Entangle

A written expression

Tag: apple

เหตุผลที่ขาย iPhone

สังเกตตัวเองว่าไม่ค่อยได้เป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ของ Apple ได้นาน ต้องมีอันขายออกไปหรือทำหาย คราวนี้มาถึงคิวของ iPhone ที่ใช้มาเกือบ 1 ปี

อันที่จริง iPhone ก็เป็นอุปกรณ์ที่ใช้แล้วประทับใจ ประโยชน์ที่ได้จริงๆ นอกเหนือจากการเป็นโทรศัพท์ ก็คือการสามารถอ่านข่าวใน Google Reader ได้อย่างสะดวก เช่นตื่นนอนมาก็หยิบ iPhone ขึ้นมาอ่านข่าวก่อนทำอย่างอื่น เหมือนอ่านหนังสือพิมพ์ตอนเช้า หรือตอนอยู่บนรถ นั่งรอ ก็อ่านข่าวได้ทุกที่ นอกจากนั้นก็จะเป็นการเช็คอีเมล

แต่นอกจากการเป็นโทรศัพท์และการอ่านข่าว ผมก็แทบไม่ได้ใช้ประโยชน์จากคุณสมบัติอื่นของ iPhone ไม่ว่าจะเป็นการฟังเพลง (ที่ฟังเครื่องเสียงที่บ้านดีกว่าเยอะ) เล่นเกม เข้าเว็บทั่วไป ถ่ายรูป (เพราะช่วงหลังๆ มีกล้องจริงๆ เป็นที่เรียบร้อย) ดูแผนที่ ดูหุ้น และอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม การไม่ค่อยได้ใช้คุณสมบัติที่กล่าวมา ไม่ได้เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ผมขาย iPhone ซึ่งเหตุผลหลักที่ว่านั้นมีดังนี้

  • แบตเตอรี่เริ่มเสื่อม ไม่สามารถเปลี่ยนได้: iPhone น่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือที่เป็นที่นิยมทั่วไปยี่ห้อเดียว ที่ไม่สามารถเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้ เป็นที่รู้กันว่าแบตเตอรี่ที่ใช้เทคโนโลยี Li-ion ในปัจจุบัน มีอายุการใช้งานประมาณ 300 Cycle หรือ 2-3 ปี หลังจากนั้นความสามารถในการเก็บประจุจะลดลงอย่างรวดเร็วจนไม่สามารถใช้งานได้อย่างมีประโยชน์ (Unuseful) ซึ่งผมใช้ iPhone มาแล้วเกือบ 1 ปี แปลว่าอายุการใช้งานจริงจะเหลืออีกเพียงแค่ 1 ปีเท่านั้น หลังจากนั้นจะเอาไปทำอะไรก็ไม่ได้ ถ้าขายก็จะไม่ได้ราคาเพราะมันใช้ไม่ได้อีกต่อไป
  • ไม่สามารถนำ contact กลับเข้า SIM card ได้: iPhone ถูกออกแบบมาให้มีความ “พิเศษ” หลายประการ เช่นการจัดการรายชื่อโทรศัพท์ (contact) ที่ตัวเครื่องโดยไม่เกี่ยวข้องกับ SIM card แปลว่า contact ที่เราบันทึกลงใน iPhone จะไม่อยู่ใน SIM card แล้วก็ไม่สามารถ export contact เหล่านั้นกลับเข้า SIM card ได้ ส่งผลให้ถ้าเราต้องเปลี่ยนโทรศัพท์ จะต้องใส่ contact เหล่านั้นด้วยมือ อันที่จริง firmware รุ่น 1.x มีโปรแกรม (เถื่อน) ที่สามารถ export contact ได้ แต่โปรแกรมนั้นก็เลิกพัฒนาเมื่อ Apple พัฒนา firmware รุ่น 2.x (ส่วนการ export contact โดยการ sync เข้ากับ Google Address Book ก็ไม่สามารถทำได้เพราะ option นี้ถูกปิดไว้ใน iTunes โดยไม่มีเหตุผล เห็นหลายคนบ่นเหมือนกัน แล้วเท่าที่รู้ก็ยังไม่มีคำตอบจาก Apple)
  • ไม่มีวิธีการนำรูปที่ถ่ายจากกล้องเข้าเครื่องแบบง่ายๆ: โดยทั่วไปโทรศัพท์มือถือที่ถ่ายรูปได้ มักมีกลไกการนำรูปที่ถ่ายเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะโดยผ่านสายลิงค์ หรือ Bluetooth แต่ iPhone ต้องใช้วิธีการอีเมลรูปนั้นเข้าบริการรับฝากรูปเช่น Flickr โดยรูปที่ถูกอีเมลจะถูกลดขนาดลงเหลือเพียง 640×480 px เท่านั้น และต้องอีเมลทีละรูป ซึ่งใช้เวลามาก ถ้าอยากอับโหลดรูปทีเดียวเยอะๆ ก็ต้องใช้โปรแกรม (เถื่อน) ช่วย

นอกจากนั้นยังมีข้อจำกัดอื่นๆ ที่รู้อยู่ตั้งแต่แรก เช่น รูเสียบหูฟังไม่สามารถใช้กับหูฟังอื่นๆ ได้ ถ้าอยากใช้หูฟังอื่นต้องใช้ตัวแปลง (ราคาแพง) การไม่สามารถเพิ่มความจุโดยใช้ memory card และความบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ เช่นความไม่เสถียรของ browser ที่ชอบปิดตัวเองบ่อยๆ เมื่อเปิดเว็บที่ซับซ้อนหรือยาวหน่อย

จะเห็นว่าจุดบกพร่องทั้งสามข้อนั้นเป็นจุดบกพร่องที่ส่งผลต่อคุณสมบัติในการทำงานอย่างร้ายแรง ไม่ใช่เพียงทำให้เราไม่สะดวก แต่เป็นการลดทอนสิ่งที่โทรศัพท์ควรทำได้ออกไป เห็นได้ไม่ยากว่า Apple “จงใจ” สร้างข้อจำกัดเหล่านี้ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ใช้ iPhone เปลี่ยนกลับไปใช้โทรศัพท์ยี่ห้ออื่น (สร้างสภาวะ vendor locked-in) และสร้างเงื่อนไขให้ผู้ใช้ไม่สามารถใช้ผลิตภัณฑ์ได้นาน แต่ต้องซื้อใหม่เรื่อยๆ พฤติกรรมเหล่านี้ผมคิดว่าเป็นตัวแทนที่ชัดเจนของด้านมืดของบริโภคนิยมและทุนผูกขาด นอกจากนั้นยังเป็นพฤติกรรมที่สวนทางกับหลักเสรีภาพ (freedom) และแนวคิดการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้สามารถใช้งานร่วมกับคนอื่น (interoperability) โดยยึดมาตรฐาน (standards) อีกด้วย

นอกจากการจงใจสร้างข้อจำกัด Apple ยังมีแนวคิดลึกๆ ว่าต้องให้การออกแบบมาก่อนคุณสมบัติ (design over functionalities) ซึ่งเป็นแนวคิดที่ทำให้ขายของได้เพราะมันสร้างกระแส (hype) ได้ ตั้งแต่ Steve Jobs มาเป็น CEO ของ Apple บริษัทก็ใช้แนวทางนี้เรื่อยมา ซึ่งก็ดูเหมือนจะได้ผลเพราะใช้ “ถูกที่ถูกจังหวะ” ดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่มีความโน้มเอียงจะให้ความสำคัญกับการออกแบบ เช่นคนรุ่นใหม่ที่มีอันจะกิน ที่เป็นฐานลูกค้าที่เดิมไม่มีทางเลือกในการบริโภคอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่มีสไตล์และใช้งานได้ง่าย การให้ความสำคัญกับการออกแบบเหนือสิ่งอื่นใดนี้ก็เป็นส่วนทำให้เกิดข้อจำกัดหลายอย่าง เช่นเรื่องแบตเตอรี่และการไม่สามารถ export contact ได้ (แต่กลับ import contact ได้โดยง่าย…) และการไม่สามารถเพิ่ม memory card ได้

ทั้งหมดที่กล่าวมาทำให้ผมตัดสินใจขาย iPhone แล้วเอาเงินไปซื้อโทรศัพท์ Samsung รุ่นเล็กสุด (C170) ที่ดูดีและคุ้มค่าในราคาพันกว่าบาทแล้วยังเหลือเงินเก็บหมื่นกว่าบาท ผมคิดว่านี่เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดอีกครั้งในชีวิต

ทำไมผมถึงใช้ Linux (และทำไมคุณก็ควรจะพิจารณาใช้)

ผมตั้งใจมานานแล้วว่าจะใช้ Linux เป็นระบบปฏิบัติการหลักแทน Windows ที่ผ่านมาก็ใช้ๆ หยุดๆ ด้วยเหตุผลสำคัญว่ามันมีปัญหาหลายอย่างกับ laptop แต่ก็มีบางอย่างที่ดึงดูดให้ผมกลับมาปลุกปล้ำกับ Linux จนตอนนี้ก็เริ่มกลับมาใช้อีกครั้ง

ผมจะไม่เริ่มด้วยการบอกว่า Linux ดีอย่างไร แต่จะบอกว่า Windows แย่ยังไง

  1. Windows มี “ราคา” คือคุณต้องจ่ายเงินซื้อถ้าไม่อยากทำผิดกฎหมาย ห้ามเถียงว่ามันมาพร้อมกับตอนซื้อเครื่อง เพราะราคาค่าลิขสิทธิ์ Windows รวมอยู่ในค่าเครื่องอยู่แล้ว
  2. Windows มีเสถียรภาพต่ำ ทุกคนที่ใช้คอมเป็นประจำคงรู้ว่าโดยเฉลี่ย ถ้าใช้ Windows จะต้อง restart เครื่องอย่างน้อยวันละ 1 รอบ สถานการณ์นี้ดีขึ้นใน Windows XP แต่ก็ยังมีปัญหาเรื่อยๆ โดยเฉพาะถ้าเครื่องเก่าหรือรกหน่อย
  3. Windows ติดไวรัส ข้อนี้คงไม่ต้องอธิบายมาก
  4. Windows ล้าหลังในเชิงความสามารถ เช่น ไม่มีระบบ workspace แบ่งพื้นที่การทำงานเป็นหลายๆ ห้อง ซึ่งระบบปฏิบัติการอื่นเค้ามีกันมาตั้งนานแล้ว
  5. Windows ไม่มีโปรแกรมสำคัญๆ ที่จำเป็นแถมมาให้ กว่าจะเริ่มทำงานได้ต้องไปซื้อโปรแกรมมาใช้ เช่น Office หรือ Nero
  6. Windows ถูกพัฒนาโดยบริษัท Microsoft ซึ่งมีวิธีการดำเนินธุรกิจชั่วร้ายมาก หลักๆ คือการผูกขาดตลาดโดยใช้อำนาจต่อรองและขนาดของตน

สิ่งที่ผมจะบอกต่อมาก็คือ Linux ไม่มีปัญหาทั้ง 6 ข้อนั้น โดย

  1. Linux เป็นระบบปฏิบัติการที่คุณโหลดใช้ได้ฟรี 100% และผู้ใช้มีสิทธิที่จะทำอะไรก็ได้กับโปรแกรมที่โหลดมา เพราะใช้สัญญาอนุญาต GPL ที่อนุญาตให้ผู้ใช้สามารถนำซอฟท์แวร์ไปใช้ แจกจ่าย หรือดัดแปลงได้อย่างอิสระ ตราบใดที่ไม่ไปเปลี่ยนรูปแบบหรือถ้อยคำในสัญญาอนุญาตนั้น
  2. Linux มีเสถียรภาพสูง เพราะถูกพัฒนาจากพื้นฐานของระบบ Unix และมีคนช่วยกันพัฒนาทั่วโลก ไม่เหมือนซอฟท์แวร์ระบบปิดที่มีเฉพาะทีมผู้ผลิตเท่านั้นที่มีสิทธิ์เข้าถึง source code ของโปรแกรม
  3. Linux ไม่ติดไวรัส หรือมีโอกาสติดไวรัสน้อยมากจนแทบไม่ต้องไปสนใจ เพราะไวรัสส่วนมากเขียนขึ้นให้ติด Windows เนื่องจากจะสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างกว่า และ Linux ถูกออกแบบมาให้ระบบมีความปลอดภัยอยู่แล้ว
  4. Linux มีความสามารถสูง ทั้งระบบ workspace หรือการคำนวนยากๆ อย่างรวดเร็ว การติดตั้งซอฟท์แวร์ใหม่ๆ ที่ง่ายดายด้วยระบบ repositories การสามารถใช้ ssh, whois, traceroute และอื่นๆ ได้เลยโดยไม่ต้องติดตั้งซอฟท์แวร์เพิ่ม และลูกเล่นกราฟิกสวยงามอย่าง cube effect ใน compiz-beryl-fusion
  5. Linux ส่วนมากมาพร้อมกับโปรแกรมที่จำเป็น เช่น OpenOffice (เหมือน Microsoft Office), GIMP (เหมือน Photoshop), และโปรแกรม burn CD หลากหลายรุ่น ที่สำคัญทุกโปรแกรมใช้ฟรี เป็น free software หมด
  6. Linux ถูกพัฒนาโดยคนจำนวนมาก และส่วนมากเป็นอาสาสมัคร โดยมาในรูปแบบ distribution หรือ flavor ต่างๆ เช่น Ubuntu, Fedora, CentOS, Gentoo แต่ละ distribution ก็จะมีทีมพัฒนาของเขาเอง และมีคุณสมบัติและความเหมาะสมกับผู้ใช้แต่ละกลุ่มต่างกันออกไป อย่างไรก็ตาม ทุกๆ distribution จะใช้โค้ดหลัก ที่เรียกว่า kernel ที่เรียกว่า Linux ดังนั้น คำว่า Linux จริงๆ จึงหมายถึง kernel ของระบบปฏิบัติการที่ใช้ Linux เป็น kernel นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม Linux มีปัญหาอยู่หลายประการเหมือนกัน หลักๆ ก็คือความยากในการ setup และการต้องใช้ความรู้และความพยายามในการใช้งานร่วมกับ Windows หรือ Mac OS โดยสามารถสรุปได้ว่า คุณควรจะทำเรื่องต่อไปนี้ได้ ถึงจะเหมาะกับการใช้ Linux

  1. มีความสนใจและความสามารถทางเทคนิคพอประมาณ เช่น รู้ว่านามสกุลไฟล์คืออะไร โครงสร้าง folder หน้าตาเป็นยังไง เคยติดตั้ง Windows หรือ setup เอง เป็นต้น
  2. มีความตั้งใจและเวลาในการเรียนรู้ เพราะการเปลี่ยนระบบปฏิบัติการเหมือนการเรียนเขียนหนังสือใหม่ ไม่สามารถใช้ความเคยชินเดิมหรือความคาดหวังเดิมๆ ได้ เช่น ปุ่ม start มันหายไปไหนล่ะ
  3. อ่านภาษาอังกฤษได้พอสมควร และรู้จักวิธีการ search หาข้อมูลด้วย search engine เช่น Google เพราะเวลาคุณเจอปัญหา การ search มักจะเป็นทางหาคำตอบที่ดีที่สุด
  4. ไม่ใช้เครื่องที่ลง Linux เป็นเครื่องหลักในการทำงานที่ต้องแชร์ข้อมูลหรืออุปกรณ์ร่วมกับคนจำนวนมาก และมีเวลามาบีบคั้น เช่น ภาวะการทำงานที่ต้องแข่งกับเวลา เพราะอาจมีปัญหาความเข้ากันไม่ได้บางอย่าง เช่น เปิดไฟล์แล้วแสดงผลไม่เหมือนกัน หรือใช้ printer ที่ office ไม่ได้ หรือต่อหน้าจอออก projector ไม่ได้ หรือ suspend แล้ว resume ไม่ขึ้น วิธีแก้ปัญหาชั่วคราวเวลาทำเรื่องพวกนี้ไม่ได้ก็คือ ให้โหลด Windows จากอีก partition หนึ่ง
  5. รักความถูกต้อง เสรีภาพ และความยุติธรรม! เพราะสิ่งเหล่านี้คือ attitude ที่ทำให้คุณฟันฝ่าอุปสรรคเวลาเจอปัญหาบน Linux และไม่ใจอ่อนกลับไปใช้ Windows

บางคนอาจจะสงสัยว่า ผมไม่พูดถึง Mac OS เลย เหตุผลหลักๆ ก็คือเครื่อง Mac ราคาแพง (อย่าลืมว่าเราอยู่ในประเทศไทยรายได้ต่อหัวต่ำกว่าคนในอเมริกา 3-5 เท่าเป็นอย่างน้อย แต่ซื้อสินค้าเทคโนโลยีในราคาเท่ากันหรือสูงกว่า) และ Mac OS ผลิตโดยบริษัท Apple ซึ่งก็มีความเลวร้ายไม่น้อยไปกว่า Microsoft เช่น การตั้งราคาเอาเปรียบ early adopter และการกั๊กสินค้าที่มีคุณสมบัติสูงขึ้น เพื่อให้ขายรุ่นต่ำกว่าได้มากๆ ก่อน

อีกอย่างคือผมไม่อยาก “เท่ห์” แบบ “ขาวๆ” เหมือนคนอื่นที่ “เท่ห์” แบบนั้นมากขึ้นเรื่อยๆ ครับ

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: