ก็มีคนมาหา “ข้าพเจ้า” และขอร้องให้ไปจัดการกับ Bartleby เพราะเขายังคงใช้ชีวิตอยู่ในสำนักงานนั้นไม่ยอมย้ายออกไปไหน “ข้าพเจ้า” จึงไปหา Bartleby และเกลี้ยกล่อมสุดตัว จนถึงกับเสนอให้ Bartleby ย้ายไปอยู่กับตน หรือเสนอที่จะออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปยังที่ไหนก็ได้ที่ Bartleby ต้องการ แต่คำตอบที่ได้ก็ยังเหมือนเดิม คือ “ผมไม่ประสงค์ที่จะไป” โดยไม่มีคำอธิบายเพิ่มเติม

เมื่อไม่สามารถไล่ Bartleby ออกไปได้ และไม่รู้ที่มาที่ไปหรือญาติพี่น้อง เจ้าของสำนักงานคนใหม่จึงขอให้ตำรวจจับ Bartleby ออกไป เมื่ออยู่ในคุก “ข้าพเจ้า” ได้เข้าไปเยี่ยม Bartleby และจ่ายเงินพิเศษให้คนทำอาหารในคุกดูแล Bartleby เป็นพิเศษ

แต่ไม่นานต่อมา เมื่อ “ข้าพเจ้า” ไปเยี่ยม Bartleby อีกครั้ง ก็พบเขานอนตายอย่างสงบกลางสนามในคุก เป็นอันจบเรื่องราวของ Bartleby

———————————————–

เรื่องราวของ Bartleby เป็นการสะท้อนแก่นสารของปรัชญา “อัตติภาวนิยม” หรือ Existentialism ที่เห็นว่า มนุษย์อยู่ดีๆ ก็เกิดมาเป็นตัวเป็นตนโดยที่เราไม่มีสิทธิเลือก (อยู่ดีๆ ก็ “ดำรงอยู่” – exist) และการดำรงอยู่ของมนุษย์ก็เป็นภาระที่มนุษย์แต่ละคนที่เป็นเจ้าของชีวิตนั้นจะต้องใส่ความหมายให้กับการดำรงอยู่นั้นด้วยตนเอง ทีนี้การใส่ความหมายของแต่ละคนก็จะต่างกัน สุดแท้แต่ความต้องการและธรรมชาติของแต่ละคน แต่ในระหว่างการใส่ความหมายให้กับตนเอง (ซึ่งบ่อยครั้งมักจะหมายถึงการ “เลือก” ทำหรือไม่ทำอะไร) ความต้องการและการกระทำของแต่ละคนมักจะขัดแย้งกับความคาดหวังของสังคม จนกลายเป็นความไม่ลงรอย การสูญเสียคุณค่าในตนเอง หรือหนักที่สุดคือการที่คนแต่ละคนไม่ค้นพบความหมายที่แท้จริงของการดำรงอยู่ของตนเองจนวันตาย นั่นคือเขาล้มเหลวที่จะใส่ความหมายให้กับการดำรงอยู่ของตนเอง

พฤติกรรมของ Bartleby ที่ไม่ยอมทำอะไรที่ตนไม่ต้องการโดยไม่ต้องให้เหตุผลก็คือการสะท้อนถึงทางเลือกที่คนคนหนึ่งมีอย่างแน่วแน่ว่าเขาต้องการสิ่งใด และปฏิเสธที่จะทำตามความคาดหวังของสังคมเพราะนั่นทำให้เขาต้องสูญเสียตัวตน ฟังๆ อาจจะดูแปลกๆ เพราะเรามักจะเชื่อกันว่าคนในสังคมมีหน้าที่ซึ่งก็และกัน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสมควรอยู่แล้วที่เราต้องทำตามความคาดหวังของสังคมตามบทบาทของเราที่สังคมกำหนดบ้าง แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าความคาดหวังเหล่านั้นมันเป็นไปเพื่อประโยชน์ของคนส่วนมากจริงๆ ในสังคมสมัยใหม่ ทุกคนทำในสิ่งที่สังคมคาดหวัง และแทบทุกคนก็ทุกข์ทรมานกับบทบาทเหล่านั้น แต่ก็ต้องฝืนใจทำจนกลายเป็นเรื่อง “ธรรมชาติ” จนในที่สุดก็ไม่มีใครคิดว่าการทำตามความคาดหวังของสังคมมันจะขัดแย้งกับตัวตนภายในของเราเอง

ส่วนตัวผมคิดว่าอัตติภาวะนิยมได้รับอิทธิพลมาจากทั้งแนวคิดและสภาพสังคมตะวันตกสมัยก่อนสมัยใหม่ (pre-modern) ที่สังคมถูกแบ่งชนชั้น และคนแต่ละกลุ่มก็จะมีบทบาทเฉพาะเจาะจงไม่ต้องทำเพื่ออยู่รอดและได้รับการยอมรับในสังคม แต่โลกสมัยใหม่ (modern) และหลังสมัยใหม่ (post-modern) เริ่มอนุญาตให้คนเหล่านั้นท้าทายกับความเชื่อและขนบแบบเดิมๆ แนวคิดเสรีนิยมเกิดขึ้นโดยเชื่อว่าเสรีภาพในการเลือกของมนุษย์คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีคุณค่าและคุณภาพ สอดคล้องกับทุนนิยมที่เชื่อว่าถ้าทุกฝ่ายเพื่อผลประโยชน์ตัวเอง สุดท้ายสังคมโดยรวมจะหาจุดสมดุล (equilibrium) ที่ทำให้โลกก้าวหน้าและการกระทำการใดๆ เช่นการผลิตมีประสิทธิภาพสูงสุด และสังคมได้รับประโยชน์มากที่สุด ทั้งเสรีนิยมและทุนนิยมน่าจะเป็นแรงบันดาลที่สานต่อมาเป็นอัตติภาวะนิยม และได้นำไปสู่อนาธิปไตย (anarchism) ที่เชื่อว่าหน่วยในสังคมควรถูกปล่อยให้มีชีวิตไปเองโดยไม่ต้องมีใครเช่นรัฐบาลมาวางกฎเกณฑ์หรือควบคุม แต่สังคมจะจัดการกันเองจนพัฒนาแบบแผน (pattern) ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดและเป็นที่พอใจของทุกคนไปเอง เช่นเดียวกับที่มดพัฒนาแบบแผนในการเดินและการสร้างรังโดยไม่มีใครมากำหนด

สุดท้าย ผมคิดว่าแนวคิดทั้งหมดเหล่านี้ก็ยังสอดคล้องกับพุทธศาสนาอย่างน่าประหลาด เพราะเป้าหมายของการปฏิบัติในพุทธศาสนาคือการเข้าใจสิ่งต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกด้วยปัญญา เข้าใจจนรู้ว่าธรรมชาติของสรรพสิ่งคือความไม่ยั่งยืนถาวร และปล่อย ละ วาง สิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป จนท้ายที่สุดก็ไม่ต้องการอะไรอีก เหมือน Bartleby ที่อาจเป็นแบบอย่างของผู้ที่บรรลุธรรมแล้ว ที่ไม่ต้องการอะไรจากใครอีก สิ่งที่เติมเข้ามานอกเหนือจากสิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตเป็นสิ่งที่เขาไม่ต้องการและปฏิเสธอย่างจริงจัง ความสุขของ Bartleby คือการ “วาง” หรือปฏิเสธการได้มาหรือเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่การ “ได้” นั่นหมายความว่าเขาละแล้วซึ่งความรัก โลภ โกรธ หลง และเป็นมนุษย์ที่น่าอิจฉาที่สุดคนหนึ่งเพราะเขาไม่ต้องเดือดร้อนอะไรกับใคร แต่คนรอบข้างและสังคมต่างหากที่ “เลือก” จะไปเดือดร้อนกับความไม่เดือดร้อนของ Bartleby เพียงเพราะสังคมนั้นคุ้นเคยกับการคาดหวังจนลืมคิดไปว่าความคาดหวังเป็น “สิ่งประดิษฐ์” ที่ทำให้เราถอยห่างจากแก่นแท้ของการดำรงอยู่

ลึกๆ แล้วเราทุกคนอาจจะหวังที่จะเป็นได้อย่าง Bartleby ก็ได้

เศรษฐกิจพอเพียงในทัศนะของข้าพเจ้า

เห็น mk พูดถึงเศรษฐกิจพอเพียง เลยมีแรงบันดาลใจอยากพูดบ้าง

ก่อนที่เราจะวิพากษ์วิจารณ์เศรษฐกิจพอเพียง เราควร “นิยาม” มันเสียก่อน ซึ่งบังเอิญเศรษฐกิจพอเพียงเป็นทั้งแนวคิดและหลักปฏิบัติที่ถูก abuse มาเยอะ และไม่มีวรรณกรรมอ้างอิงที่ชัดเจน (หรือมีแต่ไม่มีใครอ่าน) ผมเลยจะขอให้คำนิยมเป็นอรรถาธิบายตามความเข้าใจของผมเอง โดยเริ่มแรกจะแบ่งเศรษฐกิจพอเพียงออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่ เศรษฐกิจพอเพียงระดับปรัชญา และเศรษฐกิจพอเพียงระดับปฏิบัติ

เศรษฐกิจพอเพียงระดับปรัชญา

ผมคิดว่ารากฐานแนวคิดของเศรษฐกิจพอเพียงคือ “ความพอเพียง” ซึ่งเชื่อมโยงกับแนวคิดของพุทธศาสนาเรื่อง “ทางสายกลาง” ผมไม่คิดว่าความพอเพียงคือการลดการบริโภคลงให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะนั่นคือความ “ตระหนี่” (frugality) แต่เป็นการบริโภคอย่างพอดีกับความสามารถในการหาทรัพยากรและความจำเป็นของตนเอง โดยการบริโภคนั้นต้องไม่ทำให้ตนเองหรือผู้อื่นเดือดร้อน

แนวคิดนี้ยังสอดคล้องบางส่วนกับเสรีนิยม ที่บอกว่าคุณจะทำอะไรก็ได้ตราบใดที่ไม่ละเมิดสิทธิ์ของผู้อื่น แต่ขยายความไปถึงการไม่ละเมิด “สิทธิ์ของตนเอง” ที่จะอยู่อย่างไม่เดือดร้อนจากการกระทำของตนเอง เช่น การไม่เป็นหนี้

ตัวอย่างเช่น ถ้าผมเป็นหนี้บัตรเครดิต และต้องลำบากลำบนในการหาเงินมาชดเชยหนี้ ทำให้ผมเองเดือดร้อน และคนรอบข้างไม่สบายใจ นั่นคือความไม่พอเพียง

แต่ถ้าคนชนบทอยากมีโทรศัพท์มือถือเอาไว้ติดต่อลูกที่เรียนหนังสืออยู่ในกรุงเทพ และหาเงินซื้อได้โดยไม่เดือดร้อนใคร และใช้ประโยชน์จากโทรศัพท์นั้นได้จริง นั่นคือพอเพียง

แต่ถ้าคนคนเดียวกันต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาซื้อโทรศัพท์ เพื่อเอามาติดต่อกับลูก เราก็ต้องเทียบกันว่า ประโยชน์จากการได้โทรศัพท์ (ติดต่อลูกได้) คุ้มกับต้นทุก (เงินต้น + ดอกเบี้ย + ความยากลำบากของตนและผู้อื่น) หรือไม่ ถ้าคุ้มก็ถือว่าพอเพียง เช่น การมีมือถือทำให้ทุกคนในบ้านสบายใจตลอดเวลา 4 ปีที่ลูกไปเรียนในเมือง เมื่อประเมินแล้วมีค่ามากกว่าค่าเครื่อง ค่าดอกเบี้ย และความยุ่งยากตอนหาเงินมาคืนเงินต้นและเงินกู้

เศรษฐกิจพอเพียงในทางปฏิบัติ

สิ่งที่เราเห็นในปัจจุบัน คือภาพของเศรษฐกิจพอเพียงเมื่อปฏิบัติแล้ว ก็คือการที่คนชนบทปลูกพืชผักผสมผสาน อยู่ได้โดยไม่ต้องซื้อของจากข้างนอกหมู่บ้าน แลกเปลี่ยนกันเอง ผลิตพลังงานหมุนเวียนใช้เอง นั่นเป็นเพียงแค่เสี้ยวเดียวของเศรษฐกิจพอเพียง

สิ่งที่ผมอยากจะเสนอเมื่อคิดพิจารณาถึงเรื่องนี้ก็คือประเด็นความขัดแย้งระหว่างทุนนิยม-โลกาภิวัฒน์ กับความพอเพียง-การเลี้ยงตนเอง-ความเป็นท้องถิ่น

ผมคิดว่าถ้าเราเชื่อเรื่องทางสายกลาง เราควรจะรับทั้งสองขั้วแนวคิดมาปฏิบัติอย่างเหมาะสม เราไม่สามารถปฏิเสธทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ได้ และมันก็ไม่ใช่ตัวร้ายเหมือนที่ใครๆ พากันระบายสีให้ ทุนนิยมทำให้จำนวนประชาชนโลกที่ตายเพราะอดข้าวมีน้อยลงหลายเท่าตัว มันทำให้ผู้หญิงได้รับการศึกษา อัตราการรู้หนังสือทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 50% เป็น 80% ใน 50 ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามทุนนิยมล้วนๆ ทำให้เกิดการพึ่งพาสินค้าและบริการจากที่ใดที่หนึ่งมากเกินไป โดยเฉพาะจากบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ ในหลายๆ กรณี สินค้าประเภทพืชผักทางการเกษตรสามารถปลูกและบริโภคในท้องถิ่นได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าหรือเคลื่อนย้ายสินค้าระยะไกล อาหารบางชนิดมีในเฉพาะบางพื้นที่ และไม่ใช่ผู้ผลิตรายใหญ่ (ที่ขายของราคาถูก) จะผลิตอย่างปลอดภัยได้มาตรฐานปราศจากสารพิษ

ความล้มเหลวของตลาด (market failure) เป็นคุณสมบัติที่ติดตัวทุนนิยมมาช้านานและยังไม่มีหนทางแก้ไขได้อย่างหมดจด แทนที่ทุนนิยมจะทำให้เกิดการแข่งขันและทางเลือก ในหลายๆ กรณีมันทำให้เกิดการผูกขาด แทนที่ทุนนิยมจะทำให้สินค้าราคาถูก ในหลายๆ กรณีมันแพงกว่าการผลิตในท้องถิ่นเพราะท้องถิ่นในความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบในการผลิต (comparative advantage) ในหลายๆ กรณีแทนที่ทุนนิยมจะทำให้เกิดการลงทุน แต่คนชั้นล่างไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้

ดังนั้น เศรษฐกิจพอเพียงในทางปฏิบัติจึงน่าจะมีคุณลักษณะดังนี้

  • ใช้ได้กับทุกที่ ทั้งในเมือง และชนบท
  • พึ่งพาตัวเองเฉพาะสินค้าที่จำเป็นกับการดำรงชีวิต และสิ่งที่ท้องถิ่นมีความถนัดและได้เปรียบในการผลิต เช่น น้ำดื่ม ผักสวนครัว ผลไม้ เนื้อสัตว์ พลังงานบางส่วน
  • สมาชิกของชุมชนเข้าถึงข้อมูล ความก้าวหน้า และทรัพยากรเพื่อประสานตนเองเข้าสู่สังคมโลก เช่น การศึกษา ข่าวสาร เทคโนโลยี ความเข้าใจเกี่ยวกับพื้นที่และชุมชนอื่น ความเข้าใจการเมืองเศรษฐกิจโลก เข้าใจว่ายังมีคนอื่นที่ไม่เหมือนพวกเขา

ทั้งหมดนี้คงไม่พ้นบทสรุปว่าเศรษฐกิจพอเพียงคือเสรีนิยมที่รับผิดชอบนั่นเอง กล่าวคือการมีชีวิตอยู่อย่างเข้าใจตนเอง (รู้ว่าเราถนัดอะไร ทำอะไรได้ดี) และเข้าใจผู้อื่น (รู้ว่าคนข้างนอกคิดยังไง ทำอะไร และต่างจากเรา)

การเคลื่อนที่อย่างต่อเนื่องของจุดดุลยภาพ

ช่วงเดือนที่ผ่านมาชีวิตมีการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่หลายเรื่อง และการเปลี่ยนแปลงส่วนมากก็มีความเกี่ยวข้องกับ “คน” อื่น

ธรรมชาติของคนและสิ่งมีชีวิตทั่วไปจะไม่ชอบความเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะถ้าภาวะปัจจุบันที่คนคนนั้นมีชีวิตอยู่ เป็นภาวะ “สมดุล” แล้ว คนหรือสิ่งมีชีวิตนั้นย่อมต้องรักษาความสมดุลนั้นไว้เพื่อรักษาชีวิตตนเอง

แต่ถ้าเมื่อไหร่ดุลยภาพนั้นถูกรบกวน คนหรือสิ่งมีชีวิตก็จะต้องปรับตัวเพื่อรองรับการรบกวนนั้น บ่อยครั้งที่การปรับตัวจะต้องเป็นไปในทิศทางตรงกันข้ามของสิ่งรบกวนเพื่อหักล้าง (offset) ผลของการรบกวน เพื่อรักษาความสมดุลเอาไว้

แต่การหักล้างและตอบรับการรบกวน ไม่ได้ลงเอยด้วยการกลับสู่สมดุลเดิมทุกครั้งไป แต่บ่อยครั้งที่การตอบรับจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ นำชีวิตไปสู่ดุลยภาพใหม่ ซึ่งก็คือสภาวะที่ชีวิตสมดุล แต่รายละเอียดเปลี่ยนแปลงไป

คนจำนวนมากไม่เข้าใจความจริงข้อนี้ พยายามเหนี่ยวรั้งดุลยภาพเดิมที่ตนเองคุ้นเคยและรู้สึกปลอดภัยเมื่ออยู่กับมัน พวกเขาปฏิเสธการพัฒนาของชีวิตไปสู่ดุลยภาพใหม่ และยอมรับไม่ได้เมื่อความเปลี่ยนแปลงนั้นต้องมาถึงตัวเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเราไม่ได้เป็นคนเดียวที่ควบคุมปัจจัยที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลง

ชีวิตสามารถและควรมีจุดหมายปลายทางที่แน่ชัด เพราะจุดหมายคือเหตุผลในการดำรงอยู่ แต่หนทางที่จะนำไปสู่จุดหมายสามารถและควรมีมากกว่าหนึ่งทาง ความเป็นไปได้ของหนทางในการดำเนินชีวิตสามารถแตกกิ่งก้านสาขาโดยมีจำนวนเข้าใกล้อนันต์ (limit to infinity)

ทางเดินชีวิตมีความหลากหลายเป็นอนันต์เพราะชีวิตต้องเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ดุลยภาพใหม่อย่างต่อเนื่องเมื่อถูกแรงกระทบ ความท้าทายของมนุษยชาติต่อสัจธรรมนี้ คือการเข้าใจและเข้าถึงความจริงข้อนี้ เคารพการเปลี่ยนแปลง และมองมันด้วยใจเบิกบาน เพราะการเปลี่ยนแปลงนำไปสู่การพัฒนาร่วมกัน

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.