<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	xmlns:georss="http://www.georss.org/georss" xmlns:geo="http://www.w3.org/2003/01/geo/wgs84_pos#" xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/"
	>

<channel>
	<title>Entangled &#187; เสรีนิยม</title>
	<atom:link href="http://guopai.wordpress.com/tag/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%a2%e0%b8%a1/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://guopai.wordpress.com</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Thu, 31 Dec 2009 16:24:51 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.com/</generator>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<cloud domain='guopai.wordpress.com' port='80' path='/?rsscloud=notify' registerProcedure='' protocol='http-post' />
<image>
		<url>http://www.gravatar.com/blavatar/ca20a0bb77f121829e70e9b98a59fae6?s=96&#038;d=http://s.wordpress.com/i/buttonw-com.png</url>
		<title>Entangled &#187; เสรีนิยม</title>
		<link>http://guopai.wordpress.com</link>
	</image>
	<atom:link rel="search" type="application/opensearchdescription+xml" href="http://guopai.wordpress.com/osd.xml" title="Entangled" />
		<item>
		<title>Bartleby กับ &#8220;ความไม่ประสงค์&#8221; ที่แฝงอยู่ในตัวทุกคน</title>
		<link>http://guopai.wordpress.com/2008/10/18/bartleby-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b9%8c-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88/</link>
		<comments>http://guopai.wordpress.com/2008/10/18/bartleby-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b9%8c-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 17 Oct 2008 17:48:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>guopai</dc:creator>
				<category><![CDATA[วรรณกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ทุนนิยม]]></category>
		<category><![CDATA[พุทธศาสนา]]></category>
		<category><![CDATA[อนาธิปไตย]]></category>
		<category><![CDATA[อัตติภาวะนิยม]]></category>
		<category><![CDATA[เสรีนิยม]]></category>
		<category><![CDATA[Bartleby]]></category>
		<category><![CDATA[existentialism]]></category>
		<category><![CDATA[Herman Melville]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://guopai.wordpress.com/?p=101</guid>
		<description><![CDATA[เพิ่งอ่านนิยายขนาดสั้นเรื่อง Bartleby, the Scrivener: A Story of Wall Street แต่งโดย Herman Melville ซึ่งเป็นคนเดียวกับที่แต่ง Moby Dick อันเลื่องชื่อ ผมยังไม่ได้อ่าน Moby Dick นี่จึงเป็นงานเล่มแรกของ Melville ที่ผมได้อ่าน
คำเตือน: Spoil
&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211;
Bartleby เขียนขึ้นเมื่อปี 1853 เป็นนิยายขนาดสั้นไม่ถึง 100 หน้า อ่านไม่กี่ชั่วโมงก็จบ เป็นเรื่องเล่าของ &#8220;ข้าพเจ้า&#8221; ที่เป็นเจ้าของสำนักกฎหมายบนถนน Wall Street สมัยนั้นยังไม่มีแม้แต่เครื่องพิมพ์ดีด ทนายจึงต้องใช้เสมียนเขียนสำเนาของสำนวนคดีด้วยมือ สำนักงานของ &#8220;ข้าพเจ้า&#8221; มีเสมียนอยู่สองคน พองานล้นมือก็เลยลงประกาศรับเสมียนเพิ่ม จึงได้ Bartleby ซึ่งเป็นชายหนุ่มสุภาพ พูดน้อย ดูท่าทางหยิ่งนิดๆ แต่ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน มาเป็นเสมียนคนใหม่
Bartleby เป็นคนทำงานดีมาก ทำงานเร็วและละเอียด และมีความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย เขาไม่เคยลงไปกินอาหารกลางวัน แต่ละฝากเงินให้เด็กส่งเอกสารไปซื้อขนมมาให้ และแบ่งขนมให้เด็กคนนั้นเป็นการตอบแทนทุกครั้ง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นความประหลาดที่แท้จริงในตัว [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=guopai.wordpress.com&blog=1309104&post=101&subd=guopai&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>เพิ่งอ่านนิยายขนาดสั้นเรื่อง <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Bartleby_the_Scrivener" target="_blank">Bartleby, the Scrivener: A Story of Wall Street</a> แต่งโดย <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Herman_Melville" target="_blank">Herman Melville</a> ซึ่งเป็นคนเดียวกับที่แต่ง Moby Dick อันเลื่องชื่อ ผมยังไม่ได้อ่าน Moby Dick นี่จึงเป็นงานเล่มแรกของ Melville ที่ผมได้อ่าน</p>
<p><strong>คำเตือน: Spoil</strong></p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211;</p>
<p>Bartleby เขียนขึ้นเมื่อปี 1853 เป็นนิยายขนาดสั้นไม่ถึง 100 หน้า อ่านไม่กี่ชั่วโมงก็จบ เป็นเรื่องเล่าของ &#8220;ข้าพเจ้า&#8221; ที่เป็นเจ้าของสำนักกฎหมายบนถนน Wall Street สมัยนั้นยังไม่มีแม้แต่เครื่องพิมพ์ดีด ทนายจึงต้องใช้เสมียนเขียนสำเนาของสำนวนคดีด้วยมือ สำนักงานของ &#8220;ข้าพเจ้า&#8221; มีเสมียนอยู่สองคน พองานล้นมือก็เลยลงประกาศรับเสมียนเพิ่ม จึงได้ Bartleby ซึ่งเป็นชายหนุ่มสุภาพ พูดน้อย ดูท่าทางหยิ่งนิดๆ แต่ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน มาเป็นเสมียนคนใหม่</p>
<p>Bartleby เป็นคนทำงานดีมาก ทำงานเร็วและละเอียด และมีความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย เขาไม่เคยลงไปกินอาหารกลางวัน แต่ละฝากเงินให้เด็กส่งเอกสารไปซื้อขนมมาให้ และแบ่งขนมให้เด็กคนนั้นเป็นการตอบแทนทุกครั้ง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นความประหลาดที่แท้จริงในตัว Bartleby คือบางทีถ้าถูกขอให้คัดสำนวนด่วน หรือให้ลงไปส่งจดหมาย เขาจะปฏิเสธด้วยคำพูดเพียงว่า <strong>&#8220;ผมไม่ประสงค์ที่จะทำ&#8221;</strong> โดยไม่ยอมให้เหตุผลว่าทำไมถึง &#8220;ไม่ประสงค์&#8221; ตัวนายจ้างซึ่งเป็นผู้เล่าเรื่องตอนแรกก็งง แต่อะไรบางอย่างในตัว Bartleby ทำให้เขาไม่ถือสาหาความ อาจจะเป็นเพราะความสงสารว่าถ้าทำตัวถือดีอย่างนี้ ไปเจอนายจ้างคนอื่นอาจโดนไล่ออกไปแล้ว และบุคลิกและความดูไม่ทำร้ายใครของ Bartleby ก็ทำให้ &#8220;ข้าพเจ้า&#8221; ซึ่งเป็นคนธรรมดาๆ ที่พยายามเป็นคนดีของสังคมไม่ถือสาหาความ Bartleby</p>
<p>การปฏิเสธงานของ Bartleby เป็นหนักขึ้นเรื่อยๆ จนมาวันหนึ่งเขาประกาศว่า &#8220;ผมไม่ประสงค์จะคัดสำเนาอีกต่อไป&#8221; นายจ้างฟังดังนั้นเลยต้องขอให้ Bartleby ลาออกไป แต่ถึงแม้จะให้เงินช่วยเหลือพิเศษเพื่อเป็นทุนในการเดินทางหรือเลี้ยงชีพแล้ว Bartleby ก็ยังยืนยันว่า &#8220;ผมไม่ประสงค์ที่จะไปจากสำนักงานนี้&#8221; นี่เป็นสิ่งที่เข้าใจไม่ได้อย่างสิ้นเชิง แต่ &#8220;ข้าพเจ้า&#8221; ก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร จะเรียกตำรวจมาลากตัวไปก็สงสาร เขาจึงปล่อยให้ Bartleby อยู่ที่สำนักงานต่อไป โดยวันๆ เขาจะยืนจ้องมองรูปปั้น Cicero และไม่ทำอะไรอย่างอื่น &#8220;ข้าพเจ้า&#8221; มารู้ทีหลังว่า Bartleby กินนอนอยู่ในสำนักงานของเขา เพราะเช้าวันอาทิตย์วันหนึ่งเขาแวะเข้ามาในสำนักงาน และพบ Bartleby อยู่ที่นั่น และ Bartleby กล่าวอย่างนุ่มนวลว่า &#8220;ผมไม่ประสงค์ให้ท่านเข้าไป โปรดรอสักครู่&#8221;</p>
<p>การดำรงอยู่ของ Bartleby ในสำนักงานกลายเป็นที่โจษจันและหวาดกลัว แขกที่มาธุระที่สำนักงานของ &#8220;ข้าพเจ้า&#8221; ต่างงุนงงและไม่สบายใจที่เห็น Bartleby ยืนอยู่ที่นั่นตลอดเวลาโดยไม่ทำอะไรเลย จนในที่สุด เมื่อพยายามทุกทางในการเชิญ Bartleby ออกไปแต่ไร้ผล &#8220;ข้าพเจ้า&#8221; จึงแก้ปัญหาโดยการย้ายสำนักงานออกไปเสียเอง ปล่อยให้ Bartleby อยู่ที่สำนักงานร้างนั้นคนเดียวตามยถากรรม</p>
<p>หลังจากย้ายสำนักงานได้ไม่นาน ก็มีคนมาหา &#8220;ข้าพเจ้า&#8221; และขอร้องให้ไปจัดการกับ Bartleby เพราะเขายังคงใช้ชีวิตอยู่ในสำนักงานนั้นไม่ยอมย้ายออกไปไหน &#8220;ข้าพเจ้า&#8221; จึงไปหา Bartleby และเกลี้ยกล่อมสุดตัว จนถึงกับเสนอให้ Bartleby ย้ายไปอยู่กับตน หรือเสนอที่จะออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปยังที่ไหนก็ได้ที่ Bartleby ต้องการ แต่คำตอบที่ได้ก็ยังเหมือนเดิม คือ &#8220;ผมไม่ประสงค์ที่จะไป&#8221; โดยไม่มีคำอธิบายเพิ่มเติม</p>
<p>เมื่อไม่สามารถไล่ Bartleby ออกไปได้ และไม่รู้ที่มาที่ไปหรือญาติพี่น้อง เจ้าของสำนักงานคนใหม่จึงขอให้ตำรวจจับ Bartleby ออกไป เมื่ออยู่ในคุก &#8220;ข้าพเจ้า&#8221; ได้เข้าไปเยี่ยม Bartleby และจ่ายเงินพิเศษให้คนทำอาหารในคุกดูแล Bartleby เป็นพิเศษ</p>
<p>แต่ไม่นานต่อมา เมื่อ &#8220;ข้าพเจ้า&#8221; ไปเยี่ยม Bartleby อีกครั้ง ก็พบเขานอนตายอย่างสงบกลางสนามในคุก เป็นอันจบเรื่องราวของ Bartleby</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211;</p>
<p>เรื่องราวของ Bartleby เป็นการสะท้อนแก่นสารของปรัชญา <strong>&#8220;อัตติภาวนิยม&#8221;</strong> หรือ Existentialism ที่เห็นว่า มนุษย์อยู่ดีๆ ก็เกิดมาเป็นตัวเป็นตนโดยที่เราไม่มีสิทธิเลือก (อยู่ดีๆ ก็ &#8220;ดำรงอยู่&#8221; &#8211; exist) และการดำรงอยู่ของมนุษย์ก็เป็นภาระที่มนุษย์แต่ละคนที่เป็นเจ้าของชีวิตนั้นจะต้องใส่ความหมายให้กับการดำรงอยู่นั้นด้วยตนเอง ทีนี้การใส่ความหมายของแต่ละคนก็จะต่างกัน สุดแท้แต่ความต้องการและธรรมชาติของแต่ละคน แต่ในระหว่างการใส่ความหมายให้กับตนเอง (ซึ่งบ่อยครั้งมักจะหมายถึงการ &#8220;เลือก&#8221; ทำหรือไม่ทำอะไร) ความต้องการและการกระทำของแต่ละคนมักจะขัดแย้งกับความคาดหวังของสังคม จนกลายเป็นความไม่ลงรอย การสูญเสียคุณค่าในตนเอง หรือหนักที่สุดคือการที่คนแต่ละคนไม่ค้นพบความหมายที่แท้จริงของการดำรงอยู่ของตนเองจนวันตาย นั่นคือเขาล้มเหลวที่จะใส่ความหมายให้กับการดำรงอยู่ของตนเอง</p>
<p>พฤติกรรมของ Bartleby ที่ไม่ยอมทำอะไรที่ตนไม่ต้องการโดยไม่ต้องให้เหตุผลก็คือการสะท้อนถึงทางเลือกที่คนคนหนึ่งมีอย่างแน่วแน่ว่าเขาต้องการสิ่งใด และปฏิเสธที่จะทำตามความคาดหวังของสังคมเพราะนั่นทำให้เขาต้องสูญเสียตัวตน ฟังๆ อาจจะดูแปลกๆ เพราะเรามักจะเชื่อกันว่าคนในสังคมมีหน้าที่ซึ่งก็และกัน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสมควรอยู่แล้วที่เราต้องทำตามความคาดหวังของสังคมตามบทบาทของเราที่สังคมกำหนดบ้าง แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าความคาดหวังเหล่านั้นมันเป็นไปเพื่อประโยชน์ของคนส่วนมากจริงๆ ในสังคมสมัยใหม่ ทุกคนทำในสิ่งที่สังคมคาดหวัง และแทบทุกคนก็ทุกข์ทรมานกับบทบาทเหล่านั้น แต่ก็ต้องฝืนใจทำจนกลายเป็นเรื่อง &#8220;ธรรมชาติ&#8221; จนในที่สุดก็ไม่มีใครคิดว่าการทำตามความคาดหวังของสังคมมันจะขัดแย้งกับตัวตนภายในของเราเอง</p>
<p>ส่วนตัวผมคิดว่าอัตติภาวะนิยมได้รับอิทธิพลมาจากทั้งแนวคิดและสภาพสังคมตะวันตกสมัยก่อนสมัยใหม่ (pre-modern) ที่สังคมถูกแบ่งชนชั้น และคนแต่ละกลุ่มก็จะมีบทบาทเฉพาะเจาะจงไม่ต้องทำเพื่ออยู่รอดและได้รับการยอมรับในสังคม แต่โลกสมัยใหม่ (modern) และหลังสมัยใหม่ (post-modern) เริ่มอนุญาตให้คนเหล่านั้นท้าทายกับความเชื่อและขนบแบบเดิมๆ แนวคิด<strong>เสรีนิยม</strong>เกิดขึ้นโดยเชื่อว่าเสรีภาพในการเลือกของมนุษย์คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีคุณค่าและคุณภาพ สอดคล้องกับ<strong>ทุนนิยม</strong>ที่เชื่อว่าถ้าทุกฝ่ายเพื่อผลประโยชน์ตัวเอง สุดท้ายสังคมโดยรวมจะหาจุดสมดุล (equilibrium) ที่ทำให้โลกก้าวหน้าและการกระทำการใดๆ เช่นการผลิตมีประสิทธิภาพสูงสุด และสังคมได้รับประโยชน์มากที่สุด ทั้งเสรีนิยมและทุนนิยมน่าจะเป็นแรงบันดาลที่สานต่อมาเป็นอัตติภาวะนิยม และได้นำไปสู่<strong>อนาธิปไตย</strong> (anarchism) ที่เชื่อว่าหน่วยในสังคมควรถูกปล่อยให้มีชีวิตไปเองโดยไม่ต้องมีใครเช่นรัฐบาลมาวางกฎเกณฑ์หรือควบคุม แต่สังคมจะจัดการกันเองจนพัฒนาแบบแผน (pattern) ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดและเป็นที่พอใจของทุกคนไปเอง เช่นเดียวกับที่มดพัฒนาแบบแผนในการเดินและการสร้างรังโดยไม่มีใครมากำหนด</p>
<p>สุดท้าย ผมคิดว่าแนวคิดทั้งหมดเหล่านี้ก็ยังสอดคล้องกับ<strong>พุทธศาสนา</strong>อย่างน่าประหลาด เพราะเป้าหมายของการปฏิบัติในพุทธศาสนาคือการเข้าใจสิ่งต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกด้วยปัญญา เข้าใจจนรู้ว่าธรรมชาติของสรรพสิ่งคือความไม่ยั่งยืนถาวร และปล่อย ละ วาง สิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป จนท้ายที่สุดก็ไม่ต้องการอะไรอีก เหมือน Bartleby ที่อาจเป็นแบบอย่างของผู้ที่บรรลุธรรมแล้ว ที่ไม่ต้องการอะไรจากใครอีก สิ่งที่เติมเข้ามานอกเหนือจากสิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตเป็นสิ่งที่เขาไม่ต้องการและปฏิเสธอย่างจริงจัง ความสุขของ Bartleby คือการ &#8220;วาง&#8221; หรือปฏิเสธการได้มาหรือเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่การ &#8220;ได้&#8221; นั่นหมายความว่าเขาละแล้วซึ่งความรัก โลภ โกรธ หลง และเป็นมนุษย์ที่น่าอิจฉาที่สุดคนหนึ่งเพราะเขาไม่ต้องเดือดร้อนอะไรกับใคร แต่คนรอบข้างและสังคมต่างหากที่ &#8220;เลือก&#8221; จะไปเดือดร้อนกับความไม่เดือดร้อนของ Bartleby เพียงเพราะสังคมนั้นคุ้นเคยกับการคาดหวังจนลืมคิดไปว่าความคาดหวังเป็น &#8220;สิ่งประดิษฐ์&#8221; ที่ทำให้เราถอยห่างจากแก่นแท้ของการดำรงอยู่</p>
<p><strong>ลึกๆ แล้วเราทุกคนอาจจะหวังที่จะเป็นได้อย่าง Bartleby ก็ได้</strong></p>
  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/guopai.wordpress.com/101/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/guopai.wordpress.com/101/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/guopai.wordpress.com/101/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/guopai.wordpress.com/101/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/guopai.wordpress.com/101/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/guopai.wordpress.com/101/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/guopai.wordpress.com/101/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/guopai.wordpress.com/101/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/guopai.wordpress.com/101/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/guopai.wordpress.com/101/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=guopai.wordpress.com&blog=1309104&post=101&subd=guopai&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://guopai.wordpress.com/2008/10/18/bartleby-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b9%8c-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/996ed0cee2ef962ddfa3eaa731e0d0c2?s=96&#38;d=http%3A%2F%2F1.gravatar.com%2Favatar%2Fad516503a11cd5ca435acc9bb6523536%3Fs%3D96&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">guopai</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>เศรษฐกิจพอเพียงในทัศนะของข้าพเจ้า</title>
		<link>http://guopai.wordpress.com/2008/08/09/%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%9e%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%a8%e0%b8%99%e0%b8%b0/</link>
		<comments>http://guopai.wordpress.com/2008/08/09/%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%9e%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%a8%e0%b8%99%e0%b8%b0/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 09 Aug 2008 04:14:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>guopai</dc:creator>
				<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ทุนนิยม]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจพอเพียง]]></category>
		<category><![CDATA[เสรีนิยม]]></category>
		<category><![CDATA[โลกาภิวัฒน์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://guopai.wordpress.com/?p=65</guid>
		<description><![CDATA[เห็น mk พูดถึงเศรษฐกิจพอเพียง เลยมีแรงบันดาลใจอยากพูดบ้าง
ก่อนที่เราจะวิพากษ์วิจารณ์เศรษฐกิจพอเพียง เราควร &#8220;นิยาม&#8221; มันเสียก่อน ซึ่งบังเอิญเศรษฐกิจพอเพียงเป็นทั้งแนวคิดและหลักปฏิบัติที่ถูก abuse มาเยอะ และไม่มีวรรณกรรมอ้างอิงที่ชัดเจน (หรือมีแต่ไม่มีใครอ่าน) ผมเลยจะขอให้คำนิยมเป็นอรรถาธิบายตามความเข้าใจของผมเอง โดยเริ่มแรกจะแบ่งเศรษฐกิจพอเพียงออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่ เศรษฐกิจพอเพียงระดับปรัชญา และเศรษฐกิจพอเพียงระดับปฏิบัติ
เศรษฐกิจพอเพียงระดับปรัชญา
ผมคิดว่ารากฐานแนวคิดของเศรษฐกิจพอเพียงคือ &#8220;ความพอเพียง&#8221; ซึ่งเชื่อมโยงกับแนวคิดของพุทธศาสนาเรื่อง &#8220;ทางสายกลาง&#8221; ผมไม่คิดว่าความพอเพียงคือการลดการบริโภคลงให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะนั่นคือความ &#8220;ตระหนี่&#8221; (frugality) แต่เป็นการบริโภคอย่างพอดีกับความสามารถในการหาทรัพยากรและความจำเป็นของตนเอง โดยการบริโภคนั้นต้องไม่ทำให้ตนเองหรือผู้อื่นเดือดร้อน
แนวคิดนี้ยังสอดคล้องบางส่วนกับเสรีนิยม ที่บอกว่าคุณจะทำอะไรก็ได้ตราบใดที่ไม่ละเมิดสิทธิ์ของผู้อื่น แต่ขยายความไปถึงการไม่ละเมิด &#8220;สิทธิ์ของตนเอง&#8221; ที่จะอยู่อย่างไม่เดือดร้อนจากการกระทำของตนเอง เช่น การไม่เป็นหนี้
ตัวอย่างเช่น ถ้าผมเป็นหนี้บัตรเครดิต และต้องลำบากลำบนในการหาเงินมาชดเชยหนี้ ทำให้ผมเองเดือดร้อน และคนรอบข้างไม่สบายใจ นั่นคือความไม่พอเพียง
แต่ถ้าคนชนบทอยากมีโทรศัพท์มือถือเอาไว้ติดต่อลูกที่เรียนหนังสืออยู่ในกรุงเทพ และหาเงินซื้อได้โดยไม่เดือดร้อนใคร และใช้ประโยชน์จากโทรศัพท์นั้นได้จริง นั่นคือพอเพียง
แต่ถ้าคนคนเดียวกันต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาซื้อโทรศัพท์ เพื่อเอามาติดต่อกับลูก เราก็ต้องเทียบกันว่า ประโยชน์จากการได้โทรศัพท์ (ติดต่อลูกได้) คุ้มกับต้นทุก (เงินต้น + ดอกเบี้ย + ความยากลำบากของตนและผู้อื่น) หรือไม่ ถ้าคุ้มก็ถือว่าพอเพียง เช่น [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=guopai.wordpress.com&blog=1309104&post=65&subd=guopai&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>เห็น mk พูดถึง<a href="http://www.isriya.com/node/2086/%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%90%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%9E%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87-%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%9A" target="_blank">เศรษฐกิจพอเพียง</a> เลยมีแรงบันดาลใจอยากพูดบ้าง</p>
<p>ก่อนที่เราจะวิพากษ์วิจารณ์เศรษฐกิจพอเพียง เราควร &#8220;นิยาม&#8221; มันเสียก่อน ซึ่งบังเอิญเศรษฐกิจพอเพียงเป็นทั้งแนวคิดและหลักปฏิบัติที่ถูก abuse มาเยอะ และไม่มีวรรณกรรมอ้างอิงที่ชัดเจน (หรือมีแต่ไม่มีใครอ่าน) ผมเลยจะขอให้คำนิยมเป็นอรรถาธิบายตามความเข้าใจของผมเอง โดยเริ่มแรกจะแบ่งเศรษฐกิจพอเพียงออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่ เศรษฐกิจพอเพียงระดับปรัชญา และเศรษฐกิจพอเพียงระดับปฏิบัติ</p>
<p><strong>เศรษฐกิจพอเพียงระดับปรัชญา</strong></p>
<p>ผมคิดว่ารากฐานแนวคิดของเศรษฐกิจพอเพียงคือ &#8220;ความพอเพียง&#8221; ซึ่งเชื่อมโยงกับแนวคิดของพุทธศาสนาเรื่อง &#8220;ทางสายกลาง&#8221; ผมไม่คิดว่าความพอเพียงคือการลดการบริโภคลงให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะนั่นคือความ &#8220;ตระหนี่&#8221; (frugality) <strong>แต่เป็นการบริโภคอย่างพอดีกับ<span style="text-decoration:underline;">ความสามารถในการหาทรัพยากร</span>และ<span style="text-decoration:underline;">ความจำเป็นของตนเอง</span> โดยการบริโภคนั้นต้อง<span style="text-decoration:underline;">ไม่ทำให้ตนเองหรือผู้อื่นเดือดร้อน</span></strong></p>
<p>แนวคิดนี้ยังสอดคล้องบางส่วนกับเสรีนิยม ที่บอกว่าคุณจะทำอะไรก็ได้ตราบใดที่ไม่ละเมิดสิทธิ์ของผู้อื่น แต่ขยายความไปถึงการไม่ละเมิด &#8220;สิทธิ์ของตนเอง&#8221; ที่จะอยู่อย่างไม่เดือดร้อนจากการกระทำของตนเอง เช่น การไม่เป็นหนี้</p>
<p>ตัวอย่างเช่น ถ้าผมเป็นหนี้บัตรเครดิต และต้องลำบากลำบนในการหาเงินมาชดเชยหนี้ ทำให้ผมเองเดือดร้อน และคนรอบข้างไม่สบายใจ นั่นคือความไม่พอเพียง</p>
<p>แต่ถ้าคนชนบทอยากมีโทรศัพท์มือถือเอาไว้ติดต่อลูกที่เรียนหนังสืออยู่ในกรุงเทพ และหาเงินซื้อได้โดยไม่เดือดร้อนใคร และใช้ประโยชน์จากโทรศัพท์นั้นได้จริง นั่นคือพอเพียง</p>
<p>แต่ถ้าคนคนเดียวกันต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาซื้อโทรศัพท์ เพื่อเอามาติดต่อกับลูก เราก็ต้องเทียบกันว่า ประโยชน์จากการได้โทรศัพท์ (ติดต่อลูกได้) คุ้มกับต้นทุก (เงินต้น + ดอกเบี้ย + ความยากลำบากของตนและผู้อื่น) หรือไม่ ถ้าคุ้มก็ถือว่าพอเพียง เช่น การมีมือถือทำให้ทุกคนในบ้านสบายใจตลอดเวลา 4 ปีที่ลูกไปเรียนในเมือง เมื่อประเมินแล้วมีค่ามากกว่าค่าเครื่อง ค่าดอกเบี้ย และความยุ่งยากตอนหาเงินมาคืนเงินต้นและเงินกู้</p>
<p><strong>เศรษฐกิจพอเพียงในทางปฏิบัติ</strong></p>
<p>สิ่งที่เราเห็นในปัจจุบัน คือภาพของเศรษฐกิจพอเพียงเมื่อปฏิบัติแล้ว ก็คือการที่คนชนบทปลูกพืชผักผสมผสาน อยู่ได้โดยไม่ต้องซื้อของจากข้างนอกหมู่บ้าน แลกเปลี่ยนกันเอง ผลิตพลังงานหมุนเวียนใช้เอง นั่นเป็นเพียงแค่เสี้ยวเดียวของเศรษฐกิจพอเพียง</p>
<p>สิ่งที่ผมอยากจะเสนอเมื่อคิดพิจารณาถึงเรื่องนี้ก็คือประเด็นความขัดแย้งระหว่างทุนนิยม-โลกาภิวัฒน์ กับความพอเพียง-การเลี้ยงตนเอง-ความเป็นท้องถิ่น</p>
<p>ผมคิดว่าถ้าเราเชื่อเรื่องทางสายกลาง เราควรจะรับทั้งสองขั้วแนวคิดมาปฏิบัติอย่างเหมาะสม เราไม่สามารถปฏิเสธทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ได้ และมันก็ไม่ใช่ตัวร้ายเหมือนที่ใครๆ พากันระบายสีให้ ทุนนิยมทำให้จำนวนประชาชนโลกที่ตายเพราะอดข้าวมีน้อยลงหลายเท่าตัว มันทำให้ผู้หญิงได้รับการศึกษา อัตราการรู้หนังสือทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 50% เป็น 80% ใน 50 ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามทุนนิยมล้วนๆ ทำให้เกิดการพึ่งพาสินค้าและบริการจากที่ใดที่หนึ่งมากเกินไป โดยเฉพาะจากบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ ในหลายๆ กรณี สินค้าประเภทพืชผักทางการเกษตรสามารถปลูกและบริโภคในท้องถิ่นได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าหรือเคลื่อนย้ายสินค้าระยะไกล อาหารบางชนิดมีในเฉพาะบางพื้นที่ และไม่ใช่ผู้ผลิตรายใหญ่ (ที่ขายของราคาถูก) จะผลิตอย่างปลอดภัยได้มาตรฐานปราศจากสารพิษ</p>
<p>ความล้มเหลวของตลาด (market failure) เป็นคุณสมบัติที่ติดตัวทุนนิยมมาช้านานและยังไม่มีหนทางแก้ไขได้อย่างหมดจด แทนที่ทุนนิยมจะทำให้เกิดการแข่งขันและทางเลือก ในหลายๆ กรณีมันทำให้เกิดการผูกขาด แทนที่ทุนนิยมจะทำให้สินค้าราคาถูก ในหลายๆ กรณีมันแพงกว่าการผลิตในท้องถิ่นเพราะท้องถิ่นในความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบในการผลิต (comparative advantage) ในหลายๆ กรณีแทนที่ทุนนิยมจะทำให้เกิดการลงทุน แต่คนชั้นล่างไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้</p>
<p>ดังนั้น เศรษฐกิจพอเพียงในทางปฏิบัติจึงน่าจะมีคุณลักษณะดังนี้</p>
<ul>
<li>ใช้ได้กับทุกที่ ทั้งในเมือง และชนบท</li>
<li>พึ่งพาตัวเองเฉพาะสินค้าที่จำเป็นกับการดำรงชีวิต และสิ่งที่ท้องถิ่นมีความถนัดและได้เปรียบในการผลิต เช่น น้ำดื่ม ผักสวนครัว ผลไม้ เนื้อสัตว์ พลังงานบางส่วน</li>
<li>สมาชิกของชุมชนเข้าถึงข้อมูล ความก้าวหน้า และทรัพยากรเพื่อประสานตนเองเข้าสู่สังคมโลก เช่น การศึกษา ข่าวสาร เทคโนโลยี ความเข้าใจเกี่ยวกับพื้นที่และชุมชนอื่น ความเข้าใจการเมืองเศรษฐกิจโลก เข้าใจว่ายังมีคนอื่นที่ไม่เหมือนพวกเขา</li>
</ul>
<p>ทั้งหมดนี้คงไม่พ้นบทสรุปว่าเศรษฐกิจพอเพียงคือเสรีนิยมที่รับผิดชอบนั่นเอง กล่าวคือการมีชีวิตอยู่อย่างเข้าใจตนเอง (รู้ว่าเราถนัดอะไร ทำอะไรได้ดี) และเข้าใจผู้อื่น (รู้ว่าคนข้างนอกคิดยังไง ทำอะไร และต่างจากเรา)</p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/guopai.wordpress.com/65/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/guopai.wordpress.com/65/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/guopai.wordpress.com/65/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/guopai.wordpress.com/65/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/guopai.wordpress.com/65/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/guopai.wordpress.com/65/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/guopai.wordpress.com/65/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/guopai.wordpress.com/65/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/guopai.wordpress.com/65/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/guopai.wordpress.com/65/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/guopai.wordpress.com/65/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/guopai.wordpress.com/65/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=guopai.wordpress.com&blog=1309104&post=65&subd=guopai&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://guopai.wordpress.com/2008/08/09/%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%9e%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%a8%e0%b8%99%e0%b8%b0/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/996ed0cee2ef962ddfa3eaa731e0d0c2?s=96&#38;d=http%3A%2F%2F1.gravatar.com%2Favatar%2Fad516503a11cd5ca435acc9bb6523536%3Fs%3D96&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">guopai</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>การเคลื่อนที่อย่างต่อเนื่องของจุดดุลยภาพ</title>
		<link>http://guopai.wordpress.com/2008/07/19/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%80/</link>
		<comments>http://guopai.wordpress.com/2008/07/19/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%80/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 18 Jul 2008 21:26:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>guopai</dc:creator>
				<category><![CDATA[สังคม]]></category>
		<category><![CDATA[อื่นๆ]]></category>
		<category><![CDATA[การเปลี่ยนแปลง]]></category>
		<category><![CDATA[ดุลยภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[เสรีนิยม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://guopai.wordpress.com/?p=60</guid>
		<description><![CDATA[ช่วงเดือนที่ผ่านมาชีวิตมีการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่หลายเรื่อง และการเปลี่ยนแปลงส่วนมากก็มีความเกี่ยวข้องกับ &#8220;คน&#8221; อื่น
ธรรมชาติของคนและสิ่งมีชีวิตทั่วไปจะไม่ชอบความเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะถ้าภาวะปัจจุบันที่คนคนนั้นมีชีวิตอยู่ เป็นภาวะ &#8220;สมดุล&#8221; แล้ว คนหรือสิ่งมีชีวิตนั้นย่อมต้องรักษาความสมดุลนั้นไว้เพื่อรักษาชีวิตตนเอง
แต่ถ้าเมื่อไหร่ดุลยภาพนั้นถูกรบกวน คนหรือสิ่งมีชีวิตก็จะต้องปรับตัวเพื่อรองรับการรบกวนนั้น บ่อยครั้งที่การปรับตัวจะต้องเป็นไปในทิศทางตรงกันข้ามของสิ่งรบกวนเพื่อหักล้าง (offset) ผลของการรบกวน เพื่อรักษาความสมดุลเอาไว้
แต่การหักล้างและตอบรับการรบกวน ไม่ได้ลงเอยด้วยการกลับสู่สมดุลเดิมทุกครั้งไป แต่บ่อยครั้งที่การตอบรับจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ นำชีวิตไปสู่ดุลยภาพใหม่ ซึ่งก็คือสภาวะที่ชีวิตสมดุล แต่รายละเอียดเปลี่ยนแปลงไป
คนจำนวนมากไม่เข้าใจความจริงข้อนี้ พยายามเหนี่ยวรั้งดุลยภาพเดิมที่ตนเองคุ้นเคยและรู้สึกปลอดภัยเมื่ออยู่กับมัน พวกเขาปฏิเสธการพัฒนาของชีวิตไปสู่ดุลยภาพใหม่ และยอมรับไม่ได้เมื่อความเปลี่ยนแปลงนั้นต้องมาถึงตัวเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเราไม่ได้เป็นคนเดียวที่ควบคุมปัจจัยที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลง
ชีวิตสามารถและควรมีจุดหมายปลายทางที่แน่ชัด เพราะจุดหมายคือเหตุผลในการดำรงอยู่ แต่หนทางที่จะนำไปสู่จุดหมายสามารถและควรมีมากกว่าหนึ่งทาง ความเป็นไปได้ของหนทางในการดำเนินชีวิตสามารถแตกกิ่งก้านสาขาโดยมีจำนวนเข้าใกล้อนันต์ (limit to infinity)
ทางเดินชีวิตมีความหลากหลายเป็นอนันต์เพราะชีวิตต้องเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ดุลยภาพใหม่อย่างต่อเนื่องเมื่อถูกแรงกระทบ ความท้าทายของมนุษยชาติต่อสัจธรรมนี้ คือการเข้าใจและเข้าถึงความจริงข้อนี้ เคารพการเปลี่ยนแปลง และมองมันด้วยใจเบิกบาน เพราะการเปลี่ยนแปลงนำไปสู่การพัฒนาร่วมกัน
       <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=guopai.wordpress.com&blog=1309104&post=60&subd=guopai&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>ช่วงเดือนที่ผ่านมาชีวิตมีการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่หลายเรื่อง และการเปลี่ยนแปลงส่วนมากก็มีความเกี่ยวข้องกับ &#8220;คน&#8221; อื่น</p>
<p>ธรรมชาติของคนและสิ่งมีชีวิตทั่วไปจะไม่ชอบความเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะถ้าภาวะปัจจุบันที่คนคนนั้นมีชีวิตอยู่ เป็นภาวะ &#8220;สมดุล&#8221; แล้ว คนหรือสิ่งมีชีวิตนั้นย่อมต้องรักษาความสมดุลนั้นไว้เพื่อรักษาชีวิตตนเอง</p>
<p>แต่ถ้าเมื่อไหร่ดุลยภาพนั้นถูกรบกวน คนหรือสิ่งมีชีวิตก็จะต้องปรับตัวเพื่อรองรับการรบกวนนั้น บ่อยครั้งที่การปรับตัวจะต้องเป็นไปในทิศทางตรงกันข้ามของสิ่งรบกวนเพื่อหักล้าง (offset) ผลของการรบกวน เพื่อรักษาความสมดุลเอาไว้</p>
<p>แต่การหักล้างและตอบรับการรบกวน ไม่ได้ลงเอยด้วยการกลับสู่สมดุลเดิมทุกครั้งไป แต่บ่อยครั้งที่การตอบรับจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ นำชีวิตไปสู่ดุลยภาพใหม่ ซึ่งก็คือสภาวะที่ชีวิตสมดุล แต่รายละเอียดเปลี่ยนแปลงไป</p>
<p>คนจำนวนมากไม่เข้าใจความจริงข้อนี้ พยายามเหนี่ยวรั้งดุลยภาพเดิมที่ตนเองคุ้นเคยและรู้สึกปลอดภัยเมื่ออยู่กับมัน พวกเขาปฏิเสธการพัฒนาของชีวิตไปสู่ดุลยภาพใหม่ และยอมรับไม่ได้เมื่อความเปลี่ยนแปลงนั้นต้องมาถึงตัวเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเราไม่ได้เป็นคนเดียวที่ควบคุมปัจจัยที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลง</p>
<p>ชีวิตสามารถและควรมีจุดหมายปลายทางที่แน่ชัด เพราะจุดหมายคือเหตุผลในการดำรงอยู่ แต่หนทางที่จะนำไปสู่จุดหมายสามารถและควรมีมากกว่าหนึ่งทาง ความเป็นไปได้ของหนทางในการดำเนินชีวิตสามารถแตกกิ่งก้านสาขาโดยมีจำนวนเข้าใกล้อนันต์ (limit to infinity)</p>
<p>ทางเดินชีวิตมีความหลากหลายเป็นอนันต์เพราะชีวิตต้องเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ดุลยภาพใหม่อย่างต่อเนื่องเมื่อถูกแรงกระทบ ความท้าทายของมนุษยชาติต่อสัจธรรมนี้ คือการเข้าใจและเข้าถึงความจริงข้อนี้ เคารพการเปลี่ยนแปลง และมองมันด้วยใจเบิกบาน เพราะการเปลี่ยนแปลงนำไปสู่การพัฒนาร่วมกัน</p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/guopai.wordpress.com/60/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/guopai.wordpress.com/60/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/guopai.wordpress.com/60/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/guopai.wordpress.com/60/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/guopai.wordpress.com/60/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/guopai.wordpress.com/60/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/guopai.wordpress.com/60/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/guopai.wordpress.com/60/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/guopai.wordpress.com/60/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/guopai.wordpress.com/60/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/guopai.wordpress.com/60/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/guopai.wordpress.com/60/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=guopai.wordpress.com&blog=1309104&post=60&subd=guopai&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://guopai.wordpress.com/2008/07/19/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%80/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/996ed0cee2ef962ddfa3eaa731e0d0c2?s=96&#38;d=http%3A%2F%2F1.gravatar.com%2Favatar%2Fad516503a11cd5ca435acc9bb6523536%3Fs%3D96&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">guopai</media:title>
		</media:content>
	</item>
	</channel>
</rss>