Entangle

A written expression

Tag: iPhone

กว่าจะเป็น DoctorMe: iPhone App ฟรีเพื่อการดูแลสุขภาพตัวแรกของไทย

(Cross post จาก http://ictplan.thaihealth.or.th/?p=829)

DoctorMe iPhone App ฟรีเพื่อการดูแลสุขภาพตัวแรกของไทย

คนเราทุกคนล้วนมีปัญหาสุขภาพ บ่อยครั้งที่เราหรือคนในครอบครัวเจ็บป่วย ก็พยายามดูแลกันเอง บางทีก็ปล่อยให้หายเอง บางทีก็ไปซื้อยามากิน จนถึงกับไม่ไหวก็ต้องไปโรงพยาบาล

แน่นอนว่าการช่วยตัวเองเรื่องสุขภาพเป็นเรื่องที่ทุกคนอยากทำได้เอง จะได้บรรเทาอาการ หายเร็ว อาการเจ็บป่วยหรือเหตุฉุกเฉินหลายๆ อย่าง ถ้าเรารู้วิธีการรับมือ ก็สามารถทำได้เองทันที แต่ปัญหาคือจะมีสักกี่คนที่จะมีความรู้พอที่จะดูแลตนเองและคนรอบข้างได้เมื่อถึงคราวจำเป็น ส่วนข้อมูลที่มีในปัจจุบัน ถ้าเป็นหนังสือก็ไม่ได้อยู่กับเราตลอดเวลา ใช้เวลานานกว่าจะค้นแนวทางการปฏิบัติตัวเจอ ส่วนจะหาในอินเทอร์เน็ต ก็ไม่มั่นใจว่าข้อมูลที่มีอยู่มหาศาลนั้นเชื่อถือได้หรือไม่

ในขณะเดียวกัน คนปัจจุบันนิยมใช้ smartphone ติดตัวไปทุกที่ เราใช้โทรศัพท์ทำทุกอย่าง ตั้งแต่โทร แชท เช็คอีเมล ค้นหาข้อมูล เข้าเครือข่ายสังคม ถ่ายรูป ฟังเพลง อ่านข่าว เล่นเกม ยังไม่นับแอปพลิเคชั่นเพิ่มเติมที่มีให้เลือกใช้นับแสน ตั้งแต่ดูทีวี แต่งรูป แชร์ภาพ เช็คอินสถานที่ อ่านหนังสือ ซื้อตั๋วหนัง สั่งพิซซ่า และอื่นๆ อีกมากมาย

จะดีไหมถ้าเราสามารถแก้ปัญหาสุขภาพเบื้องต้นด้วยตนเอง โดยใช้ข้อมูลจากโทรศัพท์ที่เราติดตัวไปทุกที่และใช้ทำทุกอย่าง?

DoctorMe เป็นแอปพลิเคชั่นที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบคำถามข้างต้น พวกเราซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่ชอบเทคโนโลยีและอยากแก้ปัญหาสังคม จึงสร้าง DoctorMe ขึ้นมา โดยมีสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นผู้สนับสนุน ส่วนทีมที่คิดและพัฒนา คือสถาบัน ChangeFusion และบริษัท โอเพ่นดรีม จำกัด ร่วมกับมูลนิธิหมอชาวบ้านซึ่งเป็นผู้ให้เนื้อหามาลงในแอปพลิเคชั่น

เริ่มจากศูนย์

ถึงแม้พวกเราจะคุ้นเคยกับเว็บและระบบข้อมูลที่แสดงผลผ่านจอคอมพิวเตอร์ แต่พอมาถึงแอปพลิเคชั่นบนอุปกรณ์เคลื่อนที่เช่นมือถือ ก็เป็นเรื่องใหม่ที่เรามีประสบการณ์น้อยมากในช่วงเริ่มแรก

การสร้าง DoctorMe เริ่มต้นด้วยแนวคิดกว้างๆ ว่าอยากทำแอปที่ช่วยให้คนดูแลสุขภาพด้วยตนเอง ติดตัวไปทุกที่ ใช้งานได้ง่ายที่สุด เร็วที่สุด โดยไม่จำเป็นต้องต่ออินเทอร์เน็ต เป็นเหมือนคู่มือที่พร้อมใช้ ทั้งเมื่อตนเองหรือคนรอบข้างเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ เช่นเป็นหวัด ปวดหัว ท้องเสีย หรือเจอเหตุฉุกเฉินเช่นตกน้ำ บาดแผล กระดูกหัก หรือต้องปั๊มหัวใจช่วยชีวิต

เราเริ่มด้วยการสำรวจสถานการณ์และตลาดของผู้ใช้ smartphone โดยเลือกสำรวจกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ใช้ไอโฟน พบว่าส่วนมากไม่นิยมจ่ายเงินซื้อแอป และใช้แอปอยู่ไม่กี่ประเภท เช่น ถ่ายรูป เครือข่ายสังคม และเล่นเกม แต่ข้อที่น่าสนใจ คือส่วนมากนิยมหาแอปใหม่ๆ มาลอง และถ้าใช้ได้ดี ตอบความต้องการได้ ก็จะเก็บไว้ใช้

ในขณะเดียวกัน ทีมออกแบบก็ไปศึกษาแนวทางการออกแบบแอปพลิเคชั่นบน iPhone ซึ่งถือว่าเป็น Platform ที่ได้รับความนิยม และคนรุ่นใหม่ใช้มากในขณะนี้ เราไปหาตัวอย่างแอปดีๆ และน่าสนใจที่มีอยู่แล้ว และหาหนังสือเกี่ยวกับการออกแบบ iPhone App มาอ่าน

จากนั้น เราเริ่มออกแบบเค้าโครง ว่าแอปนี้จะทำอะไรได้ หน้าตาเบื้องต้นเป็นอย่างไร กดอะไรไปไหน นี่คือหน้าตาแรกสุดของแอปนี้

ในขณะเดียวกัน แอปพลิเคชั่นต้องมีเนื้อหา เราได้ลองสำรวจดู และพบว่าเนื้อหาที่น่าจะเหมาะกับประชาชนทั่วไป น่าจะอยู่ที่มูลนิธิหมอชาวบ้านซึ่งเราเคยร่วมงานกันมาแล้วในการพัฒนาเว็บไซต์หมอชาวบ้าน (http://doctor.or.th) จนเพิ่มยอดคนเข้าจากวันละหลักสิบเป็นหลายพัน เราเข้าไปคุยกับคุณณีน้อย ปิติเจริญ ผู้จัดการมูลนิธิหมอชาวบ้าน พี่ณีน้อยได้แนะนำให้รู้จักกับ รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ ผู้เขียนหนังสือคู่มือการตรวจวินิจฉัยโรค คู่มือหมอชาวบ้าน และเจ้าของคอลัมน์สารานุกรมทันโรคในนิตยสารหมอชาวบ้าน คุณหมอสุรเกียรติได้เสนอให้นำเนื้อหาในคู่มือหมอชาวบ้าน ไปดัดแปลงใส่ลงในแอป ซึ่งประกอบด้วยการดูแลตนเองจากอาการเจ็บป่วยเบื้องต้น การปฐมพยาบาล ข้อมูลการใช้ยาและสมุนไพร ทีมงานในภายหลังได้ขออนุญาตนำข้อมูลเกี่ยวกับโรคต่างๆ เกือบ 90 โรค จากสารานุกรมทันโรค เข้ามาประกอบด้วย โดยเชื่อมโยงเนื้อหาเข้ากับเนื้อหาเกี่ยวกับอาการในหนังสือคู่มือหมอชาวบ้าน ทำให้ข้อมูลทั้งหมดมีกว่า 200 รายการ

ตลอด 4 เดือนที่พัฒนาเนื้อหา ทีมงานได้ทำงานร่วมกับคุณหมอสุรเกียรติในการเชื่อมโยงเนื้อหาระหว่างอาการกับรายละเอียดของโรค รวมทั้งได้ปรับปรุง แก้ไขเนื้อหาให้ทันสมัยยิ่งขึ้น จนกลายเป็นเนื้อหาที่เห็นในแอปในปัจจุบัน คุณหมอสุรเกียรติ ยังวางแผนจะเขียนเนื้อหาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยจะนำมาอัปเดตในแอปอย่างต่อเนื่อง

ลงมือพัฒนา

กลับมาถึงเรื่องการพัฒนาโปรแกรม ขั้นตอนต่อมาก็นำโครงร่างมาเขียนในคอมพิวเตอร์ เป็นโครงร่างอย่างละเอียด

พอได้โครงร่าง ทีมโปรแกรมก็เริ่มเขียนโปรแกรม จุดที่สำคัญในขั้นนี้ คือเรื่องเนื้อหา ซึ่งทีมโปรแกรมต้องหาวิธีให้ทีมเนื้อหานำข้อมูลมาใส่ จึงพัฒนาเว็บแอปขึ้นมาพิเศษเพื่อใส่ข้อมูลเนื้อหา โดยออกแบบช่องและวิธีการใส่ให้รองรับโครงสร้างเนื้อหา ซึ่งต้องมีการเชื่อมโยง แนะนำเนื้อหา การจัดหมวดหมู่อาการออกตามโซนร่างกายที่เกิดอาการ และรายละเอียดอื่นๆ อีกมากมาย เว็บแอปนี้จะเก็บข้อมูลทั้งหมดลงในระบบฐานข้อมูล ที่เชื่อมกับฐานข้อมูลของแอป เพื่อให้สามารถเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมข้อมูลได้โดยสะดวกในอนาคต

จากนี้ไป กระบวนการพัฒนาจะคู่ขนานกันไป ระหว่างการพัฒนาโปรแกรม กับการพัฒนาเนื้อหา โดยจะมีการเชื่อมกันตลอด ผ่านการ Workshop ร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ

ในส่วนการพัฒนาโปรแกรม ความท้าทายหลักคือการออกแบบส่วนติดต่อกับผู้ใช้ (User Interface) ให้ใช้งานง่าย เป็นธรรมชาติ และเข้าถึงข้อมูลได้จริง และมีเสถียรภาพ ไม่หลุดจากโปรแกรม ทั้งหมดเพื่อให้ผู้ใช้สามารถได้ประโยชน์จริงๆ จากการใช้ ไม่ว่าผู้ใช้จะชอบกดดู (Browse) หรือพิมพ์คำค้น (Search) นอกจากนั้น ยังต้องใส่ใจรายละเอียดเกี่ยวกับการแสดงผลเนื้อหาให้ดูสวยงาม เรียบร้อย

ซึ่งเชื่อมโยงกับส่วนการพัฒนาเนื้อหา ซึ่งทีมเนื้อหาได้แปลงเนื้อหาทั้งหมดเป็นดิจิทัล ตรวจ Proof ความถูกต้องและการจัดรูปแบบอย่างละเอียด (เฉพาะกระบวนการนี้กินเวลาเกือบ 2 เดือน) และนำเอาเนื้อหาเข้าระบบเว็บฟอร์มทีละชิ้น โดยต้องตรวจ Proof และรูปแบบอีกรอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะต้องใส่ใจในการจัดรูปแบบเนื้อหาให้ได้มาตรฐาน HTML เช่น การใส่ย่อหน้า ลำดับชั้นของเนื้อหา List แบบ Bullet และตัวเลข เพื่อให้เนื้อหาดูสวยงาม เป็นระเบียบ และยังทำให้เครื่องอ่าน Screen Reader อ่านเนื้อหาให้คนตาบอดฟังได้อย่างถูกต้องด้วย สิ่งที่สำคัญอีกเรื่อง คือการเชื่อมโยงเนื้อหา ซึ่งใช้วิธีพิเศษ ที่ทีมงานต้องละเอียดกับความถูกต้องของอักขระชนิดห้ามขาดห้ามเกินแม้แต่ตัวเดียว

ในส่วนภาพประกอบ ทีมงานต้องวาดใหม่ทั้งหมด โดยคัดลอกจากต้นฉบับ เพราะภาพต้นฉบับความละเอียดไม่เพียงพอ และมีสีสันไม่สวยงาม

เมื่อเนื้อหาทั้งหมดถูกนำขึ้นและตรวจสอบเสร็จแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการโฟกัสเรื่อง Design โดยเฉพาะหน้าตาของหน้าแรก โทนสี กราฟฟิกในส่วนต่างๆ โดยมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ 1 ครั้ง เพื่อปรับหน้าตาให้ดูเป็นมิตร สบายๆ มากกว่าเดิมซึ่งดูเป็นวิชาการ เป็นหมอมากเกินไป


หน้าตาเดิม

หน้าตาใหม่

ในระหว่างการพัฒนา ทีมงานได้รายงานกับคณะกรรมการของ สสส. ที่ดูแลแผนงานนี้เป็นระยะ และนำความเห็นของกรรมการเข้ามาประกอบการออกแบบและพัฒนา

จากนั้น มาถึงขั้นตอนสุดท้าย คือการทดสอบโดยรวมก่อนเปิดให้ดาวน์โหลด เน้นการทดสอบประสิทธิภาพ ตรวจหา Bug และหาช่องว่างหรือข้อผิดพลาดอื่นๆ (ซึ่งพบเรื่อยๆ) และนำไปแก้ไขจนดีพอที่จะส่งให้ Apple ตรวจพิจารณาให้ปล่อยดาวน์โหลดได้ ซึ่ง Apple ก็ให้ผ่านตั้งแต่ครั้งแรกที่่ส่งตรวจ

เสียงตอบรับ

ทีมบริหาร ทีมออกแบบ และทีมพัฒนาโปรแกรม ได้ทำงานร่วมกับทีมการตลาด ในการวางแผนการตลาดของแอป DoctorMe โดยได้ฝ่าย CSR ของบริษัท DTAC เป็นที่ปรึกษา โดยทาง DTAC ได้ให้คำแนะนำว่าให้เพิ่ม Feature ที่ใช้ประโยชน์จากเครือข่าย 3G เช่นการดูคลิปวิธีการปฐมพยาบาล ทำให้ผู้ใช้จะสามารถเข้าใจวิธีการได้ง่ายกว่าการอ่านแต่อย่างเดียว โดยเฉพาะในเรื่องที่ต้องใช้เทคนิควิธีการในการปฏิบัติ ซึ่งปัจจุบัน ทีมงานกำลังเตรียมเนื้อหาใหม่นี้เพื่อเสริมเข้าไปในแอป จากนั้นจึงจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ โดยในปัจจุบันให้ดาวน์โหลดเป็นเวอร์ชั่นทดลองใช้ก่อน และกำลังเก็บความคิดเห็นจากผู้ใช้ในวงกว้างเพื่อนำมาพัฒนาเป็นตัวสมบูรณ์

ภายหลังการเปิดให้ดาวน์โหลดรุ่นทดสอบ พบว่ามีผู้สนใจจำนวนมาก ภายในไม่กี่ชั่วโมง DoctorMe ได้เป็น iPhone App ฟรีอันดับ 1 ในหมวด Health & Fitness และในวันถัดไปได้อยู่อันดับที่ 3 เมื่อคิดรวมจากทุกหมวด (ไต่มาจากอันดับ 185, 75, 9, และ 8 ในวันก่อนหน้า) โดยได้คะแนนโหวตเฉลี่ยเต็ม 5 ดาว (ณ วันที่ 20 สิงหาคม 2554) ซึ่งน่ายินดีมากว่ามีผู้ให้ความสนใจจำนวนมากและเห็นว่าเป็นแอปที่มีประโยชน์และมีคุณภาพ


อันดับ 1 ในหมวด Health & Fitness


อันดับที่ 3 รวมจากทุกหมวด


ได้คะแนนเฉลี่ยห้าดาวเต็ม

อนาคต

DoctorMe เป็นก้าวแรกขององค์กรบริการสาธารณะอย่าง สสส. ที่ให้บริการเครื่องมือทางเทคโนโลยีสำหรับประชาชนอย่างแพร่หลาย โดยใช้วิธีการทำงานแบบสร้างนวัตกรรมร่วมกันกับเครือข่ายและผู้สนใจ พวกเราหวังว่า แอปพลิเคชั่นลักษณะนี้น่าจะให้ประโยชน์โดยตรงแก่ประชาชน โดยมีแผนจะขยายไปยัง Platform อื่น เช่น Android และเว็บไซต์ทั่วไป ทำให้คนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงได้ และจะขยายความสามารถให้ตอบสนองความท้าทายด้านสุขภาพได้ดีขึ้น เช่น การสามารถให้คำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลตนเองที่สอดคล้องกับอาการเจ็บป่วยที่มีอยู่แล้วหรือ Lifestyle ของผู้ใช้ได้ รวมทั้งการสร้างกิจกรรมบนระบบดิจิทัลที่ช่วยกระตุ้น ส่งเสริม ให้ประชาชนมีวิถีชีวิตที่สร้างเสริมสุขภาพทั้งทางกาย การใจ ทางปัญญา และของทั้งสังคม

ดาวน์โหลด DoctorMe ได้แล้ววันนี้ ฟรี ที่นี่ครับ

เหตุผลที่ขาย iPhone

สังเกตตัวเองว่าไม่ค่อยได้เป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ของ Apple ได้นาน ต้องมีอันขายออกไปหรือทำหาย คราวนี้มาถึงคิวของ iPhone ที่ใช้มาเกือบ 1 ปี

อันที่จริง iPhone ก็เป็นอุปกรณ์ที่ใช้แล้วประทับใจ ประโยชน์ที่ได้จริงๆ นอกเหนือจากการเป็นโทรศัพท์ ก็คือการสามารถอ่านข่าวใน Google Reader ได้อย่างสะดวก เช่นตื่นนอนมาก็หยิบ iPhone ขึ้นมาอ่านข่าวก่อนทำอย่างอื่น เหมือนอ่านหนังสือพิมพ์ตอนเช้า หรือตอนอยู่บนรถ นั่งรอ ก็อ่านข่าวได้ทุกที่ นอกจากนั้นก็จะเป็นการเช็คอีเมล

แต่นอกจากการเป็นโทรศัพท์และการอ่านข่าว ผมก็แทบไม่ได้ใช้ประโยชน์จากคุณสมบัติอื่นของ iPhone ไม่ว่าจะเป็นการฟังเพลง (ที่ฟังเครื่องเสียงที่บ้านดีกว่าเยอะ) เล่นเกม เข้าเว็บทั่วไป ถ่ายรูป (เพราะช่วงหลังๆ มีกล้องจริงๆ เป็นที่เรียบร้อย) ดูแผนที่ ดูหุ้น และอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม การไม่ค่อยได้ใช้คุณสมบัติที่กล่าวมา ไม่ได้เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ผมขาย iPhone ซึ่งเหตุผลหลักที่ว่านั้นมีดังนี้

  • แบตเตอรี่เริ่มเสื่อม ไม่สามารถเปลี่ยนได้: iPhone น่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือที่เป็นที่นิยมทั่วไปยี่ห้อเดียว ที่ไม่สามารถเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้ เป็นที่รู้กันว่าแบตเตอรี่ที่ใช้เทคโนโลยี Li-ion ในปัจจุบัน มีอายุการใช้งานประมาณ 300 Cycle หรือ 2-3 ปี หลังจากนั้นความสามารถในการเก็บประจุจะลดลงอย่างรวดเร็วจนไม่สามารถใช้งานได้อย่างมีประโยชน์ (Unuseful) ซึ่งผมใช้ iPhone มาแล้วเกือบ 1 ปี แปลว่าอายุการใช้งานจริงจะเหลืออีกเพียงแค่ 1 ปีเท่านั้น หลังจากนั้นจะเอาไปทำอะไรก็ไม่ได้ ถ้าขายก็จะไม่ได้ราคาเพราะมันใช้ไม่ได้อีกต่อไป
  • ไม่สามารถนำ contact กลับเข้า SIM card ได้: iPhone ถูกออกแบบมาให้มีความ “พิเศษ” หลายประการ เช่นการจัดการรายชื่อโทรศัพท์ (contact) ที่ตัวเครื่องโดยไม่เกี่ยวข้องกับ SIM card แปลว่า contact ที่เราบันทึกลงใน iPhone จะไม่อยู่ใน SIM card แล้วก็ไม่สามารถ export contact เหล่านั้นกลับเข้า SIM card ได้ ส่งผลให้ถ้าเราต้องเปลี่ยนโทรศัพท์ จะต้องใส่ contact เหล่านั้นด้วยมือ อันที่จริง firmware รุ่น 1.x มีโปรแกรม (เถื่อน) ที่สามารถ export contact ได้ แต่โปรแกรมนั้นก็เลิกพัฒนาเมื่อ Apple พัฒนา firmware รุ่น 2.x (ส่วนการ export contact โดยการ sync เข้ากับ Google Address Book ก็ไม่สามารถทำได้เพราะ option นี้ถูกปิดไว้ใน iTunes โดยไม่มีเหตุผล เห็นหลายคนบ่นเหมือนกัน แล้วเท่าที่รู้ก็ยังไม่มีคำตอบจาก Apple)
  • ไม่มีวิธีการนำรูปที่ถ่ายจากกล้องเข้าเครื่องแบบง่ายๆ: โดยทั่วไปโทรศัพท์มือถือที่ถ่ายรูปได้ มักมีกลไกการนำรูปที่ถ่ายเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะโดยผ่านสายลิงค์ หรือ Bluetooth แต่ iPhone ต้องใช้วิธีการอีเมลรูปนั้นเข้าบริการรับฝากรูปเช่น Flickr โดยรูปที่ถูกอีเมลจะถูกลดขนาดลงเหลือเพียง 640×480 px เท่านั้น และต้องอีเมลทีละรูป ซึ่งใช้เวลามาก ถ้าอยากอับโหลดรูปทีเดียวเยอะๆ ก็ต้องใช้โปรแกรม (เถื่อน) ช่วย

นอกจากนั้นยังมีข้อจำกัดอื่นๆ ที่รู้อยู่ตั้งแต่แรก เช่น รูเสียบหูฟังไม่สามารถใช้กับหูฟังอื่นๆ ได้ ถ้าอยากใช้หูฟังอื่นต้องใช้ตัวแปลง (ราคาแพง) การไม่สามารถเพิ่มความจุโดยใช้ memory card และความบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ เช่นความไม่เสถียรของ browser ที่ชอบปิดตัวเองบ่อยๆ เมื่อเปิดเว็บที่ซับซ้อนหรือยาวหน่อย

จะเห็นว่าจุดบกพร่องทั้งสามข้อนั้นเป็นจุดบกพร่องที่ส่งผลต่อคุณสมบัติในการทำงานอย่างร้ายแรง ไม่ใช่เพียงทำให้เราไม่สะดวก แต่เป็นการลดทอนสิ่งที่โทรศัพท์ควรทำได้ออกไป เห็นได้ไม่ยากว่า Apple “จงใจ” สร้างข้อจำกัดเหล่านี้ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ใช้ iPhone เปลี่ยนกลับไปใช้โทรศัพท์ยี่ห้ออื่น (สร้างสภาวะ vendor locked-in) และสร้างเงื่อนไขให้ผู้ใช้ไม่สามารถใช้ผลิตภัณฑ์ได้นาน แต่ต้องซื้อใหม่เรื่อยๆ พฤติกรรมเหล่านี้ผมคิดว่าเป็นตัวแทนที่ชัดเจนของด้านมืดของบริโภคนิยมและทุนผูกขาด นอกจากนั้นยังเป็นพฤติกรรมที่สวนทางกับหลักเสรีภาพ (freedom) และแนวคิดการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้สามารถใช้งานร่วมกับคนอื่น (interoperability) โดยยึดมาตรฐาน (standards) อีกด้วย

นอกจากการจงใจสร้างข้อจำกัด Apple ยังมีแนวคิดลึกๆ ว่าต้องให้การออกแบบมาก่อนคุณสมบัติ (design over functionalities) ซึ่งเป็นแนวคิดที่ทำให้ขายของได้เพราะมันสร้างกระแส (hype) ได้ ตั้งแต่ Steve Jobs มาเป็น CEO ของ Apple บริษัทก็ใช้แนวทางนี้เรื่อยมา ซึ่งก็ดูเหมือนจะได้ผลเพราะใช้ “ถูกที่ถูกจังหวะ” ดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่มีความโน้มเอียงจะให้ความสำคัญกับการออกแบบ เช่นคนรุ่นใหม่ที่มีอันจะกิน ที่เป็นฐานลูกค้าที่เดิมไม่มีทางเลือกในการบริโภคอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่มีสไตล์และใช้งานได้ง่าย การให้ความสำคัญกับการออกแบบเหนือสิ่งอื่นใดนี้ก็เป็นส่วนทำให้เกิดข้อจำกัดหลายอย่าง เช่นเรื่องแบตเตอรี่และการไม่สามารถ export contact ได้ (แต่กลับ import contact ได้โดยง่าย…) และการไม่สามารถเพิ่ม memory card ได้

ทั้งหมดที่กล่าวมาทำให้ผมตัดสินใจขาย iPhone แล้วเอาเงินไปซื้อโทรศัพท์ Samsung รุ่นเล็กสุด (C170) ที่ดูดีและคุ้มค่าในราคาพันกว่าบาทแล้วยังเหลือเงินเก็บหมื่นกว่าบาท ผมคิดว่านี่เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดอีกครั้งในชีวิต

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: